นิทานก่อนนอนเรื่องยาว ๆ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก, Uncategorized

รีวิว : คุณพ่อนักแปลงกาย

นิทานก่อนนอนหรือหนังสือภาพสำหรับเด็กเกี่ยวกับพ่อหรือความรักของพ่อในเมืองไทยมีไม่มากนัก พี่นำบุญ จึงทดลองแต่งหนังสือเรื่อง “คุณพ่อนักแปลงกาย” เพื่อให้เป็นหนังสือภาพสำหรับเด็กที่สามารถนำไปใช้ในการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูก และทำให้ได้เห็นบทบาทอันสำคัญที่พ่อมีต่อลูก  Continue reading “รีวิว : คุณพ่อนักแปลงกาย”

Posted in บทเรียนชีวิต, เรื่องเล่า, Uncategorized

คลิปสัมภาษณ์ : นำบุญ

วันที่ 14 มกราคม 2019   พี่นำบุญได้รับเชิญให้ไปพูดคุยในรายการโทรทัศน์ชื่อ “พระอาทิตย์ LIVE”  ซึ่งเป็นการพูดคุยที่สนุก (ผู้ดำเนินรายการเก่งมาก ๆ ) พี่นำบุญได้เล่าประสบการณ์ รวมทั้งแนวคิดต่าง ๆ ไว้มากพอสมควร  เช่น เรื่องการคิดนิทานเรื่อง “พระราชาผู้เป็นที่รัก”   (พี่นำบุญเริ่มพูดคุยราวนาทีที่ 3 )  หนังสือเรื่อง “คนต่อเทียน”   นิทานเกี่ยวกับแม่ หนังสือเรื่องค่อย ๆ  ประสบการณ์ต่าง ๆ ในชีวิต

พี่นำบุญจึงขอนำคลิปวิดีโอมาลงไว้ในเว็บไซต์นิทานนำบุญ สำหรับท่านที่พลาดชมการถ่ายทอดสดในวันดังกล่าวนะครับ ขอบคุณทางรายการมาก ๆ เลยครับ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

กระต่ายแสงจันทร์

นิทานเรื่อง กระต่ายแสงจันทร์

ในตำนานเก่าแก่ของชาวกระต่าย มีเรื่องเล่าถึง ‘กระต่ายแสงจันทร์’ ผู้คอยปกป้องและช่วยเหลือกระต่ายน้อยทั้งหลายให้พ้นจากอันตรายต่าง ๆ เด็ก ๆ ชาวกระต่ายต่างมีกระต่ายแสงจันทร์เป็นพระเอกในดวงใจด้วยกันทั้งนั้น กระต่ายตัวน้อย ๆ ทั้งหลายมักจะฟุ้งฝันอยากเป็นกระต่ายแสงจันทร์ในวันที่พวกเขาโตขึ้น

‘เจ้าเมฆขาว’ เป็นกระต่ายน้อยอีกตัวหนึ่งที่ใฝ่ฝันอยากจะเป็นกระต่ายแสงจันทร์ ปู่ของเมฆขาวเคยเล่าให้เมฆขาวฟังว่า ดวงจันทร์จะมอบพลังให้แก่กระต่ายผู้กล้าหาญ เพื่อให้กระต่ายตัวนั้นใช้พลังแห่งแสงจันทร์ต่อสู้กับเหล่าร้ายในยามที่เกิดเหตุคับขัน เมฆขาวตั้งใจที่จะเป็นกระต่ายแสงจันทร์ให้จงได้ ด้วยเหตุนี้ เมฆขาวจึงปฏิญาณกับตัวเองว่า เขาจะต้องเป็นกระต่ายที่กล้าหาญ เพื่อให้ดวงจันทร์มอบพลังวิเศษให้แก่เขา

เพื่อน ๆ ของเมฆขาวมักจะพากันหัวเราะเยาะเมื่อได้ยินเมฆขาวพูดถึงความใฝ่ฝันที่เขาอยากจะเป็นกระต่ายแสงจันทร์ จริงอยู่ที่เด็ก ๆ ชาวกระต่ายต่างใฝ่ฝันอยากจะเป็นกระต่ายแสงจันทร์ด้วยกันทั้งนั้น แต่เพราะเมฆขาวเป็นกระต่ายตัวเล็ก ๆ ที่ไม่น่าจะมีเรี่ยวแรงพอจะไปปกป้องใครได้ ความใฝ่ฝันของเมฆขาวที่อยากจะเป็นวีรบุรุษผู้พิทักษ์จึงกลายเป็นเรื่องตลกขบขันในสายตาของกระต่ายน้อยตัวอื่น ๆ

แม้เมฆขาวจะถูกเพื่อน ๆ หัวเราะเยาะอยู่เป็นประจำ แต่เมฆขาวก็ไม่เคยเสียกำลังใจหรือเลิกล้มความตั้งใจของเขาเลยแม้สักครั้ง

เย็นวันหนึ่ง ในขณะที่เมฆขาวออกไปหากิ่งไม้ในป่าเพื่อนำมาก่อไฟไล่ความหนาว มีหมาป่าที่หิวโหยฝูงหนึ่งบุกเข้าโจมตีหมู่บ้านกระต่าย แล้วจัดการจับกระต่ายทุก ๆ ตัวมารวมกันไว้ในกระโจมขนาดใหญ่กลางหมู่บ้าน พวกหมาป่าตั้งใจจะบังคับให้กระต่ายทั้งหมดเดินทางไปกับพวกมันในตอนเช้า โดยพวกมันวางแผนที่จะขังกระต่ายทั้งฝูงเอาไว้ในถ้ำ เพื่อสำรองเป็นอาหารสำหรับฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง

เมื่อชาวกระต่ายถูกหมาป่าจับมาขังเอาไว้ในกระโจม กระต่ายหลายตัวกลัวจนน้ำตาไหล เพราะรู้ซึ้งถึงชะตากรรมที่พวกมันกำลังเผชิญอยู่ คุณปู่ของเมฆขาวเห็นเด็ก ๆ ชาวกระต่ายตื่นกลัวจนเนื้อตัวสั่น ดังนั้น คุณปู่จึงตัดสินใจเล่าตำนานกระต่ายแสงจันทร์ เพื่อปลอบให้กระต่ายน้อยทั้งหลายค่อยคลายความกังวลลงไปบ้าง

พวกหมาป่าทั้งฝูงที่นั่งเฝ้าอยู่ในกระโจมไม่พอใจที่คุณปู่เล่าเรื่องกระต่ายแสงจันทร์ให้เด็ก ๆ ชาวกระต่ายฟัง พวกมันพากันเดินตรงมาหาคุณปู่และสั่งให้คุณปู่สงบปากสงบคำก่อนที่พวกมันจะอดใจเอาไว้ไม่ไหว คุณปู่จำใจต้องหยุดเล่าเรื่องตามคำขู่ของฝูงหมาป่า แต่ในขณะเดียวกัน คุณปู่ก็สังเกตเห็นสีหน้าของเหล่าหมาป่าที่ดูซีดเผือดอย่างประหลาด ซึ่งในตอนนั้น คุณปู่กระต่ายไม่รู้เลยว่า ตำนานเรื่องกระต่ายแสงจันทร์ที่ชาวกระต่ายชื่นชมกันนักหนา กลับเป็นตำนานสยองขวัญที่ชาวหมาป่าต่างหวาดผวาและไม่อยากจะพูดถึงเป็นที่สุด

ตกดึก เมฆขาวแบกกิ่งไม้หอบใหญ่ตรงกลับมาที่หมู่บ้านของเขา คืนนั้น พระจันทร์สีน้ำเงินฉายแสงสว่างจ้า เมฆขาวรู้สึกแปลกใจที่บ้านเรือนของชาวกระต่ายดับไฟมืดกันไปหมด เขามองกระโจมสีขาวขนาดใหญ่กลางหมู่บ้านที่มีแสงเทียนวอมแวมอยู่เรือง ๆ “นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่” เมฆขาวเงี่ยหูฟังเสียงที่ล่องลอยมาจากกระโจม เขาได้ยินเสียงกระต่ายวัยไล่เลี่ยกับเขากำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความกลัว เมฆขาวพยายามตั้งสติ และในขณะนั้นเอง กลิ่นของสัตว์ร้ายที่ไม่น่าพิสมัยก็ลอยตามสายลมมากระทบกับจมูกของเขา เมฆขาวขนลุกซู่ เขารู้ในทันทีว่า เหตุร้ายครั้งใหญ่ได้เกิดขึ้นกับชาวกระต่ายเข้าให้เสียแล้ว

เมฆขาวมีทางเลือกอยู่ 2 ทาง คือการหนีเอาตัวรอด หรือหาทางช่วยชาวกระต่ายให้พ้นภัย เมฆขาวตัวสั่นเทาด้วยความกลัว กระต่ายตัวเล็ก ๆ อย่างเขาจะเอาอะไรไปสู้กับฝูงหมาป่า ที่โหดเหี้ยมได้ เมฆขาวคิดหนัก ฉับพลัน…ถ้อยคำที่คุณปู่เคยบอกเล่าก็แว่วเข้ามาในห้วงคำนึงของเจ้ากระต่ายตัวน้อย
“ดวงจันทร์จะมอบพลังให้แก่กระต่ายผู้กล้าหาญ เพื่อให้กระต่ายตัวนั้นใช้พลังแห่งแสงจันทร์ต่อสู้กับเหล่าร้ายในยามที่เกิดเหตุคับขัน”

เมฆขาวแหงนหน้ามองพระจันทร์ด้วยแววตาที่มุ่งมั่น ไม่มีใครอีกแล้วที่จะช่วยชาวกระต่ายให้รอดพ้นจากเคราะห์กรรมในครั้งนี้ได้…นอกจากเขา เมฆขาวอธิษฐานขอพลังจากดวงจันทร์ และหลังจากที่เขานิ่งจ้องมองดวงจันทร์อยู่พักใหญ่ ในที่สุด เมฆขาวก็ตัดสินใจรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีอยู่ แล้วเดินตรงไปยังเนินดินเตี้ย ๆ ที่อยู่ระหว่างกระโจมกับแสงจันทร์ จากนั้น เขาก็ชูกิ่งไม้แห้งที่เก็บมาใช้ทำฟืนขึ้นเหนือศีรษะ แล้วโบกมันไปมากลางอากาศพร้อมๆ กับส่งเสียงกู่ร้องขับไล่ฝูงหมาป่าอย่างบ้าคลั่ง!

ฝูงหมาป่าและชาวกระต่ายทั้งหมดตกใจตื่นเมื่อได้ยินเสียงร้องคำรามขับไล่ที่ดังฝ่าความเงียบสงัดในค่ำคืนนั้น และทันทีที่เหล่าหมาป่ามองไปยังผนังผ้าใบสีขาวของกระโจม พวกมันก็ต้องตกใจจนแทบสิ้นสติ เมื่อเห็นเงาของกระต่ายในตำนานที่มุ่งหมายจะขย้ำพวกมันให้สิ้นซากด้วยกรงเล็บในอุ้งมือขนาดมหึมา

แน่นอน…ฝูงหมาป่าแตกกระเจิงไปคนละทิศละทางในชั่วเวลาเพียงพริบตาเดียว ส่วนชาวกระต่ายทั้งหลายที่ตั้งสติได้ก็เริ่มหลั่งน้ำตาด้วยความปลื้มปิติ และพากันส่งเสียงร้องเรียกวีรบุรุษที่พวกเขาศรัทธาให้เข้ามาปรากฏตัวต่อหน้าพวกเขา 

เจ้าเมฆขาวค่อย ๆ เดินตรงไปยังกระโจมตามเสียงเรียกร้อง และทันทีที่เมฆขาวมุดเข้าไปในกระโจม เงาของวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ก็กลับกลายเป็นเจ้ากระต่ายตัวเล็ก ๆ ที่ถือกิ่งไม้แห้งเอาไว้ในมือทั้งสองข้าง กระต่ายทุกตัวตะลึงงันต่อภาพที่ปรากฏตรงหน้า นี่คือกระต่ายแสงจันทร์ตัวจริงที่ช่วยชีวิตพวกเขาเอาไว้ในคราวคับขัน กระต่ายทั้งหลายพากันยิ้มและยอมรับในความกล้าหาญของกระต่ายน้อยที่มีชื่อว่า ‘เจ้าเมฆขาว’ โดยไม่มีข้อโต้แย้ง

นับจากนั้นเป็นต้นมา เรื่องราวของกระต่ายแสงจันทร์ ‘ตัวน้อย’ ก็ได้รับการเล่าขานสืบต่อกันจนถึงชั่วลูกชั่วหลาน และในที่สุด มันก็ได้รับการบันทึกเป็นนิทานที่เด็ก ๆ กำลังอ่านกันอยู่ในขณะนี้

#นิทานนำบุญ

………………

Posted in นิทาน, เด็ก, เรื่องสั้น, family, Kid, Uncategorized

สิงโตโมโหร้ายกับกระต่ายปู้ดป้าด

นานมาแล้ว  มีสิงโตกับกระต่ายเป็นเพื่อนรักที่คบหากันมาตั้งแต่สมัยเรียนอนุบาล   สิงโตมีนิสัยกล้าหาญ   ส่วนกระต่ายมีนิสัยขี้ขลาด    แม้ทั้งคู่จะมีนิสัยที่ต่างกันมาก  แต่พวกมันก็เป็นเพื่อนที่สนิทกันที่สุด   สิงโตมักจะคอยปกป้องกระต่ายอยู่เสมอ   ส่วนกระต่ายก็หวังว่าสักวันหนึ่งมันจะได้ทำอะไรเพื่อตอบแทนความใจดีของเจ้าสิงโตบ้าง

วันหนึ่ง  สิงโตเกิดไปหลงรักแม่เสือสาวเข้า   แต่แม่เสือสาวกลับไม่ไยดีเจ้าราชสีห์หนุ่ม  เธอหาว่าสิงโตไม่ทันสมัย…ชอบใส่กางเกงทรงลุงดูเชยชะมัด   สิงโตเศร้าใจเมื่อสาวเจ้าไม่สน  กระต่ายเห็นเพื่อนตกอยู่ในห้วงทุกข์   มันจึงตัดสินใจที่จะยื่นมือเข้าช่วยเหลือ

กระต่ายพิจารณาการแต่งตัวของเจ้าสิงโตก็เห็นด้วยกับแม่เสือสาว  ดังนั้น มันจึงไปขอร้องคุณเม่นให้ช่วยตัดชุดสวยให้สิงโตผู้ช้ำรัก   คุณเม่นบรรจงตัดชุดสุดเท่ห์ให้สิงโตหนึ่งชุด  แต่คุณเม่น  ลืมดึงหนามแหลมที่ใช้แทนเข็มออกจากกางเกงตัวเก่ง  พอสิงโตลองกางเกง  คมเข็มก็จิ้มก้นจนสิงโตร้องเจี๊ยก!   และทันใดนั้นเอง  สิงโตก็เผลอเตะก้นคุณเม่นด้วยความโมโหจนคุณเม่นลอยโด่งไปค้างอยู่บนยอดต้นตาล   เจ้ากระต่ายตกใจที่เห็นสิงโตโมโหโทโส  มันเผลอผายลมออกมาดังปู้ดป้าด แถมยังร้องไหแง ๆ จนสิงโตได้สติและต้องรีบเข้ามาปลอบ

เมื่อกระต่ายคลายความตระหนก  มันก็ดั้นด้นไปขอร้องให้ตัวกินมดซึ่งมีฝีมือในการตัดเย็บเสื้อผ้าได้ประณีตไม่แพ้คุณเม่นให้ช่วยตัดชุดให้สิงโตขี้โมโห   ตัวกินมดตั้งใจตัดชุดสุดฝีมือ  แต่ก่อนที่ตัวกินมดจะเอาชุดใหม่ไปให้สิงโต   มันดันเผลอวางชุดไว้ใกล้ ๆ กับโต๊ะอาหารที่มีมดอยู่เต็มไปหมด  เมื่อพวกมดเห็นทางหนี  มันจึงพร้อมใจกันเข้ามาซ่อนอยู่ในกางเกงตัวเก่ง   พอสิงโตลองกางเกง  พวกมดก็พากันกัดก้นจนสิงโตร้องเจี๊ยก!  และทันใดนั้นเอง สิงโตก็เผลอเตะก้นตัวกินมดด้วยความโมโหจนตัวกินมดลอยโด่งไปค้างอยู่บนยอดต้นตาล   เจ้ากระต่ายตกใจที่เห็นสิงโตโมโหโทโส  มันเผลอผายลมออกมาดังปู้ดป้าด แถมยังร้องไห้แง ๆ ไม่ยอมหยุดจนสิงโตได้สติและต้องรีบเข้ามาปลอบ  

เมื่อน้ำตาแห้ง   กระต่ายก็ตัดสินใจที่จะไปหาคุณป้านกฮูกและขอร้องให้คุณป้าช่วยตัดชุดให้กับสิงโต   คุณป้านกฮูกตัดเสื้อผ้ามานาน  ชุดที่คุณป้าตัดจึงเป็นชุดที่สวยที่สุด  แต่เนื่องจากเจ้ากระต่ายไม่อยากให้คุณป้านกฮูกเจอลูกหลงถูกเตะไปค้างอยู่บนยอดต้นตาลเหมือนกับคุณเม่นและตัวกินมด  ดังนั้น เจ้ากระต่ายจึงอาสาเอาชุดไปให้สิงโตลองด้วยตัวของมันเอง

กระต่ายไปหาสิงโตแต่ไม่มีใครอยู่บ้าน   เจ้ากระต่ายเห็นสบโอกาสจึงลองใส่ชุดของสิงโตเพื่อทดสอบว่าในชุดมีหนามหรือมดซุกซ่อนอยู่หรือไม่    ในขณะที่กระต่ายผู้หวังดีกำลังลองชุดอยู่นั้น   จู่ ๆ เจ้าสิงโตก็โผล่ออกมาร้องว่าจ๊ะเอ๋  ทำให้กระต่ายขวัญผวาจนเผลอผายลมปู้ดป้าดออกมาแรงเสียจนกางเกงก้นขาดเป็นรูเบ้อเร่อ    เจ้ากระต่ายร้องไห้แง ๆ เพราะเสียใจที่ ทำให้กางเกงตัวใหม่ของเพื่อนเป็นรูโบ๋   มิหนำซ้ำ เมื่อมันรู้ว่าสิงโตมีนัดที่จะได้ไปพบกับแม่เสือสาวอีกครั้งในเย็นวันนั้น  มันก็ยิ่งรู้สึกผิดและร้องไห้ไม่ยอมหยุด

สิงโตสงสารกระต่ายจึงปลอบเพื่อนรักด้วยการเอ่ยปากชมกางเกงก้นขาดว่าเท่ห์ล้ำสมัย  แถมมันยังบอกให้กระต่ายถอดกางเกงที่ลองออกเพื่อที่มันจะได้ใช้ใส่ไปหาแม่เสือสาวสุดที่รัก

สิงโตหนุ่มใส่กางเกงก้นขาดด้วยความขวยเขิน  แม้การใส่กางเกงที่ก้นขาดเป็นรูจนหางโผล่ออกมาได้เช่นนี้อาจจะไม่เป็นที่ต้องตาต้องใจแม่เสือคนสวยนัก  แต่สิงโตคิดว่าอย่างน้อยมันก็เป็นวิธีที่พอจะช่วยบรรเทาความเศร้าของเพื่อนรักให้ค่อยคลายลงไปได้บ้าง   

เมื่อสิงโตหนุ่มไปพบกับแม่เสือสาวตามเวลานัดหมาย   สิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่เป็นอย่างที่เจ้าสิงโตคิด  เพราะทันทีที่แม่เสือสาวเห็นสิงโตใส่กางเกงแบบมีหางโผล่แทนที่จะเป็นกางเกงทรงลุงที่มีหางตุง ๆ ซุกอยู่ข้างใน   แม่เสือสาวก็ร้องวี้ดว้ายกระตู้วู้กับการแต่งตัวแนวใหม่ของพ่อสิงโตหนุ่มสุดหล่อ  แล้วจัดการกระโดดเข้าหอมแก้มราชสีห์หนุ่มผู้มีเสน่ห์เป็นพัลวัน

ในที่สุด  เจ้ากระต่ายปู้ดป้าดก็สามารถช่วยสิงโตได้ดังใจหวัง  และหลังจากนั้นไม่นานสิงโตหนุ่มก็ได้แต่งงานกับแม่เสือสาวสมใจ โดยมีกระต่ายคอยร่วมยินดีอยู่ใกล้ ๆ ในฐานะเพื่อนรักของทั้งเจ้าบ่าวและเจ้าสาว

#นิทานนำบุญ

………………

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

สัตว์เลี้ยงของเจ้าหญิง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเจ้าหญิงพระองค์หนึ่งทรงเป็นเจ้าหญิงที่มีนิสัยสุดแสนจะขี้เกียจชนิดที่หาใครเทียบได้ยาก วันทั้งวัน..เจ้าหญิงจะเอาแต่กินกับนอน โดยปล่อยให้เหล่าพี่เลี้ยงคอยป้อนข้าวป้อนน้ำให้ราวกับว่าพระองค์ยังคงเป็นเจ้าหญิงตัวเล็ก ๆ ที่พึ่งพาตนเองไม่ได้

อยู่มาวันหนึ่ง เจ้าหญิงมีความจำเป็นต้องหาสัตว์เลี้ยงคู่กายมาเลี้ยงเอาไว้ ดังเช่นที่เจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์ทั้งหลายพึงปฏิบัติ และด้วยเหตุนี้เอง เจ้าหญิงจึงเรียกนางฟ้าประจำตัวให้มาพบ แล้วขอให้นางฟ้าเนรมิตสัตว์เลี้ยงให้แก่พระองค์สักตัวหนึ่ง

นางฟ้าตรึกตรองอยู่พักใหญ่ ในที่สุด นางฟ้าก็เสกสุนัขตัวเล็ก ๆ ที่มีแววตาใสซื่อให้เป็นเพื่อนกับเจ้าหญิง   เจ้าหญิงทรงพอพระทัยมาก พระองค์ทรงเห่อเจ้าสุนัขตัวน้อยอย่างออกนอกหน้า แต่หลังจากเวลาผ่านไปเพียงแค่สามวัน เจ้าหญิงก็ทรงขี้เกียจให้อาหารเจ้าสุนัขตัวน้อย ดังนั้น เจ้าสุนัขจึงแอบหนีไปจากเจ้าหญิงด้วยความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ

เมื่อไม่มีสัตว์เลี้ยงประจำตัว เจ้าหญิงจึงเรียกนางฟ้าให้มาช่วยเนรมิตสัตว์เลี้ยงให้แก่พระองค์อีกเป็นหนที่สอง ซึ่งในคราวนี้ เจ้าหญิงทรงกำชับกับนางฟ้าว่า พระองค์ทรงต้องการสัตว์เลี้ยงที่งามสง่า แต่สามารถหาอะไร ๆ กินเองได้ในยามที่พระองค์ทรงขี้เกียจให้อาหาร

นางฟ้าครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ ในที่สุด นางฟ้าก็ตัดสินใจเนรมิตแมวเปอร์เซียให้เป็นสัตว์เลี้ยงตัวใหม่ของเจ้าหญิง เจ้าหญิงทรงปลื้มสัตว์เลี้ยงของพระองค์มาก เพราะเจ้าแมวน้อยแลดูสง่างามและมีท่าทางเฉลียวฉลาดเป็นที่สุด แต่หลังจากที่เวลาผ่านไปได้อีกเพียงสามวัน เจ้าหญิงก็ทรงขี้เกียจใส่ใจดูแลเจ้าแมวขนฟูเช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับเจ้าสุนัขที่น่าสงสาร ซึ่งเมื่อเจ้าแมวเห็นว่าเจ้าหญิงไม่เต็มใจจะเป็นนายของมันอีกต่อไปแล้ว เจ้าแมวจึงตีจากเจ้าหญิงไปด้วยความผิดหวัง

เมื่อเจ้าหญิงไม่มีสัตว์เลี้ยงประจำตัว พระองค์จึงจำเป็นต้องเรียกนางฟ้าให้มาช่วยเนรมิตสัตว์เลี้ยงให้แก่พระองค์อีกเป็นครั้งที่สาม ซึ่งในคราวนี้ เจ้าหญิงทรงเน้นย้ำกับนางฟ้าว่า พระองค์ทรงต้องการสัตว์เลี้ยงที่เหมาะสมกับนิสัยของพระองค์จริง ๆ โดยขอให้เป็นสัตว์เลี้ยงที่สามารถให้อาหารแบบนาน ๆ ครั้งได้!

นางฟ้าพยายามใช้ความคิดอย่างเต็มที่ และแล้ว…นางฟ้าก็ตัดสินใจเนรมิตนกแสนสวยให้เป็นเพื่อนใหม่ของเจ้าหญิง เจ้าหญิงทรงพอใจเจ้านกแก้วตัวใหญ่ของพระองค์มาก เพราะนอกจากสีสันของมันที่ดูฉูดฉาดสะดุดตาแล้ว เจ้าหญิงยังสามารถเลี้ยงดูมันด้วยการใส่เมล็ดพืชไว้ในถ้วยเพียงสัปดาห์ละครั้งและเปลี่ยนน้ำดื่มให้มันทุก ๆ สามวันเท่านั้น เจ้าหญิงรู้สึกว่านกแก้วเป็นสัตว์เลี้ยงที่เหมาะสมกับนิสัยของพระองค์มากที่สุด แต่หลังจากที่เวลาผ่านไปได้เพียงสองสัปดาห์ เจ้าหญิงก็ทรงขี้เกียจใส่ใจดูแลนกของพระองค์อีกเช่นเคย ด้วยเหตุนี้ เจ้านกจึงบินจากเจ้าหญิงไปอย่างเศร้าสร้อย

เจ้าหญิงจอมขี้เกียจเรียกนางฟ้าเข้าพบเป็นครั้งที่สี่ ซึ่งในคราวนี้ เจ้าหญิงพยายามย้ำแล้วย้ำอีกให้นางฟ้าเนรมิตสัตว์เลี้ยงที่เหมาะสมกับนิสัยของพระองค์จริง ๆ (ประเภทที่พระองค์ไม่ต้องดูแลมันเลยได้ยิ่งดี) นางฟ้าเหนื่อยหน่ายต่อนิสัยที่สุดแสนจะขี้เกียจของเจ้าหญิงเป็นอันมาก แต่อย่างไรก็ตาม นางฟ้าก็สัญญากับเจ้าหญิงว่า ตนเองจะลองกลับไปนอนคิดสักคืน แล้วจะเนรมิตสัตว์เลี้ยงที่เหมาะสมที่สุดให้แก่เจ้าหญิงในเช้าวันรุ่งขึ้น

เมื่อเจ้าหญิงทรงตื่นนอน พระองค์พยายามสอดส่ายสายตามองหาสัตว์เลี้ยงตัวใหม่ตามที่นางฟ้าได้ให้สัญญาเอาไว้ แต่หลังจากที่เจ้าหญิงมองหาอยู่นาน พระองค์ก็ยังคงไม่พบเห็นสัตว์เลี้ยงที่เหมาะสมกับพระองค์มากที่สุดตัวนั้นเลย เจ้าหญิงทรงเกาศีรษะด้วยความสงสัย จากนั้น พระองค์ก็ทรงเรียกให้นางฟ้าประจำตัวมาเข้าเฝ้าอีกครั้ง

นางฟ้าส่งยิ้มให้เจ้าหญิงพร้อมกับยืนยันว่า ตนเองได้เนรมิตสัตว์เลี้ยงที่เหมาะสมที่สุดให้แก่เจ้า-หญิงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เจ้าหญิงทรงมองไปรอบ ๆ ตัวอีกครั้ง แต่พระองค์ก็ยังคงมองไม่เห็นสัตว์เลี้ยงตัวใหม่ดังคำ   กล่าวอ้างของนางฟ้า เจ้าหญิงทรงเกาศีรษะด้วยความงุนงง พระองค์ทรงเกาด้วยมือซ้าย แล้วก็ก็ย้ายมาเกาด้วยมือขวา จากนั้น พระองค์ก็ใช้ทั้งสองมือเกาศีรษะไปมาไม่ยอมหยุด เจ้าหญิงทรงแปลกใจมากที่จู่ ๆ พระองค์ก็ทรงคันศีรษะขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ ซึ่งในขณะเดียวกันนั้นเอง นางฟ้าประจำตัวของเจ้าหญิงก็เอ่ยปากบอกเจ้าหญิงว่า “นั่นไงล่ะ สัตว์เลี้ยงที่เหมาะสมกับเจ้าหญิงมากที่สุด สัตว์เลี้ยงที่พระองค์ไม่ต้องดูแลมัน ไม่ต้องคอยให้อาหาร แต่มันจะภักดีและคอยหากินอยู่บนศีรษะของพระองค์ตราบนานเท่านาน”

เจ้าหญิงทรงร้องไห้ด้วยความขยะแขยง พระองค์ไม่ต้องการมี ‘ตัวเหา’ เป็นสัตว์เลี้ยงดังเช่นที่เป็นอยู่นี้ เจ้าหญิงทรงร้องขอให้นางฟ้าช่วยกำจัดตัวเหาออกไปจากศีรษะของพระองค์เสีย แต่นางฟ้ายื่นเงื่อนไขให้เจ้าหญิงสัญญาว่าจะเลิกนิสัยเกียจคร้าน และต้องรับปากว่าจะเลี้ยงดูเจ้าสุนัขตัวน้อย, เจ้าแมวขนฟู และเจ้านกแสนสวย ให้สมกับที่พวกมันเป็นสัตว์เลี้ยงของพระองค์ เจ้าหญิงทรงให้สัญญากับนางฟ้า และทันใดนั้น…เจ้าหญิงก็ทรงตื่นขึ้นมาจากความฝัน

เมื่อเจ้าหญิงตื่นจากฝันร้าย พระองค์ก็ทรงเห็นเจ้าสุนัขตัวน้อย, เจ้าแมวขนฟูและเจ้านกแสนสวยกำลังรอคอยการตื่นนอนของพระองค์อยู่อย่างใจจดใจจ่อ เจ้าหญิงทรงดีใจที่ได้เห็นสัตว์เลี้ยงทั้งสามอีกครั้ง (แทนที่จะเป็นตัวเหา) พระองค์ทรงกอดสัตว์ทั้งสามเอาไว้ด้วยความรัก และพระองค์ก็ทรงตั้งใจที่จะทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับนางฟ้าในความฝัน

ไม่ช้าไม่นาน…เจ้าหญิงจอมขี้เกียจก็กลับกลายเป็นเจ้าหญิงที่มีความรับผิดชอบและรู้จักดูแลตัวเองมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และด้วยเหตุที่เจ้าหญิงมีสัตว์เลี้ยงคู่ใจถึงสามตัว ดังนั้น เจ้าหญิงจึงมีความโดดเด่นเหนือกว่าเจ้าหญิงองค์อื่น ๆ ถึงสามเท่าเลยทีเดียว

#นิทานนำบุญ

…………………………………….
Posted in ข้อคิด, ความรัก, ประสบการณ์ชีวิต, เรื่องเล่า

มนุษย์ใจ

มนุษย์ใจ

ปี 2561
คุณคำติ่ง เพื่อนชาวลาวเจ้าของเรือนพักที่เคยพบกันที่ดอนเดต ประเทศลาว ส่งข้อความมาหาพี่นำบุญ (ซึ่งปกติไม่เคยติดต่อกัน ยกเว้นเจอกันปีละครั้งตอนพี่นำบุญแบกเป้ไปเที่ยวซ้ำๆที่ดอนเดต) คุณคำติ่งเล่าว่า
“คุณยายไม่สบายมาก อาจมีเนื้องอกที่ท้อง แต่ท่านไม่ยอมไปตรวจให้แน่ชัดที่โรงพยาบาลในเวียงจันทน์ ยกเว้นถ้าพี่นำบุญไปเวียงจันทน์ คุณยายถึงจะยอมไป เพราะท่านบ่นคิดถึงพี่นำบุญ”
………..
ตอนอ่านข้อความ พี่นำบุญมีความรู้สึกหลายอย่าง
1) คิดถึงคุณยาย เพราะปีหลัง ๆ ที่ไปเที่ยวแล้วแวะทักคุณยาย คุณยายจะเล่าให้ฟังว่า “ถ่ายไม่ออกเลย ออกมานิดเดียว ทรมาน ปวดหลังไปหมด” พี่นำบุญยังจำได้ว่าปีแรก ๆ ที่ไปดอนเดต เคยพักที่เรือนพักของคุณยาย คุณยายเห็นมาคนเดียว เลยชวนกินข้าวเหนียวกับน้ำพริก เวลาไปดอนเดตแต่ละปี ถ้าพี่นำบุญขี่จักรยานผ่าน ก็จะแวะเยี่ยมคุณยายเสมอ บางทีก็ไปนวดหลังให้ (บ้าเนอะ) บางทีก็แวะคุยคลายเหงา หรือบางทีก็เอายาพวกจุลลินทรีย์ที่ช่วยเรื่องขับถ่ายไปให้ ถ้าพูดตามจริง พี่นำบุญกับคุณยายไม่ได้ผูกพันกันมาก แต่ทุกครั้งที่พบและแวะคุย ก็เพราะรู้สึกว่า การทำให้ผู้สูงอายุยิ้มได้หรือมีความสุขขึ้นอีกนิด ไม่ใช่เรื่องที่ลำบากยากเย็นอะไร ทำเพราะอยากทำให้ ทำเพราะเป็นสิ่งที่ควรทำ
……
2) ตอนอ่านข้อความ พี่นำบุญอยู่ในช่วงท้าย ๆ ของการทำวิทยานิพนธ์ ป.โท ช่วงนั้น ทำวิจัยหนักมาก ทำทั้งวัน ทั้งการสัมภาษณ์และเขียนตัวเล่ม การเดินทางในช่วงนั้น จึงเสี่ยงที่อาจทำให้ไม่จบป.โทตามเวลาที่ตั้งไว้
……
3) ตอนอ่านข้อความ พี่นำบุญกลัวโดนหลอก! บทเรียนที่ได้จากการช่วยเหลือคนอื่น ทำให้ “กลัวการเป็นคนดี” ช่วงนั้นคือกลัวมาก ระวังตัวมาก เพราะใจคนเป็นสิ่งที่เราคาดเดาไม่ได้ ส่วนคุณคำติ่ง ก็ได้เจอกันราวปีละครั้ง จำความดีของเขาได้ว่า เขาเคยชวนพี่นำบุญกินกาแฟที่ร้านโดยไม่คิดเงิน คือเขากับภรรยาถือว่่าเป็นคนมีน้ำใจ (แต่ถึงอย่างนั้น พี่นำบุญก็ยังไม่กล้ามั่นใจ)
…..
แต่พอเลิกใช้สมองคิด แล้วกลับมาใช้หัวใจ พี่นำบุญก็บอกกับตัวเองว่า “ไปเถอะ อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด เกิดปัญหาแล้วค่อยแก้ แต่ตอนนี้ เราควรไป เพราะกำลังใจเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งกับคนป่วยและญาติ ๆ ที่ดูแล
……….
ก่อนการเดินทาง ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ร่างกายพี่นำบุญแย่มาก (เพราะโหมงานแทบไม่ได้พัก) แถมวันก่อนบิน ท้องก็ดันเสียทั้งคืน ถ่ายจนรู้สึกว่า…อีกครั้งเดียวต้องเข้าโรงพยาบาลแล้ว มันเจ็บมาก เจ็บจนรู้สึกว่าควรไปได้แล้ว จะซื้อยาแก้ท้องเสียมากินเองก็ลำบาก เพราะแพ้ยาปฏิชีวนะหลายตัว กินแล้วผิวไหม้เหวอะ ถ้าไปนอนโรงพยาบาล พรุ่งนี้ก็คงไม่ได้เดินทาง (แต่คุณยายกำลังเดินทางไปเจอกันที่เวียงจันทน์นะ เราจะผิดสัญญาเหรอ) คืนนั้น พี่นำบุญเลยอดทนจนรุ่งเช้า ตื่นมาก็อัดยาแก้ท้องเสียพวกอุลตร้าคาร์บอน คิดในใจว่า คุณยายหนักกว่าเราเยอะ ลองลุยดู ถ้าไม่ไหวจริง ๆ ระหว่างทางค่อยหาหมอ (แต่ก็รู้ว่า เรื่องท้องเสีย…มันมีโอกาสพุ่งได้ตลอดเวลา ภาวะตอนนั้นมันน่ากลัวจริง ๆ)
………
การเดินทางจากบ้านที่สำโรง ไปดอนเมือง ใช้เวลาไม่น้อย และจากอุดรข้ามไปเวียงจันทน์ก็ใช้พลังงานและความอดทนอย่างที่สุด วันนั้น ร่างกายพี่นำบุญโทรมสุด ๆ แต่เพราะคำสัญญา พี่นำบุญจึงอดทนข้ามฝั่งไปจนได้
……..
เมื่อถึงที่พัก พี่นำบุญรีบเข้าห้องน้ำ อัดยา แล้วติดต่อคุณคำติ่งว่ามาถึงแล้วนะ สักพัก คุณคำติ่งก็มารับพาไปเยี่ยมคุณยายที่โรงพยาบาลมะโหสด ตอนนั้น พี่นำบุญสาบานได้ว่า ข้างในร่างกายของพี่นำบุญมันเหนื่อยแบบที่สุด อยากพักที่สุด ไม่อยากทำอะไรแล้ว แต่เมื่อไปถึงโรงพยาบาล (ที่เหมือนย้อนเวลาไป 20 ปี) และเดินเข้าไปอยู่ต่อหน้าคนป่วย พอมองตาคุณยาย เห็นสีหน้าคุณยาย (ที่กินไม่ได้มาหลายวัน) พี่นำบุญก็ต้องทำตัวสดชื่นสดใสมาก ๆ เพื่อให้กำลังใจคุณยายที่นอนรออยู่ (ฝีมือการแสดงดีไหมครับ)

48394269_10216025598305995_2895380996335599616_n
………
พี่นำบุญอยู่ส่งกำลังใจให้คุณยายจนเย็น (ราว 3-4 ชั่วโมง นานมาก) พอกลับมาที่พัก ท้องก็ทรง ๆ ไม่น่ากลัวมากอย่างที่คิด คืนนั้น พี่นำบุญเดินเล่นนิดหน่อยแล้วกลับมานอน หลับแบบคนหมดสภาพ หมดจริง ๆ รู้ตัวว่า ควรรีบกลับมาฝั่งไทย เพราะเผื่อท้องเสียอีกมันอาจจะทนไม่ไหวแล้ว (ไม่อยากเข้าโรงพยาบาลฝั่งลาว)……
เช้าวันต่อมา ท้องที่ดูเหมือนจะสงบลง ก็เริ่มมีอาการอีก พี่นำบุญกัดฟันไปถ่ายรูปวัดสีสะเกด เพื่อถ่ายรูปพระตามที่ตั้งใจไว้ พี่นำบุญถ่ายไป เหงื่อตกไป เพราะอากาศอบอ้าว ร่างกายยังไม่ฟื้น และท้องเริ่มปั่นป่วน พอถ่ายไปได้ครึ่งวัด ข้าศึกก็บุก เป็นกองทัพที่โหดเหี้ยม ถึงขั้นต้องขอทิชชู่จากพนักงานสาว (อายมาก เขาให้ 2 แผ่น พี่นำบุญบอกไม่พอ ขอทั้งม้วนเถอะ ข้าศึกดุมาก) จากนั้น ก็วิ่งเข้าห้องส้วมของวัดที่น่ากลัวพอสมควร
……
หลังออกจากส้วม ร่างกายของลุงแก่ ๆ ก็หมดสภาพจริงจัง ขาเปลี้ย หน้าซีด พี่นำบุญต้องรีบหาน้ำอัดลมดื่ม นั่งพัก ไม่งั้นช็อค แต่ยังซ่าขอถ่ายรูปพระอีกนิด ฝืนจนไม่รู้จะฝืนยังไง แล้วรีบกลับที่พักเพื่อเช็คเอ้าท์
…….
เช็คเอ้าท์เสร็จ ตีรถข้ามมาฝั่งไทย แล้วนั่งรถตู้มาที่อุดร (เขียนน้อยแต่ไกลนะ หลายชั่วโมง) แล้วพุ่งตรงมาที่โรงพยาบาลกรุงเทพอุดร บอกเขาว่าขอแอดมิด ไม่ไหวแล้ว
…..
คืนนั้น พี่นำบุญนอนโรงพยาบาลคนเดียว (การเฝ้าตัวเองเป็นเรื่องปกติ) ตอนเช้าตามข่าวคุณยาย คุณคำติ่งแจ้งข่าวอาการป่วย ว่าเป็นจริงอย่างที่คิด คือ คุณยายเป็นมะเร็ง แล้วมะเร็งมันไปอุดช่องทางเดินอาหาร เลยมีผลต่อการขับถ่ายและการกินอาหาร
…..
ตอนฟังข่าว พี่นำบุญไม่พูดอะไร หน้าที่ของเราคือการฟัง ฟังการคิดและการตัดสินใจของลูก ๆ หลาน ๆ วันนั้น พี่นำบุญนอนให้น้ำเกลืออยู่ในโรงพยาบาล ร่างกายยังไม่แข็งแรงเต็มที่ ใจก็ห่วงทั้งคุณยายและคุณคำติ่ง รวมทั้งลูก ๆ หลาน ๆ ของคุณยาย ในที่สุด พี่นำบุญก็ได้ฟังความคิดของคุณคำติ่งว่า “ทุกคนอยากสู้และดูแลคุณยายให้ดีที่สุด”
……
คนที่ไม่เคยเจอ “ทางตัน” ในชีวิต ไม่มีทางรู้หรอกว่า ภาวะตรงนั้นมันหนักหนาขนาดไหน เมื่อญาติผู้ป่วยตั้งใจจะสู้ พี่นำบุญจึงเต็มใจจะช่วยให้ถึงที่สุด แม้ช่วยได้ไม่มาก แต่ก็อยากช่วยเพื่อเป็นกำลังใจให้ญาติผู้ป่วยรู้ว่า พวกเขาไม่ได้สู้อยู่ตามลำพัง
…..
วันนั้น พี่นำบุญถ่ายคลิปตัวเองพูดทั้ง ๆ ป่วย ๆ อยู่ เพื่อขอความรู้จากเพื่อน ๆ ที่เป็นหมอหรือพยาบาลแล้วเอาลงในเฟสบุ้คส่วนตัว จากนั้น ก็โทรหาโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านมะเร็งที่อุดร เพื่อสอบถามข้อมูลแทนคุณคำติ่ง เพราะการเป็นคนต่างชาติ ทำให้ไม่สะดวกนักที่ต้องโทรคุยด้วยตัวเอง (พี่นำบุญบอกตัวเองตลอดเวลาว่า หน้าที่ของเราซึ่งเป็นคนนอกครอบครัว ทำได้เพียงสนับสนุนและให้กำลังใจ ไม่เข้าไปก้าวก่าย ไม่ไปตัดสินใจแทน แต่อยู่แถว ๆ นั้น และพร้อมช่วยเหลือตามกำลัง)……
สรุปคือ เหตุการณ์วันนั้นเป็นเหตุการณ์ที่….ถึงจะยากลำบากแทบเอาชีวิตไม่รอด แต่พี่นำบุญก็อิ่มใจ ที่ชีวิตของตัวเอง (ที่อาจไม่มีค่าสักเท่าไหร่) พอจะทำประโยชน์ให้กับใคร ๆ ได้บ้าง โดยเฉพาะกับคนที่มีหัวใจดี ๆ อย่างคุณคำติ่ง ที่ยืนยันว่า เขาอยากสู้เพื่อดูแลคุณยายให้ดีที่สุด
……
หลังจากเหตุการณ์วันนั้น คุณยายเข้าผ่าตัดและสอดท่ออาหารให้ทางหน้าท้อง จากนั้น คุณยายก็ได้กลับบ้านที่ดอนเดต ด้วยสีหน้าที่สดใส โดยมีคุณคำติ่งและลูกหลานคอยดูแลอย่างใกล้ชิด
…..
แม้หลังจากนั้นอีกไม่นาน คุณยายจำเป็นต้องเดินทางไกลด้วยกฏธรรมชาติ แต่อย่างน้อย คุณยายก็ได้สัมผัสกับสิ่งที่มีค่าที่สุด นั่นคือ “ความรักอย่างไม่มีเงื่อนไข” ของลูกหลานที่คอยดูแลจนถึงช่วงเวลาสุดท้าย
….
ขอบพระคุณคุณยายและคุณคำติ่ง รวมทั้งครอบครัว ที่ให้โอกาสพี่นำบุญได้สัมผัสกับความงดงามในใจของมนุษย์อีกครั้ง และได้เห็นคุณค่าที่ตัวเองพอจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นได้
……..
ปีที่แล้ว เป็นปีแรกในรอบ 8-9 ปีที่พี่นำบุญไม่ได้ไปดอนเดต เพราะร่างกายไ่ม่ไหว (การเดินทางไม่สะดวกสบายนัก) แต่ปีนี้ พี่นำบุญจะพยายามไป อยากกลับไปดินแดนที่พี่นำบุญเรียกว่า “สวรรค์” และตั้งใจจะไปกราบลาคุณยายด้วยตัวเอง

Posted in นิทาน, ประสบการณ์ชีวิต, Uncategorized

รางวัลสำคัญในชีวิต

วันนี้ ผมดีใจมาก เพราะจู่ ๆ ผมก็ได้ทราบข่าวว่า หนังสือเรื่อง “คนต่อเทียน” ซึ่งเป็นผลงานหนังสือภาพสำหรับเด็กที่ผมเขียนและพิมพ์เมื่อหลายปีก่อน  ได้รับการคัดเลือกจากกระทรวงวัฒนธรรมให้เป็น 1 ในวรรณกรรมดีเด่น ในโครงการ วรรณกรรมยอดเยี่ยมในสมัยรัชกาลที่ 9 ตามแนวคิดศาสตร์พระราชา  Continue reading “รางวัลสำคัญในชีวิต”

Posted in #นิทานสั้น, นิทานก่อนนอน, นิทานอบอุ่นหัวใจ, นิทานเด็ก

นิทานก่อนนอนสั้น ๆ เรื่องนกน้อยปริศนา | นิทานอบอุ่นหัวใจพร้อมข้อคิดดี ๆ

“นกน้อยปริศนา” เป็นนิทานก่อนนอนสั้น ๆ ที่แฝงความอบอุ่นและความลึกลับไว้ในเรื่องเดียวกัน เล่าเรื่องเด็กกำพร้าผู้ว้าเหว่ ที่ใช้การเขียนจดหมายเป็นสะพานสื่อถึงพ่อแม่ผู้ล่วงลับผ่านนกน้อยสีขาวปีกสีฟ้าชมพูตัวหนึ่ง
วันหนึ่ง…สิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น เมื่อจดหมายที่ดูเหมือนเขียนไปโดยไม่มีคนรับ กลับทำให้พระราชากับพระราชินีมาปรากฏตัวตรงหน้าเด็กน้อย พร้อมเปลี่ยนชะตาชีวิตของเขาไปตลอดกาล
นิทานเรื่องนี้อ่านง่าย อ่อนโยน และเหมาะสำหรับการอ่านก่อนนอน ทั้งเด็กและผู้ใหญ่

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กผู้ชายหัวฟู้ฟูคนหนึ่งเป็นเด็กกำพร้า นับตั้งแต่วันที่พ่อกับแม่จากเขาไป เขาก็จำต้องย้ายมาอยู่ในบ้านเด็กกำพร้าที่แออัดยัดเยียด เด็กน้อยไม่ชอบที่ ๆ มีคนเยอะ ๆ แบบนี้เลย ดังนั้น เขาจึงมักจะปลีกตัวออกไปนั่งเล่นในทุ่งดอกไม้อยู่เสมอ ๆ

เวลาที่เด็กน้อยอยู่ตามลำพังในทุ่งดอกไม้ สิ่งที่เขาชอบทำก็คือ การโรยเมล็ดพืชบนหัวฟู ๆ ของเขาเพื่อเรียกให้นกบินมากินอาหารและนอนเล่นในรังเส้นผมที่แสนอ่อนนุ่ม เด็กน้อยชอบฟังเสียงนกร้องเพลง เพราะมันช่วยกล่อมให้เขาคลายความว้าเหว่ลงได้บ้าง

วันหนึ่ง ในขณะที่เด็กน้อยกำลังนั่งคิดถึงพ่อกับแม่ จู่ ๆ เด็กน้อยก็เห็นนกสีขาวที่ปีกข้างขวามีจุดสีฟ้าและปีกข้างซ้ายมีจุดสีชมพูบินลงมาเกาะที่ตักของเขาพร้อมกับร้องจิ๊บ ๆ ด้วยน้ำเสียงที่น่ารักเป็นที่สุด เด็กน้อยจำได้ว่าคุณพ่อของเขาชอบสีฟ้า ส่วนคุณแม่ก็โปรดปรานสีชมพูมากเป็นพิเศษ ด้วยเหตุนี้ เด็กน้อยจึงอดที่จะคิดไม่ได้ว่า เจ้านกสีขาวอาจจะเป็นนกที่พ่อกับแม่ส่งมาทักทายเขาจากสรวงสวรรค์เบื้องบน

เมื่อเด็กน้อยผู้ว้าเหว่คิดเข้าข้างตัวเองเช่นนั้นแล้ว เขาจึงตัดสินใจเขียนจดหมายให้นกน้อยนำกลับไปมอบให้แก่นายของมันอย่างไม่รอช้า แม้เด็กน้อยจะไม่แน่ใจนักว่านกสีขาวจะนำข้อความไปส่งให้เขาจริงหรือไม่ แต่ทุก ๆ ครั้งที่เจ้านกกระจิริดบินกลับมานอนบนผมฟู ๆ ของเขา เด็กน้อยก็ไม่เคยพบจดหมายฉบับเก่า ๆ ที่เขาฝากไปกับมันเลยแม้สักครั้ง

ทุก ๆ วัน เด็กน้อยจะนั่งเขียนจดหมายเพื่อส่งไปหาพ่อกับแม่ของเขาอย่างไม่รู้เบื่อ บางครั้ง..เขาจะเขียนเล่าถึงสิ่งดี ๆ ที่ได้พบ บางครั้ง..เขาก็เผลอบรรยายความรู้สึกที่โดดเดี่ยวอ้างว้าง และมีบ่อยครั้งที่เขานึกสนุกเขียนนิทานส่งไปให้พ่อกับแม่อ่านเล่นบนสรวงสวรรค์ เด็กน้อยมีความสุขมากที่เขาได้เขียนจดหมายหาพ่อกับแม่

จวบจนกระทั่งวันหนึ่ง เด็กน้อยเกิดล้มป่วยลงจนไม่มีแรงพอที่จะออกไปยังทุ่งดอกไม้ หรือแม้แต่จะลงมือเขียนจดหมายสักฉบับ นกสีขาวได้แต่แอบบินเข้ามาเฝ้าไข้อยู่ที่หัวเตียง แต่ด้วยความแออัดของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนั้น อาการของเด็กน้อยจึงค่อย ๆ ทรุดลงจนน่าเป็นห่วง

ในขณะที่เด็กน้อยกำลังป่วยหนัก จู่ ๆ ทางสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าก็ได้รับแจ้งว่า พระราชากับพระราชินีจะเสด็จมาเยี่ยมชมสถานเลี้ยงเด็กเป็นกรณีพิเศษ ไม่มีใครทราบว่าทั้งสองพระองค์มีพระประสงค์เช่นไร แต่ข่าวที่ได้รับทำให้เจ้าหน้าที่ต้องวุ่นวายกับการทำความสะอาดและจัดระเบียบสถานเลี้ยงเด็กกันยกใหญ่

เมื่อพระราชากับพระราชินีเดินทางมาถึงสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า แทนที่ทั้งสองพระองค์จะพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ผู้ดูแล ล้นเกล้าทั้งสองกลับมองไปรอบ ๆ ห้องคล้ายกับต้องการหาอะไรบางอย่าง ซึ่งเมื่อหาพบ ทั้งคู่ก็รีบเดินตรงไปยังเตียงนอนของเด็กน้อยซึ่งมีนกสีขาวเกาะอยู่ทันที

พระราชากับพระราชินีทรงมองเด็กน้อยด้วยความเวทนา จากนั้น ทั้งสองพระองค์ก็ทรงโน้มตัวลงแล้วพูดกับเด็กน้อยด้วยน้ำเสียงที่แสนอ่อนโยนว่า “ที่แท้…เจ้าของจดหมายทั้งหมดก็คือเธอนี่เอง เจ้านกแปลกหน้าตัวนี้นำจดหมายของเธอมาให้เราอ่านทุก ๆ วัน ยิ่งอ่าน…เราก็ยิ่งอยากพบหน้า จนเมื่อเธอหยุดส่งจดหมายไปเสียเฉย ๆ เราจึงรู้ว่าเธอสำคัญกับเรามากเพียงใดพวกเราไม่มีลูก หากเธอไม่รังเกียจ เธอพอจะมาเป็นลูกของเราได้ไหมจ๊ะ”

เด็กน้อยทั้งแปลกใจและตื้นตันใจที่ได้ฟังถ้อยคำอันแสนอบอุ่นของพระราชากับพระราชินีผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยความกรุณา เด็กน้อยนิ่งอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุด เขาก็หลั่งน้ำตาแล้วโผเข้ากอดพ่อกับแม่คนใหม่ของเขาด้วยความปลื้มปีติ

นับจากวันนั้นเป็นต้นมา พระราชากับพระราชินีผู้อิ่มเอมไปด้วยความสุขก็ทรงปรับปรุงสถานเลี้ยงเด็กให้ดีขึ้น ทั้งยังชวนเด็กกำพร้าคนอื่น ๆ พร้อมกับผู้คนที่อยากมีลูกให้มาทำความรู้จักกันท่ามกลางแสงแดดอุ่น ๆ และสายลมอ่อน ๆ ในสวนของพระองค์อยู่เสมอ ๆ

เจ้านกสีขาวที่ปีกข้างขวามีจุดสีฟ้าและปีกข้างซ้ายมีจุดสีชมพูดีใจที่เห็นทุก ๆ คนมีความสุขเช่นนั้น และแล้ว…นกน้อยก็บินจากทุก ๆ คนไปสู่ฟากฟ้าเบื้องบนโดยปล่อยให้ที่มาของมันยังคงเป็นปริศนาตราบชั่วนิจนิรันดร์

 

 

 

Posted in ครอบครัว, ความรัก, นิทาน, เด็ก

เจ้าชายหมีถัก – นิทานแฟนตาซีความรักอบอุ่น ซาบซึ้งใจสำหรับเด็กและผู้ใหญ่

โลกของเรามีนิทานเกี่ยวกับความรักอยู่มากมาย ซึ่งส่วนใหญ่ตัวละครในนิทานความรักมักเป็นเจ้าชายกับเจ้าหญิง  แต่ในบรรดานิทานเจ้าชายเจ้าหญิงทั้งหลาย  คงมีนิทานเพียงไม่กี่เรื่อง ที่ตัวเอกฝ่ายหนึ่งเป็นเจ้าหญิงแสนสวย ส่วนตัวเอกอีกฝ่ายหนึ่งเป็นเจ้าชายตุ๊กตาหมี ที่ถักจากไหมพรม! ถ้าคุณๆอยากรู้ว่า นิทานความรักสะท้อนแง่มุมดี ๆ เรื่องนี้มีเรื่องราวเป็นอย่างไร ผู้แต่งคงต้องขอให้ลองอ่านนิทานรักแท้เรื่องนี้ดู แต่ขอเตือนไว้ก่อนว่า นิทานความรักที่เสียสละเรื่องนี้อาจทำให้บางคนต้องเสียน้ำตา

…………………………………………………

Posted in ครอบครัว, ความรัก, นิทาน, เด็ก

นิทานแอบรัก : เจ้าหญิงขี้อายกับเจ้าชายหูเพี้ยน

ในบรรดานิทานก่อนนอนเรื่องต่าง ๆ  นิทานเรื่อง “เจ้าหญิงขี้อายกับเจ้าชายหูเพี้ยน” จัดได้ว่าเป็นนิทานตลกๆก่อนนอนที่ผู้เขียนชอบมาก  เพราะนอกจากนิทานเรื่องนี้จะเป็นนิทานความรักที่ดูกุ๊กกิ๊กแล้ว   พระเอกของเรื่องที่มีปัญหาในการฟัง และนางเอกที่มีนิสัยขี้อายแบบสุด ๆ ก็เป็นตัวละครในนิทานคู่รักที่เหมาะเจาะลงตัวสำหรับการผูกเรื่องให้เป็นนิทานรักตลก ๆ ที่น่าจะสร้างความสนุกสนานให้กับคนฟังได้ไม่ยาก  แถมตัวละครเสริมอย่างไก่ แมว และ อีกา ที่มีบทบาทในการคลี่คลายเรื่องราว ทำให้ “นิทานแอบรัก” เรื่องนี้ จบลงอย่างมีความสุข (ในแบบที่ทุกคนคงจดจำไปอีกนาน)

Continue reading “นิทานแอบรัก : เจ้าหญิงขี้อายกับเจ้าชายหูเพี้ยน”