Posted in นิทานคลาสสิก, นิทานต่างประเทศ, The Gingerbread boy

เจ้าหนูขนมปังขิง (The Gingerbread Boy)

เด็ก ๆ รู้ไหมว่า นิทานเรื่อง “เจ้าหนูขนมปังขิง” (The Gingerbread Boy) เป็นนิทานเก่าแก่ที่เด็ก ๆ ในหลายประเทศรู้จักกันมานานมากแล้ว นิทานเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับขนมที่กระโดดออกมาจากเตาอบ แล้ววิ่งหนีคนนั้นคนนี้ไปเรื่อย ๆ

นิทานเรื่อง เจ้าหนูขนมปังขิง มีหลักฐานการตีพิมพ์ในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ ค.ศ. 1875 หรือเมื่อประมาณ 150 ปีก่อน และตอนจบของนิทานฉบับที่พิมพ์ครั้งแรก กับนิทานในฉบับที่พิมพ์ต่อ ๆ มา อาจมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง ขึ้นอยู่กับผู้เรียบเรียงในแต่ละยุคแต่ละสมัย

สำหรับนิทานเรื่องนี้ เว็บไซต์นิทานนำบุญตั้งใจนำ นิทานฉบับที่ตีพิมพ์ใน ค.ศ. 1875 มาเรียบเรียงให้เด็ก ๆ ได้อ่าน โดยคงเนื้อหาและตอนจบของเรื่องไว้ตามสำนวนดั้งเดิม ไม่เปลี่ยนเรื่องให้เป็นตอนจบแบบใหม่ ซึ่งเนื้อเรื่อง การดำเนินเรื่อง และตอนจบอาจแตกต่างไปจากนิทานที่พวกเราคุ้นเคย (เพราะเป็นนิทานเมื่อ 150 ปีก่อน) แต่รับรองว่าสนุก และมีข้อคิดที่ดีมาก ๆ เลยครับ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหญิงชราและชายชราคู่หนึ่งอาศัยอยู่ด้วยกันในบ้านหลังเล็ก ๆ แค่สองคนอย่างเหงา ๆ

วันหนึ่ง ในขณะที่หญิงชรากำลังทำขนมปังขิงอยู่ในครัว จู่ ๆ เธอเกิดความคิดสนุก ๆ จึงลองปั้นแป้งสาลีผสมกับน้ำให้เป็นรูปเด็กผู้ชายตัวเล็ก ๆ แล้วนำลูกเกดมาตกแต่งเป็นตาและปาก นำน้ำตาลกรวดมาเรียงเป็นกระดุมเสื้อ และใช้เปลือกมะนาวเชื่อมมาทำเป็นเสื้อโค้ตให้ หลังจากนั้น หญิงชราก็วางแป้งปั้นรูปเด็กผู้ชายวางลงในถาด แล้วนำถาดเข้าไปอบในเตาอบ

หลังจากนั้นไม่นาน หญิงชราได้ยินเสียงเคาะเบา ๆ ดังมาจากด้านในของเตาอบ หญิงชราแปลกใจจึงเดินไปเงี่ยหูฟัง แต่ทันใดนั้นเอง หญิงชราก็ได้ยินเสียงเล็ก ๆ ดังแว่วออกมาว่า “เปิดประตูให้ฉันหน่อย เปิดประตูให้ฉันที”

หญิงชราตกใจแกมดีใจ เธอจึงรีบเปิดประตูเตาอบให้ แต่ทันทีที่ประตูเตาอบแง้มออก เจ้าหนูขนมปังขิงตัวน้อยก็กระโจนตัวออกจากเตาอบ แล้ววิ่งผ่านหน้าหญิงชรา ทะลุห้องครัว แล้วพุ่งออกไปทางประตูด้านหลังบ้านที่เปิดทิ้งไว้ จากนั้น มันก็วิ่งตรงไปยังถนนใหญ่อย่างไม่รอช้า

ในขณะนั้นเอง ชายชราได้ยินเสียงหญิงชราร้องเรียกให้เจ้าหนูขนมปังขิงหยุดวิ่ง เมื่อชายชราหันไปดูและเห็นเจ้าหนูขนมปังขิงกำลังวิ่งหนีหญิงชรา ชายชราจึงรีบวิ่งไล่ตามไป แต่เจ้าหนูขนมปังขิงวิ่งเร็วมาก มันวิ่งไปพร้อม ๆ กับหันมาตะโกนบอกชายชราว่า “ฉันหนีหญิงชรามาได้ และฉันก็หนีคุณได้เหมือนกัน”

หญิงชราและชายชราพากันวิ่งตามเจ้าหนูขนมปังขิงไปจนสุดกำลัง แต่ก็ไม่สามารถไล่ตามได้ทัน

เจ้าหนูขนมปังขิงวิ่งต่อไปจนเจอกับ คนงานนวดข้าว (Threshers) กลุ่มหนึ่งที่กำลังทำงานอยู่ในโรงนา เมื่อคนงานเห็นเจ้าหนูขนมปังขิงที่ดูน่าอร่อยวิ่งผ่านไป พวกเขาจึงพากันวางไม้ตีข้าวลงแล้ววิ่งไล่ตาม

เจ้าหนูขนมปังขิงเหลียวหลังกลับมาหัวเราะ แล้วตะโกนว่า “ฉันหนีหญิงชรามาได้ ฉันหนีชายชรามาได้ และฉันก็หนีพวกคุณได้เหมือนกัน”

คนงานนวดข้าวพยายามวิ่งไล่ตามสุดชีวิต แต่เท้าของพวกเขาก็สู้ความเร็วของเจ้าหนูขนมปังขิงไม่ได้เลย

เจ้าหนูขนมปังขิงวิ่งต่อไปเรื่อย ๆ จนผ่านทุ่งหญ้าที่มี คนตัดหญ้า (Mowers) กำลังใช้เคียวเกี่ยวหญ้าอยู่ เมื่อพวกเขาสังเกตเห็นเจ้าหนูขนมปังขิง พวกเขาก็โยนเคียวทิ้งและเข้าร่วมการวิ่งไล่จับนี้ด้วย

เจ้าหนูขนมปังขิงวิ่งพลางร้องตะโกนท้าทายว่า “ฉันหนีหญิงชรา ชายชรา และคนงานนวดข้าวมาได้ ฉันก็หนีพวกคุณได้เหมือนกัน”

คนตัดหญ้าพยายามวิ่งไล่ตามสุดกำลัง แต่พวกเขาก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับความเร็วของเจ้าหนูขนมปังขิงเช่นกัน

เจ้าหนูขนมปังขิงเริ่มรู้สึกภาคภูมิใจและลำพองใจในความเร็วของตนเอง มันรู้สึกว่าไม่มีใครในโลกนี้ที่จะวิ่งไล่จับมันได้อีกแล้ว จนกระทั่ง เจ้าหนูขนมปังขิงวิ่งมาเจอกับสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งที่นอนหมอบอยู่ริมทาง

จริง ๆ แล้ว สุนัขจิ้งจอกเห็นเจ้าหนูขนมปังขิงวิ่งมาแต่ไกล แต่เพราะความฉลาด มันจึงไม่ได้รีบร้อนวิ่งไล่ตามเหมือนคนอื่น ๆ มันเลือกที่จะมองเจ้าหนูขนมปังขิงด้วยสีหน้าซื่อ ๆ แล้วร้องถามเจ้าหนูขนมปังขิงว่า “เกิดอะไรขึ้น” ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

เจ้าหนูขนมปังขิงที่กำลังลำพองใจจึงหันไปตะโกนบอกสุนัขจิ้งจอกทันทีว่า “ฉันหนีหญิงชรา ชายชรา คนงานนวดข้าว และคนตัดหญ้ามาได้ ฉันก็หนีเธอได้เหมือนกัน”

สุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ทำเป็นหูตึง มันเอียงหูแล้วพูดว่า “อะไรนะจ๊ะ? ฉันไม่ได้ยินเลย ช่วยขยับเข้ามาพูดใกล้ ๆ หูของฉันหน่อยสิ”

เจ้าหนูขนมปังขิงหลงกล มันอยากจะอวดความเก่งกาจของตัวเองให้สุนัขจิ้งจอกได้ยินชัด ๆ มันจึงวิ่งเข้าไปใกล้ ๆ หน้าของสุนัขจิ้งจอก

ทันใดนั้นเอง สุนัขจิ้งจอกก็อ้าปากกว้างแล้วงับเข้าไปที่ตัวของเจ้าหนูขนมปังขิงทันที

“อ๊ะ! ฉันหายไปหนึ่งในสี่แล้ว…” เจ้าหนูขนมปังขิงร้องอุทาน

“ตอนนี้ฉันหายไปครึ่งตัวแล้ว…” เสียงของมันเริ่มเบาลง

“อ๊ะ! ตอนนี้ฉันหายไปสามส่วนสี่แล้ว…”

และในที่สุด… เจ้าหนูขนมปังขิงก็ร้องคำสุดท้ายออกมาว่า “และตอนนี้ฉันหายไปทั้งหมดแล้ว”

หลังจากนั้น เจ้าหนูขนมปังขิงก็ไม่เคยได้พูดอะไรอีกเลย

Posted in Children’s Literature, Thai Folktales

ขอขอบคุณผู้อ่านจากทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้อ่านที่ Koeln

หลายปีที่ผ่านมา เว็บไซต์นิทานนำบุญได้มีโอกาสต้อนรับผู้อ่านจากหลากหลายประเทศ

ในแต่ละวัน จะมีผู้อ่านประมาณ 100-200 คนจากประเทศต่าง ๆ ที่แวะเข้ามาอ่านนิทานในเว็บไซต์นี้ ซึ่งสำหรับผมแล้ว มันเป็นกำลังใจที่มีค่ามา

แต่เมื่อสัปดาห์ก่อน ผมได้พบสิ่งที่คาดไม่ถึง นั่นคือ..มีผู้อ่านจากเมืองโคโลญจ์ ประเทศเยอรมนี เข้ามาอ่านนิทานในเว็บไซต์นิทานนำบุญเป็นจำนวนมาก (ประมาณวันละ 2000 วิว) แม้ผมจะไม่ทราบว่าผู้อ่านแต่ละท่านเป็นใคร เป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ เป็นคนไทยหรือคนต่างชาติ และไม่รู้ว่าแต่ละท่านรู้จักเว็บไซต์นี้ได้อย่างไร แต่การที่ทุกท่านให้เกียรติเข้ามาอ่านนิทานในเว็บไซต์นี้ ทำให้ผมรู้สึกขอบคุณและมีกำลังใจมาก ๆ

ตอนที่ผมสังเกตเห็นจำนวนผู้อ่านที่มากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ผมแปลกใจจนต้องนำภาพและข้อมูลไปถาม A.I. ว่า “เกิดอะไรขึ้น”

A.I. คาดเดาว่า “จากข้อมูล เราไม่สามารถสรุปได้ว่ามีผู้อ่านที่เข้ามาใช้งานเว็บไซต์กี่คน เป็นคนไทยหรือคนประเทศไหน แต่ในเมืองโคโลญจ์ ประเทศเยอรมนี มีคนไทยอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ดังนั้น จึงอาจมีใครสักคนที่ปรารถนาดี แนะนำเว็บไซต์นิทานนำบุญลงในกลุ่ม Facebook หรือชุมชนใดชุมชนหนึ่ง จนทำให้มีคนรู้จักเว็บไซต์มากขึ้น และทำให้ยอดวิวเพิ่มขึ้น หรืออีกทางหนึ่ง อาจมีโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษา ให้นักเรียนนักศึกษาอ่านนิทานจากเว็บไซต์นิทานนำบุญ จึงทำให้ยอดวิวเพิ่มขึ้นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”

ในฐานะนักเขียนนิทานที่ไม่โด่งดัง ซึ่งแต่งนิทานแบบเงียบ ๆ มาเกือบยี่สิบปีในนิตยสารขวัญเรือน และทำเว็บไซต์แบบเงียบ ๆ มาเกือบ 10 ปี การได้เห็นว่ามีคนสละเวลาเข้ามาอ่านนิทาน (แม้เพียงคนเดียว) ก็ถือว่าเป็นรางวัลที่มีความหมายที่สุด

ผมอยากขอขอบคุณทุก ๆ ความปรารถนาดีจากใจจริง และจะดีใจมาก หากได้รู้ว่าผู้อ่านเป็นใคร อ่านนิทานอยู่ที่ไหน และชอบนิทานเรื่องใดบ้าง

ขอบคุณทุกท่านอีกครั้งที่สละเวลาและให้เกียรติแวะเข้ามาอ่านนิทานในเว็บไซต์นี้ มันเป็นเรื่องที่ชวนชื่นใจมาก ๆ เมื่อได้เห็นว่า มีใครคนหนึ่งจากประเทศนั้นประเทศนี้ ที่ได้อ่านนิทานที่เราแต่ง ขอบคุณจากใจจริงครับ

For many years, the Nitan Nambun website has had the privilege of welcoming readers from various countries. Each day, about 100–200 people from around the world visit to read these stories, which has always been a precious source of encouragement for me.

But last week, I encountered something truly unexpected: readers from Cologne, Germany, came to read Nitan Nambun tales in great numbers — around 2,000 views per day. I do not know who these readers are, whether children or adults, Thai or international, or how they discovered this website. Yet the fact that you have given your time and honored these stories fills me with gratitude and renewed strength. When I noticed this sudden increase in readership, unlike anything before, I was so surprised that I even asked an AI, “What happened?”

The AI suggested: “From the data, we cannot conclude how many individual readers visited, or whether they were Thai or from other countries. But in Cologne, Germany, there is a large Thai community. It is possible that someone kindly recommended the Nitan Nambun website in a Facebook group or community, which led to more people discovering it. Another possibility is that a school or educational institution encouraged students to read stories from the site, resulting in the unusual rise in views.”

As a humble storyteller who has quietly written tales for nearly twenty years in Kwanruen magazine, and maintained this website for almost ten years, even a single reader is already a meaningful reward.

I sincerely thank you for every act of kindness, and I would be delighted to know who you are, where you read from, and which stories you enjoy most.

Once again, thank you to everyone who has taken the time to visit and read these tales. It is truly heartwarming to see that someone, somewhere in the world, has read the stories I wrote. My deepest gratitude to you all.

A warm illustrated postcard showing a storyteller thanking readers around the world, especially from Cologne, Germany, with children reading books and a dove stamp symbolizing peace.
“ขอบคุณผู้อ่านจากทั่วโลก โดยเฉพาะผู้อ่านจากเมืองโคโลญจ์ ประเทศเยอรมนี ที่สละเวลาเข้ามาอ่านนิทานในเว็บไซต์นิทานนำบุญ”
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานอบอุ่นหัวใจ, นิทานเด็ก

บ้านแสนสุข : นิทานก่อนนอน อบอุ่นหัวใจสำหรับเด็ก

ในทุกค่ำคืนที่เด็ก ๆ รอฟังนิทานก่อนนอน เรื่องเล่าสั้น ๆ ที่ชวนให้รู้สึกอบอุ่นหัวใจ มักจะกลายเป็นความทรงจำที่อยู่กับเด็ก ๆ ไปอีกนานแสนนาน นิทานจึงเป็นเสมือนสะพานที่เชื่อมความรัก ความฝัน และความสุขภายในครอบครัว

บ้านแสนสุข แต่งขึ้นเพื่อพาเด็ก ๆ เข้าสู่โลกที่เรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยความน่ารักและความอบอุ่น ทุกฉากทุกตอนสะท้อนความสุขเล็ก ๆ ที่เด็ก ๆ คุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นบ้านที่รายล้อมด้วยธรรมชาติ หรือบรรยากาศที่ทำให้รู้สึกปลอดภัยและเป็นมิตร

แม้จะเป็นนิทานธรรมดา ๆ แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่คือเรื่องเล่าเกี่ยวกับความสุขภายในครอบครัว ความเมตตาต่อสัตว์ และความแปลกในบางช่วงบางตอน ที่น่าจะทำให้เด็ก ๆ ยิ้มได้

นานมาแล้ว มีครอบครัวเล็ก ๆ ครอบครัวหนึ่ง เป็นครอบครัวของคุณพ่อเอื่อยเฉื่อยกับ คุณแม่เร่งร้อน คุณพ่อเอื่อยเฉื่อยเป็นคุณพ่อที่ชอบทำอะไรช้า ๆ เรื่อย ๆ คุณพ่อจึงอาสาอยู่บ้านเพื่อดูแลบ้านแทนคุณแม่ ส่วนคุณแม่เร่งร้อนเป็นคุณแม่ที่ทำอะไรได้แคล่วคล่องว่องไว คุณแม่จึงรักที่จะทำงานนอกบ้านแทนที่จะต้องอยู่บ้านเหมือนกับคุณแม่คนอื่น ๆ

นอกจากคุณพ่อเอื่อยเฉื่อยกับคุณแม่เร่งร้อนแล้ว  ในครอบครัวเล็ก ๆ ครอบครัวนี้ยังมีลูกสาวอีกคนหนึ่งซึ่งมีชื่อว่าน้องฝ้าย   น้องฝ้ายเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่ใครเห็นก็อดที่จะรักและเอ็นดูเธอไม่ได้  ปีนี้น้องฝ้ายอายุเกือบ 4 ขวบแล้ว  แต่น้องฝ้ายอยากโตเร็วกว่านี้ เพราะเธออยากเข้าโรงเรียนไปเจอกับเพื่อน ๆ อย่างที่คุณแม่เคยเล่าให้ฟังเอาไว้ 

วันหนึ่ง ในขณะที่คุณพ่อเอื่อยเฉื่อยกำลังนอนกลางวันฝันหวาน  น้องฝ้ายแอบเปิดประตูบ้าน แล้วค่อย ๆ ย่องออกไปเดินเล่นในสวน  สวนของน้องฝ้ายอยู่ติดกับป่าละเมาะซึ่งมีดอกไม้สีสวยส่งกลิ่นหอมชวนให้สดชื่น  น้องฝ้ายมีความสุขมากที่ได้ออกมาเดินย่ำหญ้านุ่ม ๆ ในสวนแบบนี้  แต่ในขณะที่น้องฝ้ายกับเพลินใจอยู่นั้น  จู่ ๆ น้องฝ้ายก็เหลือบไปเห็นลูกกระต่ายตัวเล็ก ๆ ซึ่งพลัดหลงกับแม่  น้องฝ้ายส่งยิ้มสดใสให้เจ้ากระต่ายน้อยอย่างเป็นมิตร  นี่คือเพื่อนคนแรกในชีวิตของเธอ  น้องฝ้ายคุกเข่าลงแล้วกวักมือเรียกลูกกระต่ายอย่างแผ่วเบา  และแล้ว เจ้ากระต่ายน้อยก็ค่อย ๆ กระโดดเข้าสู่อ้อมกอดของเพื่อนใหม่ด้วยความอุ่นใจ

เมื่อคุณพ่อตื่นนอน  น้องฝ้ายอุ้มกระต่ายน้อยเข้าไปหาคุณพ่อแล้วพูดกับคุณพ่ออย่างอ่อนหวานว่า “หนูขอเลี้ยงมันได้ไหม?”  คุณพ่อไม่รู้ว่าคุณแม่จะชอบใจไหม แต่คุณพ่อก็ไม่อยากทำให้น้องฝ้ายเสียใจ  ดังนั้น คุณพ่อจึงยอมให้น้องฝ้ายเลี้ยงเจ้ากระต่ายน้อยได้ โดยจะต้องเก็บเรื่องนี้ไว้ไม่ให้คุณแม่รู้

วันต่อมา เมื่อคุณแม่ออกไปทำงาน  น้องฝ้ายกับน้องต่ายก็พากันไปวิ่งเล่นในสวน  ในขณะที่น้องฝ้ายกำลังเพลิน ๆ อยู่นั้น  เจ้ากระต่ายน้อยก็บังเอิญเหลือบไปเห็นลูกกระรอกตัวหนึ่ง ซึ่งพลัดหลงจากแม่มาเหมือนกับมัน  กระต่ายน้อยเรียกให้น้องฝ้ายดูลูกกระรอกที่น่าสงสาร  เพื่อนคนที่สองปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าของเธอแล้ว  น้องฝ้ายเดินตรงเข้าไปหาเพื่อนใหม่อย่างช้า ๆ จากนั้น น้องฝ้ายก็ก้มลงลูบหลังของเจ้ากระรอกด้วยความรัก

หลังจากที่ลูกกระรอกคุ้นเคยกับน้องฝ้าย  น้องฝ้ายก็อุ้มเจ้ากระรอกน้อยเข้าไปหาคุณพ่อแล้วพูดกับคุณพ่อเหมือนเมื่อวานว่า “หนูขอเลี้ยงมันได้ไหม?”  คุณพ่อไม่อยากทำให้น้องฝ้ายเสียใจ  ดังนั้น คุณพ่อจึงยอมให้น้องฝ้ายเลี้ยงลูกกระรอกได้ แต่ต้องเก็บเรื่องนี้ไว้ไม่ให้คุณแม่รู้

วันรุ่งขึ้น พอคุณแม่ออกจากบ้าน น้องฝ้ายก็ชวนเจ้ากระต่ายกับลูกกระรอกออกไปวิ่งเล่นกันในสวน  คราวนี้ เพื่อนทั้งสามเจอลูกหมีตัวเล็ก ๆ ที่พลัดหลงจากแม่มาอีกตัวหนึ่ง  ลูกหมีดูหงอย ๆ อย่างบอกไม่ถูก  แต่เมื่อลูกหมีเห็นรอยยิ้มที่เป็นมิตรของน้องฝ้ายกับเจ้ากระต่ายและเจ้ากระรอก  ลูกหมีก็รู้ในทันทีว่า  มันคงไม่ต้องอยู่อย่างเดียวดายอีกต่อไปแล้ว

น้องฝ้ายพาลูกหมีไปหาคุณพ่อแล้วพูดกับคุณพ่อเหมือนทุกครั้งว่า “หนูขอเลี้ยงมันได้ไหม?”  คุณพ่อไม่อยากทำให้น้องฝ้ายเสียใจ  ดังนั้น คุณพ่อจึงยอมให้น้องฝ้ายเลี้ยงลูกหมีได้ แต่ต้องเก็บเรื่องนี้ไว้…อย่าเพิ่งบอกให้คุณแม่รู้

น้องฝ้ายพาเพื่อน ๆ ของเธอออกไปเดินเล่นในสวนทุก ๆ วัน ซึ่งทุกครั้งที่เธอกลับเข้าบ้าน  เธอก็มักจะพาเพื่อนใหม่กลับมาถามคุณพ่อว่า “หนูขอเลี้ยงมันได้ไหม?” อยู่เสมอ  ไม่นานนัก บ้านของน้องฝ้ายก็เต็มไปด้วยลูกสัตว์น้อยใหญ่ นับตั้งแต่ลูกหนูพุกตัวเล็ก ๆ ไปจนถึงลูกช้างตัวเบ้อเริ่ม! 

จริง ๆ แล้วคุณแม่ของน้องฝ้ายน่าจะรู้ว่าในบ้านมีอะไรบางอย่างที่แปลก ๆ ไป  แต่ด้วยความที่คุณแม่เหนื่อยกับการทำงานนอกบ้านมาก  ดังนั้น เมื่อคุณแม่กลับถึงบ้าน คุณแม่ก็มักจะอ่อนเพลียเกินกว่าที่จะสังเกตเห็นเพื่อนใหม่ที่น้องฝ้ายแอบซ่อนเอาไว้เป็นความลับ

และแล้ว เมื่อใกล้จะถึงวันเกิดของคุณแม่  คุณพ่อเอื่อยเฉื่อยซึ่งไม่ค่อยจะกระตือรือร้นกับเรื่องอะไรสักเท่าไหร่ ก็ลุกขึ้นมาจัดแจงวางแผนกับน้องฝ้าย เพื่อทำให้คุณแม่แปลกใจในวันคล้ายวันเกิด   

เมื่อคุณแม่ผู้เหนื่อยอ่อนเปิดประตูเข้ามาในบ้านในคืนวันสำคัญ  บ้านทั้งหลังวอมแวมไปด้วยแสงเทียนที่แสนอบอุ่น  คุณพ่อซึ่งแต่งตัวคล้ายกับนักแสดงละครสัตว์ เปิดหมวกแล้วโค้งต้อนรับสุภาพสตรีที่ก้าวเข้ามาในบ้าน  น้องฝ้ายพาคุณแม่ไปนั่งบนเก้าอี้นุ่ม ๆ ที่คุณพ่อเตรียมเอาไว้ และก่อนที่คุณแม่จะจับต้นชนปลายถูก  เสียงดนตรีที่สนุกสนานก็ดังขึ้นพร้อม ๆ กับขบวนพาเหรดของลูกสัตว์นานาชนิดที่คุณแม่คิดไม่ถึง 

คุณแม่ทั้งแปลกใจและเอ็นดูลูกสัตว์ทุก ๆ ตัวที่ผลัดกันเต้นและเล่นตลกจนคุณแม่อดที่จะหัวเราะไม่ได้  และเมื่อคุณพ่อกับน้องฝ้ายเล่าที่มาที่ไปของลูกสัตว์ทุก ๆ ตัวที่พลัดหลงจากแม่ให้คุณแม่สุดที่รักฟัง  คุณแม่ก็ยอมให้เพื่อน ๆ ที่แสนน่ารักของน้องฝ้ายอาศัยอยู่ในบ้านได้อย่างไม่มีเงื่อนไข  

พวกลูกสัตว์ทั้งหลายดีใจมากที่ได้อยู่ในครอบครัวที่อบอุ่นไปด้วยความรัก  และค่ำคืนนั้น… บ้านทั้งหลังก็อบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความสุข

Posted in นิทานนำบุญ, นิทานโลก, บทความ

นักแต่งนิทานที่ถูกลืม: เรื่องจริงของโลกนิทาน

ตอนที่ผมเป็นเด็ก ผมเข้าใจมาตลอดว่า นิทานอีสปคือนิทานที่แต่งโดย Aesop และนิทานกริมส์ก็คือนิทานที่แต่งโดย Brothers Grimm

แต่เมื่อผมเติบโตขึ้น ได้มาเป็นนักแต่งนิทาน และเริ่มค้นคว้านิทานนานาชาติเพื่อนำมาลงในเว็บไซต์ “นิทานนำบุญ” ผมจึงพบว่า…ความเข้าใจนั้นอาจไม่ถูกต้องนัก

นักวิชาการจำนวนไม่น้อยเชื่อว่า อีสปอาจไม่ได้มีตัวตนอยู่จริง นิทานอีสปจึงอาจเป็นเพียงชื่อที่ใช้เรียกนิทานกรีกโบราณ ซึ่งถูกเล่าขานและถ่ายทอดต่อกันมา ก่อนจะมีผู้รวบรวมและเรียบเรียงในภายหลัง

ในขณะที่นิทานกริมส์ Brothers Grimm เองก็ไม่ได้ “แต่ง” นิทานเหล่านั้นขึ้นใหม่ หากแต่เป็นผู้รวบรวมนิทานพื้นบ้านของเยอรมนี แล้วนำมาเรียบเรียงให้เป็นหนังสือที่ผู้คนอ่านกันมาจนถึงทุกวันนี้

เมื่อค้นคว้าต่อไป ผมก็พบว่า ยังมีนักเขียนนิทานอีกจำนวนมากที่ทำงานในลักษณะเดียวกัน คือการรวบรวมนิทานพื้นบ้านของตนเอง แล้วนำมาเรียบเรียงเผยแพร่

ส่วนนิทานจากเอเชียจำนวนมากที่เราคุ้นเคย ก็มักถูกระบุเพียงว่าเป็น “นิทานพื้นบ้าน” โดยไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง

ไป ๆ มา ๆ นิทานอมตะที่เรารู้จักกันดี เช่น ซินเดอเรลล่า สโนว์ไวท์ หนูน้อยหมวกแดง เจ้าหญิงนิทรา ราพันเซล แฮนเซลกับเกรเทล เจ้าชายกบ ลูกหมูสามตัว หรือแจ็คผู้ฆ่ายักษ์ กลับเป็นนิทานที่เราไม่รู้ว่าใครคือผู้สร้างสรรค์ขึ้นเป็นคนแรก

นักแต่งนิทานจึงดูเหมือนเป็นบุคคลที่ถูกมองข้าม ราวกับไม่มีตัวตนอยู่เบื้องหลังเรื่องเล่าเหล่านั้น

แต่ก็ยังมีนักเขียนบางคน ที่เป็นทั้ง “ผู้แต่ง” และ “ผู้เขียน” นิทานของตนเองอย่างชัดเจน ทำให้นิทานของพวกเขามีลายเซ็นทางความคิดและจิตวิญญาณที่เด่นชัด

Hans Christian Andersen คือหนึ่งในนั้น เขาเขียนนิทานมากกว่า 150 เรื่อง และนิทานของเขาเต็มไปด้วยมุมมอง ความรู้สึก และสำนวนเฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็น เงือกน้อย ลูกเป็ดขี้เหร่ ราชินีหิมะ หรือ เด็กหญิงขายไม้ขีดไฟ ล้วนสะท้อนตัวตนของผู้เขียนอย่างชัดเจน

นอกจากนั้น ยังมีนักเขียนอย่าง Oscar Wilde และ Ivana Brlić-Mažuranić ที่แม้จะมีผลงานไม่มากนัก แต่ผลงานของพวกเขาก็ได้รับการยอมรับ และยังคงมี “ตัวตนของผู้แต่ง” ฝังอยู่ในนิทานอย่างชัดเจน

ในช่วงที่ผมได้อ่านนิทานของนักเขียนเหล่านี้ ผมรู้สึกเหมือนได้พบเพื่อนร่วมอาชีพ ได้เห็นวิธีคิด วิธีเล่า และบางครั้งก็ได้สังเกต “สิ่งที่ถูกซ่อนเอาไว้” ในรายละเอียดของนิทาน

นอกจากนี้ ผมยังได้อ่านบทวิเคราะห์จากนักวิชาการหลายคน บางคนพยายามเชื่อมโยงนิทานเข้ากับชีวิตของผู้แต่ง บางคนตีความว่านิทานแต่ละเรื่องสะท้อนความคิดหรือประสบการณ์บางอย่างของผู้เขียน

ผมอ่านแล้วก็มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

แต่เมื่อย้อนกลับมามองตัวเอง ในฐานะนักแต่งนิทานที่เขียนผลงานมากกว่า 400 เรื่อง สิ่งหนึ่งที่ผมมั่นใจคือ “ไม่มีใครเข้าใจที่มาของนิทานได้ดีเท่ากับคนที่แต่งมันขึ้นมา” เพราะนิทานแต่ละเรื่อง อาจมีที่มาที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง บางเรื่องเกิดจากประสบการณ์ชีวิต บางเรื่องเกิดจากมุมมองต่อโลก บางเรื่องหยิบยืมจากชีวิตของคนอื่น และบางเรื่องก็เป็นเพียงการสร้างขึ้นจาก “แก่นความคิด” ที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่ต้น

น่าเสียดายที่นักเขียนอย่าง Hans Christian Andersen ไม่ได้บันทึกไว้ว่า นิทานแต่ละเรื่องของเขามีที่มาอย่างไร

ผมจึงคิดว่า ในเมื่อผมเองก็เป็นนักแต่งนิทานคนหนึ่ง ที่มีผลงานจำนวนไม่น้อย การได้เขียนเล่าถึง “เบื้องหลัง” ของนิทานที่ผมแต่ง ก็น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับคนอ่าน

แม้ว่าวันนี้ “นิทานนำบุญ” จะยังไม่ได้เป็นนิทานที่โด่งดังในระดับโลก แต่สำหรับผม นิทานเหล่านี้มีตัวตน มีที่มา และมีความหมาย และผมก็คงเป็นคนเดียวที่สามารถเล่าเรื่องเหล่านั้นได้

หากวันหนึ่ง นิทานสักเรื่องสามารถสร้างความประทับใจให้เด็กคนหนึ่งได้ เรื่องเล่าเบื้องหลังเหล่านี้ ก็อาจช่วยเติมเต็มความเข้าใจ และคลายความสงสัยบางอย่างในใจของเขา

ผมจึงตั้งใจจะค่อย ๆ เล่าเรื่องราวของนิทานนำบุญแต่ละเรื่อง…ไปเรื่อย ๆ ถ้าใครอยากฟังเรื่องของนิทานเรื่องไหน ก็สามารถบอกผมไว้ได้ แล้วผมจะลองกลับไปค้นความทรงจำ และนำมันมาเล่าให้ฟังครับ

เผื่อว่าวันหนึ่ง ผมจะเป็นนักแต่งนิทาน…ที่ไม่ถูกลืม

เมื่อพูดถึงนิทานเรื่องแรก หลายคนอาจคิดว่า นิทานเรื่องแรกที่ผมแต่งคือนิทานเรื่องแรกที่ตีพิมพ์ในนิตยสารขวัญเรือน แต่ในความเป็นจริง ก่อนที่จะมีโอกาสได้เป็นนักเขียนนิทานให้กับนิตยสารขวัญเรือน ผมเคยแต่งนิทานมาแล้ว 1 เรื่อง

นิทานเรื่องแรกที่ผมแต่ง มีชื่อว่า “อัศวินกระดาษวิเศษ”

ที่มาของนิทานเรื่องนี้ เริ่มขึ้นในช่วงปี 2537-2538 ตอนนั้นผมทำงานเป็นพิธีกรใส่ชุดหุ่นแมสคอตในรายการโทรทัศน์ชื่อ “บ้านน้อยซอยเก้า” รายการนี้เป็นรายการเด็กที่มีงบประมาณจำกัด ผมเห็นพี่ ๆ ทีมงานทำงานกันอย่างหนัก จึงอาสาช่วยแต่งนิทานสำหรับใช้เล่าในรายการ เพื่อแบ่งเบาภาระงานของพี่ ๆ

เมื่อเริ่มคิดจะแต่งนิทาน ผมก็นั่งคิดว่า เราควรแต่งนิทานเกี่ยวกับอะไรดี ที่เด็ก ๆ ฟังแล้วชอบ และสามารถนำไปต่อยอดเป็นกิจกรรมในช่วงต่อไปของรายการได้

ตอนนั้น ผมคิดถึงกิจกรรมพับกระดาษ หรือออริกามิ เพราะกระดาษเป็นอุปกรณ์ที่หาได้ง่าย และเล่นสนุกได้หลายอย่าง การพับกระดาษจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของนิทานเรื่องนี้

เมื่อได้สารตั้งต้นแล้ว ผมก็เริ่มคิดโครงเรื่องแบบง่าย ๆ ตามประสามือใหม่หัดแต่งนิทาน เป็นนิทานแนวบุกตะลุยผจญภัย ประเภทที่เจ้าหญิงถูกจับ แล้วมีพระเอกตามไปช่วย นิทานแนวนี้แต่งอย่างไรเด็กก็ชอบ ผมจึงตัดสินใจเลือกแต่งนิทานแนวนี้

เมื่อรู้แล้วว่านิทานจะเป็นแนวผจญภัยฝ่าด่านไปช่วยเจ้าหญิง และสิ่งสำคัญในการช่วยเจ้าหญิงคือ “การพับกระดาษ” ผมจึงเริ่มคิดต่อว่า พระเอกควรพับอะไรดี ที่จะช่วยให้เรื่องดำเนินต่อไปได้

ขั้นตอนนี้ จะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย

ถ้าคิดแบบง่ายที่สุด แค่ให้พระเอกพับกระดาษเป็นดาบวิเศษ แล้วใช้ดาบวิเศษจัดการกับผู้ร้าย เรื่องก็คงจบได้ไม่ยาก แต่ผมกลับรู้สึกว่า นิทานแบบนั้นมันยังไม่น่าสนใจพอ

แม้ตอนนั้นผมจะเป็นมือใหม่ในการแต่งนิทาน แต่ผมก็อยากแต่งนิทานที่เด็กฟังแล้วสนุก และมีอะไรบางอย่างที่น่าจดจำ

ผมคิดว่า ความสนุกของนิทานเรื่องนี้ น่าจะอยู่ตรง “การลุ้น” ว่าพระเอกจะพับกระดาษเป็นอะไร และสิ่งที่พับขึ้นมาจะช่วยแก้ปัญหาหรือฝ่าด่านได้อย่างไร นี่น่าจะเป็นจุดที่ทำให้เด็ก ๆ อยากติดตามเรื่องราวไปจนจบ

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ผมก็เริ่มวางโครงเรื่องให้ชัดขึ้น

เรื่องเริ่มจากมียักษ์มาจับเจ้าหญิงไป พระราชาจึงประกาศหาคนมาช่วยเจ้าหญิง แต่พอคิดมาถึงตรงนี้ ผมก็เกิดคำถามขึ้นว่า “ทำไมพระราชาไม่ยกทัพไปช่วยเอง?”

คำตอบที่ผมคิดได้คือ ยักษ์ตัวนี้ต้องดุร้ายมาก แข็งแกร่งมาก หรือมีเวทมนตร์บางอย่างที่ทำให้ไม่มีใครสามารถจัดการได้ง่าย ๆ

การพยายามคิดให้เนื้อเรื่องมีเหตุผลรองรับ ทำให้นิทานเริ่มมีความแข็งแรงขึ้น และเมื่อผมกำหนดให้ยักษ์เป็นตัวร้ายที่เก่งและน่ากลัวจริง ๆ นิทานผจญภัยเรื่องนี้ก็เริ่มมีความท้าทายมากขึ้นตามไปด้วย

ต่อมาคือการสร้างพระเอก

ตอนแรกผมคิดจะให้พระเอกเป็นเจ้าชาย แต่คิดไปคิดมา ผมกลับรู้สึกว่า ถ้าให้พระเอกเป็นคนธรรมดา ที่มีกระดาษวิเศษเพียงแผ่นเดียว ซึ่งสามารถพับให้กลายเป็นอะไรก็ได้ตามใจปรารถนา น่าจะน่าสนใจกว่า

แต่ผมก็ใส่เงื่อนไขเพิ่มเข้าไปว่า พระเอกจะต้อง “ใช้ความคิด” ในการพับกระดาษ ไม่ใช่พับแบบมั่ว ๆ

และตรงนี้เอง ที่ทำให้นิทานเริ่มมีแก่นเรื่องขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว นั่นคือ “การใช้ความคิด สามารถช่วยให้เราแก้ปัญหาได้”

พอคิดได้แบบนี้ ผมก็รู้สึกว่านิทานเรื่องนี้เริ่มมีคุณค่ามากขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องเล่าสนุก ๆ ที่ฟังแล้วผ่านไป

เมื่อได้โครงเรื่องหลักแล้ว ผมก็เริ่มวางเส้นทางการผจญภัย ให้พระเอกเดินทางจากวังไปยังถ้ำของยักษ์บนภูเขา

สิ่งแรกที่พระเอกพับ คือเครื่องบินกระดาษ เพื่อใช้บินไปยังภูเขา แต่ผมไม่อยากให้เรื่องจบง่ายเกินไป จึงเพิ่มอุปสรรคระหว่างทาง เพื่อให้พระเอกได้พับกระดาษหลายครั้ง และเด็ก ๆ จะได้ลุ้นไปด้วยว่า ครั้งต่อไปพระเอกจะพับอะไร

ครั้งที่สอง ผมให้พระเอกพับกระดาษเป็นกบภูเขา เพื่อขี่ขึ้นไปยังปากถ้ำของยักษ์ จากนั้นก็เพิ่มอุปสรรคอีกอย่าง คือสุนัขต้องคำสาปที่เฝ้าปากถ้ำอยู่ เพื่อให้พระเอกได้พับกระดาษอีกครั้ง ซึ่งผมเลือกให้พับเป็น “ปืนสามเหลี่ยม”

การกำหนดให้พระเอกต้องพับกระดาษหลายครั้ง กลายเป็นลูกเล่นสำคัญที่ช่วยเพิ่มความสนุกให้กับนิทาน และผมยังใช้คำซ้ำอย่าง “พับ…พับ…แล้วก็พับ” ในช่วงที่ตัวละครพับกระดาษ เพื่อให้เด็ก ๆ มีส่วนร่วมในการพูดตาม หรืออย่างน้อยก็ช่วยเพิ่มจังหวะลุ้นให้กับการเล่าเรื่อง

จริง ๆ แล้ว เมื่อเรื่องดำเนินมาถึงตอนที่พระเอกไปถึงปากถ้ำและจัดการสุนัขเฝ้าถ้ำได้แล้ว ฉากต่อไปก็ควรจะเป็นฉากสำคัญ คือการเผชิญหน้ากับยักษ์เพื่อช่วยเจ้าหญิง

แต่ตอนนั้น ผมจำได้ว่า ตัวเองถามตัวเองว่า

“ถ้าให้พระเอกพับกระดาษเป็นอาวุธวิเศษไปสู้กับยักษ์ นิทานเรื่องนี้ก็คงไม่ต่างจากนิทานทั่วไป”

ผมจึงเริ่มคิดว่า เราอยากแต่งนิทานธรรมดาเหมือนคนอื่น หรือเราอยากแต่งนิทานที่พิเศษไม่เหมือนใคร

แน่นอนว่า…ผมเลือกอย่างหลัง

แล้วจู่ ๆ ความทรงจำวัยเด็กเกี่ยวกับหนังสือปริศนาท้าสมองก็ผุดขึ้นมาในหัว ผมจำได้ว่า เคยมีเกมที่ท้าทายให้พับกระดาษให้เกิน 7 หรือ 8 ทบ ซึ่งตอนเด็ก ๆ ผมรู้สึกตื่นเต้นกับมันมาก

ผมจึงคิดว่า ถ้านำสิ่งนี้มาใส่ไว้ในนิทาน เด็ก ๆ ที่ฟังก็น่าจะตื่นเต้นเหมือนกัน และที่สำคัญ มันจะทำให้นิทานเกี่ยวกับการพับกระดาษเรื่องนี้ แตกต่างจากนิทานเรื่องอื่นทันที

ถ้าสังเกตให้ดี วิธีแก้ปัญหาด้วยการท้าทายให้ยักษ์พับกระดาษให้เกิน 8 ทบ ก็ยังสอดคล้องกับแก่นเรื่องเดิม คือ “การใช้ความคิดเพื่อแก้ปัญหา”

นั่นหมายความว่า ทุกอย่างในนิทานเริ่มเชื่อมโยงกันโดยธรรมชาติ ทั้งโครงเรื่อง ตัวละคร วิธีแก้ปัญหา และข้อคิดของเรื่อง

เมื่อผมแต่งนิทานเสร็จและนำไปเล่าในรายการโทรทัศน์ สิ่งที่เกิดขึ้นหลังเด็ก ๆ ฟังจบ คือเด็กทุกคนอยากลองพับกระดาษให้เกิน 8 ทบด้วยตัวเอง

และเมื่อพวกเขาทำไม่ได้แบบเดียวกับยักษ์ เด็ก ๆ ก็จะรู้สึกทึ่งกับสติปัญญาของพระเอกในเรื่อง

หลังจากนั้น ทุกครั้งที่ผมมีโอกาสเล่านิทานเรื่องนี้ให้เด็กฟัง สิ่งที่เกิดขึ้นก็มักจะเหมือนเดิม คือเด็ก ๆ จะขอลองพับกระดาษตามเสมอ

ต่อมา เมื่อผมได้เขียนนิทานลงในนิตยสารขวัญเรือน ผมจึงนำนิทานเรื่องนี้กลับมาเขียนและเผยแพร่อีกครั้งในวงกว้าง

ในขณะที่ผมเขียนบทความนี้ ผมเพิ่งสังเกตว่า ตัวเองมีความเพี้ยนไม่ใช่เล่น

จริง ๆ แล้ว การแต่งนิทานในฐานะมือสมัครเล่น มันไม่จำเป็นต้องเล่นท่ายากขนาดนี้ก็ได้ แค่แต่งนิทานแนวพระเอกบุกฝ่าด่านไปช่วยเจ้าหญิง ก็น่าจะเพียงพอแล้ว

แต่พอมองย้อนกลับไป ผมกลับเห็นวิธีคิดของตัวเองชัดมาก ว่าผมไม่ได้คิดแค่ “เล่าเรื่องให้จบ”

ผมคิดทั้งแนวเรื่อง โครงเรื่อง ตัวละคร แก่นเรื่อง จังหวะลุ้นของเด็ก การมีส่วนร่วมของคนฟัง การใช้คำซ้ำ รวมถึงท่าไม้ตายเรื่อง “พับกระดาษ 8 ทบ” ที่ทำให้นิทานเรื่องนี้มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร

และทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นกับนิทานเรื่องแรกที่ผมแต่ง

ทั้งที่ในวันนั้น ผมยังไม่รู้เลยว่า วันหนึ่งตัวเองจะกลายมาเป็นนักแต่งนิทานอาชีพ

ตอนที่ผมเป็นเด็ก ทุกครั้งที่ครอบครัวซื้อนิตยสารขวัญเรือนเข้าบ้าน ผมจะรีบเปิดไปอ่านนิทานที่อยู่ท้ายเล่มทันที เหมือนมันเป็น “ของขวัญสุดพิเศษสำหรับเด็ก” ที่ต้องรอนานถึง 15 วันกว่าจะได้อ่านสักครั้ง

ผมสารภาพตรง ๆ ว่า ทุกวันนี้จำเนื้อเรื่องนิทานที่อ่านตอนเด็กไม่ได้เลยสักเรื่อง แต่ผมจำความรู้สึกได้ มันเป็นความรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่เห็นขวัญเรือนฉบับใหม่มาวางอยู่ในบ้าน แล้วเรารีบคว้านิตยสารไปนั่งเปิดอ่านนิทานในนั้น

ตอนที่ผมเรียนจบปริญญาตรีและเริ่มสนใจงานด้านเด็กอย่างจริงจัง ผมเคยคิดเล่น ๆ ว่า ถ้าวันหนึ่งตัวเองได้แต่งนิทานลงขวัญเรือนก็คงดีนะ แต่ตอนนั้นมันเป็นเพียงความฝัน เพราะสำหรับผม ขวัญเรือนคือนิตยสารอันดับต้น ๆ ของเมืองไทย การจะได้เขียนนิทานลงในนั้นจึงเป็นเรื่องที่ไกลเกินเอื้อม

แต่แล้วจู่ ๆ ในช่วงที่ผมเริ่มทำงานเป็นผู้สอนวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กประถม (และเป็นผู้จัดการ) ในบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งซื้อแฟรนไชส์หลักสูตรจากแคนาดามาใช้สอนเด็ก ผมกลับได้รับการชักชวนจากนิตยสารขวัญเรือน ให้เป็นนักเขียนนิทานที่ต้องส่งต้นฉบับทุก ๆ 15 วัน

โอกาสครั้งนั้นเป็นเรื่องที่ไม่คาดฝันมาก แม้ผมจะกังวลว่าตัวเองจะเขียนนิทานได้ไหม และยิ่งคิดว่าต้องส่งต้นฉบับทุก 15 วัน ทั้งที่งานประจำก็หนักมาก ผมก็ยิ่งไม่แน่ใจว่า ตัวเองจะทำไหวหรือเปล่า

แต่เมื่อใคร่ครวญอยู่พักใหญ่ ในที่สุด ผมก็ตัดสินใจรับงาน และเริ่มต้นการเป็นนักเขียนนิทานให้ขวัญเรือนในปี พ.ศ. 2542

การเป็นนักเขียนนิทานให้ขวัญเรือน เป็นเรื่องที่ทำให้ผมกังวลมาก เพราะขวัญเรือนเต็มไปด้วยผลงานของนักเขียนชั้นแนวหน้าของประเทศไทย ขณะที่ตัวผมเองเป็นคนถนัด “พูด” มากกว่า “เขียน”

แม้จะเรียนจบจากคณะวารสารศาสตร์ฯ ธรรมศาสตร์ แต่สิ่งที่เราเรียนกันส่วนใหญ่คือการเขียนบทด้วยภาษาพูด ไม่ใช่ภาษาเขียนแบบงานวรรณกรรม ดังนั้น พอผมต้องมาเขียนในฐานะ “นักเขียนจริง ๆ” สิ่งที่กังวลจึงไม่ใช่แค่การคิดนิทานเรื่องใหม่ ๆ เท่านั้น แต่คือการเขียนออกมาให้เป็นภาษาเขียนที่ถูกต้องด้วย

เมื่อเริ่มรับงาน ผมก็เข้าสู่วงจรของ “หนุ่มรายปักษ์” ทันที คือใช้เวลาทั้ง 15 วันคิดและเขียนนิทานเรื่องใหม่ เพื่อให้นิตยสารสามารถปิดเล่มและตีพิมพ์ได้ทันเวลา

หลายคนอาจไม่รู้ว่า ในช่วง 10 ปีแรก ผมใช้เวลาเกือบทั้ง 15 วันไปกับนิทานแต่ละเรื่อง ทั้งที่นิทานยาวเพียงประมาณ 2 หน้ากระดาษ A4 เท่านั้น

ผมพยายามใช้แทบทุกนาทีที่มีอยู่กับการคิดนิทานและเขียนมันออกมาให้ดีที่สุด เหมือนผมต้องแบกนิทานติดตัวไปทุกที่…ทุกลมหายใจ

เมื่อนึกย้อนกลับไปถึงนิทานเรื่องแรกที่เขียนให้ขวัญเรือน นิทานเรื่องนั้นมีชื่อว่า “แม่มดใจดี”

ผมจำได้ว่า ตอนเริ่มคิดนิทานเรื่องนี้ ผมเริ่มจากการอยากแต่งนิทานที่มี “แม่มด” เป็นตัวเอก

เมื่ออยากให้แม่มดเป็นตัวเอก ผมก็คิดต่อว่า แม่มดคนนี้น่าจะเป็น “คนดี” และถ้าเป็นแม่มดที่ดี เธอก็ควรแตกต่างจากภาพจำของแม่มดทั่วไป ที่มักแก่ น่ากลัว และใจร้าย

พอคิดได้แบบนี้ ตัวละคร “แม่มดใจดี” จึงค่อย ๆ ถือกำเนิดขึ้น เธอเป็นแม่มดสาวแสนสวย ใจดี และชอบใส่ชุดสีขาว

เมื่อได้ตัวละครหลักแล้ว ผมก็คิดต่อว่า แม่มดต้องอยู่คู่กับเวทมนตร์ แม่มดทั่วไปใช้เวทมนตร์ทำเรื่องชั่วร้าย แล้วแม่มดใจดีควรใช้เวทมนตร์ทำอะไรดีนะ?

แน่นอนว่า ถ้าแม่มดใจร้ายใช้เวทมนตร์ทำร้ายคน แม่มดใจดีก็ควรใช้เวทมนตร์ช่วยเหลือคน

แต่แค่นั้นยังไม่พอ เพราะสิ่งที่แม่มดทำควรเป็นสิ่งที่เด็กอ่านแล้วรู้สึกสนุกด้วย

ผมคิดไปคิดมา จนมาลงตัวที่ “การทำขนม” เพราะขนมเป็นสิ่งที่เด็กส่วนใหญ่ชอบอยู่แล้ว

เมื่อเริ่มเห็นภาพตัวละครชัดขึ้น ขั้นต่อไปคือการคิดโครงเรื่อง

ผมเริ่มจากการวางให้แม่มดสาวแสนสวยคนนี้ เป็นแม่มดที่ชอบทำแต่สิ่งดี ๆ และชอบทำขนม

แต่เมื่อเธอแตกต่างจากแม่มดตนอื่น สิ่งที่ตามมาจึงน่าจะเป็นความอิจฉา การนินทา หรือการถูกมองว่าแปลกแยก

ผมจึงคิดต่อว่า แม่มดใจดีควรตอบสนองต่อสิ่งเหล่านี้อย่างไร เธอควรปะทะกลับ หรือควรทำในสิ่งที่ตัวเองรักต่อไปโดยไม่สนใจคำพูดของคนอื่น

สุดท้าย ผมเลือกให้แม่มดยังคงทำขนมต่อไป โดยไม่สนใจคำว่าร้ายของแม่มดตนอื่น และผมก็เลือกให้ขนมของเธอน่ากินมาก จนแม่มดที่เคยนินทาอยากกินขนมจนตัวสั่น

เมื่อแต่งมาถึงตรงนี้ ผมก็เริ่มมองเห็นว่า ถ้าเราให้แม่มดใจดีตั้งเงื่อนไขว่า “ใครอยากชิมขนม ต้องทำความดีมาแลก” และเมื่อเหล่าแม่มดใจร้ายได้ลองทำความดี พวกเธอก็ค้นพบความสุขบางอย่างขึ้นมา

ตรงนี้เอง ที่ผมเริ่มเห็นแก่นเรื่องของนิทาน “การทำความดี ทำให้เกิดความสุข” ว้าว…มันเป็นแก่นเรื่องธรรมดา ๆ แต่ผมรู้สึกว่ามันดีมากเลยนะ

เมื่อเห็นภาพรวมของนิทานชัดขึ้น ผมจึงเริ่มเติมรายละเอียดเพื่อให้เด็ก ๆ สนุกมากขึ้น โดยเฉพาะการตั้งชื่อขนมแปลก ๆ ที่ฟังแล้วทั้งขำและชวนสงสัย

วิธีนี้เป็นสิ่งที่ผมเคยสัมผัสจากงานของโรอัลด์ ดาห์ล เขามักสร้างคำประหลาด ๆ ที่อ่านแล้วไม่เข้าใจทั้งหมด แต่รู้สึกสนุก เช่น scrumdiddlyumptious หรือ whizzpopping

แต่ในการแต่งนิทานของผม ผมไม่ได้เปิดหนังสือของเขาเพื่อลอกเลียนอะไรนะครับ ผมเพียงได้รับแรงบันดาลใจจาก “ความรู้สึกสนุกของภาษา” แล้วนำมาคิดต่อในแบบของตัวเอง โดยเลือกตั้งชื่อขนมหรืออาหารให้เกี่ยวกับผีหรือเรื่องสยองขวัญแทน

เมื่อคิดโครงเรื่องได้แล้ว สิ่งที่ยากที่สุดกลับไม่ใช่การคิดนิทาน แต่คือ “การเขียน”

ในเวลานั้น ผมไม่มั่นใจเลยว่าสิ่งที่ตัวเองเขียนถูกต้องตามหลักภาษาหรือเปล่า ผมไม่แน่ใจว่า สิ่งที่คิดอยู่ในหัวควรถ่ายทอดออกมาเป็นภาษาพูดหรือภาษาเขียน รูปประโยคที่ผมมีในหัวก็ยังจำกัดมาก

ผมจึงค่อย ๆ เขียนนิทานทีละคำ ทีละประโยค พยายามทำให้มันเป็นภาษาเขียนที่ดีที่สุดเท่าที่ตัวเองจะทำได้

ผมอยากให้ทุกคนลองจินตนาการดูว่า ถ้าเราต้องเขียนงานลงในนิตยสารที่เต็มไปด้วยนักเขียนระดับประเทศ นักเขียนชั้นครู และนักเขียนอาชีพ ทั้งที่ตัวเราเองยังเป็นเพียง “มือใหม่หัดเขียน” เราจะรู้สึกเกร็งขนาดไหน

และนั่นก็คือสิ่งที่ผมรู้สึกอยู่ตลอดเวลา

ผมอยู่กับความรู้สึกแบบนี้นานหลายปี ความอ่อนหัดของตัวเอง ทำให้ผมพยายามเขียนนิทานทุกเรื่องอย่างสุดชีวิต ก่อนจะยอมส่งต้นฉบับให้ขวัญเรือน ผมจะแก้แล้วแก้อีก แก้จนถึงวันสุดท้าย เรียกได้ว่า ผมทุ่มเต็มที่กับนิทานทุกเรื่องจริง ๆ

และในช่วง 10 ปีแรกของการเขียนนิทาน ผมไม่เคยกล้าเรียกตัวเองว่า “นักเขียน” เลย เพราะผมรู้ดีว่า ตัวเองยังไม่เก่งพอสำหรับคำนั้น

นี่คือเรื่องราวเท่าที่ผมนึกได้ เกี่ยวกับนิทานเรื่องแรกที่ผมเขียนลงในนิตยสารขวัญเรือน รวมถึงความรู้สึกนึกคิดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น

ตอนนั้น ผมเองก็ไม่มั่นใจว่า นิทานที่เขียนจะถูกใจกองบรรณาธิการหรือเปล่า และไม่รู้ด้วยซ้ำว่า จะได้เขียนต่ออีกกี่ฉบับ สิ่งเดียวที่ผมทำได้ในวันนั้น คือ “ทำให้ดีที่สุด”

และนี่คือผลงานเรื่องแรกของนักเขียนนิทานมือใหม่คนนั้น

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานอบอุ่นหัวใจ, นิทานาสอนใจเด็ก

บทเรียนของนางฟ้า : นิทานก่อนนอน พร้อมข้อคิดดี ๆ

ในชีวิตของนักแต่งนิทานที่ต้องคิดนิทานเรื่องใหม่ ๆ ทุก 2 สัปดาห์ ยาวนานถึง 17 ปี บ่อยครั้งที่ผมต้องแต่งนิทานที่มีตัวละครแบบเดิม (เช่น พ่อมด แม่มด เจ้าชาย เจ้าหญิง หรือ นางฟ้า) ให้ได้นิทานเรื่องใหม่ที่ไม่ซ้ำเดิม

นิทานเรื่อง ” บทเรียนของนางฟ้า” เป็นตัวอย่างของนิทานที่มีตัวละครหลักเป็นนางฟ้า ที่ผมเชื่อว่า รายละเอียดของเนื้อเรื่องมีความแตกต่างจากนิทานนางฟ้าเรื่องอื่น ๆ แถมมีความสนุกและมีข้อคิดที่น่าจะเป้นประโยชน์ต่อเด็ก ๆ

หวังว่านิทานก่อนนอนเรื่องนี้จะทำให้ทุกคนมีความสุขก่อนนอนนะครับ

‘มินมิน’ เป็นนางฟ้าองค์น้อยที่กำลังเรียนอยู่ในชั้นประถม แม้เธอจะมีหน้าตาน่ารักและมีจิตใจงดงามไม่ต่างจากนางฟ้าทั้งหลาย แต่ด้วยความไม่รอบคอบของเธอ มินมินจึงใช้เวทมนตร์ผิดพลาดทำให้สอบตกและไม่ได้เลื่อนชั้นเหมือนกับเพื่อน ๆ

คุณครูของมินมินสงสารจึงให้โอกาสลูกศิษย์สอบซ่อมอีกครั้ง โดยคุณครูย้ำให้มินมินระมัดระวังในการใช้เวทมนตร์มากขึ้นกว่าครั้งก่อน แต่ด้วยความเป็นเด็ก..มินมินจึงได้แต่ปล่อยให้คำเตือนของคุณครูเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา เพราะมัวแต่ตื่นเต้นที่จะได้ร่ายเวทมนตร์สนุก ๆ

เมื่อวันสอบซ่อมมาถึง มินมินบินไปที่หมู่บ้านใกล้ ๆ และพบว่า หมู่บ้านทั้งหมู่บ้านดูแห้งแล้งจนน่าเป็นห่วง มินมินอยากได้คะแนนจากการใช้เวทมนตร์เพื่อช่วยเหลือผู้คนที่ตกทุกข์ได้ยาก มินมินจึงรีบท่องคาถาว่า “โอม…ตุ๊กแกกะละแมจิ้งจก ขอบันดาลให้ฝนจงตก” ซึ่งเมื่อสิ้นเสียง สายฝนก็โปรยปรายลงมาทันที

ชาวไร่ชาวนาต่างดีใจที่ฝนตกลงมาทำให้ท้องไร่ท้องนาชุ่มฉ่ำ แต่ในขณะเดียวกัน พวก แม่บ้านที่ตากผ้าอยู่กลับส่งเสียงโวยวายด้วยความไม่พอใจ แล้วรีบวิ่งออกจากบ้านเพื่อเก็บเสื้อผ้ากันอย่างจ้าละหวั่น

มินมินตกใจที่เธอเป็นต้นเหตุทำให้เหล่าแม่บ้านโมโหโทโส และด้วยเหตุที่มินมินรู้ว่าแม่บ้านทั้งหลายชอบอากาศหนาว ๆ เย็น ๆ เพราะจะได้ใส่เสื้อกันหนาวสวย ๆ แถมยังทำงานได้โดยไม่มีเหงื่อ มินมินจึงรีบท่องคาถาเอาใจแม่บ้านว่า “โอม…ผักคะน้าผักบุ้งผักกาดขาว เปลี่ยนสายฝนเป็นสายลมหนาว” เมื่อสิ้นเสียง สายฝนที่ตกอยู่แหม็บ ๆ ก็แปรสภาพกลายเป็นหิมะในชั่วพริบตา

แม่บ้านทั้งหลายต่างดีใจที่เห็นหิมะตกลงมาพร้อมกับอากาศเย็นสบายดุจเนรมิต พวกเธอจึงรีบใส่เสื้อหนาวสีสวยออกมาอวดกันเป็นการใหญ่ มินมินมีความสุขมากที่การใช้

เวทมนตร์ของเธอช่วยแก้สถานการณ์ได้เป็นผลสำเร็จ แต่ในขณะนั้นเอง มินมินก็เหลือบไปเห็นเด็กยากจนหลาย ๆ คนกำลังนั่งหนาวสั่นอยู่ที่หน้ากระท่อม เพราะพวกเขาไม่มีเสื้อกันหนาวอย่างคนอื่น ๆ

มินมินเสียใจที่เธอเป็นต้นเหตุทำให้เด็กหลาย ๆ คนต้องมาผจญกับอากาศหนาวอยู่เช่นนี้ มินมินจึงรีบท่องคาถาว่า “โอม…กระเทียมกระโถนกระท้อน เปลี่ยนลมหนาวเป็นสายลมร้อน” เมื่อสิ้นเสียง หิมะก็หยุดตก แล้วแสงแดดจัดจ้าก็ส่องลงมาให้ความอบอุ่นแก่เด็ก ๆ ในชั่วบัดดล

เด็ก ๆ ดีใจมากที่อากาศหนาวหายไปกลายเป็นวันฟ้าใสแบบในฤดูร้อน แต่ในขณะ เดียวกัน ชาวไร่ชาวนากับเหล่าแม่บ้านก็พากันโวยวายและตั้งท่าจะไปร้องเรียนเรื่องที่เกิดขึ้นให้คุณครูนางฟ้าได้รู้

มินมินสับสนจนทำอะไรไม่ถูก เธออยากทำให้ทุก ๆ คนมีความสุข แต่การทำให้คนทุกคนมีความสุขเท่า ๆ กันนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย มินมินมีเวลาคิดแก้ปัญหาเพียงครู่เดียว ในที่สุด นางฟ้าองค์น้อยก็ตัดสินใจร่ายมนตร์เอื้อประโยชน์ให้ทุก ๆ คน โดยเธอท่องคาถาว่า “โอม…

ถุงเท้ากางเกงกระโปรง ร้อน-หนาว-ฝน คนละชั่วโมง” เมื่อสิ้นเสียง อากาศร้อนก็ร้อนต่อไปอีก 1 ชั่วโมง แล้วจึงเปลี่ยนเป็นฝนตก 1 ชั่วโมง จากนั้น สายฝนก็กลายสภาพเป็นหิมะตกติดต่อไปอีก 1 ชั่วโมง วนเวียนอยู่เช่นนี้ไม่ยอมหยุด

และแล้ว…เวทมนตร์ของมินมินก็เอื้อประโยชน์ให้แก่ทุก ๆ คนอย่างเท่าเทียมกันที่สุด เพราะหลังจากที่มินมินว่าคาถาผ่านไปเพียงไม่กี่ชั่วโมง เสียงโวยวายของใครต่อใครก็ค่อย ๆ เงียบหายไป โดยมันแปรเปลี่ยนเป็นเสียงฮัดเช่ย ๆ ของคนที่เป็นหวัดดังกระจายมาจากทั่วทุกมุมของหมู่บ้าน

ในที่สุด คุณครูนางฟ้าก็จำเป็นต้องมาช่วยแก้ปัญหาด้วยการเสกคาถารักษาหวัดให้กับทุก ๆ คน ส่วนการใช้เวทมนตร์อย่างไม่รอบคอบของมินมินก็ทำให้เธอต้องสอบตกอีกเป็นครั้งที่สอง

แม้มินมินจะไม่ได้เลื่อนชั้นเหมือนกับนางฟ้าองค์อื่น ๆ แต่เธอก็ได้บทเรียนแล้วว่า การร่ายเวทมนตร์แต่ละครั้ง จำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังและต้องคิดถึงผลกระทบที่จะตามมาด้วย

ความรู้มักเกิดขึ้นหลังจากความไม่รู้เสมอ  และในปีต่อมา เมื่อมินมินใช้ความรอบคอบในการร่ายเวทมนตร์มากขึ้นกว่าเดิม  เธอก็สามารถสอบผ่านวิชาเวทมนตร์ได้เป็นผลสำเร็จ

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจเด็ก, นิทานเด็ก

ปิ๊งปิ๊งปิ๊ง : นิทานนางฟ้าองค์น้อยผู้ไม่ยอมใช้เวทมนตร์

ถ้าอ่านชื่อนิทานแบบผ่าน ๆ นิทานก่อนนอนเรื่อง “ปิ๊งปิ๊งปิ๊ง : นิทานนางฟ้าองค์น้อยผู้ไม่ยอมใช้เวทมนตร์” อาจทำให้คุณผู้อ่านคาดเดาเนื้อเรื่องไปต่าง ๆ นานา บางคนอาจคาดเดาไปว่า นิทานเรื่องนี้คงเป็นนิทานแนวแฟนตาซีผจญภัย ที่นางฟ้าองค์น้อยคงมีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้ใช้เวทมนตร์ต่อสู้กับคนร้ายไม่ได้ (อะไรทำนองนั้น)

แต่ถ้าได้อ่านนิทานเรื่องนี้แล้ว คุณผู้อ่านจะพบว่า นี่คือตัวอย่างของนิทานส่งเสริมพฤติกรรมเชิงบวกของเด็ก ที่ใช้นิทานในการบ่มเพาะพฤติกรรมอันพึงประสงค์ (อย่างแนบเนียน) แทนที่จะแต่งนิทานเพื่อสอนเด็กให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้แบบตรง ๆ (ซึ่งมักไม่ได้ผล)

การแต่งนิทานในลักษณะนี้ แม้เนื้อเรื่องจะดูง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน แต่ในฐานะนักแต่งนิทาน นิทานแบบนี้แต่งไม่ง่ายเลย แถมการวางบทบาทตัวละครคุณพ่อคุณแม่ในเรื่อง ก็ไม่ใช่สิ่งที่เป็นปกติที่เราพบเห็นได้ทั่วไป (โดยเฉพาะนิทานที่แต่งมาตั้งแต่ปี 2557)

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีนางฟ้าอายุสามขวบองค์หนึ่ง จู่ ๆ ก็ไม่ยอมใช้เวทมนตร์ “ปิ๊งปิ๊งปิ๊ง” ที่มีติดตัวมาตั้งแต่เกิด แต่กลับอยากทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเอง เรื่องบางเรื่องอย่างการติดกระดุมเสื้อ ถ้าใช้เวทมนตร์ปิ๊งปิ๊งปิ๊งเสกนิดเดียว กระดุมเสื้อก็จะติดเองโดยไม่ต้องลำบาก แต่พอนางฟ้าองค์น้อยตัดสินใจหัดติดกระดุมด้วยตัวเอง เธอจึงต้องใช้ความพยายามจนมันกลายเป็นเรื่องยุ่งยากของชีวิต

ครั้นเมื่อคุณพ่อคุณแม่ของนางฟ้าองค์น้อยเห็นเข้า  ทั้งคู่จึงบอกลูกว่า “ลูกจ๊ะลูกจ๋า ใช้เวทมนตร์ปิ๊งปิ๊งปิ๊งเสกเอาดีกว่าไหม” พอนางฟ้าองค์น้อยได้ฟัง เธอก็ยิ้มแล้วตอบคุณพ่อคุณแม่ว่า “ไม่ดีกว่าค่ะ หนูจะไม่ใช้เวทมนตร์ปิ๊งปิ๊งปิ๊งจนกว่าจะทำเรื่องยาก ๆ เหล่านี้ได้ด้วยตัวเอง”

วันต่อมา  นางฟ้าองค์น้อยอยากฝึกผูกเชือกรองเท้าด้วยตัวเองอีก  การผูกเชือกรองเท้าไม่ใช่เรื่องง่าย เธอพยายามผูกไปผูกมา…ผูกมาผูกไป แต่ผูกเท่าไหร่ก็ยังผูกไม่ได้  เมื่อคุณพ่อคุณแม่เห็น ทั้งคู่จึงบอกลูกสาวว่า “ลูกจ๊ะลูกจ๋า ใช้เวทมนตร์ปิ๊งปิ๊งปิ๊งเสกเอาดีกว่าไหม” พอนางฟ้าองค์น้อยได้ฟัง เธอก็ตอบคุณพ่อคุณแม่ว่า “ไม่ดีกว่าค่ะ หนูจะไม่ใช้เวทมนตร์ปิ๊งปิ๊งปิ๊งจนกว่าจะทำเรื่องยาก ๆ เหล่านี้ได้ด้วยตัวเอง”

วันรุ่งขึ้น คุณพ่อคุณแม่เห็นนางฟ้าองค์น้อยหยิบกรรไกรสำหรับเด็กมาหัดตัดกระดาษฉับฉับฉับ  การที่เด็กเล็ก ๆ จะใช้กรรไกรตัดกระดาษนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย  คุณพ่อคุณแม่จึงบอกลูกสาวว่า “ลูกจ๊ะลูกจ๋า ใช้เวทมนตร์ปิ๊งปิ๊งปิ๊งเสกเอาดีกว่าไหม” พอนางฟ้าองค์น้อยได้ฟัง เธอก็ตอบคุณพ่อคุณแม่ว่า “ไม่ดีกว่าค่ะ หนูจะไม่ใช้เวทมนตร์ปิ๊งปิ๊งปิ๊งจนกว่าจะทำเรื่องยาก ๆ เหล่านี้ได้ด้วยตัวเอง”

เวลาผ่านไปจากวันเป็นเดือน นางฟ้าองค์น้อยลองทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเองไม่ยอมหยุด ทุกครั้งที่คุณพ่อคุณแม่เห็นว่าเธอทำไม่ได้ ท่านทั้งสองก็มักจะแนะนำให้ลูกสาวใช้เวทมนตร์ปิ๊งปิ๊งปิ๊ง แต่ทุกคราวนางฟ้าองค์น้อยก็จะปฏิเสธ จนทั้งคู่เลิกแนะนำนางฟ้าองค์น้อยอีก เพราะรู้ว่าบอกอย่างไรลูกสาวก็ไม่เชื่อ แต่สิ่งหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่ยังไม่รู้ก็คือ ความตั้งใจในการฝึกหัดทำสิ่งต่าง ๆ ของนางฟ้าองค์น้อยนั้นมีความลับบางอย่างซ่อนอยู่ ซึ่งมันกำลังจะเปิดเผยในไม่ช้า!

และแล้ววันนั้นก็มาถึง เช้าวันหนึ่ง นางฟ้าองค์น้อยตื่นนอนก่อนใคร ๆ ในบ้าน เธอตื่นด้วยเสียงนาฬิกาปลุกที่เธอตั้งเวลาด้วยตัวเอง จากนั้น เธอก็ลุกขึ้นมาจัดดอกไม้ใส่แจกันด้วยตัวเอง แล้วแต่งตัว, หวีผม, ติดกระดุม, ผูกเชือกรองเท้าด้วยตัวเอง ที่สำคัญ เธอเอาขนมปังกับแยมมาจัดใส่จานสามใบด้วยตัวเอง แล้วเทนมสามแก้ววางบนโต๊ะกินข้าว ครั้นเมื่อคุณพ่อคุณแม่ตื่นนอนและเดินมาที่โต๊ะกินข้าว นางฟ้าองค์น้อยก็รีบลุกขึ้นยืน พร้อมกับร้องเพลงสุขสันต์วันเกิดให้ตัวเอง

ณ เวลานั้น  คุณพ่อคุณแม่เพิ่งนึกได้ว่าวันนี้คือวันเกิดของลูกสาว แต่สิ่งที่นางฟ้าองค์น้อยเตรียมไว้ยังไม่หมดแค่นั้น เพราะเมื่อนางฟ้าองค์น้อยร้องเพลงจบ  เธอก็พูดว่า “หนูขอขอบคุณคุณพ่อคุณแม่ที่ให้หนูเกิดมา  หนูรักคุณพ่อคุณแม่มาก แต่หนูไม่อยากใช้เวทมนตร์ปิ๊งปิ๊งปิ๊งเสกของให้คนที่หนูรัก หนูอยากมอบความรักของหนูให้คุณพ่อคุณแม่ด้วยฝีมือของหนูเองมากกว่า” จากนั้น  นางฟ้าองค์น้อยก็หยิบการ์ดที่เธอทำและตกแต่งด้วยกระดาษตัดเป็นรูปหัวใจส่งให้คุณพ่อคุณแม่

แม้ในการ์ดจะไม่มีข้อความใด ๆ เพราะนางฟ้าองค์น้อยยังเขียนหนังสือไม่ได้ แต่คุณพ่อคุณแม่ก็มองเห็นข้อความในใจของลูกสาวปรากฏอยู่ที่การ์ดใบนั้นอย่างเด่นชัด

“หนูรักคุณพ่อคุณแม่มาก ๆ นะคะ”

คุณพ่อคุณแม่มองตากันสักครู่แล้วคุกเข่าลงกอดนางฟ้าองค์น้อยพร้อมกับหอมแก้มลูกสาวสุดที่รักคนละข้าง นางฟ้าองค์น้อยทำตาโตและอมยิ้ม พร้อมกับกะพริบตา “ปิ๊งปิ๊งปิ๊ง” ด้วยความรู้สึกที่แสนพิเศษ จากนั้น เธอก็หลับตาลง แล้วพยายามจดจำความรู้สึกอันอบอุ่นในช่วงเวลานั้นเอาไว้ในหัวใจของเธอ ซึ่งมันจะอยู่ในความทรงจำของเธอไปตราบชั่วนิรันดร์

ภาพนิทานปิ๊งปิ๊งปิ๊ง นางฟ้าองค์น้อยฝึกทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเองหลายฉาก สื่อถึงความพยายามและการเติบโตโดยไม่ใช้เวทมนตร์
นางฟ้าองค์น้อยยืนพยายามผูกเชือกรองเท้าด้วยตัวเองในห้องนอน บรรยากาศอบอุ่น ไม่ใช้เวทมนตร์
Posted in นิทานสร้างแรงบันดาลใจ, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

จ๊อกแจ๊กกับถั่ววิเศษ : นิทานสอนใจ เปลี่ยนความผิดพลาดเป็นโอกาส

เมื่อพูดถึงนิทานเกี่ยวกับ “ถั่ววิเศษ” ภาพที่หลายคนนึกถึงมักหนีไม่พ้นเรื่องราวในแนว แจ็คผู้ฆ่ายักษ์ ที่เด็กชายนำถั่วไปแลกกับวัว ก่อนจะถูกโยนทิ้งลงดิน และในชั่วข้ามคืน เมล็ดถั่วเหล่านั้นกลับเติบโตเป็นต้นถั่วยักษ์สูงเสียดฟ้า พาเขาไต่ขึ้นไปสู่โลกอีกใบที่เต็มไปด้วยยักษ์ สมบัติ และการผจญภัยเหนือจินตนาการ นิทานลักษณะนี้จึงกลายเป็นภาพจำของ “ถั่ววิเศษ” ที่ทั้งตื่นเต้นและชวนฝันสำหรับเด็ก ๆ ทั่วโลก

ด้วยความโด่งดังของนิทานอมตะเช่นนี้ จึงมีนักเล่านิทานจำนวนไม่น้อยพยายามหยิบแนวคิดมาสร้างสรรค์เรื่องใหม่ บางคนเลือกแต่งเป็น “ภาคต่อ” โดยเชื่อมโยงเหตุการณ์ให้ยังอยู่ในโลกเดียวกับแจ็ค ราวกับเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังจากการผจญภัยครั้งเดิม ขณะที่อีกหลายคนเลือกเพียง “ยืมแรงบันดาลใจ” จากเมล็ดถั่ววิเศษ แล้วนำมาถักทอเป็นนิทานเรื่องใหม่ทั้งหมด โดยไม่จำเป็นต้องยึดติดกับโครงเรื่องเดิม แต่ยังคงเสน่ห์ของความมหัศจรรย์เอาไว้

ส่วนนิทานเรื่อง จ๊อกแจ๊กกับถั่ววิเศษ ได้เลือกเดินในเส้นทางแบบใดกันแน่? จะเป็นภาคต่อที่เชื่อมโยงกับนิทานเรื่องเดิม หรือเป็นเรื่องใหม่ที่ใช้เพียงแนวคิดของถั่ววิเศษนำมาสร้างเป็นนิทานเรื่องใหม่ คำตอบนั้นคงต้องลองอ่านกันดูด้วยตัวเอง แต่ที่น่าคิดยิ่งกว่านั้นก็คือ หากเด็ก ๆ ได้ลองแต่งนิทานเกี่ยวกับ “ถั่ววิเศษ” ขึ้นมาสักเรื่อง เด็ก ๆ จะสร้างเรื่องราวแบบไหนกันนะ เพียงแค่จินตนาการตาม ก็ชวนให้สนุกขึ้นมาแล้วจริง ๆ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ชื่อว่า “จ๊อกแจ๊ก” จ๊อกแจ๊กเป็นเด็กกำพร้าพ่อ ตั้งแต่คุณพ่อจากจ๊อกแจ๊กไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ คุณแม่ก็ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว จ๊อกแจ๊กรักและเป็นห่วงคุณแม่มาก เขาจึงพยายามช่วยทำงานบ้านทุกอย่างเพื่อแบ่งเบาภาระของคุณแม่

ทุกวัน หลังจากจ๊อกแจ๊กทำงานบ้านเสร็จแล้ว จ๊อกแจ๊กมักหยิบหนังสือนิทานเรื่อง “แจ็คผู้ฆ่ายักษ์” ที่คุณพ่อเคยอ่านให้ฟังมานั่งดู จ๊อกแจ๊กชอบนิทานเรื่องนี้มาก เพราะนอกจากมันจะทำให้เขาคิดถึงพ่อแล้ว จ๊อกแจ๊กยังรู้สึกว่าชีวิตของเขาช่างคล้ายกับตัวเอกในนิทานมากเหลือเกิน บางที…สักวันหนึ่ง เขาอาจต้องนำวัวของครอบครัวไปขายเพื่อแลกกับถั่ววิเศษ และในตอนท้าย เขาอาจได้ปีนต้นถั่วไปนำแม่ไก่ที่ออกไข่เป็นทองคำมาให้แม่ และนั่นอาจทำให้ครอบครัวของเขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นก็เป็นได้

อยู่มาวันหนึ่ง  คุณแม่บอกจ๊อกแจ๊กว่า “ตอนนี้ ครอบครัวของเรามีเงินเหลืออยู่น้อยมาก  ลูกช่วยเอาวัวไปขายที่ตลาดหน่อยนะจ๊ะ เราจะได้มีเงินมาใช้เป็นทุนตั้งต้นทำกิจการเล็ก ๆ อะไรสักอย่าง”  ทันทีที่จ๊อกแจ๊กได้ฟัง  เขาก็คิดในใจว่า  ชีวิตของเขาช่างเหมือนกับตัวเอกในนิทานจริง ๆ  แล้วอีกไม่นาน ก็คงมีชายชรามาขอแลกวัวกับถั่ววิเศษแน่ ๆ  เมื่อจ๊อกแจ๊กคิดเช่นนั้น เขาจึงรีบจูงวัวไปที่ตลาดทันที

เมื่อจ๊อกแจ๊กไปถึงตลาด  ใจของเขาไม่ได้จดจ่ออยู่กับการขายวัวเลย  เขามัวแต่มองหาชายชราที่มีเมล็ดถั่วหลากสีอยู่ในมือ   จ๊อกแจ๊กเฝ้ารอชายชราเหมือนที่เขาเคยฟังในนิทานอยู่นาน นานจนเขาเกือบจะหมดหวัง แต่ก่อนที่จ๊อกแจ๊กจะถอดใจ  จู่ ๆ ชายชราผู้มีเมล็ดถั่วอยู่ในมือก็เดินตรงมาหาเขาแล้วพูดว่า  “สวัสดีจ้ะหนูน้อย  หนูเคยฟังนิทานเรื่องแจ็คผู้ฆ่ายักษ์ไหม”  จ๊อกแจ๊กอ้าปากค้างเมื่อได้ฟังชื่อของนิทานเรื่องโปรด เขาพยักหน้าตอบชายชรา จากนั้น ชายชราจะพูดต่อไปว่า  “เมล็ดถั่วที่หนูเห็นอยู่นี่ ไม่ใช่เมล็ดถั่วธรรมดา แต่มันเป็นเมล็ดถั่ววิเศษที่อาจทำให้ครอบครัวของหนูมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นก็เป็นได้   ถ้าหนูเชื่อใจคนแก่อย่างฉัน  ฉันยอมขาดทุน  แลกถั่ววิเศษ 1 ถังใหญ่กับวัวของหนู  หนูจะตกลงไหม”

เมื่อจ๊อกแจ๊กได้ยินถ้อยคำของชายชรา เขาก็ตัดสินใจแลกวัวกับถั่ววิเศษ โดยเขาหวังว่า ถั่ววิเศษ จะทำให้ครอบครัวของเขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้จริง ๆ

แต่อนิจจา เมื่อแจ็คกลับมาถึงบ้านแล้วเล่าเรื่องทั้งหมดให้คุณแม่ฟัง พร้อมกับลุ้นให้คุณแม่ขว้างถั่ววิเศษออกไปที่นอกหน้าต่างแบบในนิทาน คุณแม่กลับหยิบถั่วออกมาพิจารณา จากนั้น คุณแม่ก็ถอนใจ ก่อนที่จะบอกจ๊อกแจ๊กว่า “ถั่วทั้งหมดนี้คือถั่วเขียวธรรมดา ๆ  ลูกถูกพ่อค้าขายถั่วหลอกเอาเสียแล้ว”  คุณแม่พยายามกลั้นน้ำตาในขณะที่พูดเพราะคุณแม่รู้ว่าในบ้านไม่มีสมบัติอื่นใดที่จะขายได้อีก จากนั้น คุณแม่ก็พูดต่อไปว่า “แม่ผิดเองที่ไม่ได้ไปช่วยลูกขายวัว ลูกขึ้นนอนเถอะ แล้วค่อยคิดว่าเราจะทำยังไงกันต่อไป”

คืนนั้น จ๊อกแจ๊กนอนไม่หลับเลย เขารู้ดีว่าความผิดพลาดครั้งนี้มีผลต่อครอบครัวที่กำลังลำบากของเขามากแค่ไหน เขาเสียใจมาก เขาอยากย้อนเวลากลับไปแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เขาก็รู้ดีว่า ไม่มีใครสามารถย้อนเวลากลับไปในอดีตได้

วันต่อมา จ๊อกแจ๊กรีบตื่นแต่เช้า โดยเขาตั้งใจที่จะทำงานบ้านต่าง ๆ เพื่อลบล้างความผิด แต่ทันทีที่จ๊อกแจ๊กเดินลงมายังห้องครัว สิ่งที่เขาพบก็ทำให้เขาต้องประหลาดใจ

แน่นอนว่า เมล็ดถั่วเขียวธรรมดา ๆ ไม่ได้งอกเป็นต้นถั่ววิเศษแบบในนิทาน  แต่จ๊อกแจ๊กเห็นคุณแม่กำลังง่วนอยู่กับการปูกระดาษบาง ๆ ในถาดหลายสิบใบ แล้วพรมน้ำจนชุ่ม ครั้นเมื่อคุณแม่เห็นจ๊อกแจ๊กเดินลงมา  คุณแม่ก็ส่งยิ้มให้ลูกชาย พร้อมกับบอกลูกว่า “ไหน ๆ เราก็ไม่มีทุนทำกิจการอื่น แม่เลยคิดว่า เราน่าจะเอาสิ่งที่เรามี นั่นก็คือถั่วเขียว มาเพาะให้เป็นถั่วงอกสำหรับนำไปขาย บางทีถั่วธรรมดา ๆ เหล่านี้ อาจกลายเป็นถั่ววิเศษที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของเราให้ดีขึ้นก็ได้นะลูก มามะ มาช่วยแม่เพาะถั่วเขียวกันนะ”

รอยยิ้มของแม่ที่สู้เสมอทำให้จ๊อกแจ๊กคิดถึงรอยยิ้มของพ่อที่ไม่เคยย่อท้อ จ๊อกแจ๊กรู้ดีว่าเขาไม่สามารถกลับไปแก้ไขเรื่องที่เขาโดนหลอกได้ แต่เขาช่วยแม่ทำวันนี้ให้ดีที่สุดได้ เขาจึงลงมือช่วยคุณแม่ดูแลถั่วเขียวอย่างเต็มที่

ไม่กี่วันหลังจากนั้น ความร่วมมือร่วมใจของแม่กับจ๊อกแจ๊กก็ทำให้พวกเขามีถั่วงอกสวย ๆ ไปขายเป็นครั้งแรก ซึ่งทันทีที่ชาวบ้านเห็นถั่วงอกของสองแม่ลูก ชาวบ้านก็แย่งกันซื้อถั่วงอกจนหมดไม่มีเหลือ

ความพยายามของจ๊อกแจ๊กกับแม่ทำให้ถั่วธรรมดา ๆ กลายเป็นถั่ววิเศษที่ช่วยสร้างรายได้ให้แก่พวกเขาอย่างคาดไม่ถึง เหตุการณ์ทั้งหมดทำให้จ๊อกแจ๊กได้เรียนรู้ว่า การเสียใจกับเรื่องที่ผ่านไปแล้วไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใด ๆ เลย แต่การยิ้มสู้กับปัญหาและพยายามแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยสติปัญญา เป็นหนทางที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ได้มากกว่า

ในที่สุด ชีวิตของจ๊อกแจ๊กกับคุณแม่ก็ค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ

เด็กชายตัวเล็กนั่งข้างถุงถั่วเขียว กำลังมองเมล็ดถั่วอย่างสนใจ ภาพประกอบนิทานจ๊อกแจ๊กกับถั่ววิเศษ โทนอุ่นน่ารัก มีกรอบดอกไม้
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานอบอุ่นหัวใจ, หลวงพระบาง

นักปักผ้าตัวน้อย : นิทานนำบุญที่ได้แรงบันดาลใจจากการไปเที่ยวหลวงพระบาง

นานมาแล้ว ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) มีโอกาสได้แบกเป้ไปเที่ยวที่หลวงพระบาง ประเทศลาว ซึ่งจริง ๆ แล้ว ผมเดินทางไปเที่ยวลาวแทบทุกปี ทั้งลาวเหนือและลาวใต้ และทุกครั้งก็มักได้รับความรู้สึกดี ๆ กลับมาเสมอ

ปีหนึ่ง ผมแวะไปเที่ยวหลวงพระบางและพักอยู่หลายวัน ซึ่งในช่วงนั้นเอง ผมได้พบเด็กผู้หญิงที่นั่งขายผ้าปักอยู่ที่ตลาดกลางคืน งานปักของเธอไม่ได้สวยงามเป็นพิเศษ แต่กลับมีความซื่อและเรียบง่ายที่น่าประทับใจ วันนั้นผมได้ขอให้เธอช่วยปักภาพเจ้าชายน้อยลงบนผ้า และได้มอบหนังสือนิทานของผมให้เธอเพิ่มเติมจากค่าจ้าง (ซึ่งเด็กผู้หญิงคนนั้นดีใจที่ได้หนังสือนิทานมาก ๆ)

ความทรงจำที่อบอุ่นนี้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผมอยากแต่งนิทานสักเรื่อง เพื่อระลึกถึงช่วงเวลาที่ได้พบเจอเด็กหญิงนักปักผ้าในหลวงพระบาง และหวังว่าผู้อ่านจะชื่นชอบนิทานเรื่องนี้เช่นเดียวกับที่ผมประทับใจในวันนั้น

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ยังมีเมืองเล็ก ๆ เมืองหนึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวซึ่งมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยี่ยมชมไม่เคยขาด อนิจจา…แม้ร้านรวงจะค้าขายได้เงินจากนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก แต่ชาวเมืองส่วนใหญ่กลับยากจนและต้องทำงานหนัก…ไม่เว้นแม้กระทั่งเด็ก ๆ

อยู่มาวันหนึ่ง มีสาวน้อยคนหนึ่งเดินทางเข้ามาในเมือง ระหว่างที่เธอเดินชมเมืองอย่างมีความสุขอยู่นั้น จู่ ๆ เธอก็พบเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งเอาผ้ามาปูที่พื้นริมทางเดิน แล้วนำข้าวของต่างๆ ทั้งสร้อยข้อมือถัก, ผ้าปัก, ของเล่นที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ ฯลฯ มาวางขายอยู่ที่ริมถนน

ในตอนแรก หญิงสาวคิดว่าเด็กน้อยเป็นแม่ค้ามืออาชีพ แต่เมื่อหญิงสาวเดินเข้าไปคุย เธอก็พบว่า เด็กผู้หญิงคนนั้นเป็นเพียงเด็กนักเรียนธรรมดา ๆ แต่เพราะครอบครัวของเธอยากจนมาก เธอจึงต้องทำของมาขายหลังเลิกเรียน เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของพ่อแม่

ระหว่างที่หญิงสาวพูดคุยกับเด็กคนนั้น เธอสังเกตเห็นว่าเด็กหญิงตัวน้อยคุยกับเธอพร้อมกับปักผ้าไปด้วย เมื่อหญิงสาวถามว่าทำไมไม่พักบ้าง เด็กน้อยได้แต่ตอบว่า งานที่ต้องทำมีมากเหลือเกิน เธอมีเวลาขายของแค่สองชั่วโมง แล้วก็ต้องกลับไปทำงานบ้าน ก่อนจะมีเวลาปักผ้าแล้วรีบเข้านอน

หญิงสาวสงสารเด็กน้อยจับใจ หญิงสาวคิดจะช่วยเด็กหญิงด้วยการอุดหนุนงานของเธอสักชิ้น ครั้นเมื่อหญิงสาวหยิบงานผ้าปักลายชาวเขาและสัตว์นานาชนิดขึ้นมาดู เธอก็ต้องแปลกใจ เพราะเด็กหญิงตัวน้อยปักผ้าได้ประณีตเกินอายุ หนำซ้ำ ภาพต่าง ๆ ยังแตกต่างจากงานที่ขายตามท้องตลาด แถมราคาของผ้าที่มีภาพคนและสัตว์รวม 20 ภาพก็ถูกแสนถูกเพียง 100 บาทเท่านั้น ถ้าเธอปักผ้าให้ประณีตน้อยลงหรือปักภาพแบบเดียวกับคนอื่น บางทีเธออาจไม่ต้องเหนื่อยแบบนี้

แต่เมื่อหญิงสาวแนะนำเด็กน้อย เด็กน้อยกลับยิ้มเขิน ๆ แล้วตอบอย่างซื่อตรงว่า “หนูรู้ว่าการปักผ้าให้สวยและการออกแบบให้ภาพไม่เหมือนใครทำให้หนูต้องใช้เวลามาก แต่ไหน ๆ จะทำงานทั้งที หนูก็อยากทำอย่างเต็มที่ คนที่ซื้อจะได้ดีใจไงคะ”

หญิงสาวยิ้มเมื่อได้ฟังคำตอบ เด็กหญิงผู้ยากจนแต่มีความเป็นศิลปินอยู่เต็มหัวใจ บางทีเธออาจต้องการใครสักคนช่วยให้เธอทำงานที่เธอรักได้โดยที่ไม่ต้องเหนื่อยมากขนาดนี้

หญิงสาวครุ่นคิด สักพัก เธอก็เอ่ยปากขอให้เด็กน้อยช่วยทำสิ่งที่พิเศษมาก ๆ ให้เธอ

“น้องสาวจ๊ะ พี่อยากให้หนูปักรูปตัวพี่ที่เสื้อของพี่ หนูพอจะทำให้ได้ไหมและจะคิดราคาเท่าไหร่”.

เด็กน้อยแปลกใจเพราะไม่เคยมีใครขอให้เธอทำเช่นนี้มาก่อน เธอลังเลนิด ๆ แต่เมื่อหญิงสาวยืนยัน เด็กหญิงตัวน้อยจึงยอมทำโดยคิดราคาค่าปัก 20 บาท และขอใช้เวลาปักประมาณ 2 ชั่วโมง

หญิงสาวยิ้มด้วยความพอใจ เพราะปกติเด็กน้อยต้องปักผ้าเป็นภาพคนและสัตว์ถึง 20 ตัวจึงจะขายได้เงิน 100 บาท แต่เมื่อมาปักเสื้อให้เธอ เด็กน้อยได้เงินเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า ซึ่งถือว่าเป็นรายได้ที่ไม่เลวเลย อย่างไรก็ตาม ความตั้งใจของหญิงสาวยังไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้ เพราะในระหว่างที่เด็กน้อยนั่งปักเสื้อ หญิงสาวก็จัดแจงนำป้ายเล็ก ๆ มาแขวนไว้ใกล้ ๆ กับที่ขายของของเด็กน้อย พร้อมกับเขียนข้อความบอกนักท่องเที่ยวว่า

“เด็กคนนี้ตั้งใจหาเงินเรียนหนังสือ เธอมีฝีมือในการออกแบบและปักผ้า ลองให้เธอปักภาพที่เสื้อของคุณสิคะ”

นักท่องเที่ยวที่เดินผ่านไปผ่านมาต่างสนใจป้ายที่หญิงสาวเขียนไว้ และไม่นาน เด็กน้อยก็เริ่มมีลูกค้ามาเข้าแถวรอให้เธอออกแบบและปักเสื้อให้มากขึ้นเรื่อย ๆ

หญิงสาวดีใจที่เธอมีส่วนช่วยเด็กน้อยผู้ยากจนได้บ้าง แต่เธอไม่รู้ว่าเด็กน้อยจะมีอนาคตที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ได้หรือไม่ ซึ่งไม่นานหลังจากนั้น หญิงสาวก็ต้องออกเดินทางไปที่เมืองอื่น

………

สิบปีต่อมา หญิงสาวมีโอกาสกลับไปที่เมือง ๆ นั้นอีกครั้ง คราวนี้ เธอตั้งใจเดินกลับไปยังสถานที่ที่เธอเคยพบเด็กหญิงตัวน้อยผู้ขยันขันแข็ง แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปตามกาลเวลา เธอไม่เห็นเด็กหญิงคนนั้นอีกแล้ว

หญิงสาวหดหู่ใจเล็กน้อย ครั้นเมื่อเธอหันไปมองอีกฟากของถนน ภาพที่เธอเห็นก็ทำให้เธอแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง

เพราะตรงนั้น…มีเรือนหลังหนึ่ง ที่หน้าเรือนมีป้ายผ้าปักขนาดใหญ่ ซึ่งปักเป็นรูปหญิงสาวใจดีกำลังส่งยิ้มให้เด็กหญิงนักปักผ้า และมีป้ายเก่า ๆ ที่หญิงสาวจำลายมือได้ดีใส่กรอบติดอยู่ที่หน้าร้าน พร้อมกับมีข้อความเขียนอยู่ที่หน้ากรอบกระจกนั้นว่า

“ถ้าพี่กลับมา…อย่าลืมแวะเข้ามาหาหนูนะคะ หนูอยากปักผ้าให้พี่อีกสักครั้งค่ะ”

เด็กหญิงสองคนในชุดประเพณี นั่งอ่านและวาดภาพที่โต๊ะเล็กในตลาดกลางคืนหลวงพระบาง ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นด้วยแสงไฟและผู้คน
Posted in ข้อคิดชีวิต, นิทานก่อนนอนสััน ๆ, นิทานครอบครัว, นิทานสอนใจ

ทำวันนี้ให้ดีที่สุด : นิทานครอบครัวอบอุ่น สอนใจเรื่องคุณค่าของ “ปัจจุบัน”

ครอบครัวคือรากฐานสำคัญของชีวิตที่หล่อหลอมความรัก ความอบอุ่น และความเข้าใจให้กับทุกคนในบ้าน นิทานเรื่อง ทำวันนี้ให้ดีที่สุด ถ่ายทอดบรรยากาศครอบครัวเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยความห่วงใยระหว่างคุณพ่อ คุณแม่ คุณยาย และลูกชายตัวน้อย ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นนี้ไม่เพียงสร้างความสุขในแต่ละวัน แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อ่านเห็นคุณค่าของการอยู่ร่วมกันอย่างจริงใจและเต็มไปด้วยความรัก

ข้อคิดเชิงธรรมะที่แทรกอยู่ในเรื่องนี้คือการใช้ชีวิตกับ “ปัจจุบัน” เพราะอดีตนั้นผ่านไปแล้ว และอนาคตยังมาไม่ถึง สิ่งที่เรามีอยู่ตรงหน้าคือเวลาปัจจุบันที่มีค่าอย่างยิ่ง การตั้งใจทำวันนี้ให้ดีที่สุดจึงเป็นการใช้ชีวิตอย่างมีสติและไม่ปล่อยให้วันเวลาผ่านไปโดยไร้ความหมาย นิทานนี้จึงไม่เพียงเป็นเรื่องเล่าครอบครัว แต่ยังเป็นบทเรียนชีวิตที่สอนให้เรารู้จักคุณค่าของเวลา

การใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าไม่ได้หมายถึงการทำสิ่งใหญ่โตเสมอไป แต่คือการใส่ใจในสิ่งเล็ก ๆ ที่อยู่รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นการดูแลกันและกัน การแบ่งปันความรัก หรือการทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ ทุกการกระทำที่ตั้งใจในวันนี้จะกลายเป็นความทรงจำที่งดงามในวันข้างหน้า นิทาน ทำวันนี้ให้ดีที่สุด จึงเป็นเรื่องราวที่อบอุ่นและทรงคุณค่า เหมาะสำหรับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่ต้องการแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย

ผมชื่อสติ ผมเป็นเด็กผู้ชายตัวเล็ก ๆ ที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ กับคุณพ่อ, คุณแม่และคุณยายที่ผมรักมากที่สุด

คุณพ่อของผมมีหน้าที่ทำงานนอกบ้านเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว  คุณพ่อเป็นพนักงานบริษัทที่ทำงานอย่างเต็มที่เต็มกำลังเสมอ แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อกลับมาถึงบ้าน คุณพ่อก็เป็นพ่อของบ้านที่ให้ความรักความอบอุ่นกับทุกคนอย่างทั่วถึง  ผมเคยถามว่า “คุณพ่อเหนื่อยบ้างไหม”  คุณพ่อตอบผมว่า “บางทีพ่อก็เหนื่อยนะ แต่พ่อไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร พ่อจึงตั้งใจทำวันนี้ให้ดีที่สุด”

คุณแม่ของผมเป็นแม่บ้านที่มีหน้าที่ดูแลงานบ้านต่าง ๆ รวมทั้งดูแลผมกับคุณยายตอนที่คุณพ่อออกไปบริษัท และเมื่อคุณพ่อกลับมาถึงบ้าน  คุณแม่ก็จะเตรียมอาหารอร่อย ๆ ไว้ให้คุณพ่ออย่างไม่เคยขาด ผมเคยถามว่า “คุณแม่เหนื่อยบ้างไหม”  คุณแม่ยิ้มแล้วตอบผมว่า “บางทีแม่ก็เหนื่อยนะ แต่แม่ไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร  แม่จึงตั้งใจทำวันนี้ให้ดีที่สุด”

คุณยายของผมเป็นแม่ของคุณแม่  คุณตาจากคุณยายไปนานแล้ว  แต่คุณยายก็ยิ้มได้ทุกครั้งที่นึกถึงคุณตาที่รอท่านอยู่บนสรวงสวรรค์   คุณยายอยู่บ้านในฐานะผู้หลักผู้ใหญ่ที่แค่อยู่เฉย ๆ ก็ทำให้พวกเราทุกคนอุ่นใจและมีความสุข แต่คุณยายไม่เคยอยู่เฉย ๆ เลย  คุณยายมักช่วยคุณแม่ทำนู่นทำนี่ทั้งวัน และที่สำคัญ ท่านคอยช่วยดูแลผมแทนคุณแม่  ผมรักคุณยายมาก ผมเคยถามว่า “คุณยายเหนื่อยบ้างไหม”  คุณยายยิ้มอย่างใจดี แล้วตอบผมว่า “บางทียายก็เหนื่อยนะ แต่ยายไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร  ยายจึงตั้งใจทำวันนี้ให้ดีที่สุด” 

คุณพ่อ, คุณแม่และคุณยายสอนให้ผมรู้ว่า เวลา ณ ปัจจุบันนี้เป็นช่วงเวลาที่มีค่ามากเพียงไหน  เพราะอดีตนั้นผ่านไปแล้ว  อนาคตยังมาไม่ถึง  ปัจจุบันจึงเป็นช่วงเวลาเดียวที่เราทำสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นจริงได้ คุณพ่อ, คุณแม่และคุณยายจึงตั้งใจทำวันนี้…เวลานี้ให้ดีที่สุด  ซึ่งผมก็ตั้งใจจะทำตามตัวอย่างที่ได้เห็นเช่นกัน

อยู่มาวันหนึ่ง คุณยายของผมล้มป่วยลงด้วยความชรา คุณพ่อ, คุณแม่และตัวผมต่างช่วยกันดูแลคุณยายอย่างเต็มที่ การดูแลคุณยายทำให้พวกเราเหนื่อยกว่าปกติบ้าง แต่พวกเราไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร พวกเราจึงตั้งใจทำวันนี้ให้ดีที่สุด

เมื่อเวลาผ่านไป คุณยายค่อย ๆ อ่อนแรงลงเรื่อย ๆ จากที่เคยประคองให้ท่านเดินเล่นกับพวกเราได้ กลายเป็นต้องดูแลท่านอยู่ที่เตียงเท่านั้น

บางวัน ที่พวกเราเห็นคุณยายอ่อนแรงมาก ๆ คุณพ่อ, คุณแม่และผมก็จะรู้สึกหดหู่จนแทบกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ไหว

แต่เมื่อคุณยายเห็นพวกเราเผลอคิดไปไกล ทั้ง ๆ ที่วันนี้…ตอนนี้ คุณยายยังนอนอยู่ใกล้ ๆ ตรงนี้ (แค่มีแรงเหลือน้อยไปหน่อย)  คุณยายก็จะเตือนสติพวกเราว่า “ไม่มีอะไรต้องเสียใจหรอกนะ ถ้าเราทำวันนี้ให้ดีที่สุด และทุกครั้งที่เราทำวันนี้ให้ดีที่สุด  ยายก็ยังคงอยู่ใกล้ ๆ พวกเราเสมอ”

………………………………..

…………………..

………….

….

หลายปีต่อมา  คุณพ่อ, คุณแม่และผมยังคงทำทุกวันอย่างดีที่สุดเหมือนที่พวกเราทำอยู่เป็นประจำซึ่งทุกครั้งก็ทำให้พวกเรารู้สึกว่าคุณยายยังคงอยู่ใกล้ ๆ กับพวกเรา ไม่ได้ห่างหายไปไหน  แม้ในบางวัน พวกเราอาจแอบเห็นคุณยายอยู่ไกลพวกเราออกไปสักหน่อย คืออยู่ที่ก้อนเมฆบนท้องฟ้ากับคุณตาที่คุณยายรัก  แต่พวกเราก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นบ้าง เพราะกลัวว่าคุณยายจะอาย โดยเฉพาะตอนที่คุณตาจับมือน้อย ๆ ของคุณยายพร้อมกับหอมแก้มคุณยายเสียงดัง “จุ๊บ” ด้วยความรัก

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานนานาชาติ, นิทานสอนใจ

มารุชกา กับเดือนทั้งสิบสอง : นิทานพื้นบ้านเช็ก สอนใจเรื่องความดีและความอดทน

สาธารณรัฐเช็ก (Czech Republic) เป็นประเทศเล็ก ๆ ในยุโรปกลาง ที่อาจไม่ค่อยคุ้นหูคนไทยนัก แต่กลับเป็นแผ่นดินที่อุดมไปด้วยนิทานพื้นบ้าน วรรณกรรม และตำนานที่สืบทอดกันมาหลายร้อยปี ชาวเช็กมีวัฒนธรรมการเล่าเรื่องที่ลึกซึ้งและจริงจัง นิทานไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อความบันเทิงสำหรับเด็กเท่านั้น หากยังทำหน้าที่อธิบายโลก ธรรมชาติ และคุณค่าของการเป็นมนุษย์ในสังคมที่ต้องอยู่ร่วมกับฤดูกาลอันโหดร้ายของยุโรปกลาง

นิทานเรื่อง “มารุชกา กับเดือนทั้งสิบสอง” (The Twelve Months / Dvanáct měsíčků) เป็นหนึ่งในนิทานพื้นบ้านคลาสสิกของชนชาติเช็ก ซึ่งคนเช็กจำนวนมากเติบโตมากับเรื่องเล่านี้ตั้งแต่วัยเด็ก นิทานสะท้อนชีวิตของผู้คนในอดีตที่ต้องพึ่งพาธรรมชาติ ป่าเขา และฤดูกาลอย่างใกล้ชิด ฤดูหนาวที่ยาวนานและรุนแรงไม่ได้เป็นเพียงฉากหลังของเรื่อง แต่เป็นหัวใจสำคัญที่หล่อหลอมความคิด ความเชื่อ และศีลธรรมของสังคมเช็กในยุคนั้น

จุดเด่นของนิทานเช็กคือการมอง ธรรมชาติเป็นผู้ตัดสินความถูกผิด ไม่ใช่มนุษย์ เดือนทั้งสิบสองในเรื่องไม่ได้เป็นเพียงตัวละครแฟนตาซี แต่เป็นสัญลักษณ์ของ “กาละ” และ “ความสมดุลของโลก” ผู้ที่สุภาพ อดทน และรู้จักเคารพจังหวะของชีวิต จะได้รับความเมตตา ส่วนผู้ที่โลภ หยาบคาย และพยายามฝืนธรรมชาติ ย่อมต้องเผชิญกับผลลัพธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แนวคิดเช่นนี้สะท้อนโลกทัศน์แบบยุโรปกลางที่เห็นว่ามนุษย์ไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล

สำหรับผู้อ่านชาวไทย นิทานเช็กอาจเป็นดินแดนที่ไม่คุ้นเคย ทั้งในแง่ภูมิประเทศ วัฒนธรรม และฤดูกาล แต่ยิ่งไม่คุ้นเคย นิทานเรื่องนี้ยิ่งมีคุณค่า เพราะมันเปิดโอกาสให้เราได้เรียนรู้ว่า ผู้คนต่างวัฒนธรรมใช้เรื่องเล่าอธิบายชีวิตอย่างไร และแม้โลกจะต่างกันเพียงใด คุณค่าพื้นฐานอย่างความสุภาพ ความอดทน และการรู้จักรอคอย “เวลาที่เหมาะสม” ก็ยังเป็นภาษาสากลที่มนุษย์ทุกยุคทุกสมัยเข้าใจร่วมกันได้

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง มีเด็กสาวชื่อ มารุชกา (มา-รุช-ก้า : Maruška) เธอเป็นเด็กสาวที่มีหัวใจอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความอดทนสู้ชีวิต มารุชกาอาศัยอยู่กับแม่เลี้ยงและน้องสาวชื่อ โฮลีนา (Holena) ทั้งสองใจร้ายและมักสั่งงานหนัก ๆ ให้มารุชกาทำอยู่เสมอ

ทุกเช้า มารุชกาต้องออกไปหาฟืนในป่าลึก หลังจากนั้น เธอต้องตักน้ำจากบ่อน้ำเย็นเฉียบ และกลับมาทำงานบ้านจนเหนื่อยล้า แม้จะยากลำบากสักเพียงไหน แต่มารุชกาไม่เคยบ่น เพราะเธอเชื่อว่า “ความดีและความอดทน” จะนำพาเธอไปสู่สิ่งที่งดงามในชีวิต

เมื่อเวลาผ่านไปจนถึงฤดูหนาว หิมะสีขาวตกลงมาปกคลุมไปทั่วทั้งหมู่บ้านและป่าใหญ่ ต้นไม้ที่เคยเขียวชอุ่มกลับยืนต้นเปลือยเปล่าไร้ใบ ดอกไม้ที่เคยบานสะพรั่งก็ปลิดปลิวหายไปจนหมด โลกทั้งใบดูเหมือนถูกคลุมด้วยผ้าขาวหนา ๆ ที่เย็นยะเยือก

วันหนึ่งในฤดูหนาว โฮลีนานึกสนุกจึงออกคำสั่งกับมารุชกาว่า “ฉันต้องการดอกไม้สวย ๆ มาแต่งบ้าน เธอออกไปหาดอกไม้มาให้ฉันเดี๋ยวนี้” มารุชกาตกใจ เพราะในฤดูหนาวที่มีหิมะตก ไม่มีทางที่ดอกไม้จะบานได้เลย แต่มารุชกาไม่กล้าขัดคำสั่งของแม่เลี้ยงและน้องสาว เธอจึงหยิบตะกร้าเก่า ๆ แล้วเดินออกไปสู่ป่าลึก

ป่าที่มารุชกาเดินเข้าไปนั้นเป็นป่าที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงลมหนาวพัดผ่านกิ่งไม้ที่ไร้ใบ และเสียงรองเท้าของเธอกระทบหิมะดังกรอบแกรบทุกย่างก้าว ความหนาวทำให้แก้มของมารุชกาแดงจัด และลมหายใจของเธอก็กลายเป็นไอสีขาวลอยออกมาในอากาศ

มารุชกาเดินไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ว่าจะหาดอกไม้ได้จากที่ไหน แต่หัวใจของเธอยังคงอ่อนโยนและดีงาม (ทั้ง ๆ ที่น่าจะโกรธหรือรู้สึกไม่ดีต่อแม่เลี้ยงและน้องสาว) สิ่งเดียวที่มารุชกาทำ คือการภาวนาในใจว่า “ขอให้มีปาฏิหาริย์เกิดขึ้น เพื่อที่ฉันจะได้ทำตามคำสั่งและกลับบ้านโดยไม่ถูกดุด่า”

ระหว่างที่มารุชกาเดินเข้าไปในป่าลึกจนมืดค่ำ จู่ ๆ มารุชกาก็เห็นแสงไฟสว่างวาบอยู่ไกล ๆ ท่าม กลางความมืดและหิมะ มารุชกาจึงรีบเดินเข้าไปยังแสงไฟนั้น โดยหวังว่าอาจได้พบผู้ที่พอจะช่วยเหลือเธอได้บ้าง

เมื่อเดินไปถึง มารุชกาพบชายชรา 12 คน นั่งล้อมรอบกองไฟที่แสนอบอุ่นอยู่เงียบ ๆ พวกเขาไม่ใช่คนธรรมดา แต่พวกเขาคือ เดือนทั้งสิบสอง (The Twelve Months) ที่ปรากฏกายในร่างชายชรา ซึ่งแต่ละคนมีรูปลักษณ์แตกต่างกันตามฤดูกาลที่ตนเป็นตัวแทน

เดือนมกราคม (January) เป็นชายชราผมขาวผู้นั่งอยู่ในตำแหน่งสูงที่สุด เขามองมารุชกาด้วยสายตาเข้มงวดและถามว่า “เจ้ามาที่นี่ทำไม”

มารุชกาก้มศีรษะอย่างอ่อนน้อมแล้วตอบอย่างสุภาพว่า “น้องสาวและแม่เลี้ยงสั่งให้หนูหาดอกไม้ในป่าไปให้ แต่อากาศหนาวแบบนี้ หนูไม่รู้ว่าจะหาดอกไม้ได้ที่ไหน”

เดือนมกราคมฟังคำตอบและมองทีท่าของเด็กสาวก็เข้าใจเรื่องทั้งหมด เดือนมกราคมจึงพยักหน้าเบา ๆ แล้วหันไปบอกเดือนมีนาคม (March) ให้ช่วยเหลือเด็กสาวหากคิดว่าสมควรช่วย มารุชกามองชายชราในนามเดือนมีนาคมอย่างมีความหวัง และในทันใดนั้น เดือนมีนาคมก็โบกไม้เท้า ทำให้หิมะละลาย และดอกไม้ก็ผลิบานไปทั่วทุ่งหิมะที่เคยว่างเปล่า

มารุชกาตาโตด้วยความดีใจ เธอรีบเก็บดอกไม้ใส่ตะกร้าจนเต็มใบ แล้วกล่าวขอบคุณชายชราอย่างสุภาพ ก่อนจะเดินกลับบ้านด้วยหัวใจที่อบอุ่น

มารุชกาเดินกลับบ้านพร้อมตะกร้าที่เต็มไปด้วยดอกไม้อย่างมีความสุข เธอดีใจที่สามารถทำตามคำสั่งได้สำเร็จ แต่เมื่อแม่เลี้ยงและโฮลีนาเห็นดอกไม้ สองแม่ลูกกลับไม่พอใจนัก

วันต่อมา โฮลีนานึกหมั่นไส้อยากแกล้งมารุชกาอีก เธอจึงออกคำสั่งว่า “ฉันอยากกินสตรอว์เบอร์รี เธอจงไปหาสตรอว์เบอร์รีมาให้ฉันเดี๋ยวนี้” มารุชกาตกใจอีกครั้ง เพราะในฤดูหนาวที่หิมะปกคลุมทั่วทุกแห่ง ไม่มีทางที่จะมีสตรอว์เบอร์รีผลิดอกออกผลได้เลย แต่มารุชกาไม่กล้าขัดคำสั่ง เธอจึงจำเป็นต้องเดินเข้าไปยังป่าลึกอีกครั้ง

เมื่อมารุชกาหยิบตะกร้าแล้วเดินออกไปสู่ป่าใหญ่ ความหนาวทำให้แก้มและมือของเธอเย็นจนเจ็บไปหมด ครั้นเมื่อมารุชกาเดินไปถึงกลางป่าอีกครั้ง เธอเห็นแสงไฟสว่างวาบอยู่ไกล ๆ เช่นเดิม มารุชกาจึงรีบเดินเข้าไป และพบชายชรา 12 คนที่นั่งล้อมรอบกองไฟ พวกเขาคือเดือนทั้งสิบสอง (The Twelve Months) ที่เธอเคยพบมาแล้ว

เมื่อเดือนมกราคม (January) เห็นมารุชกา เขามองเธอด้วยสายตาเข้มงวดและถามว่า “เจ้ามาที่นี่อีกแล้วหรือ มารุชกา เจ้าต้องการอะไรในครั้งนี้”

มารุชกาก้มศีรษะและตอบอย่างสุภาพว่า “น้องสาวและแม่เลี้ยงสั่งให้หนูหาสตรอว์เบอร์รีไปให้ แต่อากาศหนาวแบบนี้ หนูไม่รู้ว่าจะหาสตรอว์เบอร์รีได้ที่ไหน”

เดือนมกราคมฟังคำตอบก็เข้าใจเรื่องทั้งหมด เขาจึงส่งไม้เท้าให้เดือนมิถุนายน (June) จากนั้นเดือนมิถุนายนก็ยิ้มอย่างอ่อนโยน แล้วโบกไม้เท้าเล็กน้อย ทันใดนั้น หิมะก็ละลาย ทำให้ดินกลับมาอุ่นขึ้นอีกครั้ง แล้วต้นสตรอว์เบอร์รีก็ผลิดอกออกผลแดงสดไปทั่วทั้งทุ่ง

มารุชกาตาโตด้วยความดีใจ เธอรีบเก็บสตรอว์เบอร์รีจนเต็มตะกร้า แล้วกล่าวขอบคุณชายชราอย่างสุภาพ ก่อนจะเดินกลับบ้าน

เมื่อแม่เลี้ยงและโฮลีนาเห็นว่ามารุชกาหาสตรอว์เบอร์รีกลับมาได้ พวกเขาก็ตกใจอีกครั้ง และเริ่มมีความโลภเกิดขึ้น วันต่อมา พวกเขาจึงสั่งมารุชกาว่า “ไปหาแอปเปิ้ลมาให้เรา”

มารุชกาถอนหายใจเบา ๆ แต่ก็ยังหยิบตะกร้าแล้วเดินออกไปสู่ป่าใหญ่ โดยเธอได้แต่หวังว่าปาฏิหาริย์อาจเกิดขึ้นอีกครั้ง

ในคืนนั้น มารุชกาได้พบชายชรา 12 คนเหมือนเช่นเคย เดือนมกราคมมองเด็กสาวแล้วถามว่า “ครั้งนี้เจ้าต้องการอะไรอีก มารุชกา”

มารุชกาตอบอย่างสุภาพว่า “น้องสาวและแม่เลี้ยงสั่งให้หนูหาแอปเปิ้ลไปให้ แต่อากาศหนาวแบบนี้ หนูไม่รู้ว่าจะหาแอปเปิ้ลได้ที่ไหน”

เดือนมกราคมฟังคำตอบก็เข้าใจเรื่องทั้งหมด เขาจึงส่งไม้เท้าให้เดือนกันยายน (September) จากนั้น เดือนกันยายนก็ยิ้ม แล้วโบกไม้เท้าเพื่อเนรมิตสิ่งมหัศจรรย์ ทันใดนั้น ต้นแอปเปิ้ลสูงใหญ่ก็ปรากฏขึ้น ซึ่งบนต้นมีผลแอปเปิ้ลสีแดงสดห้อยระย้าเต็มไปหมด

มารุชการีบเก็บแอปเปิ้ลใส่ตะกร้า แล้วกล่าวขอบคุณชายชราอย่างจริงใจ หลังจากนั้น เธอก็เดินกลับบ้านด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข

เมื่อมารุชกานำแอปเปิ้ลเต็มตะกร้ากลับมาถึงบ้าน แม่เลี้ยงและโฮลีนาต่างก็ตกใจที่มารุชกาหาแอปเปิ้ลมาได้ทั้ง ๆ ที่อากาศหนาวขนาดนี้ แม่เลี้ยงและโฮลีนารู้สึกโมโหที่แกล้งมารุชกาไม่สำเร็จ สองแม่ลูกไม่เข้าใจว่ามารุชกาหาดอกไม้ สตรอว์เบอร์รี และแอปเปิ้ลมาได้อย่างไร แต่พวกนางเชื่อว่า ถ้ามารุชกาทำได้ พวกนางก็ต้องทำได้

ในคืนนั้น แม่เลี้ยงและโฮลีนาจึงตัดสินใจออกเดินทางไปในป่าด้วยตนเอง สองแม่ลูกไม่สนใจความหนาวเหน็บที่เสียดแทงผิว ไม่สนใจว่าพื้นหิมะจะหนาสักเพียงใด ความริษยาที่อยากดีกว่าเหนือกว่าทำให้หัวใจของพวกนางมืดบอด

เมื่อแม่เลี้ยงและโฮลีนาเดินไปถึงกลางป่า พวกนางเห็นแสงไฟสว่างวาบอยู่ไกล ๆ เช่นเดียวกับที่มารุชกาเคยเห็น สองแม่ลูกจึงรีบเดินเข้าไป และพบชายชรา 12 คนที่นั่งล้อมรอบกองไฟอยู่ แน่นอนว่า พวกเขาคือเดือนทั้งสิบสอง (The Twelve Months)

เมื่อเดือนมกราคม (January) เห็นสองแม่ลูก เดือนมกราคมจึงมองทั้งคู่ด้วยสายตาเข้มงวดและถามว่า “พวกเจ้ามาที่นี่ทำไม”

แทนที่แม่เลี้ยงและโฮลีนาจะตอบด้วยความสุภาพ แม่เลี้ยงและโฮลีนา กลับพูดด้วยน้ำเสียงที่กระด้างว่า “พวกชั้นอยากได้ผลไม้เยอะ ๆ พวกชั้นอยากได้มากกว่าที่นังมารุชกาเคยได้ เอาผลไม้มาให้พวกชั้นเดี๋ยวนี้”

ชายชรา 12 คนต่างนิ่งเงียบ ความขุ่นเคืองค่อย ๆ ฉายแววขึ้นในดวงตาของเดือนต่าง ๆ และเมื่อความไม่พอใจกลายเป็นความโกรธ เดือนมกราคมก็ลุกขึ้นแล้วโบกไม้เท้า ทันใดนั้น พายุหิมะก็โหมกระหน่ำ และทำให้หิมะปลิวว่อนไปทั่วป่า

แม่เลี้ยงและโฮลีนาตกใจและพยายามวิ่งหนี แต่หิมะหนาและลมแรงทำให้พวกนางไม่สามารถหนีไปที่ไหนได้ เสียงลมหนาวดังหวีดหวิวเหมือนคำเตือนจากธรรมชาติ แล้วก็หิมะก็กลืนร่างของสองแม่ลูกให้ถูกผนึกอยู่ในความหนาวเย็นของป่าใหญ่ไปตลอดกาล