นิทานก่อนนอนเรื่องยาว ๆ

Posted in การจัดการลิขสิทธิ์นิทาน, ทิศทางเว็บไซต์นิทานนำบุญ, เรื่องเล่าจากพี่นำบุญ

จดหมายน้อย

วันที่ 1 กรกฎาคม 2567

สวัสดีครับ พี่นำบุญนั่งเขียน “จดหมายน้อย” ฉบับนี้ ในเช้าต้นเดือนกรกฎาคม 2567

อีกราว 10 วัน พี่นำบุญก็จะมีอายุเข้าวัย 54 ปี (เรียกว่า 54 ขวบก็ได้ เพราะใจยังเป็นเด็กอยู่ ฮิฮิ)

หลังจากวัย 50 พี่นำบุญเตือนตัวเองเสมอว่า เราอาจต้อง “เดินทางไกล” ได้ทุกเมื่อ ตามกฎของธรรมชาติ ที่คนทุกคนต่างหนีไม่พ้น

การจัดการสิ่งต่าง ๆ ให้เรียบร้อย และการใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างมีความสุขพอประมาณ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

………

หลายปีมานี้ คุณผู้อ่านน่าจะทราบมาบ้างว่า “นิทานนำบุญ” พบปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ โดยมีคนนำนิทานในเว็บไซต์นี้ไปทำคลิปหรือเผยแพร่ในรูปแบบต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก

พี่นำบุญเขียนคำเตือน เขียนบทความเกี่ยวกับกฎหมายและโทษที่หนักมากของการละเมิด แต่ก็ยังคงมีคนนำนิทานไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

ในวันที่พี่นำบุญยังมีชีวิตและมีเรี่ยวแรง พี่นำบุญจึงพยายามปกป้องนิทานที่ตัวเองแต่ง ด้วยการเก็บหลักฐาน – แจ้งความ – ติดต่อให้ผู้ละเมิดมาเจรจา – แจ้งระบบให้ลบคลิปละเมิดออกจากแพลตฟอร์มนั้น ๆ ฯลฯ

คลิปการละเมิด มีอยู่เป็นร้อยคลิป คลิปบันทึกหน้าจอเก็บหลักฐานรวม ๆ แล้วก็น่าจะเกิน 100 ชั่วโมง (พี่นำบุญต้องซื้อฮาร์ดดิสมาเก็บข้อมูลเพิ่ม) การแจ้งให้แพลตฟอร์มลบคลิปก็น่าจะเกิน 100 เคส

สิ่งที่พบมาตลอดหลายปี คือ มันเป็นเรื่องที่ “เสียเวลาในชีวิต” และ “เสียความตั้งใจที่ดีในการ ทำงานเด็กมาก ๆ”

การแจ้งความต่อตำรวจ ก็แทบจะเป็นเรื่อง “ว่างเปล่า” เพราะคดีบางคดีแทบไม่คืบหน้านานถึง 2 ปีเศษ (ทั้ง ๆ ที่มีหลักฐานครบถ้วน) พี่นำบุญเคยทำจดหมายติดตามความคืบหน้าไปที่โรงพักหลายครั้ง ทุกอย่างก็ยังคงนิ่ง จนกระทั่งทำจดหมายไปยัง “ตำรวจภูธรภาค” ซึ่งกำกับดูแลโรงพักที่ไปแจ้งความอีกที ตำรวจจึงเริ่มขยับ และให้เดินทางไปเซ็นเอกสาร “ไม่ติดใจเอาเรื่องตำรวจ”

บางครั้งที่ไปแจ้งความ ตำรวจบางคนบอกว่า เคยเห็นมาแจ้งความแล้ว จะแจ้งทำไม แจ้งเอาเงินเหรอ?

คำพูดบางคำที่ได้ฟัง มันไม่น่ารักเลย สิ่งที่พี่นำบุญอยากให้เกิดขึ้น คือ การหยุดยั้งไม่ให้เกิดการละเมิดอีก และถ้าเลือกได้ระหว่างการให้คนทำผิดเสียเงินในคดีแพ่ง กับการให้ติดคุกในคดีอาญา พี่นำบุญขอเลือกอย่างหลัง

การเป็นนักเขียน (โดยเฉพาะนักเขียนนิทานเล็ก ๆ) ที่แม้จะมีกฎหมายลิขสิทธิ์คุ้มครองผลงาน แต่ในแง่ปฏิบัติ กลับได้รับการดูแลน้อยมาก

พี่นำบุญจึงเริ่มเข้าใจว่า การที่นักเขียนหลายคนจำเป็นต้องมองข้ามเมื่อถูกละเมิดลิขสิทธิ์ น่าจะเป็นเพราะ “มันเป็นเรื่องที่เจ็บปวด”

การเผชิญหน้ากับการละเมิด จะต้องเสียเวลาเก็บหลักฐาน (เช่น แคปหน้าจอ ตามสืบ ตามเก็บข้อมูล) เสียอารมณ์ (ทำให้เขียนงานไม่ออก) เสียความรู้สึก (กับเจ้าหน้าที่ที่แทบไม่ใส่ใจ) เสียสุขภาพ (ในการติดตามเรื่องต่าง ๆ)

แต่…พี่นำบุญในวัย 50 เศษ ไม่อยากปล่อยผ่านเรื่องนี้ให้เป็นภาระรุงรังกับครอบครัว พี่นำบุญอยากรักษานิทานนำบุญเอาไว้ที่นี่ ให้เด็ก ๆ และคุณผู้อ่านได้เข้ามาอ่านเพื่อความเพลิดเพลิน และไม่อยากให้ใครไม่รู้ “ขโมยนิทานไปใช้ตามอำเภอใจ”

พี่นำบุญจึงตัดสินใจ จ้างทีมทนาย เพื่อปกป้องผลงานนิทานนำบุญ โดยเตรียมเงินเก็บส่วนตัวรวมแล้วประมาณ 6 หลัก ในการฟ้องดำเนินคดีกับผู้ละเมิดให้ถึงที่สุด

พี่นำบุญเชื่อว่า คงมีนักเขียนไม่มากนัก ที่พร้อมจะใช้เงินหลักแสน ในการต่อสู้กับคดีละเมิดลิขสิทธิ์ เพราะค่าตอบแทนในการเขียนหนังสือมีราคาเพียงหลักพัน และการต้องพัวพันกับการดำเนินคดีน่าจะทำให้นักเขียนหมดแรงในการสร้างผลงานชิ้นใหม่ ๆ เพื่อยังชีพ

แต่พี่นำบุญเป็นคนที่ไม่เคยยอมกับเรื่องเหล่านี้ ยิ่งยากก็จะยิ่งสู้ ถ้าเราไม่ผิด เราก็ต้องยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง

พี่นำบุญทำงานเด็กมาราว 30 ปี ทำงานแต่งนิทานมาราว 20 ปี การทำงานเพื่อเด็กเป็นสิ่งที่พี่นำบุญตั้งใจทำและภูมิใจที่ได้ทำ ถ้ายอมแพ้ต่อความยากลำบาก พี่นำบุญก็คงหยุดทำงานเด็กไปนานแล้ว พี่นำบุญดีใจที่ตัวเองไม่ยอมแพ้ ทำจนผลงานได้รางวัลรับรองว่านิทานนำบุญเป็น “สื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์สำหรับเด็กและเยาวชน” ทำจนเด็กบางคนโตเป็นคุณแม่แล้วย้อนมาอ่านนิทานนำบุญให้ลูกฟัง ทั้งหมดนี้ คือ ผลจากความตั้งใจในชีวิตนี้ ที่ผลิดอกออกผล ซึ่งทำให้พี่นำบุญอยากดูแลปกป้องผลงานนิทานที่ทำไว้ให้ดีที่สุด โดยสร้างภาระให้ครอบครัวน้อยที่สุด แม้ในวันที่พี่นำบุญจะไม่อยู่แล้ว

ปัจจุบัน พี่นำบุญจึงเริ่มให้ทีมทนายช่วยดูแลคดีแรกที่ค้างคามานาน ซึ่งหลังจากคดีนี้ผ่านไป พี่นำบุญตั้งใจจะขอให้ทีมทนายช่วยดูแลเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์นิทานนำบุญทั้งหมด เพื่อให้พี่นำบุญไม่ต้องเสียเวลากับเรื่องเหล่านี้อีก (และไม่ต้องคอยห่วงคนละเมิด ว่าจะต้องโดนปรับหรือโดนโทษหนักขนาดไหน คือปล่อยวางไปเลย) พี่นำบุญจะได้กลับมาแต่งนิทานเรื่องใหม่ ๆ อย่างจริงจัง และใช้เวลาในช่วงบั้นปลายทำสิ่งที่ควรทำเสียที (เช่น การกินขนม)

……

ในวัยใกล้ 54 เป็นวัยที่ยังพอมีเรี่ยวแรงปกป้องผลงานนิทานของตัวเองด้วยกำลังของตัวเอง (คือเดินทางไปขึ้นศาลไหว) พี่นำบุญหวังว่า การตัดสินใจพึ่งทีมทนาย จะเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญ ที่จะช่วยทำให้ “นิทานนำบุญ” ได้รับการปกป้องอย่างเหมาะสม และทำให้การละเมิดลิขสิทธิ์หมดไปเสียที

ท้ายสุด พี่นำบุญต้องขอขอบคุณ ผู้อ่านทุกท่าน (ทั้งเด็กและผู้ใหญ่) ที่ส่งกำลังใจเป็นข้อความในกล่องข้อความ รวมทั้งทุกคนที่สนับสนุน “โครงการนิทานเรื่องละบาท” ที่พี่นำบุญเริ่มต้นในปีนี้ สิ่งเหล่านี้ทำให้พี่นำบุญรู้สึกจริง ๆ ว่า “มีคนรู้และรักในสิ่งที่ตัวเราตั้งใจทำอยู่”

เมื่อต้นปี พี่นำบุญได้ทำเว็บนิทานนำบุญสาขา 2 โดยลงนิทานใหม่มากถึง 40 เรื่อง พร้อมภาพประกอบที่ตรงใจมาก ๆ (แต่ก็เหนื่อยมาก ๆ) พี่นำบุญจึงบอกกับตัวเองว่า ถ้าพี่นำบุญจัดการกับคดีเรียบร้อยและส่งมอบการดูแลนิทานให้ทีมทนายจัดการต่อได้จริง ๆ พี่นำบุญก็จะกลับมาทำให้เว็บนิทานนำบุญ (สาขา 1) มีความสมบูรณ์ สวยงาม น่าอ่านมากขึ้น ให้สมกับที่คุณผู้อ่านหลาย ๆ คน ให้เกียรติรักและให้การสนับสนุนนักเขียนเล็ก ๆ วัย 54 ขวบ….คนนี้

รักและขอบคุณทุกคนมาก ๆ นะครับ

นำบุญ นามเป็นบุญ

Posted in การศึกษา, สาระน่ารู้, family

กฎหมายลิขสิทธิ์ : เรื่องที่ทุกคนต้องรู้

  1. ต้องระวังไม่นำผลงานของผู้อื่น มาใช้และเผยแพร่แบบสาธารณะ ไม่ว่าจะดัดแปลงในรูปแบบใดก็ตาม 
  2. เมื่อพลาดละเมิดลิขสิทธิ์จนเจ้าของทักให้เจรจา จงรีบเจรจา ยอมรับผิดอย่างจริงใจ ยอมชดใช้ค่าเสียหาย พยายามอย่าทำให้เจ้าของลิขสิทธิ์ไม่พอใจ หรือเพิกเฉยเสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะเรื่องเล็ก ๆ อาจลุกลามเป็นเรื่องใหญ่ได้ 
  3. ในกรณีที่เรื่องเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย (ถูกแจ้งความ) หากมีโอกาส ต้องรีบหาวิธีของโทษและขอเจรจา เพราะถ้าเรื่องขึ้นสู่ศาล จะมีการจ้างทนาย ค่าจ้างทนายและค่าใช้จ่ายในการขึ้นศาลมีมูลค่ามาก ยิ่งปล่อยให้เรื่องเลยเถิด ค่าใช้จ่ายก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น เมื่อผู้ละเมิดแพ้คดี ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ผู้ละเมิดจะต้องถูกบังคับให้เป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด
  4. กฎหมายลิขสิทธิ์ คุ้มครอง เจ้าของผลงานหรือเจ้าของสิทธิ์ เป็นสำคัญ การไม่ละเมิดลิขสิทธิ์จึงเป็นเรื่องที่ดีที่สุด แต่หากพลาดพลั้ง การแสดงความรับผิดชอบ จะทำให้เรื่องจบได้โดยที่มีความเสียหายน้อยที่สุด
Posted in การพัฒนาเว็บไซต์เพื่อเด็ก, การละเมิดลิขสิทธิ์และการปกป้องผลงาน, เรื่องเล่าจากพี่นำบุญ

สรุปปี 2566 : ยิ้มบ้าง-ไม่ยิ้มบ้าง

สวัสดีครับ

ปี 2566 เป็นปีที่มีเรื่องเกิดขึ้นมากมาย ผมขอเล่าให้คุณผู้อ่านได้ทราบ ดังนี้

-เว็บไซต์นิทานนำบุญเกิดขึ้นในปีค.ศ. 2017 หรือ พ.ศ.2560 เท่ากับทำมาแล้ว 6 ปีเศษ ยอดการรับชมเป็นไปตามภาพสถิติ ต่อไปนี้

*สังเกตว่า ยอดผู้ชมในปีแรก ๆ มีน้อยมาก ๆ

*วันที่ 20 พฤศจิกา 2566 ยอดผู้ชมพุ่งขึ้นอย่างน่าตกใจ คือมียอดผู้ชมมากถึง 4785 คน (ปกติมีราว 3000 คน)

*นิทานที่มีคนอ่านมากที่สุดในปีนี้ คือเรื่อง เมื่อเจ้าหญิงนอนไม่หลับ (น่าทำเป็นหนังสือมาก ๆ)

-ปี 2566 พี่นำบุญได้กลับมาแต่งนิทานเรื่องใหม่ ๆ อีกครั้ง ซึ่งถือว่าได้รับการตอบรับที่ดี (ยอดผู้ชมเพิ่มแบบก้าวกระโดดหลังจากลงนิทานเรื่องใหม่ ซึ่งอาจแสดงให้เห็นว่า มีฐานผู้อ่านเก่า ๆ ที่ย้อนกลับมาอ่านนิทานเรื่องใหม่)

-นิทานเรื่องใหม่แต่ละเรื่อง ใช้เวลาคิดและเขียนประมาณ 7-14 วัน เป็นการทำงานที่เกือบเท่ากับสมัยที่เขียนนิทานให้ขวัญเรือน ผลงานในปีนี้ มีดังนี้

-ปี 2566 พี่นำบุญได้ติดตามเอาผิดผู้ละเมิดลิขสิทธิ์รวม 4 เคส :

เคสที่ 1 ละเมิดนิทานมากถึง 30 เรื่อง (สรุปที่ยอมชดใช้ค่าเสียหาย แต่เหนื่อยในการเจรจามาก)

เคสที่ 2 ละเมิดลิขสิทธิ์ราว 10 เรื่อง (สรุปที่ยอมรับผิดชอบทุกอย่าง จึงจบลงด้วยดี)

เคสที่ 3 ละเมิดนิทาน 4 เรื่อง (สรุป ต้องแจ้งความ เพราะโยกโย้ ไม่ตรงไปตรงมา)

เคสที่ 4 ละเมิดนิทาน 1 เรื่อง (สรุป ต้องแจ้งความ เพราะแจ้งให้ติดต่อกลับ แต่เพิกเฉย)

-การจับคดีลิขสิทธิ์ เป็นเรื่องที่เสียเวลามาก ๆ เพราะเมื่อพบการละเมิดลิขสิทธิ์ พี่นำบุญต้องเก็บหลักฐานโดยการแคปหน้าจอทั้งหมด แล้วสืบหาเจ้าของช่องที่ละเมิดให้ได้ (ใช้เวลาหลายวัน) จากนั้น ทำการแจ้งให้ผู้ละเมิดติดต่อกลับ เจรจากับผู้ละเมิด โดยเสนอทางเลือกที่เบาที่สุด (เพราะสงสาร) แต่หากจบไม่ได้ ก็จะต้องเสียเวลารวบรวมหลักฐานเป็นไฟล์ แล้วร่างเอกสารทำไทม์ไลน์เพื่อนำเรื่องไปแจ้งความ (ขั้นตอนเหล่านี้ใช้เวลามาก และเสียความรู้สึกมาก)

-การทำเว็บไซต์นิทานนำบุญ ซึ่งเกิดจากความตั้งใจที่ดี จึงกลายเป็นภาระที่เพิ่มขึ้นในวัยที่ควรจะได้พัก ทำให้ต้องเสียอารมณ์ เสียเวลา และเสียเงินหลักแสน ในการติดตามคดีต่าง ๆ (เงินที่เตรียมไว้จ่ายค่าทนาย เป็นเงินเก็บส่วนตัวที่ตั้งใจเก็บไว้ใช้ในยามชรา)

-ปลายปี 2566 มีผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อออนไลน์ (มืออาชีพ) ติดต่อพี่นำบุญเพื่อขอนำนิทานไปพัฒนาเป็นสื่อสำหรับเด็กในรูปแบบต่าง ๆ (แบบหารายได้) ท้ั้งยังจะช่วยดูแลเว็บนิทานนำบุญให้มีรายได้จากโฆษณาเข้ามา ซึ่งในตอนแรก พี่นำบุญปฏิเสธ (เหมือนที่เคยปฏิเสธบริษัทจากญี่ปุ่นและสิงคโปร์) แต่ครั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญที่ติดต่อมาเป็นอาจารย์ที่สอนพี่นำบุญตอนป.โท สุดท้าย พี่นำบุญจึงตกลงในเบื้องต้น (แต่ยังไม่ตกลงเรื่องมีโฆษณาในเว็บไซต์)

……………………………..

-ปี 2566 พี่นำบุญได้ทำประกาศขอรับการสนับสนุนจากผู้อ่าน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากผู้อ่านตลอดทั้งปี ประมาณ 140 ท่าน (ขอบคุณมาก ๆ นะครับ)

-แม้ยอดจำนวนผู้สนับสนุนและรายได้จะไม่มาก (เมื่อเทียบกับการเปิดให้มีโฆษณาอัตโนมัติ) แต่สิ่งที่พี่นำบุญรับรู้ได้คือ ความรักจากผู้อ่านที่มีต่อผลงานนิทานในเว็บไซต์นี้ (นอกจากนี้ ปีนี้ยังมีผู้อ่านส่งข้อความเข้ามาให้กำลังใจมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ขอบคุณมาก ๆ นะครับ

-ปี 2566 พี่นำบุญเคยคิดจะแต่งนิทานโดยนำ “มงคลชีวิต38ประการ” มาใช้เป็นแก่นเรื่อง แต่หลังจากพบการละเมิดลิขสิทธิ์บ่อยครั้ง พบการทำงานของตำรวจที่ล่าช้ามาก พบปัญหาเรื่องการเงินที่ตัวเองต้องเตรียมไว้ต่อสู้ในคดีต่าง ๆ พี่นำบุญจึงตัดสินใจ “หยุด” การคิดนิทานเอาไว้ก่อน เพราะหากแต่งนิทานออกมา ก็คงโดนละเมิดอีก และกฎหมายก็ไม่ได้ดูแลอะไรนักเขียนที่ถูกละเมิดเลย

ขอบคุณครับ

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานก่อนนอนสั้น ๆ, นิทานอบอุ่นหัวใจ

นิทานเรื่อง ทำไม คุณพ่อคุณแม่ถึงทน…

นิทานเรื่องนี้ เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ตั้งใจแต่งมาก ๆ เพื่อมอบให้คุณพ่อ คุณแม่ และเด็ก ๆ (รวมทั้งผู้อ่านที่ชอบอ่านนิทานนำบุญให้คนที่รักฟัง) ผมเขียนสิ่งที่อยากมอบให้ไว้ในนิทานเรื่องนี้หมดแล้ว หวังว่าจะชอบนิทานเรื่องนี้กันนะครับ

ทุก ๆ คืน คุณพ่อกระต่ายและคุณแม่กระต่ายจะผลัดกันอ่านนิทานให้ลูก ๆ ฟังคืนละ 3 – 4 เรื่อง แล้วจึงค่อยบอกให้ลูก ๆ เข้านอนอย่างมีความสุข

ข้าวปั้นรู้สึกว่าการอ่านนิทานไม่ใช่เรื่องยาก  มันจึงรับปากทำตามที่คุณพ่อคุณแม่มอบหมาย

ในการอ่านนิทานเรื่องแรก  ข้าวปั้นเริ่มต้นอ่านนิทานด้วยเสียงที่สดใส แต่พออ่านไปได้สักพัก มันก็เริ่มระคายคอ  อ่านตะกุกตะกัก งึกงึกงักงัก เสียงแหบเสียงแห้ง เรี่ยวแรงร่อยหรอ  คันคอยิบยิบ ข้าวปั้นเพิ่งรู้ว่า การอ่านนิทานไม่ได้ง่ายอย่างที่มันคิด เมื่อข้าวปั้นอ่านนิทานเรื่องแรกจบ มันจึงบอกน้อง ๆ ว่า “ไม่ไหวแล้ว อ่านนิทานเรื่องต่อไปไม่ไหวแล้ว ข้าวปุ้นมาอ่านนิทานแทนพี่ได้ไหม”

ในการอ่านนิทานเรื่องที่สอง ข้าวปุ้นเริ่มต้นอ่านนิทานด้วยเสียงที่สดใส  แต่พออ่านไปได้สักพัก มันก็เริ่มระคายคอ  อ่านตะกุกตะกัก งึกงึกงักงัก เสียงแหบเสียงแห้ง เรี่ยวแรงร่อยหรอ  คันคอยิบยิบ ข้าวปุ้นเพิ่งรู้ว่า การอ่านนิทานไม่ได้ง่ายอย่างที่มันคิด  เมื่อข้าวปุ้นอ่านนิทานจบ มันจึงบอกน้อง ๆ ว่า “ไม่ไหวแล้ว อ่านนิทานเรื่องต่อไปไม่ไหวแล้ว  ข้าวเปียกมาอ่านนิทานแทนพี่จะได้ไหม”

แทนที่ข้าวแฉะจะรับช่วงอ่านนิทานต่อจากพี่  ข้าวแฉะกลับทำหน้าสงสัย แล้วพูดกับพี่ ๆ ว่า “หนูแปลกใจจัง ทำไมพี่ ๆ อ่านนิทานกันแค่คนละเรื่อง แล้วกลับบอกว่าอ่านนิทานต่อไปไม่ไหว  หนูเห็นคุณพ่อกับคุณแม่อ่านนิทานคืนนึงตั้ง 3-4 เรื่อง ทำไมท่านถึงไม่หยุดอ่านเลยล่ะ”

ข้าวปั้นบอกว่า “คงเป็นเพราะคุณพ่อกับคุณแม่ชอบฟังนิทานเหมือนเด็ก ๆ  แต่เพราะท่านโตแล้ว (ดูริ้วรอยที่หางตาคุณแม่สิ)  พอไม่มีใครอ่านนิทานให้ฟัง ก็เลยต้องอ่านเองยังไงล่ะ แต่ทำเป็นมาอ่านให้พวกเราฟัง จะได้ไม่เขิน”

ข้าวเปียกบอกว่า “ไม่น่าจะเป็นแบบนั้นนะ ฉันว่าคุณพ่อกับคุณแม่คงขี้เกียจอาบน้ำ  แต่ถ้าจะพูดว่าเดี๋ยวก่อน ๆ  พวกเราก็จะทำตาม  คุณพ่อกับคุณแม่เลยชวนพวกเรามาฟังนิทาน  ท่านจะได้อาบน้ำช้าอีกหน่อยยังไงล่ะ”

ข้าวแฉะนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วจึงพูดต่อไปว่า  “คุณพ่อคุณแม่ต้องรักพวกเรามาก ๆ  ท่านจึงยอมเหนื่อยทำงาน ยอมเหนื่อยดูแลบ้าน  ยอมเหนื่อยหาอาหารให้พวกเรา  แถมยังยอมเหนื่อยเล่านิทานให้พวกเราฟัง  พวกเราเองต่างหาก ที่ปากบอกว่ารักคุณพ่อคุณแม่ แต่พวกเราเคยยอมเหนื่อยทำอะไรเพื่อท่านบ้างไหมนะ”

……..

………….

………………..

ข้าวปั้น ข้าวปุ้น ข้าวเปียกและข้าวแฉะ ช่วยกันทำความสะอาดบ้านจนบ้านดูเรียบร้อยอย่างเห็นได้ชัด มิหนำซ้ำ ลูกกระต่ายทั้งสี่ตัวยังผลัดกันอาบน้ำแต่งตัวจนพวกมันพร้อมไปโรงเรียนโดยที่ไม่ต้องให้คุณพ่อคุณแม่เหนื่อย 

พ่อกระต่ายกับแม่กระต่ายสัมผัสได้ถึงความพยายามและความรักที่ลูก ๆ มีให้  คุณพ่อกับคุณแม่จึงเรียกลูก ๆ มาใกล้ ๆ  จากนั้น คุณพ่อกับคุณแม่ก็ “กอดและจุ๊บเหม่ง” ลูก ๆ ทั้งสี่ด้วยความรัก

ส่วนคุณพ่อกับคุณแม่ก็กระซิบถามลูก ๆ ด้วยความรักว่า “วันนี้วันหยุด ลูก ๆ อาบน้ำแล้วแต่งชุดนักเรียนแบบนี้ ลูก ๆ จะไปไหนกันเหรอจ๊ะ ฮิฮิ”

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • ความรักของพ่อแม่ คือการยอมแลกความสบายของตัวเอง เพื่อความสุขของลูก
  • การกระทำที่ดูเล็ก ๆ เช่น อ่านนิทานก่อนนอน คือสิ่งที่สะท้อนความรักยิ่งใหญ่ในใจพ่อแม่
  • แม้ไม่มีใครขอ พ่อแม่ก็เลือกทำ…เพราะความรักไม่ต้องมีเงื่อนไข

………………………………………………………………………………………………………….

ในตอนที่ผมพิมพ์นิทานเรื่องนี้เพื่อนำมาโพสต์ในเว็บนิทานนำบุญ ผมนึกถึงตอนที่ผมเป็นเด็ก ตอนนั้น…ผมรู้ว่าผมรักพ่อ รักแม่ รักอาม่า ผมรู้ว่าแม่กับอาม่าทำอะไรต่อมิอะไรให้ผมสารพัด เวลามีของกินอร่อย ๆ ก็ให้ผมกินหมด (ตัวเองไม่ยอมกิน) ยอมเหนื่อยทำนู่นทำนี่ให้ผมตลอด ผมซึ่งไม่รู้จักคิด ก็เห็นการกระทำเหล่านั้นเป็นเรื่องปกติ! ไม่เคยรู้สึกว่า “คนทำเขาก็เหนื่อยนะ และที่เขาเหนื่อยก็เพราะรักเรานะ”

ความไร้เดียงสาที่ยาวนานของผม ทำให้ผมรู้สึกว่า ผมควรนำประเด็นนี้มาใส่ในนิทานเรื่องนี้ ผมไม่ได้ตั้งใจสอนให้เด็ก ๆ ทำงานบ้านหรือแบ่งเบาภาระของพ่อแม่ แต่ผมอยากให้เด็ก ๆ ได้รู้สึกถึงสิ่งที่สำคัญกว่านั้น นั่นก็คือ “เมื่อเรารู้สึกว่าเรารักใคร อย่าลืมดูแลคนที่เรารักให้ดี อย่าปล่อยให้เขาเหนื่อยอยู่ฝ่ายเดียว”

ผมหวังว่า นิทานเรื่องนี้จะให้แง่มุมที่เป็นประโยชน์และสร้างความสุขให้คุณผู้อ่านได้บ้างนะครับ แต่สำหรับผมเอง ผมตั้งใจและดีใจที่ได้แต่งนิทานเรื่องนี้ออกมา 🙂

Posted in นิทานก่อนนอนสั้น ๆ, นิทานชุดใหม่ล่าสุด, นิทานสอนใจ, นิทานเจ้าชายเจ้าหญิง

เจ้าหญิงสายลมกับเจ้าชายทั้งสาม – นิทานความรักที่จบไม่เหมือนใคร

นิทานเรื่อง “เจ้าหญิงสายลมกับเจ้าชายทั้งสาม” เป็นนิทานก่อนนอนสั้น ๆ ชุดใหม่ล่าสุดจากเว็บไซต์นิทานนำบุญ ที่แต่งขึ้นโดยนักเขียนนิทานอาชีพ ชื่อ นำบุญ นามเป็นบุญ ผู้เคยมีผลงานตีพิมพ์ในนิตยสารขวัญเรือนหลายเรื่อง นิทานเรื่องนี้มีเนื้อหาอบอุ่น สะท้อนแง่มุมของความรัก ความอิสระ และมิตรภาพ ที่ไม่ได้จบตามสูตรสำเร็จอย่างที่นิทานเจ้าหญิงทั่วไปมักเป็น ด้วยจุดเด่นของเนื้อเรื่องที่พลิกแพลงอย่างสร้างสรรค์ ผู้อ่านจะได้เห็นการเติบโตทางความคิดของตัวละคร พร้อมกับการเข้าใจคุณค่าที่แท้จริงของความรักผ่านมุมมองใหม่ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่มองหา “นิทานก่อนนอนสั้น ๆ” ที่มีสาระให้เด็กคิดตามและหลับสบายไปพร้อมกัน

เจ้าหญิงสายลมเป็นเจ้าหญิงแสนสวย ที่มีนิสัยน่ารัก ทั้งยังมีจิตใจดีงาม จนทุกคนที่ได้พบมักหลงรักเจ้าหญิงตั้งแต่แรกเห็น  ซึ่งรวมไปถึง เจ้าชายสามพระองค์ที่หญิงสาวจากทั่วทุกสารทิศต่างหมายปอง

เจ้าชายองค์ที่สองมีชื่อว่า “เจ้าชายแสงอาทิตย์”  พระองค์เป็นเจ้าชายรูปหล่อ ที่มีพลังแสงอาทิตย์ ซึ่งสามารถสร้างได้ทั้งความอบอุ่นและพลังความร้อนเพื่อใช้ทำลายล้าง

เจ้าชายทั้งสามพระองค์ต่างหลงรักเจ้าหญิงตั้งแต่แรกเห็น  เจ้าชายทั้งสามจึงรอเวลาที่พระราชาจะจัดงานเลือกคู่แบบที่เคยฟังในนิทานเรื่องต่าง ๆ

วันหนึ่ง เกิดเหตุร้ายที่ไม่มีใครคาดคิด เพราะมีแม่มดใจร้ายตนหนึ่ง อยากได้เจ้าหญิงแสนสวยไปแต่งงานกับพ่อมดซึ่งเป็นลูกชายของตน    แม่มดจึงลักพาตัวเจ้าหญิงไปจากพระราชวัง  โดยตั้งใจจะบังคับให้เจ้าหญิงมาเป็นลูกสะใภ้ของตนให้จงได้

เมื่อพระราชาทราบว่าเจ้าหญิงถูกแม่มดลักพาตัวไป  พระราชาจึงประกาศขอความช่วยเหลือจากผู้คนทั้งหลายอย่างไม่รอช้า

เมื่อเจ้าชายทั้งสามไปถึงหอคอยของแม่มด   เจ้าชายแสงจันทร์ใช้พลังสร้างความเงียบสงบ ทำให้ทุกคนเข้าไปในหอคอยได้ โดยที่แม่มดและลูกชายไม่ได้ยินเสียงผู้บุกรุกเลยแม้สักนิด    

เมื่อเจ้าหญิงปลอดภัย เจ้าชายต่างคาดหวังว่าเจ้าหญิงอาจเลือกแต่งงานกับเจ้าชายสักพระองค์ เพื่อให้เรื่องราวของนิทานจบลงอย่างมีความสุข

เจ้าชายแสงจันทร์ เจ้าชายแสงอาทิตย์ และเจ้าชายแสงดาว ต่างรู้สึกผิดหวัง เพราะเจ้าชายทุกพระองค์คาดหวังว่าตนเองอาจได้แต่งงานกับเจ้าหญิง 

เมื่อเจ้าชายทุกพระองค์ได้รับพลังแสงดาว  เจ้าชายผู้ผิดหวังก็ตระหนักได้ว่า  จริงๆ  แล้ว  มิตรภาพระหว่างเพื่อนที่เจ้าหญิงมอบให้ มีคุณค่าไม่แพ้การได้แต่งงานกับเจ้าหญิงที่ตนหลงรัก  เพราะความเป็นเพื่อน คือการที่บุคคลมีความปรารถนาดีต่อกัน การสนับสนุนซึ่งกันและกัน  การคอยตักเตือนกัน  และการให้เพื่อนมีอิสระในการใช้ชีวิต   

เมื่อพลังแสงดาวช่วยทำให้เจ้าชายทุกพระองค์ได้สติและเกิดความเข้าใจ    เจ้าชายทั้งสามจึงยินดีเป็นเพื่อนกับเจ้าหญิง โดยพร้อมที่จะเติบโตไปด้วยกัน  พัฒนาตนเองไปด้วยกัน และใช้ความรู้ความสามารถในการช่วยเหลือผู้คนที่ลำบากเดือดร้อนไปด้วยกัน 

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • มิตรภาพที่แท้จริงมีคุณค่าไม่แพ้ความรักแบบคู่รัก
  • การช่วยเหลือควรเกิดจากใจที่บริสุทธิ์ ไม่ใช่การคาดหวังผลตอบแทน
  • ความรักที่ดีควรมอบอิสระและความปรารถนาดีให้แก่กัน
เจ้าหญิงสายลมในชุดสีชมพูยืนอยู่กลางสวนกับเจ้าชายทั้งสามในชุดประจำตัว
ภาพประกอบท้ายนิทานเรื่อง ‘เจ้าหญิงสายลมกับเจ้าชายทั้งสาม’

Posted in ครอบครัว, ความรัก, นิทานก่อนนอน, นิทานนำบุญ, นิทานาสอนใจเด็ก, นิทานเด็ก

ฉันชอบเธออย่างที่เธอเป็นมากที่สุด

“แอปเปิ้ล แอปเปิ้ล แอปเปิ้ล มะละกอ มะละกอ มะละกอ

กล้วย กล้วย กล้วย ส้ม ส้ม ส้ม

แอปเปิ้ล มะละกอ กล้วย ส้ม”

แอปเปิ้ลเป็นเด็กที่ชอบทำกิจกรรมกลางแจ้ง ยิ่งถ้าวันไหนได้ปลูกผักในสวน แอปเปิ้ลจะอยู่ในสวนได้ทั้งวัน

กล้วยเป็นเด็กที่ชอบศึกษาหาความรู้ ถ้าวันไหนกล้วยได้อยู่บ้านอ่านหนังสือหรือได้ไปห้องสมุด กล้วยจะมีความรู้สึกเหมือนได้ท่องเที่ยวไปในโลกกว้าง

เมื่อถึงวันเกิดของลูก ๆ คุณแม่เห็นว่าลูก ๆ เป็นเด็กที่น่ารัก ไม่ดื้อไม่ซน และใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์เสมอ คุณแม่จึงซื้อของขวัญเป็นตุ๊กตามาฝากลูกสาวคนละหนึ่งตัว

มะละกอได้ตุ๊กตาหมีที่มีชุดเป็นลายดอกไม้แสนอ่อนหวาน

ส่วนส้มไม่ได้ตุ๊กตาหมีเหมือนพี่ ๆ แต่เธอได้ตุ๊กตาเด็กไม่ใส่เสื้อแถมมีหัวจุก ซึ่งพี่ ๆ พากันร้องเพลงว่า “จ่อกกวิก กวิก กวิก กวิก กวิก กวิก กวิก กวิก กวิก จ่อก จ่อก กวิก กูลิติแกว็ด” กันอย่างสนุกสนาน

ในเวลาต่อมา เมื่อคุณแม่ไม่อยู่ มีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคนไม่คาดคิด

ในขณะเดียวกัน ตุ๊กตาหมีของมะละกอก็ส่งยิ้มให้มะละกอ พอมะละกอเห็น เธอก็ตาโตด้วยความประหลาดใจ แต่เธอก็ยิ้มตอบด้วยความดีใจ ที่จะได้มีเพื่อนเล่น

ส่วนตุ๊กตาเด็กหัวจุกที่ดูคล้ายกุมารทองของส้มนั้น มันรู้สึกว่าตัวของมันไม่น่ารักเหมือนตุ๊กตาตัวอื่น ๆ แถมมันยังไม่มีเสื้อใส่เสียด้วย เมื่อสบโอกาส เจ้าตุ๊กตาก็พยายามส่งยิ้มให้ส้มอย่างเจียมตัว แต่เมื่อส้มมองมาที่มัน ส้มกลับมีสีหน้านิ่งเฉย!

ในวินาทีนั้น ส้มเพิ่งได้สติเพราะมัวแต่คิดอะไรบางอย่างอยู่ในหัว ส้มเพิ่งสังเกตเห็นว่าตุ๊กตาของเธอมีชีวิต และมีสีหน้าแปลก ๆ ด้วยเหตุนี้ ส้มจึงพูดกับตุ๊กตาว่า “เธอเป็นอะไรไปเหรอ ปวดห้องน้ำรึเปล่าจ๊ะ?”

ส้มมองเจ้าตุ๊กตาหัวจุกของเธอด้วยความเอ็นดู จากนั้น ส้มก็บอกกับเจ้าตุ๊กตาหัวจุกว่า

เจ้าตุ๊กตาหัวจุกเขินจนหน้าแดงไปหมด เพราะตลอดเวลา มันไม่เคยรู้สึกว่ามันมีค่าสำหรับใครเลย แต่ในวันนี้ มันรู้สึกว่า ตัวมันมีค่าจริง ๆ เมื่อได้อยู่กับเพื่อนใหม่ที่เห็นคุณค่าของมัน

ครั้นเมื่อคุณแม่กลับมา เด็กทุกคนก็ไม่ลืมที่จะไปหอมแก้มคุณแม่ เพราะนอกจากคุณแม่จะมอบของขวัญแสนพิเศษให้กับลูก ๆ ทุกคนแล้ว คุณแม่ยังรู้ใจลูก ๆ ทุกคนอย่างทะลุปรุโปร่ง

ถ้าใครจะหอม ขอฝากหอมด้วยสักสองสามฟอด จากนั้น ก็ขอให้ทุกคนเข้านอนอย่างมีความสุขนะจ๊ะ

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • ทุกคนมีคุณค่าในแบบของตัวเอง แม้จะไม่เหมือนใคร
  • การยอมรับความแตกต่างคือพื้นฐานของความรักแท้จริง
  • ความคิดสร้างสรรค์สามารถเปลี่ยนสิ่งธรรมดาให้กลายเป็นสิ่งพิเศษ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ครูจะกอดลูกไว้ด้วยใจรัก (แบบกระชับ)

ชื่อเสียงในการสอนและความรักเด็กของคุณครูจรัสศรีทำให้ผู้คนในเมืองพาลูกหลานมาเรียนที่โรงเรียนเล็ก ๆ เก่า ๆ ของคุณครูจรัสศรีกันหมด   แม้จะมีเด็กมาเรียนมาก  แต่คุณครูจรัสศรีก็ไม่เคยคิดเอาเปรียบ  คุณครูจรัสศรีมักจัดสรรเงินค่าเทอมไปจ้างครู  จ้างทีมสนับสนุนการทำงานของครู  จ้างทีมแม่ครัวและแม่บ้าน  แล้วฝึกอบรมให้ทุกคนดูแลเด็ก ๆ ด้วยหัวใจ   

เมื่อเศรษฐีย้ายมาอยู่ที่คฤหาสน์ในเมืองเล็ก ๆ  เศรษฐีพยายามค้นหาโรงเรียนให้ลูกสาวสุดที่รัก แต่เมืองทั้งเมืองมีโรงเรียนประถมแค่แห่งเดียว เป็นโรงเรียนที่ทั้งเล็กและเก่า แถมครูใหญ่ยังต้องมาสอนหนังสือด้วยตัวเอง  เศรษฐีจึงคิดว่า โรงเรียนคงไม่มีคุณภาพแน่ ๆ  ด้วยเหตุนี้ เศรษฐีจึงเรียกประชุมผู้จัดการให้ช่วยกันคิด “แผนธุรกิจ” ในการสร้างโรงเรียนประถม เพื่อใช้เป็นโรงเรียนของลูกสาว และเพื่อการสร้างรายได้จากเด็กนักเรียน

ผู้จัดการอีกคนหนึ่งเสนอว่า หากสร้างอาคารเรียนให้ทันสมัย เป็นตึกสัก 7 ชั้น แต่ละชั้นตกแต่งด้วยรูปแบบที่ต่างกัน เช่น ตกแต่งเป็นชั้นอวกาศ ชั้นวิทยาศาสตร์ ชั้นกีฬา ชั้นสร้างศิลปิน ชั้นของเล่น ชั้นสวนสนุก ชั้นสวนสัตว์  พ่อแม่น่าจะแย่งกันส่งลูกมาเรียน

เศรษฐีคิดตามแล้วสั่งให้ผู้จัดการทั้งหมดสร้างโรงเรียนให้เสร็จภายในเวลา 6 เดือน

เศรษฐีแปลกใจที่พ่อแม่ในเมืองแห่งนี้ ไม่มีใครส่งลูกมาเรียนที่โรงเรียนของเขาเลย  

“ลูกต้องสืบให้ได้นะว่า โรงเรียนคู่แข่งของเราตกแต่งโรงเรียนยังไง ใช้หลักสูตรจากประเทศไหนและมีการใช้ A.I.หรือมีอะไรที่ทันสมัยกว่าโรงเรียนของเราหรือเปล่า”  เศรษฐีกำชับ

วันแรกที่ลูกสาวเศรษฐีไปโรงเรียน  คุณครูจรัสศรีเป็นคนมารับเด็กหญิงตัวน้อยที่รถของคุณพ่อ จากนั้น คุณครูจรัสศรีก็ทักทายนักเรียนใหม่ว่า  “สวัสดีจ้ะคนดี ยินดีต้อนรับนะจ๊ะ ครูชื่อครูจรัสศรี ไม่ใช่จรัสหมีหรือจะจับหมีนะจ๊ะ ถึงครูจะตัวใหญ่เหมือนหมี แต่ครูก็น่ารักไม่แพ้หมีแพนด้านะ”  จากนั้น  คุณครูตัวใหญ่ก็พานักเรียนตัวเล็กเดินไปยังห้องเรียน

ลูกสาวเศรษฐีตื่นเต้นที่จะได้ปลูกดอกไม้ของตัวเองบ้าง  เธอไม่คิดมาก่อนเลยว่า  เธอสามารถมีส่วนร่วมในการทำให้โรงเรียนน่าอยู่ได้  เพราะโรงเรียนของพ่อใช้วิธีจ้างคนให้มาตกแต่งให้ทั้งหมด   

ในเรื่องของหลักสูตรที่ใช้   ลูกสาวเศรษฐีถามคุณครูจรัสศรีว่า  คุณครูจรัสศรีใช้หลักสูตรจากประเทศไหนมาทำการสอน  ตอนแรก คุณครูจรัสศรีค่อนข้างแปลกใจกับคำถาม  แต่พอนึกทบทวนดู  คุณครูจรัสศรีก็ตอบลูกศิษย์ตัวน้อยว่า “หลักสูตรของครูน่าจะเป็นหลักสูตรจากประเทศหัวใจนะ”  

ในเรื่องของการใช้คอมพิวเตอร์  อินเตอร์เน็ต หรือ A.I.   ลูกสาวเศรษฐีพยายามสังเกตและหาคำตอบตามที่พ่อมอบหมาย  แต่ในห้องเรียนไม่มีอุปกรณ์ทันสมัยใด ๆ  เลย   จนกระทั่งถึงเวลาพักเที่ยง  ลูกสาวเศรษฐีพบว่า   มีทีมครูอีกทีมหนึ่ง ชื่อ ทีมสนับสนุนการทำงานของครู  เข้ามาพูดคุยกับคุณครูจรัสศรีพร้อมกับนำเอกสารปึกใหญ่มาด้วย

ลูกสาวเศรษฐีค่อนข้างตกใจที่เธอเพิ่งรู้ว่า  A.I.ที่โรงเรียนของพ่อใช้แทนครู เป็นเครื่องมือที่เชื่อถือไม่ได้เสมอไป การใช้ A.I. แทนครูจึงเป็นเรื่องที่อันตรายมาก

ทันทีที่เศรษฐีลงจากรถ แทนที่เศรษฐีจะถามลูกสาวว่าหิวไหม เหนื่อยไหม  เศรษฐีผู้ร้อนรนกลับรีบกระซิบถามลูกสาวด้วยเสียงที่เบาที่สุดว่า “วันนี้ สืบอะไรมาได้บ้าง” 

จริง ๆ แล้ว คุณครูจรัสศรีพอจะทราบว่า คุณพ่อของเด็กน้อยเป็นเศรษฐีและเป็นเจ้าของโรงเรียนแห่งใหม่ ส่วนเด็กน้อยเป็นเด็กกำพร้าที่เพิ่งเสียคุณแม่ไปได้ไม่นานนัก  การที่เศรษฐีส่งลูกสาวมาเรียนที่โรงเรียนจึงเป็นเรื่องที่คุณครูจรัสศรีรู้สึกแปลกใจมาตั้งแต่ต้น  แต่เมื่อคุณครูจรัสศรีได้เห็นท่าทีและได้ฟังคำพูดของเศรษฐีที่มีกับลูก  คุณครูจรัสศรีจึงมองลูกศิษย์ด้วยความสงสาร จากนั้น คุณครูจรัสศรีจึงตัดสินใจ ปกป้องลูกศิษย์ตัวน้อยด้วยหัวใจของครูที่รักลูกศิษย์เหมือนลูกแท้ ๆ

เมื่อลูกสาวเศรษฐีเดินพ้นสายตาไปแล้ว  คุณครูจรัสศรีก็หันมามองเศรษฐีด้วยสีหน้าของคุณครูที่เข้มงวดที่สุด แล้วพูดกับเศรษฐีว่า “ครูรู้แล้วนะว่าคุณพ่อส่งลูกสาวมาเรียนที่นี่เพราะอะไร ครูเอง แม้จะเพิ่งได้เป็นครูของลูกสาวคุณพ่อแค่เพียงวันเดียว แต่ครูก็อยากปกป้องเค้าให้ดีที่สุด ครูจึงอยากเตือนคุณพ่อว่า หัวใจของลูกเป็นสิ่งที่มีค่ามากนะคะ อย่าเห็นแก่ความต้องการของตัวเอง จนลืมปกป้องหัวใจของเค้า อย่าสั่งให้ลูกเป็นอย่างอื่นเลย ให้ลูกได้เป็นลูก เป็นเด็กนักเรียนธรรมดา ๆ แต่เป็นคนสำคัญที่สุดของพ่อ  จะไม่ดีกว่าเหรอคะ”

หลังจากนั้น  คุณครูจรัสศรีก็ปล่อยให้เศรษฐีปลูกต้นไม้กับลูกสาวกันตามลำพัง  ครั้นเมื่อสองพ่อลูกปลูกต้นไม้เสร็จ  พวกเขาก็ลาคุณครูขึ้นรถกลับบ้าน  โดยที่เศรษฐีไม่ได้ถามเรื่องภารกิจลับใด ๆ กับลูกสาวอีก

เศรษฐีนึกขอบคุณคุณครูจรัสศรีที่เตือนสติเขา   เศรษฐีรับรู้ได้ว่า คุณครูหวังดีและพยายามปกป้องลูกสาวของเขาจากพ่อที่ไม่เอาไหน  เศรษฐีรู้แล้วว่า เพราะเหตุใดผู้คนจึงพาเด็ก ๆ มาเรียนหนังสือกันที่นี่ 

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานเรื่อง ครูจะกอดลูกไว้ด้วยใจรัก

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานนำบุญ, นิทานอบอุ่นหัวใจ

พลังวิเศษของกูรูบูจู้ : นิทานก่อนนอน แนวแฟนตาซีอบอุ่นใจ

แต่สำหรับนิทานเรื่อง “พลังวิเศษของกูรูบูจู้” นิทานแฟนตาซีเรื่องใหม่จากผู้แต่งนำบุญ นามเป็นบุญ ความแฟนตาซีในเรื่องนี้กลับมีความอบอุ่นที่ต่างออกไป นิทานนำบุญไม่เพียงแค่พาผู้อ่านเข้าสู่โลกเวทมนตร์ แต่ยังแฝงความละมุนละไมความอบอุ่น และความซนแบบมีเสน่ห์ ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผู้เขียน ทำให้นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานแฟนตาซีที่มีหัวใจ และมีความหมายลึกซึ้งเกินกว่าการผจญภัยทั่วไป

นิทานเรื่อง “พลังวิเศษของกูรูบูจู้” เป็นนิทานก่อนนอนเรื่องใหม่ ที่พี่นำบุญแต่งขึ้นในวันที่ 24 สิงหาคม 2566 ถือเป็นนิทานเรื่องใหม่เรื่องที่ 4 หลังจากหยุดแต่งนิทานมาตั้งแต่ตอนที่นิตยสารขวัญเรือนปิดตัวลง นิทานเรื่องนี้แต่งขึ้นที่จังหวัดนครพนม ในช่วงที่มีการประกวดนางงามจักรวาล ซึ่งแอนโทเนียได้ตำแหน่งรองชนะเลิศ ด้วยความซนของผู้แต่ง จึงนำชื่อของเธอมาตั้งเป็นชื่อตัวละคร และยังมีอะไรซน ๆ ซ่อนอยู่ในนิทานเรื่องนี้อีกหลายจุด ที่รอดักรอยยิ้มของผู้อ่านอยู่เป็นระยะ ๆ

กูรูบูจู้เป็นสัตว์ที่เป็นมิตรและชอบเล่นกับสัตว์ป่าอื่น ๆ มาก แต่กูรูบูจู้ไม่ใช่สัตว์ที่เกิดตามธรรมชาติมันเป็นผลงานการเนรมิตของนักเวทย์ที่ชื่อว่า “แอนโทเนีย”

แม้กูรูบูจู้จะเป็นสัตว์ที่เกิดขึ้นจากเวทมนตร์ แต่กูรูบูจู้มีความแตกต่างจากสัตว์เนรมิตของนักเวทย์คนอื่น ๆ นั่นก็คือ มันเป็นสัตว์เนรมิตที่ “มีหัวใจ” และรู้จักการส่งมอบความรัก

กูรูบูจู้เป็นสัตว์เนรมิตที่แอนโทเนียรักมากที่สุด ส่วนกูรูบูจู้ก็รักและถือว่าแอนโทเนียเป็นแม่ของมันด้วยเหตุนี้เอง กูรูบูจี้จึงตั้งใจที่จะเป็นสัตว์เนรมิตที่ดี และต้องการปกป้องแอนโทเนียให้ปลอดภัยจากผู้ที่ไม่หวังดีทั้งหลาย

แต่การจับกูรูบูจู้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะกูรูบูจู้มีอาวุธเป็นเขา แถมยังบินได้ ที่สำคัญ มันมีความผูกพันกับแอนโทเนียมาก จึงมักอยู่ใกล้ ๆ เธอเสมอ หากใครคิดจะไปลักพาตัวหรือจับกูรูบูจู้ แอนโทเนียก็คงปกป้องกูรูบูจู้ด้วยเวทมนตร์ของเธออย่างเต็มที่

วันนั้น นักเวทย์คนหนึ่งได้ปลอมตัวมาหลอกกูรูบูจู้ว่า ในป่าเวทมนตร์มีสมุนไพรที่สามารถรักษาแอนโทเนียให้หายป่วยได้ ส่วนนักเวทย์คนอื่น ๆ ก็ซ่อนตัวอยู่ในป่าเวทมนตร์ เพื่อรอเวลาในการจับตัวกูรูบูจู้มาศึกษา

แต่เมื่อมันไปถึงที่หมาย มันกลับพบว่าไม่มีสมุนไพรใด ๆ อยู่ที่นั่น มีก็แต่เหล่านักเวทย์จอมเจ้าเล่ห์ที่ซ่อนตัวอยู่ และทุกคนก็รวมพลังเวทมนตร์ เพื่อสะกดไม่ให้กูรูบูจู้ขยับปีกหรือใช้เขาในการต่อสู้ ในที่สุด กูรูบูจู้ก็ถูกจับนักเวทย์ทั้งหลายต่างพากันกระหยิ่มยิ้มย่องที่จับกูรูบูจู้ได้สำเร็จ

ครั้นเมื่อสัตว์เหล่านั้นได้สัมผัสกับความอบอุ่น และความจริงใจจากหัวใจของกูรูบูจู้ พวกมันก็เริ่มรู้สึกเหมือนเลือดลมในร่างเนรมิตของพวกมันเริ่มไหลเวียน จนพวกมันเริ่มรู้สึกถึงความมีชีวิตอย่างแท้จริง และพวกมันก็เริ่มตระหนักถึงความสำคัญ ของการส่งมอบความรักให้แก่ผู้อื่น

พวกสัตว์เนรมิตช่วยกันหาวิธีพากูรูบูจู้หนีออกจากห้องเวทมนตร์ลึกลับอยู่สักพัก ในที่สุด พวกมันก็ทำได้สำเร็จ

เมื่อกูรูบูจู้หนีการติดตามมาจนเข้าเขตบ้านของแอนโทเนีย แอนโทเนียซึ่งยังคงป่วยอยู่ได้ยินเสียงผิดปกติจึงลุกขึ้นมาดูเหตุการณ์ที่หน้าต่าง

เมื่อกูรูบูจู้เห็นแอนโทเนีย มันก็รีบโผเข้าหาวงแขนอันอบอุ่นนั้น ส่วนแอนโทเนียก็กอดเจ้ากูรูบูจู้สัตว์เนรมิตที่เธอรักเหมือนลูกเอาไว้ในอ้อมอก

แต่ก่อนที่เหล่านักเวทย์จะลงมือ สัตว์เนรมิตทั้งหลายก็ทำเรื่องที่เหล่านักเวทย์คาดไม่ถึง นั่นคือ พวกมันพากันโผเข้ากอดเหล่านักเวทย์ ซึ่งเปรียบเสมือนพ่อแม่ผู้สร้างชีวิตให้แก่มัน

ครั้นเมื่อเหล่านักเวทย์ถูกสัตว์เนรมิตที่ตนเองสร้างโผเข้ากอดและส่งมอบความรักให้ หัวใจอันหยาบกระด้างของพวกเขาก็ค่อย ๆ ละมุนละไมมากขึ้น

ในที่สุด เรื่องราวท้ั้งหมดก็จบลงอย่างมีความสุข

Posted in ครอบครัว, ความรัก, นิทาน, เด็ก

นิทานเรื่อง เจ้าชายสัตว์ป่า

วันหนึ่ง  ในขณะที่เจ้าชายสัตว์ป่าเดินชมนกชมไม้อยู่เพลินๆ   จู่ ๆ เจ้าชายก็ได้กลิ่นที่ไม่คุ้นเคยลอยมาแตะจมูก   เจ้าชายสัตว์ป่ารู้สึกว่ากลิ่นดังกล่าวหอมอย่างบอกไม่ถูก เจ้าชายจึงแอบย่องไปสังเกตการณ์ว่าใครแอบเข้ามาในป่าของพระองค์  แต่ทันทีที่เจ้าชายเห็นว่า ผู้บุกรุกคือเจ้าหญิงที่แสนน่ารัก พระองค์ก็รู้สึกเหมือนมีพลังบางอย่างทำให้พระองค์หัวใจเต้นแรงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน  เมื่อได้สติ เจ้าชายจึงรู้ตัวว่าตนเองคง “ตกหลุมรัก” เจ้าหญิงเข้าให้เสียแล้ว  แต่เพราะเจ้าชายสัตว์ป่าเป็นเจ้าชายที่ไม่ใช่มนุษย์  เจ้าชายจึงรู้ดีว่า การจะไปขอแต่งงานกับเจ้าหญิง เป็นเรื่องที่ยากเสียจนไม่น่าจะเป็นไปได้

เมื่อเจ้าชายสัตว์ป่าทราบข่าว  เจ้าชายสัตว์ป่าก็รู้สึกมีความหวัง แต่เจ้าชายรู้ดีว่าตนเองเป็นเจ้าชายสัตว์ป่าที่แตกต่างจากเจ้าชายอื่น ๆ  พระองค์จึงใช้เวลาคิดอยู่หลายวัน เพราะรู้สึกว่าตนอาจไม่เหมาะสมกับเจ้าหญิง แต่ความรักที่เจ้าชายมีต่อเจ้าหญิงมีอานุภาพมาก ในที่สุด เจ้าชายสัตว์ป่าจึงตัดสินใจไปร่วมงานเลือกคู่

เมื่อเจ้าชายสัตว์ป่าไปถึงงาน เจ้าชายพบว่าตนเองมาถึงงานเป็นคนสุดท้าย   ครั้นเมื่อถึงเวลา  พระราชาได้แจ้งกติกาในการเลือกคู่ให้เจ้าชายทุกพระองค์ทราบว่า เจ้าชายที่สามารถนำอัญมณีสายรุ้งจากรังนกที่อยู่บนยอดเขาสูงเสียดฟ้ามามอบให้แก่เจ้าหญิงได้  จะมีสิทธิ์ได้พูดคุยทำความรู้จักเพื่อให้เจ้าหญิงตัดสินใจเลือกเป็นคู่ครองต่อไป

ทันทีที่เจ้าชายทั้งหลายได้ฟังเงื่อนไขจากพระราชา  แม้เจ้าชายทุกพระองค์จะรู้ถึงความยากลำบาก  แต่การได้แต่งงานกับเจ้าหญิงและการได้ครอบครองอาณาจักรต่อจากพระราชาเป็นการเดิมพันที่คุ้มค่า  เจ้าชายเกือบทั้งหมดจึงรีบกระโดดขึ้นขี่ม้าแล้วควบม้าฝ่าพายุฝนที่ตกลงมาพอดี  จนในท้องพระโรงเหลือเจ้าชายเพียงพระองค์เดียวเท่านั้นที่ยังไม่ออกเดินทางไปไหน ซึ่งนั่นก็คือ เจ้าชายสัตว์ป่า

เจ้าชายสัตว์ป่าส่งยิ้มให้พระราชาด้วยความอ่อนน้อม จากนั้น เจ้าชายสัตว์ป่าจึงตอบพระราชาไปว่า “กระหม่อมใช้ชีวิตอยู่ในป่า ในธรรมชาติ  กระหม่อมจึงได้เรียนรู้ว่า  บางครั้งเราต้องเผชิญหน้ากับปัญหาทันที  แต่ในบางกรณี การหยุดรอแทนการเข้าไปปะทะอย่างไรประโยชน์ น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า  เมื่อกระหม่อมเห็นพายุฝนที่ซัดกระหน่ำลงมา และประเมินถึงภารกิจที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคอีกหลายอย่าง กระหม่อมจึงขอเลือกเก็บแรงไว้ก่อน แล้วใช้เวลานี้วางแผน เตรียมสิ่งที่จำเป็น เพื่อใช้ในการเดินทาง ซึ่งน่าจะดีกว่าการออกไปปะทะกับพายุฝน”

หลังจากที่เจ้าชายสัตว์ป่าเดินทางมาได้ราวครึ่งวัน  จู่ ๆ เจ้าชายก็พบว่ามีเจ้าชายบางพระองค์ที่ออกเดินทางมาก่อน ขี่ม้านำหน้าพระองค์อยู่เพียงแค่นิดเดียวเท่านั้น   ซึ่งหลังจากที่เจ้าชายสัตว์ป่าควบม้าแซงหน้าเจ้าชายเหล่านั้นไปได้   เจ้าชายจึงคาดเดาว่า เจ้าชายบางพระองค์ที่ขี่ม้าฝ่าพายุฝน คงสะบักสะบอมเพราะพลังของธรรมชาติ ทำให้หมดสภาพที่จะเดินทางต่อไปยังจุดหมาย

ณ ลานทางเข้าป่าอาถรรพ์ มีเจ้าชายจำนวนมากที่เนื้อตัวมอมแมม (ซึ่งอาจเกิดจากการขี่ม้าฝ่าพายุฝนแล้วคลุกกับฝุ่นตอนขี่ม้ากลางแดด) กำลังครุ่นคิดว่าจะเดินทางผ่านป่าอาถรรพ์เพื่อมุ่งหน้าไปยังภูเขาเสียดฟ้าในทันที  หรือจะหยุดพักค้างแรมที่ลานทางเข้านี้ก่อนสักหนึ่งคืน แล้วค่อยเดินทางต่อในตอนเช้า

เมื่อเจ้าชายองค์อื่น ๆ เห็น “คู่แข่ง” ออกเดินทางไปก่อน  เจ้าชายทั้งหลายจึงเลิกคิดที่จะพัก  แต่กลับพากันกระโดดขึ้นม้าแล้วควบตามเจ้าชายองค์แรกไป จนลานกว้างเหลือเจ้าชายอยู่เพียงพระองค์เดียว คือ เจ้าชายสัตว์ป่า นั่นเอง

วันรุ่งขึ้น เจ้าชายสัตว์ป่าควบม้าคู่ใจเข้าไปในป่าอาถรรพ์ตั้งแต่เช้าตรู่  ระหว่างทาง เจ้าชายสัตว์ป่าพบร่องรอยการต่อสู้ระหว่างเจ้าชายทั้งหลายกับเหล่าปิศาจปรากฏให้เห็นอยู่เต็มไปหมด ทั้งการได้เห็นกิ่งไม้หักระเนระนาด  การพบเจ้าชายจำนวนมากได้รับบาดเจ็บ  หรือการได้เห็นม้าหวาดกลัวจนหนีไปซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้ ฯลฯ   เมื่อเจ้าชายสัตว์ป่าขี่ม้าพ้นออกมาจากเขตป่าอาถรรพ์และเดินทางต่อจนถึงตีนเขาสูงเสียดฟ้า  พระองค์ก็พบว่ามีเจ้าชายเพียงพระองค์เดียวที่เอาชนะเหล่าปิศาจได้จนหมด (ทำให้เจ้าชายสัตว์ป่าไม่ต้องสู้กับปิศาจเลย) ซึ่งเจ้าชายพระองค์นั้นกำลังควบม้าขึ้นสู่ยอดเขาสูงเสียดฟ้าเพื่อค้นหาอัญมณีสายรุ้ง

ครั้นเมื่อเจ้าชายสัตว์ป่าเดินทางขึ้นไปถึงยอดเขา เจ้าชายสัตว์ป่าก็พบว่า รังนกจำนวนมากถูกรื้อค้นกระจุยกระจายไปหมด ส่วนลูกนกทั้งหลายต่างก็ส่งเสียงร้องอยู่ที่พื้นอย่างน่าสงสาร เจ้าชายสัตว์ป่ามองเจ้าชายอีกพระองค์ที่รีบเร่งค้นหาอัญมณีจนลืมใส่ใจต่อชีวิตน้อย ๆ ของลูกนกด้วยความรู้สึกสังเวชใจ  บุคคลเช่นนี้ไม่เหมาะที่จะเป็นคู่ครองของเจ้าหญิงและคงเป็นพระราชาที่ดีไม่ได้แน่ ๆ  

แม้เจ้าชายสัตว์ป่าจะเห็นว่าเจ้าชายอีกพระองค์ได้เดินทางนำหน้าไปก่อนแล้ว  แต่แทนที่พระองค์จะรีบค้นหา   อัญมณีสายรุ้งบ้าง เจ้าชายสัตว์ป่ากลับเลือกที่จะสร้างรังพักฉุกเฉิน เพื่อให้ลูกนกที่สูญเสียรังไปได้มีที่อยู่ชั่วคราวก่อน  เมื่อภารกิจสำเร็จ พระองค์จึงเริ่มค้นหาอัญมณีสายรุ้ง…แม้จะเป็นการเริ่มต้นค้นหาที่ช้ากว่าเจ้าชายองค์แรกมากก็ตาม

เมื่อเจ้าชายมองไปที่ปากของนก เจ้าชายก็พบอัญมณีที่มีสีถึง 7 สี คือ สีม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง เจ้าชายแปลกใจ พลางตั้งสติพิจารณาสีของอัญมณีอีกครั้งอย่างรอบคอบ  จนมั่นใจว่าอัญมณีที่นกนำมาให้เป็นอัญมณีสายรุ้งที่พระองค์กำลังค้นหา   เจ้าชายรับอัญมณีมาจากนกด้วยความขอบคุณ  จากนั้น เจ้าชายสัตว์ป่าจึงออกเดินทางลงจากยอดเขาเพื่อมุ่งหน้ากลับไปยังเมืองของเจ้าหญิง

เจ้าชายผู้เก่งกล้าถอนหายใจเฮือกใหญ่ เพราะพระองค์รู้ดีว่าตนเองคงไปถึงเมืองของเจ้าหญิงช้ากว่าคู่แข่งเป็นแน่  เจ้าชายผู้เก่งกล้าจึงเล่าความจริงให้เจ้าชายสัตว์ป่าฟังว่า “ข้าพเจ้าประมาทเกินไป จึงเอาแต่บุกตะลุยเพื่อหวังจะเอาชนะ จนม้าประจำตัวหมดกำลังไปต่อไม่ไหว  ข้าพเจ้าคงแพ้ในการเลือกคู่ครั้งนี้แล้ว  ท่านไปต่อเถอะ อย่าเสียเวลาอยู่ตรงนี้เลย”

ครั้นเมื่อเจ้าชายสัตว์ป่าและเจ้าชายผู้เก่งกล้าเดินทางไปถึงปราสาทของเจ้าหญิง พระราชาทรงออกมาต้อนรับเจ้าชายทั้งสองด้วยความกระตือรือร้น  เมื่อเจ้าชายทั้งสองได้พบพระราชา ทั้งคู่จึงนำอัญมณีสายรุ้งจากยอดเขาสูงเสียดฟ้ามอบให้พระราชาพิจารณาทันที

เจ้าชายผู้เก่งกล้าตกใจและรู้สึกผิดที่ตนเองรีบร้อน ไม่ตรวจสอบความถูกต้องให้ดีเสียก่อน  บางที การใช้แต่พละกำลังบุกตะลุยสู้กับอุปสรรค โดยขาดความรอบคอบ อาจบทเรียนที่พระองค์ควรปรับปรุงแก้ไข  ในขณะเดียวกัน    เจ้าชายผู้เก่งกล้าก็รู้สึกว่า เจ้าชายสัตว์ป่าคือเจ้าชายที่เหมาะสมกับเจ้าหญิงจริง ๆ  ทั้งในเรื่องความสามารถและจิตใจอันดีงาม  ดังนั้น เจ้าชายผู้เก่งกล้าจึงยอมรับคำตัดสินของพระราชาแต่โดยดี

หลังจากเจ้าชายสัตว์ป่าและเจ้าหญิงได้ทำความรู้จักนิสัยใจคอกัน และเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้กันฟัง  เจ้าหญิงทรงชื่นชมความสามารถของเจ้าชายที่รู้จักบุกเมื่อควรบุก รู้จักหยุดเมื่อควรตั้งรับ  ทั้งยังรักในจิตใจอันดีงามของเจ้าชายที่มีต่อผู้อื่น (ทั้ง ๆ ที่เป็นคู่แข่ง) รวมทั้งความเมตตาที่มีต่อลูกนก ส่วนเจ้าชายสัตว์ป่าก็ทรงมีความสุขเมื่อได้คุยกับเจ้าหญิงที่ตนแอบหลงรัก ทั้งยังสบายใจเมื่อได้รู้ว่า เสด็จแม่ของเจ้าหญิงสืบเชื้อสายมาจากตระกูลนางเงือก  ทำให้เจ้าหญิงมีเลือดผสมที่สามารถอภิเษกสมรสกับเจ้าชายสัตว์ป่าได้

และแล้ว นิทานก็จบลงอย่างมีความสุข