Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานอบอุ่นหัวใจ, นิทานเด็ก

รอยยิ้มของเด็กน้อย : นิทานก่อนนอนอบอุ่นหัวใจ

คืนวันก่อน มีข้อความสอบถามมาทางกล่องข้อความว่า “ขออนุญาตสอบถามหน่อยนะคะ นิทานเรื่อง รอยยิ้มของเด็กน้อย ที่เคยลงให้อ่าน หายไปไหนแล้วเหรอคะ พอดีลองหาแล้วไม่เจอเลยค่ะ”

ผมเลยตอบไปยาวเหยียดว่า “สวัสดีครับ ต้องขอโทษจริง ๆ ครับ คือ หลายปีที่ผ่านมา นิทานนำบุญโดนละเมิดลิขสิทธิ์มากขึ้นเรื่อย ๆ (ทำให้ผมต้องใช้เวลาเก็บหลักฐานเบื้องต้น , ติดต่อผู้ละเมิด , (ถ้าไม่จบก็ต้อง) ไปโรงพักเพื่อแจ้งความ, ไปสอบปากคำ, หาหลักฐานยืนยันตัวตนว่าผู้ละเมิดเป็นใคร, จ้างทนายเคสละ 50000-80000 บาท, ขึ้นศาล) ผมพบว่า คนละเมิดมักเข้ามาในเว็บ แล้ว copy นิทานไปใช้แบบมักง่าย ยิ่งลงนิทานเยอะ เขาก็จะมีตัวเลือกในการขโมยเยอะ ผมเลยยุติการเผยแพร่นิทานไป 200 เรื่อง เหลือไว้ในเว็บ 100 เรื่อง – – นิทานเรื่อง รอยยิ้มของเด็กน้อย จึงมีการหยุดเผยแพร่ไป – – แต่ผมจะนำกลับมาลง ให้คุณ Chalisa ได้อ่านนะครับ (นิทาน 100 เรื่องที่ลงอยู่ ยังไม่ครบ 100 – – ผมจะนำมาลงให้นะครับ ) แตีอีกราว 1 ปีเศษ ผมอาจนำนิทานนำบุญออกจากเว็บทั้งหมด เหลือแต่นิทานนานาชาติ เพราะถึงตอนนี้ ผมรู้สึกว่า ตัวเองในวัย 56 ปี ไม่สามารถติดตามคดีต่าง ๆ ได้สะดวกนัก ชีวิตไม่ได้ทำอะไรเลยครับ ต้องเสียเวลาเก็บหลักฐานและไปโรงพักตลอด (วันนี้ก็ไป) และพอจะฟ้อง ก็ต้องเอาเงินเก็บมาจ่ายค่าทนาย ไป ๆ มา ๆ เงินที่ตั้งใจจะใช้ตอนบั้นปลายชีวิต เริ่มที่จะน่าเป็นห่วงมากขึ้นเรื่อย ๆ วิธีที่จะหยุดคนมักง่ายได้ ก็คงเหลือแค่ ไม่เผยแพร่นิทานออกไป มันเป็นเรื่องที่เจ็บปวด แต่…วันนี้ ตอนเจอตำรวจและบอกตำรวจว่า จะฟ้องคดีนึง เป็นนักศึกษา จะฟ้องเป็นคดีอาญา เพราะให้โอกาสหลายครั้ง แต่ไม่สำนึกในความผิดเลย – – ตำรวจบอก น้องเขาจะเสียอนาคตนะ อย่าเลย (ผมอึ้งไปเลย) ไป ๆ มา ๆ เหมือนกับว่า การถูกละเมิดเป็นเรื่องธรรมดา ปล่อยคนละเมิดไปเถอะ อะไรทำนองนี้ – – – เล่าซะยาว รอนิดนึงนะครับ ขอทำภาพประกอบแล้วจะนำนิทานมาลงให้นะครับ”

จากข้อความที่ส่งมา และคำสัญญาที่พี่นำบุญให้ไว้ วันนี้ ผมทำภาพปกเสร็จแล้ว เลยนำนิทานที่ถามถึงกลับมาให้อ่านนะครับ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเจ้าเมืองคนหนึ่งเป็นชายสูงวัยที่ไม่ค่อยชอบเด็กสักเท่าไหร่ เจ้าเมืองผู้นี้เชื่อว่า เด็กคือต้นเหตุที่ทำให้เมืองของเขายากจน ดังคำที่กล่าวว่า “การมีลูกหนึ่งคนจะทำให้จนไปเจ็ดปี” ด้วยเหตุนี้ เจ้าเมืองจึงกำชับให้ชาวเมืองทุก ๆ หลีกเลี่ยงการมีลูกโดยเด็ดขาด

อยู่มาวันหนึ่ง คุณนกกระสาบุรุษไปรษณีย์ผู้มีหน้าที่ส่งเด็กกำพร้าไปยังครอบครัวใหม่ที่เหมาะสมได้พาเด็กชายวัยยังไม่ถึงหนึ่งขวบคนหนึ่ง บินมาส่งยังห้องนอนของภรรยาท่านเจ้าเมือง โชคดีที่ภรรยาท่านเจ้าเมืองเป็นคนรักเด็ก เมื่อคุณนายเห็นเด็กน้อยส่งยิ้มให้ เธอก็ตกหลุมรักและตั้งใจจะเลี้ยงดูเด็กน้อยเป็นลูกบุญธรรมแม้จะต้องขัดใจท่านเจ้าเมืองบ้างก็ตาม

เช้าวันต่อมา  คุณนายจัดเตรียมรถเข็นเด็กเพื่อพาเด็กน้อยมุ่งหน้าไปยังบ้านของเจ้าเมือง ระหว่างทาง คุณนายบอกให้เด็กน้อยยิ้มสู้กับทุกสิ่งที่อาจเกิดขึ้น พร้อมกับร้องเพลงให้เด็กน้อยฟังด้วยน้ำเสียงที่แสนอ่อนโยนว่า “ยิ้มน้อย ๆ  ยิ้มน้อย ๆ  เจ้าตัวน้อยส่งยิ้มมา   ยิ้มน้อย ๆ  จากดวงตา  มาซิมาส่งยิ้มกัน”

คุณนายร้องเพลงไปพลาง ยิ้มให้เจ้าตัวน้อยไปพลาง จนชาวเมืองวางมือจากงานแล้วเข้ามาชะโงกดูเด็กน้อยในรถเข็นกันอย่างเนืองแน่น ในตอนแรก ชาวเมืองค่อนข้างประหลาดใจที่เห็นเด็กน้อยในรถเข็น แต่เมื่อชาวเมืองได้เห็นรอยยิ้มที่แสนน่ารักของเจ้าหนูน้อย ทุกคนก็ลืมความประหลาดใจ เหลือเพียงความสดชื่นในหัวใจและรู้สึกว่าโลกรอบตัวนั้นงดงามกว่าเดิมหลายเท่าตัวนัก

ชาวเมืองต่างเดินตามคุณนายมายังบ้านของท่านเจ้าเมืองราวกับทุกคนต้องมนตร์สะกด ใจหนึ่งทุกคนรู้สึกดีที่เห็นคุณนายเข็นเด็กน้อยเข้ามาในเมือง แต่อีกใจหนึ่งทุกคนก็กังวลว่าเจ้าเมืองผู้ไม่รักเด็กจะยอมให้คุณนายเลี้ยงดูเด็กน้อยที่แสนน่ารักคนนี้ต่อไปหรือไม่

และแล้ว…สิ่งที่ทุกคนกังวลใจก็เป็นจริง เพราะทันทีที่คุณนายเผชิญหน้ากับท่านเจ้าเมืองและเล่าเรื่องทั้งหมดให้สามีฟัง เจ้าเมืองผู้ไม่รักเด็กก็ถึงกับหนวดกระตุกด้วยความโกรธ แล้วตั้งท่าจะขับไล่เด็กรวมทั้งภรรยาออกจากเมืองทันที

แต่ก่อนที่เจ้าเมืองจะออกคำสั่งขับไล่ บังเอิญเจ้าเมืองเหลือบไปเห็นรอยยิ้มของเด็กน้อยในรถเข็น ที่ไม่ว่าจะเกิดเหตุอะไรขึ้น เด็กน้อยก็ยังคงยิ้มได้เสมอ

ความน่ารักของเด็กน้อยทำให้เจ้าเมืองเริ่มใจอ่อน แต่ด้วยบทบาทของเจ้าเมืองที่เคยออกคำสั่งให้ชาวเมืองหลีกเลี่ยงการมีลูก เจ้าเมืองจึงแกล้วเฉไฉว่า เรื่องนี้ตนเองอนุญาตไม่ได้ เพราะมันเกี่ยวข้องกับประชาชนโดยส่วนรวมด้วย

เมื่อชาวเมืองเห็นว่าเจ้าเมืองมีทีท่าที่อ่อนลง และทุกคนเห็นว่ารอยยิ้มของเด็กนั้นมีค่าต่อการสร้างกำลังใจมากเพียงไร  ทุกคนจึงพร้อมใจกันร้องเพลงว่า “ยิ้มน้อย ๆ  ยิ้มน้อย ๆ  เจ้าตัวน้อยส่งยิ้มมา   ยิ้มน้อย ๆ  จากดวงตา  มาซิมาส่งยิ้มกัน ๆ ๆ ๆ ๆ”

เสียงร้องเพลงของชาวเมืองเป็นเสมือนคำตอบที่ทำให้เจ้าเมืองเข้าใจได้ในทันทีว่าชาวเมืองต้องการเด็กน้อยคนนี้มากเพียงไร  แต่เจ้าเมืองยังคงห่วงเรื่องความยากจน เพราะหากเขาอนุญาตให้ภรรยาเลี้ยงเด็กคนนี้เป็นลูก  ในอนาคต…ชาวเมืองก็คงขอมีลูกบ้าง  ไป ๆ มา ๆ  ทุกคนในเมืองก็คงยากจนต่อไปแบบไม่รู้จบ  เจ้าเมืองจึงมองหน้าของเด็กน้อยที่ยังคงยิ้มอยู่ในรถเข็น  แล้วพูดด้วยความลำบากใจว่า “ถ้าการเลี้ยงเด็กจะไม่ทำให้บ้านเมืองต้องยากจน ฉันคงตัดสินใจได้ไม่ยากหรอก”

ในขณะนั้นเอง เทวดาผู้คุ้มครองเมืองเห็นว่าเจ้าเมืองและชาวเมืองลืมนึกถึงบางสิ่งมานานแล้ว นั่นคือรอยยิ้มอันแสนสดใสของเด็กสามารถสร้างพลังใจให้ผู้ใหญ่ได้อย่างมากมายไม่รู้จบ ด้วยเหตุนี้ เทวดาผู้คุ้มครองเมืองจึงปรากฏตัวขึ้น แล้วเอ่ยปากว่า ถ้าเจ้าเมืองรวมทั้งชาวเมืองยอมกลับมามีลูกและเลี้ยงดูเด็ก ๆ ให้มีรอยยิ้มที่สดใส เทวดาทั้งหลายก็จะมอบของขวัญให้แก่ชาวเมือง ด้วยการเสกฝนและความอุดมสมบูรณ์ให้กลับมายังเมืองอีกครั้ง

เมื่อเจ้าเมืองได้ฟัง เจ้าเมืองรวมทั้งทุก ๆ คนในเมืองก็น้อมรับเงื่อนไขของเทวดา

ในที่สุด เด็กน้อยก็ได้เติบโตเป็นลูกของเจ้าเมืองและภรรยา ส่วนชาวเมืองก็เริ่มมีลูกกันอีกครั้ง ซึ่งเมื่อทุกคนดูแลให้เด็ก ๆ ยิ้มได้อย่างมีความสุข เทวดาก็มอบของขวัญให้ทุก ๆ คนตามสัญญา

แม้ท้ายที่สุด ชาวเมืองอาจไม่ได้ร่ำรวยมากแบบผู้คนในเมืองอื่น ๆ แต่สิ่งที่พวกเขารู้สึกก็คือ พวกเขามีความสุขมากขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทุกครั้งที่พวกเขาได้เห็นรอยยิ้มอันแสนบริสุทธิ์ของเด็กตัวน้อย ๆ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่มีค่ามากกว่าเงินทองเป็นไหน ๆ

Posted in นิทาน, นิทานก่อนนอน, นิทานตลก

ปริศนาปัญหาแมว

สมัยที่ผมแต่งนิทานลงในนิตยสารขวัญเรือน ผมต้องแต่งนิทานให้เสร็จสมบูรณ์ภายในเวลา 15 วันต่อ 1 เรื่อง และต้องแต่งนิทานไปเรื่อย ๆ แบบนี้ ปีละ 24 เรื่อง เป็นเวลานานถึง 17 ปี

คำถามที่บางคนอาจสงสัยคือ “พี่นำบุญเคยคิดนิทานไม่ออกบ้างไหม” คำตอบก็คือ “เคย”

การคิดนิทานไม่ออก โดยที่เวลากระชั้นเข้ามาเรื่อย ๆ เป็นเรื่องที่ทรมานมาก ผมสาบานกับตัวเองว่า จะไม่ยอมไปอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นอีกแล้ว เพราะมันเหมือนตกนรก!

เวลาที่คิดนิทานไม่ได้ บางครั้ง ผมถึงขั้นนอนกลิ้งไปกลิ้งมาที่พื้นห้อง บางครั้ง…พยายามหลับเพื่อที่จะฝันนิทานออกมาเป็นเรื่อง บางครั้ง..พยายามค้นนิทานเก่า ๆ ที่ตัวเองแต่งไม่จบเมื่อเดือนก่อน ๆ เพื่อจะหาทางแต่งต่อให้จบ (แต่ก็แต่งไม่ได้)

และเมื่อเวลาเข้าใกล้เส้นตาย สิ่งเดียวที่ทำได้ คือการนั่งลงที่หน้าคอมพิวเตอร์ แล้วเริ่มพิมพ์ พิมพ์อะไรก็ตามเท่าที่คิดได้ พิมพ์ไปคิดไป ถ้าไปต่อไม่ได้ก็ลบแล้วคิดใหม่ ทำแบบนี้จนกว่าจะได้นิทานที่โอเค (ซึ่งไม่ง่ายเลย)

นิทานเรื่อง ปริศนาปัญหาแมว เป็นหนึ่งในนิทานที่แต่งในภาวะวิกฤต คือพยายามคิดนิทานมาเกือบ 15 วัน แต่ก็คิดไม่ออกจริง ๆ พอถึงโค้งสุดท้าย ผมจึงนึกถึงปริศนาอะไรเอ่ยที่วัยรุ่นขอบเล่นกัน แล้วทดลองนำมาแต่งเป็นนิทานดู แต่งไปแก้ไป จนสุดท้ายได้นิทานที่โอเค พอส่งต้นฉบับเสร็จ ก็เหมือนยกภูเขาออกจากอก และโล่งใจเมื่อทีมงานขวัญเรือนบอกว่า “นิทานสนุกดี”

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ กับคุณพ่อคุณแม่และเจ้าแมวเหมียวที่แสนน่ารัก แม้เด็กน้อยจะเป็นลูกคนเดียว แต่เขากลับไม่เคยเหงาเลย เพราะเขาสนิทสนมกับเจ้าแมวเหมียวจนสามารถพูดคุยกันรู้เรื่อง ด้วยเหตุนี้เอง เขาจึงหาเรื่องสนุก ๆ เล่นกับเจ้าแมวเหมียวได้ไม่รู้จบ

วันหนึ่ง ในขณะที่เด็กน้อยกำลังเล่นทายปัญหาอะไรเอ่ยอยู่กับเจ้าแมวเหมียวเพื่อนรัก จู่ ๆ คุณแม่ก็นำข่าวร้ายมาบอกให้เด็กน้อยได้ทราบว่า คุณพ่อของเด็กน้อยโดนแมลงพิษต่อยอาการสาหัส เด็กน้อยอยากช่วยให้คุณพ่อหายป่วย ดังนั้น เมื่อคุณแม่ออกจากบ้าน เด็กน้อยจึงชวนเจ้าแมวเหมียวเข้าป่าเพื่อไปหาสมุนไพรวิเศษมารักษาคุณพ่อ

สมุนไพรวิเศษเป็นพืชที่ใครต่อใครต่างเล่าลือกันว่ามันมีสรรพคุณที่สามารถแก้พิษได้ทุกชนิดในโลก แม้คุณสมบัติของสมุนไพรวิเศษจะเป็นเรื่องจริง แต่มันเป็นพืชที่หายากและไม่ค่อยมีใครได้พบเห็น ด้วยเหตุนี้เอง เด็กน้อยกับเจ้าแมวเหมียวจึงได้แต่มะงุมมะงาหราไม่รู้ว่าควรเก็บสมุนไพรต้นใดกลับบ้านกันแน่

ทันใดนั้นเอง มีภูตน้อยจอมซนตนหนึ่งบังเอิญมาเห็นเหตุการณ์เข้า ภูตน้อยตนนี้อาศัยอยู่ในป่าและชอบหาเรื่องเล่นสนุกอยู่เสมอ เมื่อภูตน้อยทราบว่าคู่หูทั้งสองต้องการความช่วยเหลือ มันจึงได้โอกาสชวนเด็กน้อยเล่นเกม ซึ่งถ้าเด็กน้อยกับเจ้าแมวเหมียวเอาชนะมันได้ มันก็จะช่วยหาสมุนไพรวิเศษให้แก่เด็กน้อยและเจ้าแมวเหมียวเป็นรางวัลแห่งชัยชนะ

เด็กน้อยกับเจ้าแมวเหมียวเห็นว่าภูตจอมซนรู้จักต้นไม้ต่าง ๆ ในป่าเป็นอย่างดี ดังนั้น พวกเขาจึงตกปากรับคำที่จะเล่นเกมกับภูตจอมซนโดยแทบไม่ต้องคิด

แต่เกมของภูตแห่งป่านั้นไม่ใช่เกมที่ใคร ๆ จะสามารถเอาชนะได้อย่างง่าย ๆ เพราะกติกาของเกมมีอยู่ว่า เด็กน้อยกับเจ้าแมวเหมียวจะต้องคิดและตั้งคำถามอะไรเอ่ยเกี่ยวกับต้นไม้ใบหญ้าหรือธรรมชาติต่าง ๆ เพื่อใช้ถามภูตน้อย โดยคู่หูทั้งสองมีโอกาสตั้งคำถามได้ถึง 3 ครั้ง ซึ่งหากมีคำถามข้อใดแม้แต่เพียงข้อเดียวที่ภูตแห่งป่าตอบไม่ได้ มันก็จะถือว่าเด็กน้อยกับเจ้าแมวเหมียวเอาชนะมันได้สำเร็จ

การที่ภูตจอมซนกล้ากำหนดกติกาเอาไว้เช่นนี้ก็เป็นเพราะมันเชื่อมั่นว่า ไม่มีใครรู้เรื่องของต้นไม้ใบหญ้าและธรรมชาติทั้งหลายดีไปกว่ามันเป็นแน่ แต่ถึงแม้ว่าภูตจอมซนจะมีความรอบรู้สักเพียงใด เด็กน้อยกับเจ้าแมวเหมียวก็ไม่อยาก ปล่อยโอกาสในการหาสมุนไพรวิเศษให้ผ่านไปอย่างไร้ค่า เพราะฉะนั้นคู่หูทั้งสองจึงช่วยกันคิดคำถามอย่างสุดความสามารถ

“ต้นอะไรเอ่ย ต้นเท่าแขนใบแล่นเสี้ยว?” เด็กน้อยยืมคำถามโบราณมาถามภูตจอมซน

ภูตน้อยอมยิ้มอย่างรู้ทัน แล้วจึงตอบคำถามกลับไปว่า “ต้นอ้อยใช่ไหมล่ะ ง่ายชะมัด”

เมื่อภูตแห่งป่าตอบคำถามข้อแรกได้อย่างง่ายดาย เด็กน้อยจึงตั้งใจเลือกคำถามที่ยากขึ้น

“แล้วต้นอะไรเอ่ย ต้นเท่าครก ใบปรกดิน?” เด็กน้อยถามคำถามที่เขาคิดว่ายากมาก ๆ

ภูตน้อยหัวเราะแล้วจึงตอบกลับไปว่า “ก็ต้นตะไคร้ยังไงล่ะ ถามให้มันยาก ๆ หน่อยสิ”

เมื่อภูตน้อยตอบคำถามได้ถูกต้องทั้ง 2 ข้อ เด็กน้อยกับแมวเหมียวจึงต้องคิดหนัก

คำถามอะไรหนอที่ภูตแห่งป่าจะตอบไม่ได้ เด็กน้อยกับเจ้าแมวเหมียวตรึกตรองกันอยู่พักใหญ่ จนในที่สุดเจ้าแมวเหมียวก็เกิดความคิดดี ๆ ขึ้นในใจ

เจ้าแมวเหมียวรีบหันไปซุบซิบกับเด็กน้อยด้วยภาษาที่ไม่มีใครฟังรู้เรื่อง ซึ่งเมื่อเด็กน้อยได้ฟังคำถามของเจ้าแมวเหมียวแล้ว เขาก็ตกลงใจที่จะเสี่ยงถามคำถามนั้นกับภูตน้อยจอมซน

“ต้นอะไรเอ่ย ออกลูกเป็นแมว?” เด็กน้อยถามคำถามอย่างชัดถ้อยชัดคำ

ทันทีที่ภูตน้อยได้ฟังคำถาม มันก็พยายามคิดถึงต้นไม้ต่าง ๆ ที่น่าจะเกี่ยวข้องกับแมว

ภูตน้อยรู้จักต้นนมแมว แต่ต้นนมแมวก็ไม่ได้ออกลูกเป็นแมวสักหน่อย ภูตแห่งป่าใช้ความคิดจนปวดหัวไปหมด และแล้ว…ภูตน้อยก็ยอมแพ้และขอให้คู่หูเจ้าปัญหาช่วยเฉลยคำตอบให้มันได้รู้

เด็กน้อยกับเจ้าแมวเหมียวดีใจที่ภูตแห่งป่าตอบคำถามของพวกเขาไม่ได้ ซึ่งเมื่อคู่หูทั้งสองเฉลยคำตอบให้ภูตจอมซนได้ทราบ ภูตน้อยก็ถึงกับอ้าปากค้างด้วยความที่คาดไม่ถึง

“ต้นที่ออกลูกเป็นแมวก็คือ ……………………………. ต้นตระกูลของแมวยังไงล่ะ ฮิฮิ”

ภูตแห่งป่าพอใจกับคำเฉลยของคู่หูเจ้าปัญหา แม้ว่าคำถามดังกล่าวออกจะติงต๊องอยู่สักหน่อย แต่มันก็เป็นคำถามไม่ได้ผิดไปจากกติกาที่กำหนดเอาไว้ เพราะแมวเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับธรรมชาติ ด้วยเหตุนี้ ภูตจอมซนจึงรักษาสัญญาด้วยการหาสมุนไพรวิเศษมาให้แก่เด็กน้อยและเจ้าแมวเหมียว

ในที่สุด เด็กน้อยก็สามารถนำสมุนไพรวิเศษมาช่วยรักษาคุณพ่อได้เป็นผลสำเร็จ

ไม่ช้าไม่นานนัก คุณพ่อก็กลับมาแข็งแรงดังเดิมอีกครั้ง และความสงบสุขก็กลับคืนสู่ครอบครัวของเด็กน้อยกับเจ้าแมวเหมียวดังเดิม

ภาพประกอบนิทาน ปริศนาปัญหาแมว เด็กชายอุ้มแมวพร้อมภูตน้อยในบรรยากาศแฟนตาซี
ภาพประกอบนิทานเรื่อง “ปริศนาปัญหาแมว” เด็กชายกับเจ้าแมวเหมียวและภูตน้อย
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานตลก, นิทานเด็ก

ช่างตัดผมผู้มีพรสวรรค์ : นิทานนำบุญตลก ๆ สำหรับเด็กและครอบครัว

ในการแต่งนิทานเรื่องต่าง ๆ นิทานเรื่อง “ช่างตัดผมผู้มีพรสวรรค์” เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ไม่มั่นใจเลยว่า เด็ก ๆ จะเข้าใจคำสำคัญบางคำในเรื่องหรือเปล่า!

จริง ๆ แล้ว คำดังกล่าวไม่ใช่คำที่ยาก แต่เด็ก ๆ อาจจะไม่เคยใช้หรืออาจไม่เคยได้ยิน ซึ่งการนำคำดังกล่าวมาใช้ในการแต่งนิทาน จึงต้องลุ้นว่าเด็ก ๆ จะเข้าใจไหม (ถ้าเข้าใจก็จะขำ แต่ถ้าไม่เข้าใจ นิทานเรื่องนี้อาจกลายเป็นนิทานธรรมดา ๆ ไปเลย) ดังนั้น ถ้าคุณพ่อคุณแม่ที่อ่านนิทานให้ลูกฟังรู้สึกว่า ลูกไม่เข้าใจ “คำ” ที่อยู่ในเรื่อง การช่วยอธิบายสักเล็กน้อย ก็จะช่วยเติมคำศัพท์ให้ลูกรู้จักการใช้คำในภาษาไทยมากขึ้น และน่าจะฟังนิทานได้สนุกขึ้น

กาลครั้งหนึ่งในเมืองที่แสนจะยากจน ยังมีช่างตัดผมคนหนึ่งเป็นช่างตัดผมที่ไม่มีใครอยากจะไป ตัดผมด้วย  ไม่ใช่เป็นเพราะเขาไม่มีความสามารถในการตัดผมหรือมีนิสัยที่ไม่น่าคบหา  แต่เหตุผลจริง ๆ ที่ทำให้ใครต่อใครไม่อยากจะไปตัดผมกับเขา ก็เป็นเพราะพรสวรรค์ของช่างตัดผมคนนี้ที่ลงมือตัดผมครั้งใด ผมของลูกค้ามีอันต้องยาวขึ้นกว่าตอนก่อนตัดถึงสองเท่าทุกครั้ง  ช่างตัดผมไม่รู้ว่าพรสวรรค์ในการตัดผมให้ยาวขึ้นนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไร  แต่เขารู้ดีว่าเขาคงไม่เหมาะกับอาชีพตัดผมนี้เสียแล้ว

ช่างตัดผมจึงเปลี่ยนอาชีพไปเป็นช่างตัดเสื้อ เขาคิดว่าอาชีพตัดเสื้อเป็นอาชีพที่เหมาะสำหรับเขาไม่ใช่น้อย เพราะอย่างน้อยที่สุด เขาก็สามารถนำกรรไกรตัดผมที่เขามีอยู่มาใช้ในการตัดเสื้อได้โดยไม่ต้องซื้อหาของใหม่

เมื่อชาวบ้านรู้ว่าช่างตัดผมผู้น่าสงสาร (เพราะมีพรสวรรค์ผิดประเภท) เปลี่ยนอาชีพมาเป็นช่างตัดเสื้อ  ชาวบ้านจึงพากันนำเสื้อผ้ามาให้ช่างช่วยตัดช่วยแก้เป็นการใหญ่  ช่างตัดผมซาบซึ้งในน้ำใจของชาวบ้านจึงพยายามวัดตัวและตัดเสื้อผ้าอย่างประณีตที่สุด  แต่แล้วเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เพราะทั้งๆ ที่ช่างตัดผมวัดขนาดและตัดเสื้อผ้าให้ชาวบ้านอย่างพอดิบพอดีแล้วก็ตาม แต่เมื่อถึงวันรับของ เสื้อผ้าของชาวบ้านกลับยาวยืดเกินขนาดออกไปถึงสองเท่า ช่างตัดผมรู้ตัวทันทีว่า เขาคงไม่เหมาะกับอาชีพนี้เสียแล้ว

ช่างตัดผมจึงคิดหาอาชีพใหม่ ซึ่งควรจะเป็นอาชีพที่ไม่ต้องลงทุนมากนัก ช่างตัดผมมองดูกรรไกรที่อยู่ในมือพลางคิดกลับไปกลับมาอยู่หลายตลบ  ในที่สุด เขาก็คิดได้ว่าเขาควรจะลองเป็นช่างตัดหญ้าดูสักครั้ง 

ช่างตัดผมเริ่มต้นงานตัดหญ้าด้วยการรับอาสาตัดหญ้าให้ชาวบ้านโดยไม่คิดเงิน ช่างตัดผมคิดว่าอย่างน้อยที่สุดก็เพื่อเป็นการขอโทษที่เขาทำให้เสื้อผ้าของใครต่อใครยาวผิดขนาดกันไปหมด

การตัดหญ้าเป็นไปด้วยดีตั้งแต่เช้าจรดเย็น ช่างตัดผมตัดหญ้าได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยเพราะเขามีทักษะในการตัดผมมาก่อน  ทุกๆ คนต่างพากันชื่นชมในผลงานของช่างตัดผม  ส่วนช่างตัดผมเองก็คิดว่านี่คงเป็นงานที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเขา

แต่น่าเสียดายที่เหตุการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะเมื่อช่างตัดผมและชาวบ้านตื่นขึ้นมาในเช้าวันรุ่งขึ้น สิ่งที่พวกเขาเห็นได้นำความประหลาดใจมาให้พวกเขาเป็นอันมาก เพราะสนามหญ้าที่ช่างตัดผมเพิ่งจะตัดหญ้าไปเมื่อวานนี้กลับมีหญ้าขึ้นรกเต็มไปหมด แถมหญ้ายังยาวกว่าตอนก่อนตัดถึงสองเท่า  ช่างตัดผมรู้ทันทีว่านี่คงเป็นผลมาจากพรสวรรค์ของเขาแน่ๆ  พรสวรรค์ที่เมื่อเขาตัดอะไรก็ตาม มันก็จะยาวขึ้นกว่าเดิมเป็นสองเท่าเสมอ  ช่างตัดผมรู้สึกท้อแท้และไม่ชอบพรสวรรค์ของเขาเอาเสียเลย

ช่างตัดผมพยายามตัดใจที่จะไม่ทำอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการตัดอะไรๆ อีกต่อไป เขารู้แล้วว่าพรสวรรค์ของเขาจะทำให้สิ่งที่เขาคิดจะตัด กลับยืดยาวออกไปเป็นสองเท่าจากที่เขาตั้งใจเสมอ   ดังนั้น หนทางที่ดีที่สุดที่จะหลีกเลี่ยงจากพรสวรรค์ที่เขาไม่ต้องการนี้ก็คือ การตัดใจไม่ทำอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการตัดทุกชนิด

แต่เช้าวันรุ่งขึ้น ช่างตัดผมกลับเกิดความรู้สึกที่อยากจะทำงานเกี่ยวกับการตัดมากขึ้นกว่าเดิมเป็นสองเท่า พรสวรรค์ของเขาทำให้การตัดใจไม่ทำอาชีพเกี่ยวกับการตัดกลับพลิกผันไปในทางตรงกันข้าม  ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเกิดความรู้สึกที่อยากจะทำงานเกี่ยวกับการตัดขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาบอกกับตัวเองว่า เขาต้องคิดให้รอบคอบกว่าเดิมสักหน่อย

ช่างตัดผมคิดทบทวนว่าเขาควรจะตัดอะไรดี   การตัดที่ทำให้สิ่งต่างๆ ยาวขึ้นเป็นสองเท่านี้ มันพอจะมีประโยชน์อะไรบ้างไหมหนอ  ช่างตัดผมคิด คิด แล้วก็คิด  ในที่สุด ช่างตัดผมก็ได้ความคิดดี ๆ

ช่างตัดผมรีบเดินทางไปที่พระราชวังและขอสมัครงานในตำแหน่งคนสร้างถนนซึ่งเรียกว่าพนักงานตัดถนนทันที  แม้งบประมาณในการตัดถนนของเมืองจน ๆ แห่งนี้จะมีไม่มากนัก แต่เมื่อช่างตัดผมผู้ซึ่งมีพรสวรรค์ในการตัดสิ่งต่าง ๆ ให้ยาวขึ้นได้มารับตำแหน่งเป็นพนักงานตัดถนน  ไม่นานนัก เมืองทั้งเมืองก็มีถนนสายยาว ๆ เต็มไปหมด

ชาวบ้านต่างมีความสุขกันถ้วนหน้าที่มีถนนหนทางดีๆ ใช้  ส่วนช่างตัดผมเองก็รู้สึกภูมิใจที่เขาได้ใช้พรสวรรค์ของเขาให้เป็นประโยชน์เสียที  และแล้วนิทานเรื่องนี้ก็จบลงอย่างมีความสุข

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานอบอุ่นหัวใจ, นิทานเด็ก

บ้านแสนสุข : นิทานก่อนนอน อบอุ่นหัวใจสำหรับเด็ก

ในทุกค่ำคืนที่เด็ก ๆ รอฟังนิทานก่อนนอน เรื่องเล่าสั้น ๆ ที่ชวนให้รู้สึกอบอุ่นหัวใจ มักจะกลายเป็นความทรงจำที่อยู่กับเด็ก ๆ ไปอีกนานแสนนาน นิทานจึงเป็นเสมือนสะพานที่เชื่อมความรัก ความฝัน และความสุขภายในครอบครัว

บ้านแสนสุข แต่งขึ้นเพื่อพาเด็ก ๆ เข้าสู่โลกที่เรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยความน่ารักและความอบอุ่น ทุกฉากทุกตอนสะท้อนความสุขเล็ก ๆ ที่เด็ก ๆ คุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นบ้านที่รายล้อมด้วยธรรมชาติ หรือบรรยากาศที่ทำให้รู้สึกปลอดภัยและเป็นมิตร

แม้จะเป็นนิทานธรรมดา ๆ แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่คือเรื่องเล่าเกี่ยวกับความสุขภายในครอบครัว ความเมตตาต่อสัตว์ และความแปลกในบางช่วงบางตอน ที่น่าจะทำให้เด็ก ๆ ยิ้มได้

นานมาแล้ว มีครอบครัวเล็ก ๆ ครอบครัวหนึ่ง เป็นครอบครัวของคุณพ่อเอื่อยเฉื่อยกับ คุณแม่เร่งร้อน คุณพ่อเอื่อยเฉื่อยเป็นคุณพ่อที่ชอบทำอะไรช้า ๆ เรื่อย ๆ คุณพ่อจึงอาสาอยู่บ้านเพื่อดูแลบ้านแทนคุณแม่ ส่วนคุณแม่เร่งร้อนเป็นคุณแม่ที่ทำอะไรได้แคล่วคล่องว่องไว คุณแม่จึงรักที่จะทำงานนอกบ้านแทนที่จะต้องอยู่บ้านเหมือนกับคุณแม่คนอื่น ๆ

นอกจากคุณพ่อเอื่อยเฉื่อยกับคุณแม่เร่งร้อนแล้ว  ในครอบครัวเล็ก ๆ ครอบครัวนี้ยังมีลูกสาวอีกคนหนึ่งซึ่งมีชื่อว่าน้องฝ้าย   น้องฝ้ายเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่ใครเห็นก็อดที่จะรักและเอ็นดูเธอไม่ได้  ปีนี้น้องฝ้ายอายุเกือบ 4 ขวบแล้ว  แต่น้องฝ้ายอยากโตเร็วกว่านี้ เพราะเธออยากเข้าโรงเรียนไปเจอกับเพื่อน ๆ อย่างที่คุณแม่เคยเล่าให้ฟังเอาไว้ 

วันหนึ่ง ในขณะที่คุณพ่อเอื่อยเฉื่อยกำลังนอนกลางวันฝันหวาน  น้องฝ้ายแอบเปิดประตูบ้าน แล้วค่อย ๆ ย่องออกไปเดินเล่นในสวน  สวนของน้องฝ้ายอยู่ติดกับป่าละเมาะซึ่งมีดอกไม้สีสวยส่งกลิ่นหอมชวนให้สดชื่น  น้องฝ้ายมีความสุขมากที่ได้ออกมาเดินย่ำหญ้านุ่ม ๆ ในสวนแบบนี้  แต่ในขณะที่น้องฝ้ายกับเพลินใจอยู่นั้น  จู่ ๆ น้องฝ้ายก็เหลือบไปเห็นลูกกระต่ายตัวเล็ก ๆ ซึ่งพลัดหลงกับแม่  น้องฝ้ายส่งยิ้มสดใสให้เจ้ากระต่ายน้อยอย่างเป็นมิตร  นี่คือเพื่อนคนแรกในชีวิตของเธอ  น้องฝ้ายคุกเข่าลงแล้วกวักมือเรียกลูกกระต่ายอย่างแผ่วเบา  และแล้ว เจ้ากระต่ายน้อยก็ค่อย ๆ กระโดดเข้าสู่อ้อมกอดของเพื่อนใหม่ด้วยความอุ่นใจ

เมื่อคุณพ่อตื่นนอน  น้องฝ้ายอุ้มกระต่ายน้อยเข้าไปหาคุณพ่อแล้วพูดกับคุณพ่ออย่างอ่อนหวานว่า “หนูขอเลี้ยงมันได้ไหม?”  คุณพ่อไม่รู้ว่าคุณแม่จะชอบใจไหม แต่คุณพ่อก็ไม่อยากทำให้น้องฝ้ายเสียใจ  ดังนั้น คุณพ่อจึงยอมให้น้องฝ้ายเลี้ยงเจ้ากระต่ายน้อยได้ โดยจะต้องเก็บเรื่องนี้ไว้ไม่ให้คุณแม่รู้

วันต่อมา เมื่อคุณแม่ออกไปทำงาน  น้องฝ้ายกับน้องต่ายก็พากันไปวิ่งเล่นในสวน  ในขณะที่น้องฝ้ายกำลังเพลิน ๆ อยู่นั้น  เจ้ากระต่ายน้อยก็บังเอิญเหลือบไปเห็นลูกกระรอกตัวหนึ่ง ซึ่งพลัดหลงจากแม่มาเหมือนกับมัน  กระต่ายน้อยเรียกให้น้องฝ้ายดูลูกกระรอกที่น่าสงสาร  เพื่อนคนที่สองปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าของเธอแล้ว  น้องฝ้ายเดินตรงเข้าไปหาเพื่อนใหม่อย่างช้า ๆ จากนั้น น้องฝ้ายก็ก้มลงลูบหลังของเจ้ากระรอกด้วยความรัก

หลังจากที่ลูกกระรอกคุ้นเคยกับน้องฝ้าย  น้องฝ้ายก็อุ้มเจ้ากระรอกน้อยเข้าไปหาคุณพ่อแล้วพูดกับคุณพ่อเหมือนเมื่อวานว่า “หนูขอเลี้ยงมันได้ไหม?”  คุณพ่อไม่อยากทำให้น้องฝ้ายเสียใจ  ดังนั้น คุณพ่อจึงยอมให้น้องฝ้ายเลี้ยงลูกกระรอกได้ แต่ต้องเก็บเรื่องนี้ไว้ไม่ให้คุณแม่รู้

วันรุ่งขึ้น พอคุณแม่ออกจากบ้าน น้องฝ้ายก็ชวนเจ้ากระต่ายกับลูกกระรอกออกไปวิ่งเล่นกันในสวน  คราวนี้ เพื่อนทั้งสามเจอลูกหมีตัวเล็ก ๆ ที่พลัดหลงจากแม่มาอีกตัวหนึ่ง  ลูกหมีดูหงอย ๆ อย่างบอกไม่ถูก  แต่เมื่อลูกหมีเห็นรอยยิ้มที่เป็นมิตรของน้องฝ้ายกับเจ้ากระต่ายและเจ้ากระรอก  ลูกหมีก็รู้ในทันทีว่า  มันคงไม่ต้องอยู่อย่างเดียวดายอีกต่อไปแล้ว

น้องฝ้ายพาลูกหมีไปหาคุณพ่อแล้วพูดกับคุณพ่อเหมือนทุกครั้งว่า “หนูขอเลี้ยงมันได้ไหม?”  คุณพ่อไม่อยากทำให้น้องฝ้ายเสียใจ  ดังนั้น คุณพ่อจึงยอมให้น้องฝ้ายเลี้ยงลูกหมีได้ แต่ต้องเก็บเรื่องนี้ไว้…อย่าเพิ่งบอกให้คุณแม่รู้

น้องฝ้ายพาเพื่อน ๆ ของเธอออกไปเดินเล่นในสวนทุก ๆ วัน ซึ่งทุกครั้งที่เธอกลับเข้าบ้าน  เธอก็มักจะพาเพื่อนใหม่กลับมาถามคุณพ่อว่า “หนูขอเลี้ยงมันได้ไหม?” อยู่เสมอ  ไม่นานนัก บ้านของน้องฝ้ายก็เต็มไปด้วยลูกสัตว์น้อยใหญ่ นับตั้งแต่ลูกหนูพุกตัวเล็ก ๆ ไปจนถึงลูกช้างตัวเบ้อเริ่ม! 

จริง ๆ แล้วคุณแม่ของน้องฝ้ายน่าจะรู้ว่าในบ้านมีอะไรบางอย่างที่แปลก ๆ ไป  แต่ด้วยความที่คุณแม่เหนื่อยกับการทำงานนอกบ้านมาก  ดังนั้น เมื่อคุณแม่กลับถึงบ้าน คุณแม่ก็มักจะอ่อนเพลียเกินกว่าที่จะสังเกตเห็นเพื่อนใหม่ที่น้องฝ้ายแอบซ่อนเอาไว้เป็นความลับ

และแล้ว เมื่อใกล้จะถึงวันเกิดของคุณแม่  คุณพ่อเอื่อยเฉื่อยซึ่งไม่ค่อยจะกระตือรือร้นกับเรื่องอะไรสักเท่าไหร่ ก็ลุกขึ้นมาจัดแจงวางแผนกับน้องฝ้าย เพื่อทำให้คุณแม่แปลกใจในวันคล้ายวันเกิด   

เมื่อคุณแม่ผู้เหนื่อยอ่อนเปิดประตูเข้ามาในบ้านในคืนวันสำคัญ  บ้านทั้งหลังวอมแวมไปด้วยแสงเทียนที่แสนอบอุ่น  คุณพ่อซึ่งแต่งตัวคล้ายกับนักแสดงละครสัตว์ เปิดหมวกแล้วโค้งต้อนรับสุภาพสตรีที่ก้าวเข้ามาในบ้าน  น้องฝ้ายพาคุณแม่ไปนั่งบนเก้าอี้นุ่ม ๆ ที่คุณพ่อเตรียมเอาไว้ และก่อนที่คุณแม่จะจับต้นชนปลายถูก  เสียงดนตรีที่สนุกสนานก็ดังขึ้นพร้อม ๆ กับขบวนพาเหรดของลูกสัตว์นานาชนิดที่คุณแม่คิดไม่ถึง 

คุณแม่ทั้งแปลกใจและเอ็นดูลูกสัตว์ทุก ๆ ตัวที่ผลัดกันเต้นและเล่นตลกจนคุณแม่อดที่จะหัวเราะไม่ได้  และเมื่อคุณพ่อกับน้องฝ้ายเล่าที่มาที่ไปของลูกสัตว์ทุก ๆ ตัวที่พลัดหลงจากแม่ให้คุณแม่สุดที่รักฟัง  คุณแม่ก็ยอมให้เพื่อน ๆ ที่แสนน่ารักของน้องฝ้ายอาศัยอยู่ในบ้านได้อย่างไม่มีเงื่อนไข  

พวกลูกสัตว์ทั้งหลายดีใจมากที่ได้อยู่ในครอบครัวที่อบอุ่นไปด้วยความรัก  และค่ำคืนนั้น… บ้านทั้งหลังก็อบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความสุข

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานอบอุ่นหัวใจ, นิทานาสอนใจเด็ก

บทเรียนของนางฟ้า : นิทานก่อนนอน พร้อมข้อคิดดี ๆ

ในชีวิตของนักแต่งนิทานที่ต้องคิดนิทานเรื่องใหม่ ๆ ทุก 2 สัปดาห์ ยาวนานถึง 17 ปี บ่อยครั้งที่ผมต้องแต่งนิทานที่มีตัวละครแบบเดิม (เช่น พ่อมด แม่มด เจ้าชาย เจ้าหญิง หรือ นางฟ้า) ให้ได้นิทานเรื่องใหม่ที่ไม่ซ้ำเดิม

นิทานเรื่อง ” บทเรียนของนางฟ้า” เป็นตัวอย่างของนิทานที่มีตัวละครหลักเป็นนางฟ้า ที่ผมเชื่อว่า รายละเอียดของเนื้อเรื่องมีความแตกต่างจากนิทานนางฟ้าเรื่องอื่น ๆ แถมมีความสนุกและมีข้อคิดที่น่าจะเป้นประโยชน์ต่อเด็ก ๆ

หวังว่านิทานก่อนนอนเรื่องนี้จะทำให้ทุกคนมีความสุขก่อนนอนนะครับ

‘มินมิน’ เป็นนางฟ้าองค์น้อยที่กำลังเรียนอยู่ในชั้นประถม แม้เธอจะมีหน้าตาน่ารักและมีจิตใจงดงามไม่ต่างจากนางฟ้าทั้งหลาย แต่ด้วยความไม่รอบคอบของเธอ มินมินจึงใช้เวทมนตร์ผิดพลาดทำให้สอบตกและไม่ได้เลื่อนชั้นเหมือนกับเพื่อน ๆ

คุณครูของมินมินสงสารจึงให้โอกาสลูกศิษย์สอบซ่อมอีกครั้ง โดยคุณครูย้ำให้มินมินระมัดระวังในการใช้เวทมนตร์มากขึ้นกว่าครั้งก่อน แต่ด้วยความเป็นเด็ก..มินมินจึงได้แต่ปล่อยให้คำเตือนของคุณครูเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา เพราะมัวแต่ตื่นเต้นที่จะได้ร่ายเวทมนตร์สนุก ๆ

เมื่อวันสอบซ่อมมาถึง มินมินบินไปที่หมู่บ้านใกล้ ๆ และพบว่า หมู่บ้านทั้งหมู่บ้านดูแห้งแล้งจนน่าเป็นห่วง มินมินอยากได้คะแนนจากการใช้เวทมนตร์เพื่อช่วยเหลือผู้คนที่ตกทุกข์ได้ยาก มินมินจึงรีบท่องคาถาว่า “โอม…ตุ๊กแกกะละแมจิ้งจก ขอบันดาลให้ฝนจงตก” ซึ่งเมื่อสิ้นเสียง สายฝนก็โปรยปรายลงมาทันที

ชาวไร่ชาวนาต่างดีใจที่ฝนตกลงมาทำให้ท้องไร่ท้องนาชุ่มฉ่ำ แต่ในขณะเดียวกัน พวก แม่บ้านที่ตากผ้าอยู่กลับส่งเสียงโวยวายด้วยความไม่พอใจ แล้วรีบวิ่งออกจากบ้านเพื่อเก็บเสื้อผ้ากันอย่างจ้าละหวั่น

มินมินตกใจที่เธอเป็นต้นเหตุทำให้เหล่าแม่บ้านโมโหโทโส และด้วยเหตุที่มินมินรู้ว่าแม่บ้านทั้งหลายชอบอากาศหนาว ๆ เย็น ๆ เพราะจะได้ใส่เสื้อกันหนาวสวย ๆ แถมยังทำงานได้โดยไม่มีเหงื่อ มินมินจึงรีบท่องคาถาเอาใจแม่บ้านว่า “โอม…ผักคะน้าผักบุ้งผักกาดขาว เปลี่ยนสายฝนเป็นสายลมหนาว” เมื่อสิ้นเสียง สายฝนที่ตกอยู่แหม็บ ๆ ก็แปรสภาพกลายเป็นหิมะในชั่วพริบตา

แม่บ้านทั้งหลายต่างดีใจที่เห็นหิมะตกลงมาพร้อมกับอากาศเย็นสบายดุจเนรมิต พวกเธอจึงรีบใส่เสื้อหนาวสีสวยออกมาอวดกันเป็นการใหญ่ มินมินมีความสุขมากที่การใช้

เวทมนตร์ของเธอช่วยแก้สถานการณ์ได้เป็นผลสำเร็จ แต่ในขณะนั้นเอง มินมินก็เหลือบไปเห็นเด็กยากจนหลาย ๆ คนกำลังนั่งหนาวสั่นอยู่ที่หน้ากระท่อม เพราะพวกเขาไม่มีเสื้อกันหนาวอย่างคนอื่น ๆ

มินมินเสียใจที่เธอเป็นต้นเหตุทำให้เด็กหลาย ๆ คนต้องมาผจญกับอากาศหนาวอยู่เช่นนี้ มินมินจึงรีบท่องคาถาว่า “โอม…กระเทียมกระโถนกระท้อน เปลี่ยนลมหนาวเป็นสายลมร้อน” เมื่อสิ้นเสียง หิมะก็หยุดตก แล้วแสงแดดจัดจ้าก็ส่องลงมาให้ความอบอุ่นแก่เด็ก ๆ ในชั่วบัดดล

เด็ก ๆ ดีใจมากที่อากาศหนาวหายไปกลายเป็นวันฟ้าใสแบบในฤดูร้อน แต่ในขณะ เดียวกัน ชาวไร่ชาวนากับเหล่าแม่บ้านก็พากันโวยวายและตั้งท่าจะไปร้องเรียนเรื่องที่เกิดขึ้นให้คุณครูนางฟ้าได้รู้

มินมินสับสนจนทำอะไรไม่ถูก เธออยากทำให้ทุก ๆ คนมีความสุข แต่การทำให้คนทุกคนมีความสุขเท่า ๆ กันนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย มินมินมีเวลาคิดแก้ปัญหาเพียงครู่เดียว ในที่สุด นางฟ้าองค์น้อยก็ตัดสินใจร่ายมนตร์เอื้อประโยชน์ให้ทุก ๆ คน โดยเธอท่องคาถาว่า “โอม…

ถุงเท้ากางเกงกระโปรง ร้อน-หนาว-ฝน คนละชั่วโมง” เมื่อสิ้นเสียง อากาศร้อนก็ร้อนต่อไปอีก 1 ชั่วโมง แล้วจึงเปลี่ยนเป็นฝนตก 1 ชั่วโมง จากนั้น สายฝนก็กลายสภาพเป็นหิมะตกติดต่อไปอีก 1 ชั่วโมง วนเวียนอยู่เช่นนี้ไม่ยอมหยุด

และแล้ว…เวทมนตร์ของมินมินก็เอื้อประโยชน์ให้แก่ทุก ๆ คนอย่างเท่าเทียมกันที่สุด เพราะหลังจากที่มินมินว่าคาถาผ่านไปเพียงไม่กี่ชั่วโมง เสียงโวยวายของใครต่อใครก็ค่อย ๆ เงียบหายไป โดยมันแปรเปลี่ยนเป็นเสียงฮัดเช่ย ๆ ของคนที่เป็นหวัดดังกระจายมาจากทั่วทุกมุมของหมู่บ้าน

ในที่สุด คุณครูนางฟ้าก็จำเป็นต้องมาช่วยแก้ปัญหาด้วยการเสกคาถารักษาหวัดให้กับทุก ๆ คน ส่วนการใช้เวทมนตร์อย่างไม่รอบคอบของมินมินก็ทำให้เธอต้องสอบตกอีกเป็นครั้งที่สอง

แม้มินมินจะไม่ได้เลื่อนชั้นเหมือนกับนางฟ้าองค์อื่น ๆ แต่เธอก็ได้บทเรียนแล้วว่า การร่ายเวทมนตร์แต่ละครั้ง จำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังและต้องคิดถึงผลกระทบที่จะตามมาด้วย

ความรู้มักเกิดขึ้นหลังจากความไม่รู้เสมอ  และในปีต่อมา เมื่อมินมินใช้ความรอบคอบในการร่ายเวทมนตร์มากขึ้นกว่าเดิม  เธอก็สามารถสอบผ่านวิชาเวทมนตร์ได้เป็นผลสำเร็จ

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจเด็ก, นิทานเด็ก

เจ้าหญิงค่อย ๆ : นิทานก่อนนอนอบอุ่นหัวใจสำหรับเด็กและครอบครัว

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเจ้าชายองค์หนึ่งทรงอยากแต่งงานกับเจ้าหญิงที่งามพร้อมและเหมาะจะเป็นแม่ที่ดีของพระโอรสและพระธิดาในอนาคต ด้วยเหตุนี้ เจ้าชายจึงจัดงานเลือกคู่ขึ้น โดยพระองค์ทรงเชิญเจ้าหญิงจากทุกแว่นแคว้นมาร่วมในงาน พร้อมกับลงมือทำอาหารเลี้ยงเจ้าหญิงทั้งหมดด้วยตัวของพระองค์เอง

เมื่อวันงานมาถึง เจ้าหญิงจากทั่วทุกสารทิศทรงมาร่วมงานเลือกคู่กันอย่างคับคั่ง เจ้าหญิงแต่ละพระองค์ล้วนแล้วแต่ทรงสิริโฉมงดงามกันไปคนละแบบ แถมทุกพระองค์ยังแต่งหน้าแต่งตัวและใส่เพชรนิลจินดามาประชันกันอย่างเต็มที่ ยกเว้นก็แต่เจ้าหญิงทรายดาว (หรือที่เหล่าเจ้าหญิงชอบเรียกกันว่า ”เจ้าหญิงค่อย ๆ” ) เพียงพระองค์เดียว ที่นอกจากจะไม่แต่งตัวจนเกินงามแล้ว พระองค์ยังไปยืนหลบมุม…ไม่พยายามตีสนิทกับเจ้าชายเหมือนกับเจ้าหญิงองค์อื่น ๆ อีก

จริง ๆ แล้ว เจ้าหญิงทรายดาวเป็นเจ้าหญิงที่สวยมาก แต่เนื่องจากพระองค์เกิดและเติบโตในเมืองเล็ก ๆ ที่แวดล้อมไปด้วยทะเลและภูเขา พระองค์จึงยินดีที่จะปล่อยให้ตัวเองงามตามธรรมชาติมากกว่างามด้วยการแต่งเสริมเติมสวย ส่วนเรื่องที่พระองค์ถูกขนานนามว่า“เจ้าหญิงค่อย ๆ“นั้น เจ้าหญิงทรายดาวทรงทราบดี…แต่ก็ไม่เคยถือสาอะไร เพราะพระองค์ได้รับการอบรมจากพระบิดาและพระมารดาให้รักษากิริยามารยาทและทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยความระมัดระวังอยู่เสมอ ดังนั้น พระองค์จึงมักทำอะไรค่อย ๆ และค่อย ๆ ทำจนเป็นนิสัย

เมื่อถึงเวลาเลี้ยงอาหาร เจ้าชายทรงให้เจ้าหน้าที่นำอาหารที่พระองค์ปรุงขึ้นออกมาถวายให้เจ้าหญิงทั้งหลายได้ลองลิ้มชิมรส เมื่อเหล่าเจ้าหญิงได้เห็นอาหารฝีมือเจ้าชาย เจ้าหญิงที่มาร่วมงานซึ่งทั้งหิวและอยากเอาใจเจ้าชายจึงรีบชิมอาหารเสียงดังจ้วบจ้าบ ๆ เจ้าหญิงบางพระองค์กินอาหารไปด้วยพร้อมกับเอ่ยปากชมเจ้าชายไปด้วย ทำให้เจ้าชายได้ยินเสียงเคี้ยวอาหารดังจั่บ ๆ อยู่เกือบตลอดเวลา นอกจากนี้ เจ้าหญิงหลายพระองค์ยังตักอาหารไม่ระวังทำให้ช้อนส้อมกระทบกับจานดังแคร้ง ๆ เป็นระยะ เจ้าชายไม่ค่อยพอพระทัยต่อกิริยามารยาทของเจ้าหญิงทั้งหลายนัก แต่ในขณะนั้นเอง เจ้าชายทรงเหลือบไปเห็นเจ้าหญิงองค์หนึ่งที่กินอาหารไม่เหมือนเจ้าหญิงองค์อื่น ๆ คือพระองค์ทรงกินค่อย ๆ และค่อย ๆ กินอย่างมีมารยาท ซึ่งเมื่อเจ้าชายถามทหารคนสนิท เจ้าชายจึงได้ทราบว่าเจ้าหญิงองค์นั้นก็คือเจ้าหญิงทรายดาวนั่นเอง

หลังจากที่เจ้าหญิงทุกพระองค์กินอาหารเสร็จแล้ว  พระราชินีได้ออกมาถามไถ่เจ้าหญิงแต่ละพระองค์ว่าอาหารฝีมือเจ้าชายมีรสชาติเป็นอย่างไร  เจ้าหญิงทั้งหลายต่างอยากทำให้พระราชินีประทับใจ  เหล่าเจ้าหญิงจึงแย่งกันชมฝีมือของเจ้าชายจนเกิดเสียงดังโหวกเหวกไปหมด  พระราชินีไม่ทรงพอพระทัยต่อสิ่งที่ได้เห็นนัก  แต่พระองค์ก็ทรงรู้สึกดีขึ้น  เมื่อพระองค์ถามเจ้าหญิงองค์หนึ่ง แล้วเจ้าหญิงองค์นั้นทรงตอบค่อย ๆ และค่อย ๆ ตอบอย่างนุ่มนวลว่า “อาหารฝีมือของเจ้าชายมีรสชาติที่วิเศษมากเพคะ”  

เมื่อพระราชินีทรงไถ่ถามเจ้าหญิงทั้งหมดแล้ว พระราชินีจึงเชิญให้เจ้าหญิงทีละพระองค์เสด็จไปยังท้องพระโรงเพื่อรับของที่ระลึกจากพระราชา เจ้าหญิงทั้งหลายอยากทำให้พระราชาผู้เป็นพระบิดาของเจ้าชายเกิดความประทับใจ เมื่อข้าหลวงมาเชิญ เจ้าหญิงแต่ละพระองค์จึงรีบวิ่งไปยังท้องพระโรงให้เร็วที่สุดเพื่อไม่ให้พระราชาต้องรอนาน

แต่อนิจจา…เมื่อเจ้าหญิงทั้งหลายที่ใส่รองเท้าส้นสูงรีบวิ่งไปยังท้องพระโรง เสียงรองเท้าของเจ้าหญิงจึงกระทบกับพื้นดังตึงตังราวกับเกิดจลาจลครั้งใหญ่ หนำซ้ำ..เจ้าหญิงบางองค์ยังพลาดพลั้งลื่นหกล้มเพราะเร่งรีบจนเกินเหตุเสียอีก! พระราชาทรงมอบของที่ระลึกให้กับเหล่าเจ้าหญิงที่มีเสียงฝีเท้าดังราวกับเสียงย่างก้าวของคิงคองด้วยความระอาใจ แต่แล้ว…พระองค์ก็ทรงรู้สึกดีขึ้น เมื่อพระองค์เห็นเจ้าหญิงองค์สุดท้ายที่เดินค่อย ๆ และค่อย ๆ เดินเข้ามาในท้องพระโรงอย่างเรียบร้อย ซึ่งเจ้าหญิงพระองค์นั้นก็คือเจ้าหญิงทรายดาวนั่นเอง

หลังจากที่พระราชา พระราชินีและเจ้าชายได้พบเจ้าหญิงทุกพระองค์แล้ว พระราชาทรงพอพระทัยเจ้าหญิงที่เดินค่อย ๆ และค่อย ๆ เดินมากที่สุด ส่วนพระราชินีก็โปรดเจ้าหญิงที่ตอบค่อย ๆ และค่อย ๆ ตอบมากเช่นกัน ฝ่ายเจ้าชายก็ทรงแอบปลื้มเจ้าหญิงที่กินค่อย ๆ และค่อย ๆ กินมากกว่าเจ้าหญิงองค์อื่น ๆ

เมื่อทั้งสามพระองค์ต่างพอใจเจ้าหญิงผู้มีกิริยามารยาทเรียบร้อยและทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยความระมัดระวังเหมือน ๆ กัน พระราชากับพระราชินีจึงจัดขบวนไปสู่ขอเจ้าหญิงทรายดาวให้มาเป็นคู่ครองของของเจ้าชาย แล้วจัดงานอภิเษกสมรสขึ้นอย่างสมเกียรติ

ในที่สุด เจ้าหญิงทรายดาวก็ได้แต่งงานกับเจ้าชาย และเมื่อเจ้าหญิงทรงให้กำเนิดพระโอรสและพระธิดา พระองค์ก็ทรงสั่งสอนให้ลูก ๆ ทำสิ่งต่าง ๆ อย่างมีมารยาทและระแวดระวังเช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงปฏิบัติอยู่เสมอ

และแล้ว…เรื่องราวทั้งหมดก็จบลงอย่างมีความสุข

Posted in นิทานสร้างแรงบันดาลใจ, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

จ๊อกแจ๊กกับถั่ววิเศษ : นิทานสอนใจ เปลี่ยนความผิดพลาดเป็นโอกาส

เมื่อพูดถึงนิทานเกี่ยวกับ “ถั่ววิเศษ” ภาพที่หลายคนนึกถึงมักหนีไม่พ้นเรื่องราวในแนว แจ็คผู้ฆ่ายักษ์ ที่เด็กชายนำถั่วไปแลกกับวัว ก่อนจะถูกโยนทิ้งลงดิน และในชั่วข้ามคืน เมล็ดถั่วเหล่านั้นกลับเติบโตเป็นต้นถั่วยักษ์สูงเสียดฟ้า พาเขาไต่ขึ้นไปสู่โลกอีกใบที่เต็มไปด้วยยักษ์ สมบัติ และการผจญภัยเหนือจินตนาการ นิทานลักษณะนี้จึงกลายเป็นภาพจำของ “ถั่ววิเศษ” ที่ทั้งตื่นเต้นและชวนฝันสำหรับเด็ก ๆ ทั่วโลก

ด้วยความโด่งดังของนิทานอมตะเช่นนี้ จึงมีนักเล่านิทานจำนวนไม่น้อยพยายามหยิบแนวคิดมาสร้างสรรค์เรื่องใหม่ บางคนเลือกแต่งเป็น “ภาคต่อ” โดยเชื่อมโยงเหตุการณ์ให้ยังอยู่ในโลกเดียวกับแจ็ค ราวกับเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังจากการผจญภัยครั้งเดิม ขณะที่อีกหลายคนเลือกเพียง “ยืมแรงบันดาลใจ” จากเมล็ดถั่ววิเศษ แล้วนำมาถักทอเป็นนิทานเรื่องใหม่ทั้งหมด โดยไม่จำเป็นต้องยึดติดกับโครงเรื่องเดิม แต่ยังคงเสน่ห์ของความมหัศจรรย์เอาไว้

ส่วนนิทานเรื่อง จ๊อกแจ๊กกับถั่ววิเศษ ได้เลือกเดินในเส้นทางแบบใดกันแน่? จะเป็นภาคต่อที่เชื่อมโยงกับนิทานเรื่องเดิม หรือเป็นเรื่องใหม่ที่ใช้เพียงแนวคิดของถั่ววิเศษนำมาสร้างเป็นนิทานเรื่องใหม่ คำตอบนั้นคงต้องลองอ่านกันดูด้วยตัวเอง แต่ที่น่าคิดยิ่งกว่านั้นก็คือ หากเด็ก ๆ ได้ลองแต่งนิทานเกี่ยวกับ “ถั่ววิเศษ” ขึ้นมาสักเรื่อง เด็ก ๆ จะสร้างเรื่องราวแบบไหนกันนะ เพียงแค่จินตนาการตาม ก็ชวนให้สนุกขึ้นมาแล้วจริง ๆ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ชื่อว่า “จ๊อกแจ๊ก” จ๊อกแจ๊กเป็นเด็กกำพร้าพ่อ ตั้งแต่คุณพ่อจากจ๊อกแจ๊กไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ คุณแม่ก็ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว จ๊อกแจ๊กรักและเป็นห่วงคุณแม่มาก เขาจึงพยายามช่วยทำงานบ้านทุกอย่างเพื่อแบ่งเบาภาระของคุณแม่

ทุกวัน หลังจากจ๊อกแจ๊กทำงานบ้านเสร็จแล้ว จ๊อกแจ๊กมักหยิบหนังสือนิทานเรื่อง “แจ็คผู้ฆ่ายักษ์” ที่คุณพ่อเคยอ่านให้ฟังมานั่งดู จ๊อกแจ๊กชอบนิทานเรื่องนี้มาก เพราะนอกจากมันจะทำให้เขาคิดถึงพ่อแล้ว จ๊อกแจ๊กยังรู้สึกว่าชีวิตของเขาช่างคล้ายกับตัวเอกในนิทานมากเหลือเกิน บางที…สักวันหนึ่ง เขาอาจต้องนำวัวของครอบครัวไปขายเพื่อแลกกับถั่ววิเศษ และในตอนท้าย เขาอาจได้ปีนต้นถั่วไปนำแม่ไก่ที่ออกไข่เป็นทองคำมาให้แม่ และนั่นอาจทำให้ครอบครัวของเขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นก็เป็นได้

อยู่มาวันหนึ่ง  คุณแม่บอกจ๊อกแจ๊กว่า “ตอนนี้ ครอบครัวของเรามีเงินเหลืออยู่น้อยมาก  ลูกช่วยเอาวัวไปขายที่ตลาดหน่อยนะจ๊ะ เราจะได้มีเงินมาใช้เป็นทุนตั้งต้นทำกิจการเล็ก ๆ อะไรสักอย่าง”  ทันทีที่จ๊อกแจ๊กได้ฟัง  เขาก็คิดในใจว่า  ชีวิตของเขาช่างเหมือนกับตัวเอกในนิทานจริง ๆ  แล้วอีกไม่นาน ก็คงมีชายชรามาขอแลกวัวกับถั่ววิเศษแน่ ๆ  เมื่อจ๊อกแจ๊กคิดเช่นนั้น เขาจึงรีบจูงวัวไปที่ตลาดทันที

เมื่อจ๊อกแจ๊กไปถึงตลาด  ใจของเขาไม่ได้จดจ่ออยู่กับการขายวัวเลย  เขามัวแต่มองหาชายชราที่มีเมล็ดถั่วหลากสีอยู่ในมือ   จ๊อกแจ๊กเฝ้ารอชายชราเหมือนที่เขาเคยฟังในนิทานอยู่นาน นานจนเขาเกือบจะหมดหวัง แต่ก่อนที่จ๊อกแจ๊กจะถอดใจ  จู่ ๆ ชายชราผู้มีเมล็ดถั่วอยู่ในมือก็เดินตรงมาหาเขาแล้วพูดว่า  “สวัสดีจ้ะหนูน้อย  หนูเคยฟังนิทานเรื่องแจ็คผู้ฆ่ายักษ์ไหม”  จ๊อกแจ๊กอ้าปากค้างเมื่อได้ฟังชื่อของนิทานเรื่องโปรด เขาพยักหน้าตอบชายชรา จากนั้น ชายชราจะพูดต่อไปว่า  “เมล็ดถั่วที่หนูเห็นอยู่นี่ ไม่ใช่เมล็ดถั่วธรรมดา แต่มันเป็นเมล็ดถั่ววิเศษที่อาจทำให้ครอบครัวของหนูมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นก็เป็นได้   ถ้าหนูเชื่อใจคนแก่อย่างฉัน  ฉันยอมขาดทุน  แลกถั่ววิเศษ 1 ถังใหญ่กับวัวของหนู  หนูจะตกลงไหม”

เมื่อจ๊อกแจ๊กได้ยินถ้อยคำของชายชรา เขาก็ตัดสินใจแลกวัวกับถั่ววิเศษ โดยเขาหวังว่า ถั่ววิเศษ จะทำให้ครอบครัวของเขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้จริง ๆ

แต่อนิจจา เมื่อแจ็คกลับมาถึงบ้านแล้วเล่าเรื่องทั้งหมดให้คุณแม่ฟัง พร้อมกับลุ้นให้คุณแม่ขว้างถั่ววิเศษออกไปที่นอกหน้าต่างแบบในนิทาน คุณแม่กลับหยิบถั่วออกมาพิจารณา จากนั้น คุณแม่ก็ถอนใจ ก่อนที่จะบอกจ๊อกแจ๊กว่า “ถั่วทั้งหมดนี้คือถั่วเขียวธรรมดา ๆ  ลูกถูกพ่อค้าขายถั่วหลอกเอาเสียแล้ว”  คุณแม่พยายามกลั้นน้ำตาในขณะที่พูดเพราะคุณแม่รู้ว่าในบ้านไม่มีสมบัติอื่นใดที่จะขายได้อีก จากนั้น คุณแม่ก็พูดต่อไปว่า “แม่ผิดเองที่ไม่ได้ไปช่วยลูกขายวัว ลูกขึ้นนอนเถอะ แล้วค่อยคิดว่าเราจะทำยังไงกันต่อไป”

คืนนั้น จ๊อกแจ๊กนอนไม่หลับเลย เขารู้ดีว่าความผิดพลาดครั้งนี้มีผลต่อครอบครัวที่กำลังลำบากของเขามากแค่ไหน เขาเสียใจมาก เขาอยากย้อนเวลากลับไปแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เขาก็รู้ดีว่า ไม่มีใครสามารถย้อนเวลากลับไปในอดีตได้

วันต่อมา จ๊อกแจ๊กรีบตื่นแต่เช้า โดยเขาตั้งใจที่จะทำงานบ้านต่าง ๆ เพื่อลบล้างความผิด แต่ทันทีที่จ๊อกแจ๊กเดินลงมายังห้องครัว สิ่งที่เขาพบก็ทำให้เขาต้องประหลาดใจ

แน่นอนว่า เมล็ดถั่วเขียวธรรมดา ๆ ไม่ได้งอกเป็นต้นถั่ววิเศษแบบในนิทาน  แต่จ๊อกแจ๊กเห็นคุณแม่กำลังง่วนอยู่กับการปูกระดาษบาง ๆ ในถาดหลายสิบใบ แล้วพรมน้ำจนชุ่ม ครั้นเมื่อคุณแม่เห็นจ๊อกแจ๊กเดินลงมา  คุณแม่ก็ส่งยิ้มให้ลูกชาย พร้อมกับบอกลูกว่า “ไหน ๆ เราก็ไม่มีทุนทำกิจการอื่น แม่เลยคิดว่า เราน่าจะเอาสิ่งที่เรามี นั่นก็คือถั่วเขียว มาเพาะให้เป็นถั่วงอกสำหรับนำไปขาย บางทีถั่วธรรมดา ๆ เหล่านี้ อาจกลายเป็นถั่ววิเศษที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของเราให้ดีขึ้นก็ได้นะลูก มามะ มาช่วยแม่เพาะถั่วเขียวกันนะ”

รอยยิ้มของแม่ที่สู้เสมอทำให้จ๊อกแจ๊กคิดถึงรอยยิ้มของพ่อที่ไม่เคยย่อท้อ จ๊อกแจ๊กรู้ดีว่าเขาไม่สามารถกลับไปแก้ไขเรื่องที่เขาโดนหลอกได้ แต่เขาช่วยแม่ทำวันนี้ให้ดีที่สุดได้ เขาจึงลงมือช่วยคุณแม่ดูแลถั่วเขียวอย่างเต็มที่

ไม่กี่วันหลังจากนั้น ความร่วมมือร่วมใจของแม่กับจ๊อกแจ๊กก็ทำให้พวกเขามีถั่วงอกสวย ๆ ไปขายเป็นครั้งแรก ซึ่งทันทีที่ชาวบ้านเห็นถั่วงอกของสองแม่ลูก ชาวบ้านก็แย่งกันซื้อถั่วงอกจนหมดไม่มีเหลือ

ความพยายามของจ๊อกแจ๊กกับแม่ทำให้ถั่วธรรมดา ๆ กลายเป็นถั่ววิเศษที่ช่วยสร้างรายได้ให้แก่พวกเขาอย่างคาดไม่ถึง เหตุการณ์ทั้งหมดทำให้จ๊อกแจ๊กได้เรียนรู้ว่า การเสียใจกับเรื่องที่ผ่านไปแล้วไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใด ๆ เลย แต่การยิ้มสู้กับปัญหาและพยายามแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยสติปัญญา เป็นหนทางที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ได้มากกว่า

ในที่สุด ชีวิตของจ๊อกแจ๊กกับคุณแม่ก็ค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ

เด็กชายตัวเล็กนั่งข้างถุงถั่วเขียว กำลังมองเมล็ดถั่วอย่างสนใจ ภาพประกอบนิทานจ๊อกแจ๊กกับถั่ววิเศษ โทนอุ่นน่ารัก มีกรอบดอกไม้
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานเจ้าหญิงเจ้าชาย

เจ้าชายสองพระองค์ : นิทานก่อนนอนสอนใจเรื่องพลังของสติปัญญา

ในนิทานเจ้าชายเจ้าหญิงหลาย ๆ เรื่อง เรามักเห็นการแข่งขันเลือกคู่ ที่ตัดสินกันด้วยความสามารถที่แตกต่างกันของเจ้าชายในเรื่อง แต่ถ้าเจ้าชายทั้งสองมีความโดดเด่นไม่แพ้กัน แถมมีความรักต่อเจ้าหญิงใกล้เคียงกันอีก การหาวิธีตัดสินที่ยุติธรรมจึงเป็นโจทย์ที่ท้าทายที่สุด

สิ่งที่ทำให้นิทานเรื่อง เจ้าชายสองพระองค์ น่าสนใจ คือการเลือกใช้การทดสอบที่เป็นกลาง ไม่เอนเอียงไปทางใดทางหนึ่ง เป็น fair game ที่เปิดโอกาสให้เจ้าชายทั้งสองฝ่ายมีสิทธิ์แพ้ชนะใกล้เคียงกัน แต่ในความยุติธรรมเช่นนี้ สิ่งที่ซ่อนอยู่คือการใช้ความคิด ประเมินสถานการณ์และวางแผนอย่างเหมาะสมจริง ๆ ซึ่งนั่นจะกลายเป็นจุดหักเหสำคัญที่พลิกผลการแข่งขันได้

นิทานเรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องราวการเลือกคู่ธรรมดา แต่เป็นนิทานที่สะท้อนให้เห็นว่า “ความ smart” และการใช้สติปัญญาอย่างมีระบบ สามารถสร้างความแตกต่างได้แม้ในเกมที่ดูเหมือนจะยุติธรรมที่สุด

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเจ้าหญิงองค์หนึ่งทรงพระนามว่า “เจ้าหญิงนานา” เจ้าหญิงนานาทรงมีสิริโฉมงดงามและมีกิริยามารยาทอ่อนหวาน พระราชากับพระราชินีจึงรักเจ้าหญิงผู้เป็นพระธิดาของพระองค์มาก ครั้นเมื่อเจ้าหญิงนานาถึงวัยที่ควรมีคู่ครอง พระราชากับพระราชินีจึงประกาศจัดงานเลือกคู่ให้แก่เจ้าหญิง

ทันทีที่เจ้าชายทั้งหลายได้ทราบข่าว เจ้าชายจากทั่วทุกสารทิศก็รีบเตรียมตัวเพื่อจะมาร่วมในงานเลือกคู่ด้วย แต่เมื่อเจ้าชายทั้งหลายรู้ว่า “เจ้าชายชาตินักรบ” ผู้เก่งกล้าสามารถจะพาทหารยอดฝีมือมาร่วมในงาน เจ้าชายแทบทั้งหมดจึงเปลี่ยนใจ เพราะทุกพระองค์ทรงเชื่อว่าคงไม่มีใครเอาชนะเจ้าชายและกองทหารที่เก่งกาจเช่นนี้ได้ เมื่อถึงวันเลือกคู่จึงมีเพียงเจ้าชายชาตินักรบและเจ้าชายณปราชญ์ (ผู้เป็นเพื่อนที่หลงรักเจ้าหญิงมานาน) ที่นำกองทหารมาร่วมในงาน

เมื่อพระราชาเห็นว่ามีเจ้าชายมาร่วมงานเพียงสองพระองค์ โดยพระองค์หนึ่งเป็นเจ้าชายที่แข็งแรงและมีฝีมือในการต่อสู้ ส่วนอีกพระองค์เป็นเจ้าชายผู้รอบรู้และมีการศึกษาสูง ถ้าจะให้ทั้งสองพระองค์ต่อสู้กันด้วยพละกำลังก็คงรู้ผลตั้งแต่ยังไม่ได้ประชันขันแข่ง พระราชาจึงค่อนข้างกลุ้มพระทัยว่าควรทำอย่างไรดี

ในขณะนั้นเอง เจ้าหญิงนานาทรงเสนอความคิดว่า ในพระราชวังมีสระน้ำว่างเปล่าที่ทั้งใหญ่ทั้งลึกอยู่ที่ฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกของปราสาท โดยสระน้ำทั้งสองมีขนาดเท่ากันและอยู่ห่างจากลำธารพอ ๆ กัน เจ้าหญิงจึงอยากทดสอบเจ้าชายทั้งสองด้วยการให้ทั้งคู่นำทหารของตนเองไปประจำที่สระน้ำคนละฝั่ง แล้วแข่งกันใช้โถดินเผาตักน้ำจากลำธารมาเติมในสระ ซึ่งหากฝ่ายใดเติมน้ำจนเต็มสระได้ก่อน พระองค์ก็จะยอมแต่งงานด้วย

เมื่อเจ้าชายชาตินักรบได้ฟัง พระองค์ก็ทรงกระหยิ่มยิ้มย่อง เพราะพระองค์กับทหารอีกยี่สิบคนต่างกำยำล่ำสัน การตักน้ำให้เต็มสระจึงเป็นเรื่องที่ง่ายแสนง่าย

ฝ่ายเจ้าชายณปราชญ์ผู้คงแก่เรียนนั้น แม้ตัวพระองค์กับทหารจะแข็งแรงสู้เจ้าชายชาตินักรบไม่ได้ แต่พระองค์ก็ไม่ยอมถอดใจ ด้วยเหตุนี้ เจ้าชายณปราชญ์จึงตกปากรับคำต่อสู้ด้วย

ครั้นเมื่อพระราชาให้สัญญาณเริ่มการแข่งขัน เจ้าชายชาตินักรบกับเหล่าทหารก็พากันแบกโถดินเผาวิ่งไปตักน้ำที่ลำธารจนฝุ่นตลบอบอวนไปหมด แต่ในขณะเดียวกัน แทนที่ฝ่ายของเจ้าชายณปราชญ์จะรีบวิ่งไปตักน้ำมาเติมในสระ พระองค์กลับเรียกทหารมาหารือและวางแผนการอย่างสุขุมรอบคอบ จนเมื่อทหารทุกคนเข้าใจตรงกันแล้ว เจ้าชายณปราชญ์จึงค่อยเริ่มดำเนินการตามแผนที่วางไว้

วิธีที่เจ้าชายณปราชญ์ทรงเลือกใช้คือการให้ทหารของพระองค์ยืนเรียงกันเป็นแถวเป็นแนวจากสระน้ำไปจนถึงลำธาร เจ้าชายณปราชญ์ทรงทำหน้าที่ตักน้ำจากลำธารแล้วส่งโถใส่น้ำให้นายทหารที่อยู่ถัดไป โดยพระองค์ทรงกำชับให้ทหารส่งโถน้ำต่อกันอย่างระมัดระวังเป็นทอด ๆ เพื่อเติมน้ำลงในสระแต่ละครั้งให้ได้มากที่สุด

แม้ในตอนแรก ฝ่ายของเจ้าชายชาตินักรบจะเติมน้ำลงในสระได้เร็วกว่าฝ่ายของเจ้าชายณปราชญ์หลายเท่าตัว แต่การที่ต่างคนต่างวิ่งไปตักน้ำจากลำธารโดยไม่มีการวางแผน ทำให้ฝุ่น ตลบอบอวนไปทั่วทั้งพื้นที่ และการวิ่งเร็วจนเกินไปก็ทำให้น้ำกระฉอกออกจากโถจนเกือบหมด หนำซ้ำ ทหารบางคนยังวิ่งชนกันจนโถดินเผาแตกทำให้เสียภาชนะตักน้ำไปโดยใช่เหตุ และที่แย่ที่สุดคือ เมื่อทุกคนวิ่งตักน้ำกลับไปกลับมาหลาย ๆ รอบเข้า ท้ายสุด ทุกคนก็เหนื่อยและหมดเรี่ยวแรงจนแทบวิ่งต่อไปไม่ไหว

ส่วนฝ่ายของเจ้าชายณปราชญ์นั้น แม้ฝ่ายของพระองค์จะเริ่มต้นช้ากว่า แต่การยืนเรียงกันตามจุดที่กำหนด แล้วส่งโถน้ำต่อกันเป็นทอด ๆ ทำให้การลำเลียงน้ำแต่ละครั้งได้น้ำเต็มเม็ดเต็มหน่วยกว่า นอกจากนี้ การส่งโถต่อกันก็ทำให้ทุกคนไม่ต้องวิ่งกลับไปกลับมาให้เหนื่อยแรง เมื่อฝ่ายของเจ้าชายชาตินักรบอ่อนล้าลง ฝ่ายของเจ้าชายณปราชญ์จึงค่อย ๆ ไล่ตามทันและเติมน้ำจนเต็มสระได้ก่อนอย่างเหนือความคาดหมาย

ในที่สุด การใช้สติปัญญาวางแผนงานอย่างมีระบบระเบียบก็ทำให้เจ้าชายณปราชญ์เอาชนะฝ่ายของเจ้าชายชาตินักรบได้อย่างขาดลอย เจ้าชายชาตินักรบทรงยอมรับความพ่ายแพ้อย่างลูกผู้ชาย หนำซ้ำ พระองค์ยังยอมรับเจ้าชายณปราชญ์เป็นสหายอีกด้วย

พระราชาทรงดีใจมากที่พระองค์ทรงได้ว่าที่ลูกเขยผู้เฉลียวฉลาดและน่าจะช่วยดูแลบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองต่อไปได้ หลังจากนั้นไม่นาน เจ้าชายณปราชญ์ก็ได้แต่งงานกับเจ้าหญิงนานา แล้วทั้งคู่ก็ครองรักกันอย่างมีความสุขสืบมา…นับจากนั้น

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานาสอนใจเด็ก, นิทานเด็ก

เคล็ดลับของจิ๊บจิ๊บ : นิทานสอนใจเด็กเรื่องวิธีเรียนให้เก่ง

ตลอดชีวิตของเรา ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ต่างต้องพบเจอกับแบบทดสอบที่ทำให้เราต้องเรียนรู้เพื่อพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ คุณครูอาจให้เด็ก ๆ ฝึกท่องสูตรคูณที่ยากขึ้นเรื่อย ๆ หรือเจ้าของบริษัทอาจมอบหมายให้พนักงานฝึกใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ใหม่ ๆ ที่ไม่เคยมีความรู้มาก่อน โจทย์ใหม่ ๆ ที่เราได้รับ อาจเป็นเรื่องท้าทายที่หลายคนไม่ชอบนัก แต่หากเราฝ่าฟันและทำได้สำเร็จ สิ่งนั้นก็จะกลายเป็นบันไดที่ช่วยให้เราเก่งขึ้นและพัฒนาตัวเองไปอีกขั้น

นิทานเรื่อง “เคล็ดลับของจิ๊บจิ๊บ” เป็นนิทานที่นำประเด็นเกี่ยวกับเรื่องราวข้างต้นมาใช้แต่งเป็นนิทาน โดยกำหนดให้ตัวละครเป็นนกหลากหลายชนิด และมีข้อคิดที่น่าจะเป็นประโยชน์ในตอนท้ายของเรื่อง

หวังว่านิทานเรื่องนี้จะทำให้ทุกคนมีความสุขและได้รับประโยชน์ตามสมควรนะครับ

กาลครั้งหนึ่ง ณ โรงเรียนบนกิ่งไม้ มีลูกนกกระจอกตัวหนึ่งเพิ่งย้ายโรงเรียนมาได้ไม่นาน ลูกนกกระจอกตัวนี้มีชื่อว่า “จิ๊บจิ๊บ” มันเรียนหนังสือไม่เก่ง, รูปร่างหน้าตาไม่ดี และไม่มีอะไรเทียบกับเพื่อน ๆ ได้เลย แต่เมื่อคุณพ่อคุณแม่ส่งมันมาเรียนที่โรงเรียนบนกิ่งไม้กับนกชนิดอื่น ๆ มันจึงสัญญากับตัวเองว่า มันจะตั้งใจเล่าเรียนอย่างเต็มที่

อยู่มาวันหนึ่ง คุณครูนกฮูกสั่งการบ้านให้นักเรียนทั้งหมดฝึกหัดท่องศัพท์ภาษาอังกฤษต้อนรับการเปิดสมาคมนกอาเซียนที่กำลังจะมาถึง โดยลูกนกทุกตัวจะต้องท่องศัพท์ให้ได้ 1000 คำ

ลูกนกทุกตัว รวมทั้งเหล่านกกระจอกต่างตื่นตระหนกตกใจที่ต้องท่องศัพท์มากขนาดนั้น

นกหลาย ๆ ชนิดที่มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษ เช่น นกฮัมมิ่ง, นกไนติงเกล กังวลว่าพวกมันอาจจะท่องจำคำศัพท์ไม่ไหว

ฝ่ายนกที่มีชื่อเป็นภาษาไทย เช่น นกแก้ว, นกขุนทอง, นกกางเขน ก็ยิ่งกังวลหนักขึ้นไปอีก เพราะพวกมันไม่ค่อยสันทัดกับภาษาอังกฤษมากนัก

ส่วนเจ้านกกระจอกที่รู้ว่าตัวเองกระจอกที่สุดนั้น…คงไม่ต้องพูดถึง มันกังวลมากจนกินไม่ได้นอนไม่หลับเลยทีเดียว

เมื่อแม่นกกระจอกเห็นจิ๊บจิ๊บมีสีหน้าอมทุกข์ แม่นกกระจอกจึงถอนใจด้วยความเอ็นดู แล้วแอบกระซิบ “เคล็ดลับ” ของเหล่านกกระจอกให้ลูกนำไปใช้ในการเรียนหนังสือ

“ลูกจ๊ะ นกกระจอกอย่างพวกเราเก่งสู้ใคร ๆ ไม่ได้ก็จริง แต่พวกเราไม่เคยเสียเวลาอยู่กับการกลุ้มใจหรอกนะ ลองเปลี่ยนเวลาที่มัวแต่กลุ้มใจไปใช้ท่องคำศัพท์ อย่างน้อย…เราก็น่าจะรู้คำศัพท์มากขึ้น ซึ่งมันจะช่วยให้เรากระจอกน้อยลงอีกนิดนะจ๊ะ”

เมื่อจิ๊บจิ๊บได้ฟังคำแนะนำของคุณแม่ มันก็คิดว่า นี่คงเป็นสิ่งเดียวที่นกกระจอกอย่างมันพอจะทำได้ “อย่างน้อยก็ขอให้กระจอกน้อยลงอีกนิดก็ยังดี”

ด้วยเหตุนี้ เมื่อจิ๊บจิ๊บกลับไปที่โรงเรียนในวันรุ่งขึ้น แม้เพื่อน ๆ จะยังคงบ่นและกังวลเกี่ยวกับคำศัพท์ 1000 คำที่คุณครูนกฮูกมอบหมายให้ท่อง แต่จิ๊บจิ๊บกลับเลี่ยงไปเริ่มท่องคำศัพท์วันละ 10 คำ โดยตั้งใจจะทำเช่นนี้ต่อเนื่องไปทุกวันจนกว่าจะถึงวันทดสอบ

เมื่อเวลาผ่านไปราว 3 เดือนเศษ คุณครูนกฮูกก็จัดการทดสอบความรู้ศัพท์ภาษาอังกฤษขึ้น

ลูกนกหลาย ๆ ตัวที่เสียเวลาอยู่กับการพร่ำบ่นและวิตกกังวล เริ่มต้นท่องศัพท์ช้าเกินไป ทำให้ท่องศัพท์ไม่ทันและทำข้อสอบไม่ได้ ส่วนลูกนกกระจอกที่แม้จะจำคำศัพท์ได้ไม่ครบทั้งหมด แต่เนื่องจากมันเริ่มท่องศัพท์ก่อนใคร ๆ มันจึงพอจะทำข้อสอบได้และผลคะแนนที่ออกมาก็ทำให้ทุกคนแปลกใจไปตาม ๆ กัน

เพื่อน ๆ กับคุณครูนกฮูกพากันมาถามเคล็ดลับจากลูกนกกระจอกที่เคยกระจอกที่สุดในห้อง

จิ๊บจิ๊บจึงตอบเพื่อน ๆ และคุณครูอย่างถ่อมตัวว่า “นกกระจอกอย่างผมเก่งสู้ใคร ๆ ไม่ได้ ผมเลยต้องใช้เวลาที่มีอยู่ให้มีค่าที่สุด เพราะการพร่ำบ่นหรือมัวกังวลไม่ช่วยอะไรให้ดีขึ้นเลย แต่การเริ่มท่องศัพท์ทันทีต่างหาก ที่จะทำให้ผมกระจอกน้อยลงอีกนิด และนี่คือเคล็ดลับของนกกระจอกที่คุณแม่บอกผมครับ”

คำตอบของจิ๊บจิ๊บทำให้ทุกคนยิ้มด้วยความชื่นชม

การเสียเวลาอยู่กับความกังวลใจไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย แค่เริ่มลงมือทำหรือเรียนรู้สิ่งใหม่ให้เร็วที่สุด อย่างน้อยเราก็จะเก่งขึ้นกว่าเดิมอีกนิดเสมอ

ภาพประกอบนิทานเรื่อง เคล็ดลับของจิ๊บจิ๊บ แสดงนกกระจอกน้อยในบรรยากาศโรงเรียนบนต้นไม้ สื่อถึงข้อคิดการเรียนหนังสืออย่างมีความพยายามและการลงมือทำทันทีโดยไม่มัวกังวล เหมาะสำหรับใช้เป็นภาพประกอบนิทานเด็กและบทความสอนใจ
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

อสุรกายมอมแมม : นิทานสอนใจเกี่ยวกับความสะอาดและมิตรภาพแสนที่อบอุ่น

นานมาแล้ว ในช่วงปีแรก ๆ ที่ผมเริ่มเขียนนิทานให้นิตยสารขวัญเรือน ผมจำได้ว่า ตอนที่เขียนนิทานเรื่อง “สกปรกที่สุดในโลก” ได้สักพัก ผมก็รู้สึกเสียดายตัวละครเด็กผู้หญิงในนิทานเรื่องนั้น และแอบฝันว่าหากเป็นไปได้ จะพยายามเขียนนิทานตอนต่อของ “สกปรกที่สุดในโลก” เผื่อว่าสักวันจะนำนิทานเหล่านั้นมารวมเป็นเล่มได้แบบหนังสือเรื่อง “ปิ๊ปปี้ถุงเท้ายาว” ของประเทศสวีเดน (ผมฝันไปไกลเลย)

เมื่อเวลาผ่านมาอีกนานพอสมควร ผมจึงแต่งนิทานเรื่อง “อสุรกายมอมแมม” เป็นนิทานภาคต่อของนิทานเรื่อง “สกปรกที่สุดในโลก” แถมยังนำตัวละครจากนิทานอีกสองเรื่องมาร่วมแสดงในนิทานเรื่องนี้ด้วย

หากมีใครสงสัยว่า นิทานเรื่อง อสุรกายมอมแมม นอกจากจะให้ความเพลิดเพลินแล้ว มันมีประโยชน์อะไรอีกบ้าง คำตอบก็คือ นิทานเรื่องนี้เป็นเสมือนบทเรียนเล็ก ๆ ที่ชวนให้เด็ก ๆ เห็นคุณค่าของการอาบน้ำและการดูแลความสะอาดของตนเอง ผ่านการผจญภัยที่เต็มไปด้วยมิตรภาพ ความอบอุ่น และความสุขที่เกิดขึ้นเมื่อเราเรียนรู้ที่จะรักและยอมรับกัน หวังว่าคุณผู้อ่านจะมีความสุขกับการอ่านนิทานเรื่องนี้นะครับ

มอมแมมเป็นอสูรกายที่เกิดในกองขยะ  บ้านของมอมแมมเป็นภูเขาขยะขนาดมหึมา   มอมแมมชอบบ้านกองขยะของมันมาก  มันชอบคุ้ยหาข้าวของในกองขยะแล้วนำมันมาสร้างเป็นของเล่นแปลก ๆ ใหม่ ๆ อยู่เสมอ  มอมแมมสร้างของเล่นเอาไว้มากมายเต็มไปหมด  ความฝันอันยิ่งใหญ่ของมอมแมมก็คือ มันอยากจะสร้างของเล่นเพื่อทำให้เด็ก ๆ ทุกคนมีความสุข

แม้มอมแมมจะสร้างของเล่นแสนสนุกเอาไว้สารพัดอย่าง  แต่ด้วยเนื้อตัวที่แสนสกปรกของมอมแมม  เด็ก ๆ จึงไม่ยอมเฉียดกายเข้าใกล้มอมแมมเลยแม้แต่นิดเดียว  มอมแมมทั้งเหงาทั้งเศร้า  มันอยากจะเป็นเพื่อนกับเด็ก ๆ มากจริง ๆ   แต่จนแล้วจนรอด  มอมแมมก็ไม่รู้ว่ามันควรจะทำอย่างไรดี

วันหนึ่ง  มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าบ้านกองขยะของมอมแมม   แต่เดิม…เด็กผู้หญิงคนนี้เคยได้ชื่อว่าเป็น “เด็กผู้หญิงที่สกปรกที่สุดในโลก”  (เธอสกปรกถึงขนาดที่มีกลิ่นเหม็นตุ ๆ ลอยคลุ้งออกมาจากตัวเลยทีเดียว)  แต่หลังจากที่เธอชวนแมวเหมียวเพื่อนรักที่สกปรกไม่แพ้กันไปเล่นเป่าฟองสบู่กลางสายฝน  เมื่อสายฝนรวมเข้ากับฟองสบู่  เด็กผู้หญิงที่เคยมีกลิ่นเหม็นตุ ๆ ก็กลับกลายมาเป็นเด็กผู้หญิงที่มีกลิ่นสบู่หอมสะอาดราวกับเป็นคนละคน

เมื่อเด็กผู้หญิงที่หอมกลิ่นสบู่เห็นเจ้าอสูรกายมอมแมมนั่งหน้าเศร้าอยู่ที่ภูเขากองขยะ เด็กหญิงใจดีจึงเอ่ยปากถามเจ้าอสูรกายว่าเกิดอะไรขึ้น? 

มอมแมมเล่าเรื่องทั้งหมดให้เด็กน้อยที่มีกลิ่นสบู่หอมฟุ้งฟัง  และเมื่อเด็กหญิงได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด  เธอจึงรับอาสาช่วยทำให้มอมแมมกลายเป็นอสูรกายที่หอมสะอาดเหมือนกับตัวของเธอ 

จริง ๆ แล้ว การทำให้มอมแมมหอมสะอาดคงจะไม่วุ่นวายสักเท่าไหร่…ถ้าหากมอมแมมเป็นอสูรกายตัวเล็ก ๆ เหมือนกับเด็ก ๆ   แต่ด้วยร่างกายของมอมแมมที่ใหญ่โตเกือบเท่าช้าง เด็กหญิงผู้ใจดีจึงจำเป็นต้องไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนของเธอในการทำให้มอมแมมหอมสะอาด

เจ้าชายสายลมกับคุณฟันนักทำฟองเป็นคนที่เด็กหญิงขอร้องให้มาช่วยเหลือ  เด็กหญิงขอให้เจ้าชายสายลมใช้พลังบังคับให้ฝนมาตกตรงที่บ้านกองขยะของมอมแมม  จากนั้น เธอก็ขอให้คุณฟันนักทำฟองช่วยปีนขึ้นไปยืนบนยอดของภูเขาขยะ แล้วเป่าฟองสบู่ให้ล่องลอยออกมาเคล้ากับสายฝน

แน่นอน…เมื่อสายฝนรวมเข้ากับฟองสบู่ ความสะอาดเอี่ยมอ่องจึงเกิดขึ้น  แต่เพราะคุณฟันเพลินกับการทำฟองมากไปหน่อย  ดังนั้น  แทนที่มอมแมมจะกลายเป็นอสูรกายแสนสะอาดที่มีกลิ่นหอมของสบู่ลอยฟุ้งออกมาจากตัวแต่เพียงผู้เดียว  ฟองสบู่กับสายฝนยังช่วยทำให้ของเล่นและภูเขาขยะขนาดมหึมากลับกลายเป็นดินแดนที่หอมฟุ้งไปกลิ่นสบู่หอมสะอาด

หลังฝนตก  เจ้าชายสายลมใช้สายลมเป่าขนสีขาว ๆ ของมอมแมมให้ฟูนุ่มดูน่ารัก  ส่วนเด็กหญิงกับคุณฟันก็ช่วยกันจัดทรงผมและผูกโบว์ที่ขนของมอมแมมจนไม่เหลือเค้าของอสูรกายให้เด็ก ๆ กลัวอีกต่อไป  

เมื่อมอมแมมกลายเป็นอสูรกายแสนน่ารักที่มีกลิ่นหอมสะอาดลอยฟุ้งออกมาจากตัว  เด็ก ๆ ที่เคยรังเกียจไม่อยากเข้าใกล้มอมแมมก็พากันเปลี่ยนใจแย่งกันเข้ามากอดมอมแมมจนมอมแมมแทบตั้งตัวไม่ติด  เด็ก ๆ มีความสุขมากที่ได้เล่นของเล่นแสนสนุกที่มอมมอมสร้างขึ้น   ส่วนมอมแมมเองก็มีความสุขที่เด็ก ๆ ชอบของเล่นของมัน

มอมแมมขอบคุณเด็กหญิงใจดี เจ้าชายสายลมและคุณฟันนักทำฟองที่ช่วยทำให้มันเป็นที่รักของเด็ก ๆ  และแล้ว เรื่องวุ่น ๆ ของมอมแมมก็จบลงอย่างมีความสุข

เด็กหญิงกับอสุรกายมอมแมมเล่นฟองสบู่กลางสายฝน พร้อมแมวดำในฉากนิทานอบอุ่นเรื่องความสะอาดและมิตรภาพ