นิทานก่อนนอนเรื่องยาว ๆ

Posted in Uncategorized

รวมนิทานในวันหนาว ๆ

วันนี้ ตรงกับวันที่ 1 ธันวาคม 2564 สภาพอากาศค่อนข้างเย็นจนเกือบจะหนาว ในแต่ละปี เมืองไทยมักมีช่วงเวลาแบบนี้ไม่นานนัก ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ผมจึงนำนิทานที่มีฉากที่หนาวเย็นหรือมีตัวละครเกี่ยวกับความหนาวเย็นมารวมไว้ให้อ่านเฉพาะกิจ เพราะอ่านนิทานหนาว ๆ ในช่วงที่อากาศหนาว ๆ น่าจะให้ความรู้สึกที่พิเศษมากขึ้น อ้อ…พออ่านนิทานจบแล้ว อย่าลืมกอดกันให้อุ่นขึ้นนะครับ หนาวเกินไปเดี๋ยวจะเป็นหวัดกันหมด ด้วยความปรารถนาดีครับ

https://bit.ly/3IbiiIQ
https://bit.ly/3rt8qEq
https://bit.ly/3Ees1vy
https://bit.ly/31heqFx
https://bit.ly/31fSD0S
https://bit.ly/32P7tfu

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

อึน้อยปราบยักษ์

นิทานก่อนนอนไทยพื้นบ้านเรื่อง “อึน้อยปราบยักษ์” เรื่องนี้ เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ดัดแปลงจากนิทานในความทรงจำเรื่อง “ก้อนขี้รบยักษ์” ที่ได้ฟังจากคุณยายคันธรส สมัยที่ผมทำรายการเด็กชื่อ “บ้านน้อยซอยเก้า” และค้นพบต้นฉบับนิทานไทยพื้นบ้านอีกเรื่องที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน คือเรื่อง “ปลาดุกรบยักษ์” ผมจึงนำนิทานทั้งสองเรื่องมาเรียบเรียงใหม่ โดยยึดนิทานเรื่อง “ก้อนขี้รบยักษ์” เป็นแนวทาง แต่ขัดเกลาให้เหมาะสำหรับเด็กในยุคนี้มากขึ้น หวังว่าเด็ก ๆ จะยิ้มกว้างกับนิทานเรื่องนี้นะครับ

นิทานก่อนนอนไทยพื้นบ้านเรื่อง “อึน้อยปราบยักษ์”

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มียักษ์เกเรตนหนึ่ง ชอบรังแกผู้คนและสัตว์ทั้งหลาย จนใครต่อใครพากันชิงชังเจ้ายักษ์กันโดยถ้วนหน้า แต่เพราะยักษ์เกเรตัวใหญ่และมีเรี่ยวแรงมากกว่าใคร ๆ ผู้คนและสัตว์น้อยใหญ่จึงพากันกลัว ไม่กล้าทำอะไรกับเจ้ายักษ์เกเรตนนี้

อยู่มาวันหนึ่ง เจ้ายักษ์เกเรประกาศว่าจะมาจับเด็ก ๆ ในหมู่บ้านไปเป็นคนรับใช้ แต่เนื่องจากยักษ์ตัวใหญ่มาก มันจึงต้องการจับเด็กหลายคนไปใช้งาน (เด็กที่ฟังนิทานอยู่ตอนนี้ คนไหนที่อยากเป็นคนรับใช้ของยักษ์ ให้ยกมือขึ้น แต่ถ้าใครไม่อยาก ให้แตะตัวหรือกอดคนเล่านิทานเอาไว้ดี ๆ นะจ๊ะ)

เมื่อคุณยายผู้แสนใจดี ซึ่งอาศัยในหมู่บ้านได้ทราบข่าว คุณยายจึงกังวลว่าหลานจะถูกจับไปเป็นคนรับใช้ของยักษ์ ด้วยเหตุนี้ คุณยายจึงไปที่หน้าหิ้งพระ แล้วสวดมนต์ขอพรให้พระคุ้มครอง แต่เนื่องจากคุณยายไม่รู้หนังสือและไม่รู้จักบทสวดมนต์ คุณยายจึงท่องบทสวดตามนิทานที่เคยฟังว่า

“นะ…..โม…..ตัส….สะ….หนู…มา…ทำ….ไม…น่ะ

ทุติ ยัมปิ นะ….โม…..ตัส…..สะ…. มา….อีก…..แล้ว……น่ะ

ตติ ยัมปิ นะ…..โม…..ตัส……สะ…. นั่นแน่….ยัง…..มา…..อีก…..น่ะ

ไป ๆ อย่าหาทำ อย่าก่อกรรม จำขึ้นใจ สาธุ สาธุ สาธุ”

เด็ก ๆ ที่ฟังนิทานเรื่องนี้อยู่ อาจหัวเราะการสวดมนต์ของคุณยายว่าคงไม่ได้ผล แต่ในโลกของนิทาน อะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้เสมอ เพราะในขณะที่คุณยายสวดมนต์ด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวล มีอึน้อยกองหนึ่งบังเอิญสังเกตเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่พอดี อึน้อยไม่อยากให้คุณยายเป็นกังวล ในขณะเดียวกัน อึน้อยก็เคยได้ยินเกี่ยวกับความเกเรของเจ้ายักษ์มานานแล้ว อึน้อยไม่กลัวที่จะถูกยักษ์ทำร้าย (เพราะอึไม่มีชีวิต ทำอะไรอึ อึก็ไม่เจ็บ แถมยังเปลี่ยนสภาพให้แข็ง ให้เหลว ให้เละ ให้เฟะ ให้กระจายปู้ดป้าดได้หมด) อึน้อยจึงตัดสินใจออกเดินทางไปสู้กับเจ้ายักษ์

แม้อึน้อยจะมีความกล้าอย่างบ้าบิ่นที่จะไปประกาศสู้รบกับเจ้ายักษ์เกเร แต่ลำพังอึน้อยเพียงกองเดียว คงไม่สามารถที่จะจัดการกับเจ้ายักษ์ได้

แต่โชคยังดี เพราะในขณะที่อึน้อยออกเดินทางไปยังบ้านของเจ้ายักษ์ มีปลาดุกตัวหนึ่งมองเห็นอึน้อยเข้า ปลาดุกจึงถามว่าอึน้อยจะไปไหน อึน้อยตอบว่า “ฉันจะไปปราบยักษ์” ปลาดุกมีความแค้นเคืองเจ้ายักษ์อยู่แล้ว มันจึงขอติดตามอึน้อยไปด้วย

ต่อมา มีตะขาบตัวหนึ่งมองเห็นอึน้อยกับปลาดุกกำลังเดินทาง ตะขาบจึงถามถามว่าอึน้อยจะไปไหน อึน้อยตอบว่า “ฉันจะไปปราบยักษ์” ตะขาบมีความแค้นเคืองเจ้ายักษ์อยู่แล้ว มันจึงขอติดตามอึน้อยไปด้วย

ต่อมา มีแมงป่องตัวหนึ่งมองเห็นอึน้อย ปลาดุกและตะขาบกำลังเดินทาง แมงป่องจึงถามถามว่าอึน้อยจะไปไหน อึน้อยตอบว่า “ฉันจะไปปราบยักษ์” แมงป่องมีความแค้นเคืองเจ้ายักษ์อยู่แล้ว มันจึงขอติดตามอึน้อยไปด้วย

ต่อมา มีนกแสกตัวหนึ่งมองเห็นอึน้อย ปลาดุก ตะขาบและแมงป่องกำลังเดินทาง นกแสกจึงถามว่าอึน้อยจะไปไหน อึน้อยตอบว่า “ฉันจะไปปราบยักษ์” นกแสกมีความแค้นเคืองเจ้ายักษ์อยู่แล้ว มันจึงขอติดตามอึน้อยไปด้วย

เมื่ออึน้อย ปลาดุก ตะขาบ แมงป่อง และนกแสก เดินทางไปถึงบ้านของยักษ์เกเร ทั้งหมดก็ปรึกษาหารือกันเพื่อหาวิธีในการปราบยักษ์ เมื่อหารือกันเรียบร้อย อึน้อย ปลาดุก ตะขาบ แมงป่อง และนกแสกก็พากันแยกย้ายเข้าประจำที่

ตกดึกคืนนั้น หลังจากที่เจ้ายักษ์เกเรดับไฟและเตรียมตัวเข้านอน ทันทีที่หัวของมันถึงหมอน แผนปราบยักษ์ก็เริ่มต้นขึ้น

ตะขาบที่ซ่อนตัวอยู่ในหมอนเริ่มลงมือตามแผนด้วยการกัดที่หน้าของเจ้ายักษ์ ยักษ์เกเรทั้งเจ็บทั้งตกใจเพราะไม่รู้ว่าอะไรกัดมัน ยักษ์เกเรจึงลุกขึ้นเพื่อควานหาไม้ขีดมาจุดเทียน แต่อนิจจา…เมื่อยักษ์เกเรเอื้อมมือไปหยิบไม้ขีด แมงป่องที่ซ่อนตัวอยู่ตรงใกล้ ๆ กับไม้ขีดก็ต่อยเข้าที่มือของเจ้ายักษ์อย่างเต็มแรง เจ้ายักษ์ร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด มันจินตนาการว่าบุคคลที่มาทำร้ายมันต้องเป็นตัวอะไรสักอย่างที่มีขนาดใหญ่และมีฤทธิ์มากแน่ ๆ เจ้ายักษ์เพิ่งเคยเจอคนที่แข็งแรงกว่ามัน เกเรกว่ามัน และกล้าจู่โจมมัน มันกลัวจนถึงกับต้องรีบลุกออกจากเตียงทั้ง ๆ ที่รอบตัวยังมืดตึ๊ดตื๋อ แต่เจ้ายักษ์เกเรโชคร้ายเหลือเกิน เพราะหลังจากที่เจ้ายักษ์เดินไปได้ไม่กี่ก้าว มันก็เหยียบอึน้อยในสภาพอึเปียก ๆ เหลว ๆ ทำให้เจ้ายักษ์ลื่นล้มจนเนื้อตัวเต็มไปด้วยอึเหม็น ๆ เจ้ายักษ์ขยะแขยงอะไรไม่รู้ที่เปรอะอยู่เต็มตัว มันพยายามหาน้ำมาล้าง จึงเอามือควานหาโอ่งเพื่อวักน้ำขึ้นล้างตัว แต่ทันทีที่มันควานพบโอ่งน้ำและจุ่มมือลงไป ปลาดุกก็ยักมือของยักษ์จนยักษ์ร้องจ้ากด้วยความเจ็บปวด ยักษ์เกเรเห็นที่ว่าคงแย่แน่ ๆ มันจึงรีบลุกขึ้นเพื่อหนีลงจากบ้าน แต่ในขณะที่มันยังคลำทางในความมืด นกแสกผู้มีตาดีในตอนกลางคืน ก็พุ่งตัวเข้าจิกเจ้ายักษ์เกเรอย่างไม่คิดชีวิต

ยักษ์เกเรถูกโจมตีจนสะบักสะบอมไปหมด ในจินตนาการของมัน ผู้ที่ทำร้ายมันอยู่ต้องเป็นตัวอะไรที่ร้ายกาจและเกเรมาก ๆ เป็นแน่ เจ้ายักษ์เกเรกลัวจนทำอะไรไม่ถูก มันทรุดตัวลงกับพื้นพร้อมกับใช้มือกุมศีรษะแล้วร้องขอชีวิต ที่สำคัญ ยักษ์เกเรเพิ่งได้สำนึกว่า การทำร้ายหรือรังแกผู้อื่นเป็นเรื่องที่ร้ายกาจเพียงใด ด้วยเหตุนี้ นอกจากที่เจ้ายักษ์เกเรจะร้องขอชีวิตแล้ว มันยังพูดออกมาอีกว่า “เราควรอยู่ในโลกนี้ร่วมกันอย่างสันติเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย ข้าก็จะไม่เบียดเบียนหรือรังแกใครอีกแล้ว โปรดไว้ชีวิตข้าด้วยเถิด”

เมื่อยักษ์เกเรพูดออกมาเช่นนั้น อึน้อย ปลาดุก ตะขาบ แมงป่อง และนกแสกก็เห็นว่าเจ้ายักษ์ได้บทเรียนอันสมควรแล้ว ดังนั้น ทั้งหมดจึงถือว่าเสร็จสิ้นภารกิจในการปราบยักษ์ และนับจากวันนั้นเป็นต้นมา เจ้ายักษ์เกเรก็ไม่เคยรังแกใคร ๆ อีกเลย

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

แอปเปิ้ลให้เพื่อน

นิทานก่อนนอนเรื่อง “แอปเปิ้ลให้เพื่อน” เป็นนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่น ที่สะท้อนให้เห็นว่า ศาสนาชินโตที่คนญี่ปุ่นนับถือ มีสาระสำคัญไม่ต่างจากศาสนาอื่น ๆ คือการกล่อมเกลาให้คนมีจิตใจที่ดีงาม นอกจากนี้ การนับถือศาสนาชินโตยังส่งผลให้คนญี่ปุ่นมองโลกในแง่ดี มีความยืดหยุ่น ยอมรับความเปลี่ยนแปลงตามเหตุปัจจัยหรือสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ดี

นิทานก่อนนอนเรื่อง “แอปเปิ้ลให้เพื่อน” เป็นนิทานญี่ปุ่นสั้น ๆ ที่น่ารักและมีข้อคิดสอนใจ ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ได้อ่านนิทานเรื่องนี้จากงานวิจัยชิ้นหนึ่ง แล้วประทับใจ จึงลองนำต้นฉบับมาเรียบเรียงให้อ่านได้ง่ายขึ้นเล็กน้อย แต่ยังคงเนื้อเรื่องแบบเดิมเอาไว้ทั้งหมด หวังว่านิทานญี่ปุ่นพร้อมข้อคิดเรื่องนี้ จะทำให้เด็ก ๆ มีความสุขกับการฟังนิทานก่อนนอนนะครับ

นิทานเรื่อง แอปเปิ้ลให้เพื่อน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเกษตรกรคนหนึ่งมีลูกชาย 4 คน

ลูกชายคนโตมีชื่อว่า “ทาโร่” ลูกชายคนรองมีชื่อว่า “จิโร่” ลูกชายคนที่สามชื่อว่า “ซาบุโร่” ส่วนลูกชายคนสุดท้องน้องสุดท้ายมีชื่อว่า “ชิโร่”

(แต่เนื่องจากชื่อเหล่านี้อาจทำให้เด็ก ๆ ในเมืองไทยสับสน ผู้เรียบเรียงจึงขอใช้ชื่อเล่นต่อไปนี้ แทนชื่อลูก ๆ แต่ละคน คือ ลูกคนโตที่ชื่อทาโร่ ขอเรียกเล่น ๆ ว่า “หนึ่งโร่” ลูกคนรองที่ชื่อจิโร่ ขอเรียกเล่น ๆ ว่า “สองโร่” ลูกชายคนที่สามที่ชื่อ “ซาบุโร่” ขอเรียกเล่น ๆ ว่า “สามบุโร่” และลูกชายคนที่สี่ที่ชื่อ “ชิโร่” ขอเรียกเล่น ๆ ว่า “เตาอั้งโล่” อุ๊ย! เรียกว่า “สี่โร่” ดีกว่า)

วันหนึ่ง เกษตรกรผู้เป็นพ่อเดินทางเข้าไปในเมือง แล้วพบแอปเปิ้ลผลใหญ่กว่าปกติมาก ๆ วางขายอยู่ คุณพ่อจึงซื้อแอปเปิ้ลกลับมาด้วย 7 ผล

หนึ่งโร่ สองโร่ สามบุโร่ ได้รับแอปเปิ้ลยักษ์จากคุณพ่อคนละ 2 ผล รวมเป็น 6 ผล

ส่วนน้องเตาอั้งโล่ เอ้ย! สี่โร่ ได้แอปเปิ้ลเพียงแค่ผลเดียว เพราะเป็นน้องคนเล็กที่ยังเป็นเด็กน้อยอยู่

เมื่อพ่อมอบแอปเปื้ลให้ลูก ๆ แล้ว พ่อจึงกำชับกับลูก ๆ ว่า “แอปเปิ้ลแบบนี้หากินยาก เป็นแอปเปิ้ลอย่างดี เอาไปกินซะนะ อย่าเอาไปให้ใครกินล่ะ”

ในคืนต่อมา พ่อเรียกลูก ๆ ทั้งสี่มาหาอีกครั้ง แล้วถามลูกทีละคนเกี่ยวกับแอปเปิ้ลที่ได้รับไป

พ่อถามอั้งโล่ เอ้ย! สี่โร่ลูกคนเล็กก่อนว่า “แอปเปิ้ลเป็นยังไงบ้างลูก?”

สี่โร่แลบลิ้นเลียริมฝีปากแล้วตอบพ่อว่า “ผมกินหมดแล้ว หมดเกลี้ยงเลย อร่อยมาก ๆ”

พ่อยิ้มแล้วถามหนึ่งโร่ลูกชายคนโตบ้างว่า ” แล้วลูกล่ะ แอปเปิ้ลเป็นยังไงบ้าง?”

หนึ่งโร่ตอบว่า “ผมกินหมดแล้ว มันอร่อยมาก แล้วผมก็เอาเมล็ดของมันไปปลูกเรียบร้อยแล้วครับ” พ่อยิ้มพร้อม ๆ กับชมหนึ่งโร่ว่า “เยี่ยมเลย เจ้านี่สมกับเป็นลูกชายคนโตของเกษตรกรจริง ๆ”

หลังจากนั้น พ่อก็ถามสองโร่ลูกชายคนรองว่า “แล้วเจ้าล่ะ แอปเปิ้ลเป็นยังไงบ้าง?”

สองโร่ตอบพ่อเขิน ๆ ว่า “ผมยังไม่ได้กินหรอกพ่อ คือ ผมเอาแอปเปิ้ลไปให้เพื่อนดู เพื่อนอยากกิน ผมก็เลยขายไปทั้งสองลูก ได้กำไรเยอะเลยครับ” พ่อส่ายหัวด้วยความเอ็นดูแกมระอาใจ แล้วจึงพูดว่า “เจ้านี่ชอบทำอะไรออกนอกลู่นอกทางอยู่เรื่อย ซื้อมาให้กินกลับเอาไปขาย แต่ก็ยังดีที่มีหัวการค้า”

ท้ายสุด พ่อหันมาถามลูกชายคนที่สามบ้างว่า “แล้วเจ้าล่ะสามบุโร่ แอปเปิ้ลเป็นยังไงบ้าง?”

สามบุโร่เป็นคนหัวอ่อน พูดน้อย แต่จิตใจดี เมื่อพ่อถาม เขากลับก้มหน้าหลบสายตาพ่อ และไม่ยอมตอบพ่อ จนพ่อต้องถามเขาอีกหลายครั้ง

พ่อเห็นท่าทางของลูกชายก็พอจะคาดเดาได้ พ่อจึงบ่นออกมาว่า “อุตส่าห์ซื้อแอปเปิ้ลอย่างดีมาฝาก แต่พอให้อะไรไป เจ้าก็คงเอาไปแบ่งให้คนอื่นเหมือนทุกครั้งอีกใช่ไหม”

สามบุโร่เม้มปาก ตาแดง เหมือนคนที่กำลังจะร้องไห้ เด็กหัวอ่อนที่เชื่อฟังพ่อรู้สึกผิด จากนั้น เขาก็สารภาพกับพ่อว่า “พอดี….เพื่อนของผมไม่สบายมาก เขานอนป่วยอยู่หลายวันแล้ว ผมเลย….เอาแอปเปิ้ลอย่างดีที่พ่อให้ เอาไปให้เขา แต่ผมไม่ได้เอาไปให้เขากินนะ ผมแค่…..แค่วางไว้ที่ข้างเตียงของเขาเฉย ๆ แล้วก็กลับมา”

สามบุโร่บอกพ่อ เหมือนอยากบอกให้พ่อรู้ว่า เขาไม่เคยลืมคำที่พ่อกำชับไว้เลย แต่เขาอยากให้กำลังใจเพื่อนที่ป่วยอยู่

เมื่อพ่อมองลูกชายผู้มีจิตใจดีงาม พ่อก็ส่งยิ้มให้สามบุโร่อย่างอ่อนโยน จากนั้น พ่อก็พูดกับลูก ๆ ทุกคนว่า “สามบุโร่เป็นคนที่มีจิตใจดี ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในชีวิตของเรา สิ่งที่พวกเราต้องจำไว้คือ พวกเราต้องไม่ลืมหัวใจดีงามแบบนี้นะ”

ลูก ๆ ทุกคนพยักหน้าและมองสามบุโร่ด้วยความชื่นชม ในที่สุด นิทานเรื่องนี้ก็จบลงอย่างมีความสุข

#นิทานพื้นบ้านญี่ปุ่น

…………………

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานอีสป หมากับเงา

นิทานอีสปเรื่อง หมากับเงา เป็นนิทานอีสปสั้น ๆ ที่ผู้อ่านสามารถนำไปใช้เป็นนิทานอ่านก่อนนอนได้ นิทานอีสปเรื่องนี้ แปลและเรียบเรียงมาจากต้นฉบับนิทานอีสปที่ชื่อว่า THE DOG AND HIS SHADOW วิธีการแปลเป็นการแปลแบบจับใจความ แล้วนำมาเรียบเรียงเป็นนิทานที่อ่านเข้าใจง่าย ส่วนในตอนท้ายของนิทาน ผู้แปลและเรียบเรียง (แอดมิน) ได้เขียนสรุปข้อคิดเอาไว้ เพื่อช่วยให้คุณพ่อคุณแม่หรือคุณครูสามารถนำไปพูดคุยกับเด็ก ๆ ได้ง่ายขึ้น ซึ่งหากใครต้องการค้นหาที่แต่งโดย อีสป (Aesop) และอยากได้นิทานที่มีข้อคิดไปให้เด็ก ๆ อ่าน ก็สามารถนำนิทานพร้อมข้อคิดและผู้แต่งเรื่องนี้ ไปใช้เป็นนิทานสำหรับส่งเสริมการอ่านและการจับใจความได้ ส่วนผู้อ่านที่ต้องการอ่านนิทานอีสปภาษาอังกฤษ สามารถอ่านนิทานอีสปภาษาอังกฤษที่ลงต่อจากนิทานภาษาไทยได้เลย ขอให้มีความสุขกับการอ่านนิทานอีสปเรื่องนี้นะครับ


นิทานอีสป หมากับเงา

หมาตัวหนึ่งได้เนื้อชิ้นงามชิ้นหนึ่งมากินเป็นอาหารเย็น บางคนบอก มันขโมยเนื้อชิ้นนั้นมา แต่บางคนบอกว่า คนขายเนื้อมอบเนื้อชิ้นนั้นให้มันเป็นอาหาร (ซึ่งเราหวังว่าจะเป็นเช่นนั้น)

เจ้าหมาชอบกินเนื้อที่บ้านมากที่สุด มันจึงวิ่งเหยาะ ๆ เยื้องย่างอวดเนื้อที่มันคาบอยู่ในปากอย่างมีความสุขราวกับเป็นพระราชา

ระหว่างทางกลับบ้าน เจ้าหมาต้องข้ามลำธารสายหนึ่งซึ่งมีไม้พาดผ่านเป็นสะพาน น้ำในลำธารนิ่งและใส เจ้าหมาหยุดยืนที่กลางสะพานและก้มมองดูผืนน้ำที่อยู่เบื้องล่าง เจ้าหมามองเห็นหมาอีกตัวหนึ่งซึ่งมีรูปร่างพอ ๆ กับมันปรากฏอยู่ตรงนั้นและกำลังจ้องมองมันอยู่ ที่สำคัญ หมาตัวนั้นคาบเนื้อชิ้นงามอยู่ด้วย

“ฉันจะเอาเนื้อชิ้นนั้นมาให้ได้” เจ้าหมาพูด “เนื้อที่ฉันมี กับเนื้อที่ฉันแย่งมาได้ จะต้องทำให้คืนนี้เป็นการกินอาหารเย็นที่สุขีสุโขที่สุด!”  ว่องไวปานความคิด เจ้าหมารีบกระโจนไปตะครุบเนื้อที่มันเห็น แต่การทำเช่นนั้น ทำให้มันต้องอ้าปาก ซึ่งเมื่อมันอ้าปาก เนื้อที่มันคาบอยู่ก็หล่นลงไปยังก้นของลำธาร

ทันใดนั้นเอง เจ้าหมาก็เห็นว่าเนื้อในปากของหมาอีกตัวได้หายไปด้วยเช่นกัน

เจ้าหมากลับบ้านไปด้วยอาการ “หมาหงอย” การพยายามไขว่คว้าเงาที่ไม่มีอยู่จริง ทำให้เจ้าหมาสูญเสียชิ้นเนื้อที่มันมีอยู่ไปอย่างน่าเสียดาย

จบ

บันทึก :

นิทานเรื่องนี้มีข้อคิดที่น่าสนใจหลายประการซ่อนอยู่ เช่น การด่วนตัดสินใจอย่างไม่ได้ไตร่ตรองให้ดีเสียก่อน อาจทำให้เกิดข้อผิดพลาดได้ ดังเช่น เจ้าหมาที่มองเห็นเงาในลำธาร แล้วรีบกระโจนเข้าแย่งชิ้นเนื้อจากเงานั้น โดยไม่พิจารณาให้ดีเสียก่อน สุดท้าย จึงทำให้ต้องเปียกปอนและสูญเสียสิ่งที่มีอยู่แล้วไปอย่างน่าเสียดาย หรืออาจมองในแง่การสอนใจให้รู้จักพอในสิ่งที่ตนเองมี ดีกว่าการทะเยอทะยานด้วยความโลภ ซึ่งสุดท้าย ความโลภอาจทำให้ต้องสูญเสียสิ่งที่มีไปด้วย ดังเช่นเจ้าหมาที่ต้องสูญเสียชิ้นเนื้อที่คาบอยู่ไปด้วยความโลภที่อยากมีชิ้นเนื้อมากขึ้น (แถมยังเป็นการแย่งชิงของของคนอื่น)

THE DOG AND HIS SHADOW

A dog once had a nice piece of meat for his dinner. Some say that it was stolen, but others, that it had been given him by a butcher, which we hope was the case.

Dogs like best to eat at home, and he went trotting along with the meat in his mouth, as happy as a king.

On the dog’s way there was a stream with a plank across it. As the water was still and clear, he stopped to take a look at it. What should he see, as he gazed into its bright depths, but a dog as big as himself, looking up at him, and lo! the dog had meat in his mouth.

“I’ll try to get that,” said he; “then with both mine and his what a feast I shall have!” As quick as thought he snapped at the meat, but in doing so he had to open his mouth, and his own piece fell to the bottom of the stream.

Then he saw that the other dog had lost his piece, too. He went sadly home. In trying to grasp a shadow he lost his substance.

#นิทานอีสป

…………..

Posted in เรื่องเล่าจากพี่นำบุญ

เรื่องเล่าจากพี่นำบุญ

วันที่ผมเขียนบทความนี้ตรงกับวันที่ 23 ตุลาคม 2564

หากย้อนไปในเดือนตุลาคมเมื่อ 4 ปีก่อน เป็นช่วงที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เพิ่งเริ่มหัดทำเว็บไซต์นี้ในวิชาเรียนระดับปริญญาโท โดยเป็นการทำเว็บไซต์ที่ผมไม่มีความรู้พื้นฐานใด ๆ เลย ทั้งในแง่การสร้างเว็บไซต์ การเขียนคอนเทนต์ การทำภาพประกอบ การหา KEYWORD การทำ SEO และอื่น ๆ

ในตอนนั้น ความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ที่ผมมี คือ การเสียบปลั๊ก กดปุ่มสตาร์ท เปิด Word พิมพ์นิทาน กดเข้าเฟซบุ๊ก  กดดูยูทูบ และการโหลดคลิปจากยูทูบมาดู (ซึ่งตอนนั้น ผมยังใช้การแชร์ไวไฟจากโทรศัพท์มือถือเพื่อการเล่นเน็ต และไปใช้เน็ตความเร็วสูงที่มหาวิทยาลัยในการโหลดคลิปยูทูบมาดูที่บ้าน เพราะเสียดายเงิน) เรียกได้ว่า ผมเป็นคุณลุงตกยุคที่เริ่มมาทำสื่อดิจิทัลเป็นครั้งแรกแบบงงที่สุด

ในตอนนั้น อาจารย์ให้ทำเว็บไซต์ด้วย WordPress โดยให้คิดแนวทางของเว็บไซต์ ตั้งชื่อเว็บไซต์ และต้องมีคอนเทนต์ 2-3 คอนเทนต์อยู่ในเว็บไซต์ ซึ่งในการสร้างเว็บไซต์ อาจารย์ได้เชิญอาจารย์พิเศษมาเป็นคนแนะนำและให้เริ่มสร้างไปทีละขั้นตอนพร้อม ๆ กัน (ผมเลยเปิดเว็บไซต์ได้สำเร็จ)

เมื่อสร้างเว็บไซต์ได้แล้ว นักศึกษาแต่ละคนก็ต้องแยกย้ายกันไปเขียนคอนเทนต์เพื่อนำมาใส่ในเว็บไซต์ของตัวเอง ซึ่งผมไม่เคยอ่านบทความในเว็บไซต์ต่าง ๆ มาก่อน (ปกติอ่านหนังสือกับเนื้อหาในเพจต่าง ๆ) จึงนึกภาพไม่ออกเลยว่า บทความในเว็บไซต์ควรเขียนอย่างไร ใช้ภาษาอย่างไร ทำภาพประกอบอย่างไร พาดหัวอย่างไร แถมยังไม่เข้าใจว่า “คอนเทนต์” หมายถึงอะไร (ตอนนั้นผมแปลว่า บทความ จึงคิดว่า คือ ข้อเขียนเหมือนบทความในหนังสือ ไม่เกี่ยวกับภาพประกอบ และคงใช้วิธีเขียนแบบการเขียนเรียงความก็ได้)

ผมใช้เวลาทำเว็บไซต์และลงคอนเทนต์ 2-3 คอนเทนต์นานมาก ปุ่มต่าง ๆ ในการปรับแต่งหน้าเว็บไซต์เป็นเรื่องใหม่ที่ผมไม่เข้าใจเลยจริง ๆ (โชคดีที่มีเพื่อนบางคนช่วยแนะนำและปรับแก้ให้ในเบื้องต้น) หนำซ้ำ ผมเข้าเว็บหา Keyword เพื่อนำมาเขียนคอนเทนต์ตามที่อาจารย์สั่ง แต่ด้วยความไม่เข้าใจ ผมจึงหา Keyword ในเว็บนั้นนานเกินไป (คือหาติดต่อกันราว 8 ชั่วโมง) จนเว็บขึ้นข้อความว่า “ลุงค้นหาKeyword มากเกินไป ต้องหยุดพักเป็นเวลา 24 ชั่วโมงจึงจะกลับมาใช้งานได้ใหม่” และผมอาจกดอะไรผิดพลาดไป ทำให้ต้องเสียเงินเพิ่ม จนเป็นเรื่องเป็นราวต้องขอยกเลิกการใช้งานกับทาง Google (เพราะกลัวจะทำผิดแล้วเขาตัดเงินจนหมดบัญชี)

หลังจากที่ส่งเว็บไซต์ให้อาจารย์ตรวจและจบวิชานั้นไป ผมก็ทิ้งเว็บไซต์ไว้เฉย ๆ มุ่งเรียนปริญญาโทให้จบ ตั้งใจทำวิทยานิพนธ์ และมุ่งที่จะนำวุฒิไปสมัครเป็นอาจารย์สอนด้านนิเทศศาสตร์ดิจิทัลในมหาวิทยาลัยต่างจังหวัด

เมื่อผมเรียนจบปริญญาโท และรอเวลาที่ทางมหาวิทยาลัยจะเปิดรับสมัครอาจารย์ ผมมีเวลาว่างจึงคิดว่า ถ้าเราอยากเป็นอาจารย์ด้านนี้ นอกจากความรู้เชิงวิชาการแล้ว เราก็ควรมีทักษะในการทำสื่อดิจิทัลที่ดีพอที่จะนำไปแนะนำนักศึกษาได้ ดังนั้น ผมจึงตัดสินใจกลับมาทำเว็บไซต์อีกครั้ง (หลังจากหยุดไปเกือบ 2 ปี) โดยตั้งใจว่า จะทำเว็บไซต์นี้ให้เป็นเว็บไซต์นิทาน เพื่อให้เด็ก ๆ มีแหล่งรวมนิทานดี ๆ เอาไว้อ่านแบบฟรี ๆ โดยที่ตัวผมไม่คาดหวังว่าจะต้องได้อะไรตอบแทน (ยกเว้นแค่คาดหวังว่าตัวเองจะได้เรียนรู้วิธีทำสื่อเว็บไซต์เพื่อนำความรู้ไปบอกเล่าให้นักศึกษาฟัง) ซึ่งในช่วงแรก ผมก็ยังคงทำคอนเทนต์อย่างงง ๆ เหมือนเดิม ทำทั้งคอนเทนต์นิทานและบทความเกี่ยวกับความรู้ด้านการศึกษาปฐมวัย (เพื่อดึงคนเข้ามาอ่านให้ได้มากที่สุด) ซึ่งหลังจากที่ทำไปหลายเดือน ยอดผู้ชมก็ขึ้นมาที่ 20 คนต่อวัน หรือราววันละ 70 วิว (ตอนนั้นคือดีใจมากแล้ว)

ในช่วงนั้น ผมพยายามทำภาพประกอบเพิ่ม โดยหาภาพฟรีจากเว็บไซต์ Pixabay การหาภาพให้ตรงกับนิทานหรือบทความที่เขียนเป็นเรื่องยาก แต่ผมก็พยายามทำ ทำจนมีคนเข้าชมเว็บไซต์มากขึ้น ราว 50 คนต่อวัน หรือราววันละ 100 วิว ผมดีใจมากจึงนำตัวเลขไปอวดเพื่อน แต่ต่อมา เพื่อนได้นำตัวเลขยอดผู้รับชมและยอดวิวของเว็บท่องเที่ยวที่เพื่อนทำมาให้ดู ซึ่งตัวเลขยอดผู้เข้าชมราว 1000 คนของเพื่อน ทำให้ผมได้รู้ว่า “ผมเหมือนกบในกะลา” เพราะโลกเกี่ยวกับสื่อดิจิทัลของผมคับแคบมาก (แล้วยังคิดจะไปเป็นอาจารย์สอนนักศึกษาอีก) เมื่อผมรู้แบบนี้ ผมจึงตัดสินใจครั้งสำคัญ โดยการหาคอร์สเรียนออนไลน์เกี่ยวกับการทำเว็บไซต์ และการทำ SEO เพื่อให้เว็บไซต์เข้าถึงผู้อ่านได้มากขึ้น จากนั้น ผมก็ปรับปรุง Content และเรียนรู้วิธีใช้แอพพลิเคชั่นในการสร้างภาพปก ซึ่งภาพปกที่ผู้อ่านเห็นอยู่ในปัจจุบัน บางภาพเกิดจากการนำภาพฟรีไปปรับแต่งผ่านแอพต่าง ๆ มากถึง 5 แอพ!

หลังจากการเรียนวิชาทำเว็บไซต์และการทำ SEO เรียบร้อย ผมก็ลองนำความรู้มาใช้ ซึ่งผลที่ตามมาคือ ยอดผู้ชมพุ่งจาก 50 คนต่อวัน กลายเป็น 1000 คนต่อวัน และทะยานขึ้นสู่ยอดราว 2000 คนต่อวันในเวลาแค่ 1-2 เดือน

ในช่วงนั้น ผมพยายามสร้างคอนเทนต์โดยลงนิทานมากขึ้นเรื่อย ๆ และทำภาพปกอย่างเต็มความสามารถ(ในขณะนั้น) รวมทั้งมีการปรับปรุงเว็บไซต์ จัดหมวดหมู่นิทานใหม่หลายรอบ จนปัจจุบัน มียอดเข้าชมนิทานราว 2800-3600 คนต่อวัน และมียอดวิวราว 10,000 วิวทุกวัน (ปัจจุบัน ยอดวิวรวมของเว็บไซต์อยู่ที่ 4 ล้านเศษ)

การทำเว็บไซต์นิทานนำบุญ ทำให้ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับการทำสื่อดิจิทัลในหลายแง่มุม ผมได้เข้าใจความหมายของคำว่า “Content is the king” ชัดเจนขึ้น เข้าใจความสำคัญของการทำ SEO และการทำงานของ Google รวมทั้งได้ค้นพบสิ่งที่สำคัญและมีค่ามากที่สุด ในชีวิตของคนทำสื่อสำหรับเด็ก นั่นก็คือ……เมื่อเราตั้งใจทำสื่อที่มีคุณภาพดีสำหรับเด็กและทำด้วยความจริงใจ ทำเพื่อให้ ไม่ใช่ทำเพื่อหาประโยชน์ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่พ่อแม่และเด็ก ๆ (รวมทั้งผู้อ่านท่านอื่น ๆ ) สัมผัสได้ ซึ่งมันทำให้ผมได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากพ่อแม่และผู้อ่านจำนวนมาก และทำให้ผมได้พบว่า ผู้อ่านส่วนใหญ่ของเว็บไซต์คือ คุณพ่อคุณแม่ที่นำนิทานในเว็บไซต์ไปอ่านให้ลูกฟังก่อนนอน

ในช่วงหนึ่ง ที่ผมนำคอนเทนต์ไปแชร์ในเพจนิทานนำบุญ ช่วงนั้น มีคุณพ่อคุณแม่ คุณครู และผู้อ่านที่ติดตามนิทานทักมาพูดคุยในกล่องข้อความและชื่นชมนิทานนำบุญเป็นจำนวนมาก (ทำให้ผมรู้ว่า ผู้อ่านถนัดสื่อสารกับเราผ่านทางเพจมากกว่าทางเว็บไซต์ และมีผู้อ่านจำนวนมากติดตามนิทานนำบุญมานานเกิน 2 ปี และอยากขอบคุณการทำเว็บไซต์นี้มาโดยตลอด) การที่นิทานในเว็บไซต์นิทานนำบุญได้รับเกียรติให้เป็นส่วนหนึ่งในช่วงเวลาพิเศษของหลาย ๆ ครอบครัว ทำให้ผม (ในฐานะผู้แต่งนิทานและผู้ทำเว็บไซต์) รู้สึกขอบคุณและรู้สึกว่าตัวเองมีประโยชน์ต่อผู้อื่น

หลังจากที่เว็บไซต์เริ่มมีผู้ชมเข้ามาติดตามเป็นจำนวนมากอย่างสม่ำเสมอราว 3000 คน ผมจึงเกิดความคิดว่า ถ้าผมทำให้เว็บไซต์นิทานนำบุญอยู่ได้อย่างยั่งยืนด้วยกำลังของผู้อ่าน ก็คงจะดีมาก ๆ กล่าวคือ ก่อนหน้านี้ ผมจะนำเงินของตัวเองจ่ายค่าแพคเกจของ WordPress และค่า URL ชื่อเว็บไซต์ (ราว 4000 บาทต่อปี) เงิน 4000 บาทต่อปีสำหรับผมถือเป็นเงินก้อนใหญ่พอสมควร และถ้าวันหนึ่งผมไม่อยู่แล้ว เว็บไซต์นี้ก็อาจล้มหายตายจากไปด้วย ดังนั้น ช่วงปลายปี 2563 ผมจึงคิดโครงการเชิญชวนให้ผู้อ่าน ช่วยเลี้ยงกาแฟผมคนละ 1 บาทต่อปี เพื่อที่ผมจะได้นำเงินค่ากาแฟนั้นมาจ่ายเป็นค่าดูแลเว็บไซต์ ซึ่งหลังจากที่ผมเริ่มโครงการดังกล่าวไปได้ราว 1 ปี ผลที่เกิดขึ้น ปรากฏตามข้อความที่ผมโพสต์ไว้ในเพจนิทานนำบุญ วันที่ 4 ตุลาคม 2564 ดังต่อไปนี้

ภาพการคำนวณค่าใช้จ่าย หลังจากไปอัพเดทสมุดบัญชีธนาคาร


วันนี้ พี่นำบุญแวะไปธนาคารเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน
เป้าหมายหลักในการแวะไป คือ การอัพเดทสมุดบัญชี ที่ใช้รับค่ากาแฟจากทุก ๆ คน
ยอดตัวเลขล่าสุด ทำให้ตกใจนิดหน่อย คือยอดขึ้นมาที่เลข 5
แต่บัญชีนี้ เป็นบัญชีที่มีเงินส่วนตัวของพี่นำบุญค้างอยู่ (เพราะเป็นบัญชีที่ใช้จ่ายค่าตู้นิรภัยของธนาคาร)
และในเดือนกรกฎา พี่นำบุญได้จ่ายเงินผ่านบัตรเครดิตเป็นค่าดูแลเว็บ ด้วยเงินตัวเองในอีกบัญชีหนึ่ง
สรุปว่า ยอดเงินค่ากาแฟที่เหลือสุทธิในบัญชีนี้ เป็นเงิน
31, 036 บาท
…..
ปกติค่าแพกเกจและค่าโฮสต่อปีที่ใช้จะอยู่ที่ปีละ 3, 978 บาท ดังนั้น ยอดเงินที่มีอยู่ จึงน่าจะใช้ดูแลเว็บนิืทานนำบุญให้อยู่ต่อไปได้อีกอย่างน้อย 8 ปีครับ
…..
ขอบคุณกำลังใจและความเชื่อใจที่มอบให้นะครับ พี่นำบุญยังคงยืนยันว่า เงินค่ากาแฟทั้งหมด จะไม่เอามาใช้ส่วนตัว แต่ขอใช้ดูแลเว็บตามที่เคยให้สัญญาไว้
ถ้าวันนึงไม่อยู่ ก็จะฝากน้องชายให้ช่วยดูแลต่อ
ความตั้งใจที่ดี ทำให้เว็บไซต์นิทานนำบุญ กลายเป็นเว็บไซต์สำหรับเด็กและครอบครัว ที่อยู่ได้ด้วยกำลังของคนอ่านอย่างแท้จริง
ขอบคุณทุก ๆ ท่านที่ช่วยกันสร้างตำนานสื่อสำหรับเด็กบทนี้ให้เกิดขึ้นนะครับ

(หมายเหตุ : วันที่ 1 มกราคม 2565 ผมตัดสินใจปิดโครงการเลี้ยงกาแฟ เพราะคิดว่าได้รับการสนับสนุนมามากพอสมควรแล้ว ถ้าในช่วงปีที่ 7หรือ 8 หากจำเป็นต้องใช้เงินเพื่อดูแลเว็บไซต์ต่อไป ผมก็อาจจะมาขอการสนับสนุนใหม่นะครับ)

…………………………………..

หลังจากที่ผมได้เห็นว่า โครงการเลี้ยงกาแฟทำให้เว็บไซต์นิทานนำบุญ กลายเป็นเว็บไซต์ที่อยู่ได้ด้วยกำลังของผู้อ่านอย่างค่อนข้างยั่งยืนได้ ผมก็นึกถึงข้อความของผู้อ่านบางคนที่โอนเงินมาและถามผมเมื่อทราบว่า ผมจะนำเงินทั้งหมดไว้ใช้เพื่อดูแลเว็บ โดยไม่นำเข้ากระเป๋า ผู้อ่านถามว่า “แล้วพี่นำบุญเอาเงินที่ไหนใช้จ่ายคะ”

คำถามจากความห่วงใยในเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ผมไม่เคยนึกถึงมาก่อน เพราะตอนที่เริ่มทำเว็บไซต์นิทานนำบุญ ผมก็คิดว่า ทำเพื่อให้เด็ก ๆ มีแหล่งรวมนิทานเอาไว้อ่าน ซึ่งเมื่อพ่อแม่จำนวนมากได้มาเห็นและนำไปอ่านให้ลูกฟังก่อนนอนจริง ๆ มันก็ทำให้ผมรู้สึกว่า สิ่งที่ตัวเองตั้งใจไว้มันประสบความสำเร็จแล้ว (ผมไม่ได้คิดถึงเรื่องรายได้ของตัวเองเลย)

ยิ่งพอเว็บไซต์อยู่ได้ด้วยกำลังของผู้อ่านอย่างยั่งยืน ผมก็ยิ่งรู้สึกว่า นี่คือความสำเร็จจริง ๆ ของคนทำสื่อ เพราะเว็บไซต์นิทานนำบุญเป็นสื่อสำหรับเด็ก ต้นทุนต่ำ แต่มีความตั้งใจสูง การที่เว็บไซต์นี้อยู่ได้อย่างค่อนข้างยั่งยืนด้วยกำลังของผู้อ่าน จึงเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ว่า สื่อที่ดีและมีประโยชน์ต่อเด็ก ไม่จำเป็นต้องใช้เงินมาก เว็บไซต์นิทานนำบุญจึงเป็นเสมือนโมเดลของการทำเว็บไซต์ต้นทุนต่ำที่มีประโยชน์ต่อสังคม และอยู่ได้อย่างยั่งยืนด้วยกำลังของผู้อ่านอย่างแท้จริง (ซึ่งสิ่งนี้คือความภูมิใจมาก ๆ ของผมครับ)

เมื่อผมนึกถึงสิ่งที่ผู้อ่านทักถาม ผมจึงคิดต่อไปว่า หากผมลองทำโครงการหารายได้จากเว็บไซต์ เพื่อพิสูจน์แนวคิดบางอย่างว่า หากมีคนทำเว็บไซต์ขึ้นมาโดยเริ่มจากการคิดถึงประโยชน์ของผู้อ่าน เมื่อมีผู้อ่านพอสมควรและเว็บไซต์ได้รับการสนับสนุนจากผู้อ่านให้อยู่ได้อย่างยั่งยืนแล้ว หากคนทำเว็บไซต์จะหารายได้ให้ตัวเอง (เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว เช่น ค่าอาหาร ค่าอินเตอร์เน็ต ค่าซ่อมคอมพิวเตอร์) มันจะมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน (ถ้าทำให้เกิดรายได้จริง มันอาจเกิดโมเดลของการทำสื่อเพื่อส่วนรวม แต่สามารถหล่อเลี้ยงคนทำสื่อให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ ซึ่งอาจทำให้ผู้ที่สนใจหันมาทำสื่อแนวนี้มากขึ้นก็ได้ครับ)

แนวทางการหารายได้จากเว็บไซต์ที่ผมคิด ประกอบด้วย

  1. การขายสินค้า (เช่น ทำอีบุ๊คขาย หรือ หาสินค้ามาขาย)
  2. การขายพื้นที่โฆษณาให้ผู้ประกอบการรายย่อย (โดยเลือกที่เหมาะกับเด็กและครอบครัว)
  3. หาองค์กรธุรกิจมาเป็นผู้สนับสนุนเว็บไซต์ ในรูปแบบการสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคม (Corporate Social Responsibility)

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ผมได้ทำคลิปวิดีโอที่พูดถึงเรื่องเหล่านี้ไว้ ดังนี้ครับ

หลังจากทำคลิปออกมาแล้ว ผมได้นำสินค้าชิ้นแรกที่ทำไว้ออกมาวางจำหน่ายที่หน้าเพจ คือ หนังสืออีบุ๊กเรื่อง “นักเขียนนิทานและวิธีแต่งนิทานของเขา” ซึ่งเป็นหนังสือเล่มสำคัญที่ผมดีใจมากที่ได้เขียนออกมาจนจบ เพราะมันเป็นเสมือนหนังสือบันทึกวิธีคิดและการทำงานในฐานะนักเขียนนิทานของผม ผมคิดว่า โลกของเรามีนักเขียนนิทานสำหรับเด็กไม่มากนัก การที่ผมเป็นนักเขียนนิทานและได้เล่าเรื่องราวรวมถึงวิธีคิดนิทานในแบบของผมให้ทุกคนได้อ่าน จึงเป็นหนังสือที่มีความหมายต่อตัวผม (อีบุ๊กฉบับนี้จะขายถึงวันที่ 31 มกราคม 2565 เท่านั้นครับ)

https://bit.ly/3qE5yT5

ในส่วนของการขายโฆษณา เมื่อผู้อ่านไม่ได้คัดค้านเรื่องการหารายได้จากขายพื้นที่โฆษณา ผมจึงลองกำหนดเงื่อนไขในการลงโฆษณาในเว็บไซต์นิทานนำบุญ โดยเป้าหมายไม่ใช่เรื่องการทำกำไรแบบร่ำรวย (สังเกตได้จากอัตราค่าโฆษณาที่ถูกมาก คือ 200 บาทต่อเดือน หรือเฉลี่ยวันละ 6 บาทเศษ) ซึ่งการตั้งราคาแบบนี้ น่าจะช่วยให้ผู้อ่านที่มีกิจการเล็ก ๆ หรือทำสินค้าขายในครัวเรือน สามารถซื้อโฆษณาได้โดยไม่ลำบากเกินไป ซึ่งการลงโฆษณาในเว็บไซต์นิทานนำบุญ ที่มียอดวิววันละ 10000 วิว ก็อาจช่วยให้กิจการหรือสินค้านั้น ๆ เป็นที่รู้จักในวงกว้างได้มากขึ้น

ผลจากการชักชวนให้ผู้สนใจลงโฆษณา ปรากฏว่า ณ วันนี้ มีผู้สนใจลงโฆษณาแล้ว 2 ราย ซึ่งทั้งสองรายมีความปรารถนาดีและอยากสนับสนุนการทำเว็บไซต์นิทานสำหรับเด็ก โดยข้าวมันไก่ไหหน่ำหนั่ง ต้องการให้กำลังใจเว็บไซต์เล็ก ๆ ที่ทำประโยชน์เพื่อสังคม ส่วนกิจการ Rose Corner เป็นธุรกิจของคุณแม่ที่อ่านนิทานนำบุญกับลูกอยู่แล้ว เมื่อเห็นการเปิดรับโฆษณาจึงให้การสนับสนุนทันที (ขอบคุณมาก ๆ นะครับ)

https://www.facebook.com/hainumnangchickenrice
https://www.facebook.com/rosecornergarden

ในขณะเดียวกัน รุ่นพี่ของผมซึ่งเป็นนักเขียนนิทานก็เอ่ยปากว่า อยากซื้อโฆษณาด้วย โดยโฆษณาชิ้นแรกจะเป็นการโฆษณาให้ร้านขนมเบเกอรี่เล็ก ๆ ที่รู้จักกัน ส่วนอีกชิ้นจะขอซื้อโฆษณาเพื่อประชาสัมพันธ์เว็บไซต์นิทานของตัวเอง (จริง ๆ คืออยากสนับสนุนการทำงานของผม)

https://bit.ly/3qoMfi8

ผมไม่แน่ใจว่าโครงการลงโฆษณาในเว็บไซต์นิทานนำบุญจะดำเนินไปได้ด้วยดีขนาดไหน แต่เมื่อครบ 1 ปี ผมจะมาสรุปผลว่า แนวคิดเกี่ยวกับ “คนทำเว็บไซต์จะหารายได้ให้ตัวเองจากการทำเว็บไซต์ได้จริงหรือไม่” ยังไงรอติดตามกันนะครับ

สุดท้ายนี้ ผมขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่ช่วยทำให้นิทานที่ผมแต่งมีค่ามากขึ้น เพราะนิทานที่เขียนเสร็จแล้วและวางไว้เฉย ๆ คงไม่มีค่าเท่ากับนิทานที่มีคุณพ่อคุณแม่นำไปอ่านกับลูก หรือ นิทานที่คุณครูนำไปอ่านกับนักเรียน รวมทั้งการที่น้อง ๆ บางคนนำนิทานนำบุญไปอ่านให้แฟนฟังก่อนนอน ขอบคุณทุก ๆ คนนะครับ

#นิทานนำบุญ

…………………

Posted in ครอบครัว, สาระน่ารู้

นักเขียนนิทานและวิธีแต่งนิทานของเขา

โครงการหนังสืออีบุ๊กเรื่อง “นักเขียนนิทานและวิธีแต่งนิทานของเขา” เป็นโครงการทำหนังสืออีบุ๊ก (ebook) ที่ผมไม่เคยคิดฝันมาก่อนว่าจะได้ทำ!

เหตุผลประการหนึ่งที่ทำให้ผมลงมือเขียนหนังสือเล่มนี้ ผมได้เขียนชี้แจงเอาไว้ในคำนำของหนังสือแล้ว (ซึ่งพี่ ๆ น้อง ๆ เตือนว่า มันดูแรงเกินไปหรือเปล่า แต่ผมยืนยันว่า ผมอยากจะคงมันไว้ เพราะมันเป็นความรู้สึกที่แท้จริงของผม)

ส่วนเหตุผลอีกข้อ เป็นเพราะในช่วงที่โควิด-19 ระบาดหนัก บ้านของผมอยู่ในเขตพื้นที่สีแดง ซึ่งหมายความว่าผมควรเก็บตัวอยู่ในบ้านให้ได้มากที่สุด แต่ก็ไม่ได้แปลว่าผมจะปลอดภัยจากเชื้อโรค ผมคิดว่า ในเวลาที่ตัวเองยังมีชีวิต และยังไปไหนไม่ได้ ผมควรนั่งลง แล้วถ่ายทอดสิ่งที่ตัวเองเชี่ยวชาญมากที่สุดออกมาเป็นอีบุ๊ก ซึ่งหากเกิดอะไรขึ้นกับผม อย่างน้อยผมก็ยังได้ถ่ายทอดสิ่งที่ผมรู้จริง ๆ เอาไว้ให้โลก (ดีกว่าจากไปอย่างไร้ค่า)

เมื่อคิดเช่นนี้ ผมจึงตั้งใจเขียนหนังสือบอกเล่าประสบการณ์ในฐานะนักแต่งนิทานอาชีพ โดยเริ่มจากการวางโครงเรื่องของหนังสือ แล้วตะลุยเขียนเนื้อหาไปทีละบท แบบสุดพลังและทำงานแข่งกับเวลา (เพราะไม่รู้ว่าตัวเองจะติดโควิดและหมดเวลาเขียนในวันไหน)

ความกดดันที่ผมสร้างให้ตัวเอง ทำให้ผมตั้งใจเขียนหนังสือเล่มนี้อย่างเต็มที่ (พยายามขุดทุกอย่างในความทรงจำออกมาเล่า) ทำเหมือนเป็นงานชิ้นสำคัญที่อยากฝากเอาไว้เป็นผลงานชีวิต (ซึ่งปกติ ผมจะมีผลงานเฉพาะหนังสือนิทาน หนังสือภาพสำหรับเด็ก หนังสือกิจกรรมสำหรับเด็ก แต่ยังไม่เคยเขียนหนังสือแนวให้ความรู้เลย)

ผมลุยเขียนหนังสือเล่มนี้ตามแผนที่วางไว้ แต่ระหว่างเขียน ก็มีการต่อเติมเพิ่มบทและเพิ่มเนื้อหาเพื่อให้ผู้ที่สนใจเกี่ยวกับการแต่งนิทานในแบบของผมได้ประโยชน์จากการอ่านอย่างเต็มที่ (จาก 5 บท กลายเป็น 8 บท)

ในขณะเดียวกัน ผมได้คัดนิทานที่ตัวเองแต่งและชอบมากเป็นพิเศษมาแทรกไว้เป็นตัวอย่างตลอดทั้งเล่ม เพื่อให้หนังสือไม่เคร่งเครียดจนเกินไป และเพื่อทำให้ผู้อ่านเข้าใจสิ่งที่ผมต้องการนำเสนอมากขึ้น ซึ่งจากการทดลองให้พี่น้องของผมอ่าน ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “บทแรก ๆ ของหนังสือมีเนื้อหาเชิงวิชาการมากไปหน่อย แต่อ่านแล้วได้ประโยชน์ดี ส่วนบทต่อ ๆ มาที่มีการนำนิทานมาแทรกเป็นตัวอย่าง ทำให้การอ่านสนุกมากขึ้น ลื่นไหลมากขึ้น แถมนิทานบางเรื่องยังซาบซึ้งมาก ทำให้การอ่านหนังสือเล่มนี้ไม่น่าเบื่อเลย”

ในส่วนของนิทานที่ผมนำมาเป็นตัวอย่างในหนังสือ ผมต้องแจ้งให้ผู้ที่สนใจทราบก่อนว่า นิทานเกือบทั้งหมดเป็นนิทานที่ผมได้นำมาลงให้อ่านแล้วในเว็บไซต์นิทานนำบุญ แต่ในหนังสืออีบุ้กเล่มนี้ ผมได้เล่าถึงที่มาของนิทานแต่ละเรื่อง รวมถึงวิธีที่ผมใช้ในการแต่งนิทานเรื่องนั้น ๆ ซึ่งคนที่ได้อ่านหนังสือไปแล้วบอกว่า “สนุกและมีประโยชน์ดี”

อนึ่ง เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน ผมขอเรียนให้ผู้อ่านทราบว่า หนังสืออีบุ๊กเล่มนี้ไม่ใช่หนังสือรวมนิทานที่ใช้อ่านเพื่อความบันเทิง (แต่เป็นหนังสือเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการแต่งนิทานที่อ่านได้เพลิน ๆ) และเป็นหนังสือที่ผู้อ่านควรโตกว่าชั้นประถม (ยกเว้นผู้อ่านเป็นเด็กที่สนใจในการแต่งนิทานเป็นพิเศษ) ในการสั่งซื้อหนังสืออีบุ๊กเล่มนี้ ผมจึงอยากให้พิจารณาดูตามความเหมาะสม ไม่อยากให้เสียเงินซื้อด้วยความเข้าใจผิดครับ

นอกจากนี้ ในการสั่งซื้อหนังสืออีบุ๊กเรื่อง “นักเขียนนิทานและวิธีแต่งนิทานของเขา” ผมได้ขอให้น้องชาย (คุณชัยวิทย์ ชัยสิงหาญ) ช่วยเข้ามาเป็นแอดมินผู้ดูแลโครงการ โดยให้ผู้ที่สนใจติดต่อคุณชัยวิทย์ผ่านทางไลน์ เพื่อสอบถามหรือขอหมายเลขบัญชีในการโอนเงิน เมื่อโอนแล้ว ต้องส่งหลักฐานการโอนเงิน พร้อมอีเมลของตัวเอง เพื่อให้แอดมินส่งอีบุ๊ก ในรูปแบบของไฟล์ pdf ไปให้ทางอีเมล

ท้ายสุด หากการจัดทำอีบุ๊กเล่มแรกนี้มีสิ่งใดที่ไม่สมบูรณ์ ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ขอน้อมรับคำแนะนำต่าง ๆ จากผู้อ่านด้วยความขอบคุณ เพราะปกติแล้ว ผมไม่เคยอ่านอีบุ๊กเลย การทำอีบุ๊กครั้งนี้ จึงเป็นการศึกษาวิธีการจัดรูปเล่มจากยูทูบและทดลองทำด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก ผมหวังว่า หนังสือเล่มนี้จะทำให้ผู้ที่สนใจเกี่ยวกับการแต่งนิทาน รวมถึงผู้ที่อยากรู้เรื่องราวการแต่งนิทานของนักเขียนนิทานคนหนึ่งที่ชื่อว่า “นำบุญ” ได้รับประโยชน์และความเพลิดเพลินจากการอ่านตามสมควร ขอขอบคุณทุกท่านที่สนับสนุนผลงานของผมมา ณ ที่นี้ ขอบคุณมาก ๆ ครับ

หมายเหตุ : อีบุ๊กฉบับนี้จะขายถึงวันที่ 31 มกราคม 2565 เท่านั้นครับ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

เรื่องเล่าจากเด็กน้อย : ทำหมันแมว

เมื่อวันอาทตย์ที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา ผมได้รับข้อความจากคุณแม่ของน้อง วรินรำไพ จริเกษม หรือน้องฮานะ ทักถามเรื่องหนังสือนิทานว่ายังมีนิทานเหลือพอจะแบ่งขายให้ได้ไหม หลังจากนั้น คุณแม่เล่าเรื่องน้องฮานะให้ฟังและส่งนิทานที่น้องฮานะแต่ง (แต่งตอนป.1) มาให้ดู

นิทานที่น้องฮานะแต่ง มีเนื้อเรื่องและภาพวาดที่น่ารักมาก ผมชอบมุมมองแบบเด็ก ๆ ที่ “สดใส” และทำให้คาดเดาได้ว่า เหตุการณ์แบบในเรื่องอาจเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เพราะมันมีชีวิตชีวาจนทำให้ผมอดยิ้มไม่ได้ ที่สำคัญ เมื่อผมดูรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่น้องฮานะแอบใส่ไว้ในภาพวาด (ซึ่งมีคุณแม่ช่วยประกอบภาพให้นิดหน่อย) ผมก็ยิ่งยิ้มกว้างมากขึ้น

ในมุมมองของผม ผลงานที่ลูกกับแม่ทำด้วยกันเป็นงานที่มีคุณค่ามาก ด้วยเหตุนี้ ผมจึงเอ่ยปากขออนุญาตคุณแม่ในการนำผลงานของน้องฮานะมาลงในเว็บไซต์นิทานนำบุญ (ลิขสิทธิ์เป็นของน้องฮานะ) และแอบทำคลิปเพื่อให้ทุกคนได้ดูในอีกรูปแบบหนึ่ง (คลิปมี 2 แบบ คือแบบมีเสียงเล่า และแบบมีแต่เสียงดนตรี)

หวังว่าผลงานของน้องฮานะเรื่องนี้จะทำให้ทุกคนมีความสุข เชิญรับชมผลงานของเด็กน้อยที่น่ารักคนนี้ได้เลยนะครับ

เรื่องเล่า “ทำหมันแมว” แบบมีเสียงบรรยาย
เรื่องเล่า “ทำหมันแมว” ฉบับมีแต่ดนตรีประกอบ

ถ้าครอบครัวไหนอยากนำผลงานของเด็ก ๆ มาลงในเว็บไซต์นิทานนำบุญก็สามารถส่งมาได้นะครับ ผมจะช่วยดูแลและจัดการให้ เชื่อว่าเด็ก ๆ จะมีกำลังใจและเกิดความมั่นใจในการทำงานชิ้นต่อ ๆ ไปมากขึ้นครับ

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

เจ้าชายชิลชิล (The Simple Prince)

เรื่อง เจ้าชายชิลชิล (The Simple Prince) เป็นนิทานพื้นบ้านฮังการี ที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แปลและเรียบเรียงมาฝากเด็ก ๆ ที่รออ่านนิทานนำบุญเรื่องใหม่ ๆ (แต่ไม่ค่อยมีนิทานเรื่องใหม่ให้อ่านบ่อยนัก) คำว่าชิลชิลในเรื่อง เป็นคำแสลง หรือเป็นภาษาวัยรุ่น ที่หมายถึง “สบายสบาย ไม่คิดอะไรมาก” ซึ่งการเลือกใช้คำนี้ในชื่อเรื่อง เพราะผมเห็นว่าตัวละครหลักของเรื่องมีนิสัยใกล้เคียงกับความหมายของคำนี้ (ตอนแรกจะใช้ชื่อว่า เจ้าชายสบายสบาย แต่ก็รู้สึกว่ายังไม่ตรงเสียทีเดียว) ส่วนการเรียบเรียงเนื้อหาของนิทานเรื่องนี้ ผมพยายามคงเรื่องราวตามนิทานดั้งเดิมเอาไว้ให้ได้มากที่สุด แต่มีการเพิ่มเหตุผลในบางส่วนเข้าไปให้นิทานมีความกลมกล่อมมากขึ้น ซึ่งหวังว่าผู้อ่านจะได้อรรถรสจากการอ่านนิทานเรื่องนี้ ความดีของนิทานเรื่องนี้ขอ มอบให้แก่ผู้แต่งดั้งเดิมซึ่งไม่ปรากฏนาม ขอให้มีความสุขในการอ่านนิทานนะครับ

นิทานเรื่อง เจ้าชายชิลชิล

กาลครั้งหนึ่ง มีชาวนาคนหนึ่ง มีลูกชายสามคน

ลูกชายคนเล็กของชาวนามีชื่อว่า  “จอห์น”    จอห์นเป็นหนุ่มน้อยที่ชอบใช้ชีวิตแบบสบาย ๆ  ไม่คิดอะไรให้หนักสมอง  ยามว่าง เขามักนอนเล่นเรื่อยเปื่อยจนดูเหมือนเป็นคนที่มีชีวิตว่างเปล่า  ไร้แก่นสาร  พี่ชายทั้งสองของจอห์นพยายามผลักดันให้น้องชายคิดถึงอนาคตให้มากขึ้น แต่ดูเหมือนจอห์นจะชอบนอนเล่นอยู่กับปัจจุบันมากกว่า  เรียกว่ามีงานก็ทำไป ทำงานเสร็จก็พักผ่อนสบายใจ  พี่ชายของจอห์นจึงมักมองน้องชายว่าเป็นคนซื่อบื้อไร้ความคิด

วันหนึ่ง ชาวนาและลูกทั้งสามเดินไปที่ท้องนาและพบว่ากองฟางที่พวกเขาก่อไว้กระจัดกระจายเละเทะไปหมด พวกเขาจึงต้องช่วยกันก่อกองฟางให้กลับคืนสู่สภาพเดิม  จากนั้น ชาวนาจึงให้ลูกชาวคนโตนอนเฝ้ากองฟางเพื่อป้องกันไม่ให้ใครมาทำให้กองฟางกระจุยกระจายอีก

คืนนั้น มีหนูตัวหนึ่งปรากฏตัวขึ้นแล้วมองไปที่ลูกชายคนโตของชาวนาซึ่งนั่งเฝ้ากองฟางอยู่  เมื่อลูกชายคนโตเห็นหนู  เขาจึงเอาหมวกครอบตัวหนูเอาไว้ แต่เมื่อเปิดหมวกออก เขากลับไม่เห็นว่ามีหนูอยู่ในนั้น  ลูกชายของชาวนาแปลกใจนิดหน่อย แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขาก็ลืมเรื่องราวที่เกิดขึ้น แล้วเผลอหลับไปในที่สุด 

ครั้นเมื่อถึงเวลาเช้า ลูกชายของชาวนาตื่นขึ้นมาและพบว่า กองฟางกระจุยกระจายเละเทะอีกแล้ว  เขาจึงต้องเสียทั้งแรง เสียทั้งเวลา ในการก่อกองฟางให้กลับคืนสู่สภาพเดิมตามลำพัง   เย็นวันนั้น ชาวนาสั่งให้ลูกชายคนรองไปนอนเฝ้ากองฟางเพื่อป้องกันไม่ให้ใครมาทำลายกองฟางอีก 

คืนนั้น  เจ้าหนูตัวเล็ก ๆ ก็ปรากฏตัวและจ้องมองลูกชายชาวนาซึ่งนั่งเฝ้ากองฟางอยู่  เมื่อลูกชายคนรองเห็นหนู  เขาจึงเอาหมวกครอบตัวหนูเอาไว้ แต่เมื่อเปิดหมวกออก เขากลับไม่เห็นว่ามีหนูอยู่ในนั้น  ลูกชายของชาวนาแปลกใจนิดหน่อย แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขาก็ลืม แล้วเผลอหลับไปในที่สุด   

ครั้นเมื่อถึงเวลาเช้า ลูกชายของชาวนาตื่นขึ้นมาและพบว่า กองฟางกระจุยกระจายเละเทะอีกแล้ว  เขาจึงต้องเสียทั้งแรง เสียทั้งเวลา ในการก่อกองฟางให้กลับคืนสู่สภาพเดิมตามลำพัง  เย็นวันนั้น ชาวนาจึงสั่งให้ลูกชายคนเล็กไปนอนเฝ้ากองฟางเพื่อป้องกันไม่ให้ใครมาทำลายกองฟางอีก 

เมื่อพี่ชายทั้งสองได้ฟัง  พวกเขาก็พากันเย้นหยันว่า  น้องชายจอมซื่อบื้อของพวกเขา คงเอาแต่นอนเล่นสบาย ๆ แบบคนไร้หัวคิด แล้วกองฟางก็คงเละเทะเหมือนเดิม

คืนนั้น เมื่อจอห์นไปนั่งเฝ้ากองฟางตามคำสั่งของพ่อ  จู่ ๆ เจ้าหนูก็ปรากฏตัวขึ้นและมองไปที่หน้าของเขา  จอห์นเป็นคนสบาย ๆ ไม่คิดอะไรมาก  เมื่อเขาเห็นหนู เขาจึงส่งยิ้มให้ จากนั้น เขาก็แบ่งเนยแข็งที่เตรียมมาให้หนูกินเล็กน้อย 

เมื่อหนูได้กินเนยแข็ง มันก็ยิ้มแก้มตุ่ย  จากนั้น มันก็รู้สึกอยากตอบแทนบุญคุณของจอห์น  มันจึงบอกความลับให้จอห์นรู้ว่า  “เธอรู้ไหมว่าทำไมกองฟางของเธอจึงเละเทะทุกวัน” หนูเกริ่น  “ตอนดึก ๆ มีม้าตัวหนึ่ง มันชอบมาแผลงฤทธิ์ในทุ่งนา แล้วเตะฟางให้กระจุยกระจาย แต่เธอไม่ต้องกลัวนะ  ฉันจะเสกบังเหียนในการบังคับม้าให้  เมื่อม้าปรากฏตัว เธอจะต้องเอาบังเหียนไปที่ม้า แล้วกระโดดขึ้นไปขี่หลังของมันให้ได้ ถ้าเธอบังคับม้าได้ กองฟางจะไม่กระจุยกระจายอีกต่อไป”

คืนนั้น  จอห์นจึงเตรียมตัวทำตามที่หนูบอกโดยถือบังเหียนเอาไว้ในมือ แล้วนอนเล่นอยู่เงียบ ๆ ในเงามืดแบบชิลชิลอย่างที่เขาถนัด   เมื่อม้าปรากฏตัวและเผลอไผล จอห์นก็ดีดตัวขึ้นมาจากเงามืดแล้วเหวี่ยงบังเหียนไปที่เจ้าม้า จากนั้น เขาก็กระโจนขึ้นขี่ม้าทันที

ม้าพยายามเหวี่ยงตัวจอห์นให้ตกลงพื้น พร้อมกับวิ่งเข้าชนกองฟาง แต่จอห์นขืนตัวดึงบังเหียนไว้อย่างสุดกำลัง ไม่นานนัก ม้าก็รู้ตัวว่า หนุ่มน้อยชิลชิลที่เอาแต่นอนเล่นสะสมพลังมีความแข็งแกร่งกว่ามันหลายเท่านัก ในที่สุด  ม้าจึงเลิกพยศแล้วพูดกับจอห์นว่า  “ฉันยอมแพ้แล้วเจ้านาย  ฉันขอมอบนกหวีดให้เจ้านาย 3 ตัว  ถ้าเจ้านายเป่านกหวีดตัวใดตัวหนึ่ง  ม้าประจำนกหวีดนั้นจะมาปรากฏตัวให้เห็น พร้อมกับนำชุดเจ้าชายมาให้เจ้านายใส่เพื่อขี่ม้าด้วย” เมื่อพูดจบ ม้าก็มอบนกหวีดสีทองแดง นกหวีดสีเงิน และนกหวัดสีทองให้แก่จอห์น 

เมื่อจอห์นกลับถึงบ้าน เขาจึงบอกกับพ่อว่า “พ่อครับ วันนี้ กองฟางเป็นปกติดี ไม่ได้กระจุยกระจายเละเทะแบบทุก ๆ วัน  ถ้าคุณพ่อมีอะไรให้จอห์นทำก็เรียกใช้ได้นะครับ  แต่ถ้าไม่มีอะไร จอห์นขอไปนอนเล่นก่อนนะครับ”

เมื่อพี่ชายทั้งสองคนได้ฟัง  พวกเขาก็ไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน  แต่เมื่อชาวนาและพี่ชายทั้งสองออกไปดูที่ท้องนา  พวกเขาก็เห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยเหมือนดังที่จอห์นบอก  ชาวนาจึงพูดกับลูกชายอีกสองคนว่า “พวกเจ้าอย่าดูถูกน้องของตัวเองมากเกินไป  ถึงจะเป็นการพูดเล่นด้วยความเป็นห่วง  แต่คนที่พวกเจ้าหาว่าซื่อบื้อไร้หัวคิด เป็นคนเดียวที่ดูแลกองฟางได้สำเร็จนะ”

เมื่อเวลาผ่านไป  จอห์นก็ยังคงใช้ชีวิตชิลชิลอยู่ดังเดิม ส่วนพี่ชายทั้งสองก็ยังคงเหน็บแนมเขา (ด้วยความเป็นห่วงไม่เคยเปลี่ยน)  จนกระทั่งวันหนึ่ง เจ้าหญิงลูกสาวของพระราชาทรงตัดสินใจที่จะแต่งงาน  พระองค์จึงจัดพิธีเลือกคู่ โดยกำหนดให้คนที่ต้องการแต่งงานกับพระองค์ ขึ้นไปบนภูเขาแก้วอันสูงชัน แล้วปีนขึ้นไปบนยอดของต้นสนเพื่อนำรองเท้าทองคำลงมามอบให้แก่เจ้าหญิงให้ได้  ถ้าใครทำได้สำเร็จ คนนั้นก็จะได้แต่งงานกับเจ้าหญิง

ชายหนุ่มจากทั่วทุกสารทิศพากันเข้าร่วมชิงชัยเพื่อคว้าโอกาสแต่งงานกับเจ้าหญิงแสนสวย  พี่ ๆ ของจอห์น อยากรู้ว่าใครจะเป็นผู้ชนะ พวกเขาจึงพากันไปดูงานเลือกคู่ที่พระราชวัง  แต่จอห์นไม่อยากไปเบียดเสียดกับใคร  เขาพอใจที่จะนอนเล่นชิลชิลอยู่ที่บ้านมากกว่า ดังนั้น เขาจึงไม่ได้ตามพี่ ๆ ไปด้วย จนพี่ ๆ ถึงกับโพล่งออกมาว่า “ถ้าวัน ๆ เอาแต่หมกตัวอยู่แต่ในบ้าน แล้วชีวิตมันจะเจริญก้าวหน้าได้อย่างไร”  

เมื่อพี่ ๆ ออกจากบ้านไปแล้ว  จอห์นซึ่งรู้ดีว่าพี่ ๆ เป็นห่วง ก็มีความคิดบางอย่างเกิดขึ้นในใจ

จอห์นจัดแจงหยิบนกหวีดสีทองแดงออกมาจากถุงย่ามประจำตัวของเขา  จากนั้น เขาก็เป่านกหวีด  ซึ่งมันทำให้ม้าสีทองแดงปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับชุดเจ้าชายสีทองแดงที่เท่อย่างไร้ที่ติ จอห์นค่อย ๆ สวมชุดเจ้าชายอย่างสบายอารมณ์  เขาคิดอะไรเพลิน ๆ อยู่ในใจ เมื่อทุกอย่างพร้อม จอห์นก็กระโจนขึ้นม้า แล้วควบม้าสนุก ๆ มุ่งหน้าไปยังภูเขาแก้วอันสูงชันอย่างสบายใจ

ในช่วงที่จอห์นขี่ม้าผ่านปราสาท  เจ้าหญิงมองเห็นเจ้าชายหนุ่มสุดเท่ในชุดสีทองแดงขี่ม้าผ่านหน้าพระองค์ไปอย่างสบายสบาย  เจ้าหญิงก็ทรงแอบคิดในใจว่า “ฉันหวังว่าเจ้าชายองค์นี้จะนำรองเท้าทองคำลงมาได้และเป็นผู้ชนะ”  

แต่เมื่อจอห์นขี่ม้าขึ้นไปบนภูเขาผ่านคู่ต่อสู้ไปทีละคนสองคนจนทิ้งห่างจากคู่แข่งไปจนถึงกึ่งกลางของระยะทาง  (ซึ่งคู่แข่งต่างหมดแรงไปต่อไม่ไหว)   จู่ ๆ จอห์นก็ขี่ม้าย้อนกลับลงมาที่ตีนเขาโดยปล่อยให้คนที่เฝ้ามองอยู่งงเป็นไก่ตาแตก

เมื่อพี่ชายของจอห์นกลับถึงบ้าน พวกเขาก็เล่าเรื่องแปลก ๆ ที่เกิดขึ้นให้น้องชายที่นอนเล่นสบาย ๆ อยู่ที่บ้านฟัง  จอห์นจึงหยอกพี่ชายว่า เขารู้เรื่องหมดแล้วโดยไม่ต้องไปเบียดกับใคร ๆ ที่พระราชวัง  เพราะเขามองเหตุการณ์ทั้งหมดได้จากกาารปีนขึ้นไปนั่งเล่นที่รั้วบ้าน  พี่ชายทั้งสองเสียหน้าที่ดูเหมือนว่าน้องชายจะฉลาดและสบายกว่าพวกเขา พี่ชายโมโหจึงพากันบ่นงึมงำเป็นหมีกินผึ้ง และไม่วายว่าจอห์นว่าถึงอย่างไรคนซื่อบื้อ อย่างจอห์นก็คงมีอนาคตที่สดใสไปไม่ได้

วันรุ่งขึ้น  พี่ชายทั้งสองของจอห์นยังคงแวะไปดูงานเลือกคู่ที่พระราชวังอีก  เมื่อพี่ชายออกจากบ้านไปแล้ว จอห์นจึงหยิบนกหวีดสีเงินออกมาเป่า  ซึ่งหลังจากที่เขาเป่านกหวีดสีเงิน  ม้าสีเงินก็ปรากฏตัวพร้อม ๆ กับชุดเจ้าชายสีเงินที่เท่กว่าชุดสีทองแดงหลายเท่า  จอห์นค่อย ๆ แต่งชุดเจ้าชายอย่างสบายอารมณ์  เมื่อทุกอย่างพร้อม  จอห์นก็ขี่ม้าตรงไปยังภูเขาแก้วเหมือนกำลังจะไปเที่ยวเล่นที่สวนสนุก 

เมื่อเจ้าหญิงเห็นเจ้าชายในชุดสีเงินขี่ม้าผ่านหน้าพระองค์อย่างมีความสุข เจ้าหญิงก็แอบคิดในใจว่า “ฉันหวังว่าเจ้าชายที่หล่อขึ้นกว่าเมื่อวานจะนำรองเท้าทองคำลงมาได้และเป็นผู้ชนะ”  แต่เมื่อจอห์นขี่ม้าขึ้นภูเขาผ่านคู่แข่งที่นอนหมดแรงทั้งคนทั้งม้าไปจนเกือบถึงยอดเขา จอห์นก็บังคับม้าให้ย้อนกลับลงจากยอดเขาโดยปล่อยให้คนที่เฝ้ามองอยู่งงเป็นเป็ดตาแตก

เมื่อพี่ชายของจอห์นกลับถึงบ้าน พวกเขาก็เล่าเรื่องให้น้องชายที่นอนเล่นสบาย ๆ อยู่ที่บ้านฟัง  จอห์นจึงหยอกพี่ชายว่า เขารู้เรื่องหมดแล้วโดยไม่ต้องไปเบียดกับใคร ๆ ที่พระราชวัง  เพราะเขามองเหตุการณ์ทั้งหมดได้จากการปีนขึ้นไปนั่งเล่นบนหลังคายุ้งข้าว 

พี่ชายทั้งสองเสียหน้าที่ดูเหมือนว่าน้องชายจะฉลาดและสบายกว่าพวกเขา พี่ชายโมโหจึงพากันบ่นงึมงำเป็นหมีกินผึ้ง และไม่วายต่อว่าจอห์นว่าถึงอย่างไรคนซื่อบื้ออย่างจอห์นก็คงมีอนาคตที่สดใสไปไม่ได้

วันต่อมา  งานเลือกคู่ยังคงดำเนินไปเป็นวันสุดท้าย  แน่นอนว่า..พี่ชายทั้งสองของจอห์นก็ยังคงแวะเข้าไปดูงานอีก  เมื่อพี่ชายออกจากบ้านไปแล้ว จอห์นจึงหยิบนกหวีดสีทองออกมาเป่า  ซึ่งหลังจากเป่านกหวีดสีทอง  ม้าสีทองก็ปรากฏตัวพร้อม ๆ กับชุดเจ้าชายสีทองที่ดูสง่างามมากที่สุดเมื่อเทียบกับสองชุดที่ผ่านมา  จอห์นค่อย ๆ ใส่ชุดสีทองอย่างสบายอารมณ์ เมื่อทุกอย่างพร้อม จอห์นก็ขี่ม้าตรงไปยังภูเขาแก้วเหมือนไปเที่ยวเล่น

เมื่อเจ้าหญิงเห็นเจ้าชายในชุดสีทองขี่ม้าผ่านหน้าพระองค์อย่างอารมณ์ดี  เจ้าหญิงก็แอบคิดในใจว่า “ขอให้เจ้าชายที่เปลี่ยนชุดทุกวันพระองค์นี้ นำรองเท้าลงมาได้และเป็นผู้ชนะด้วยเถิด”  แต่ในวันนี้  แม้จอห์นจะขี่ม้าขึ้นไปจนถึงยอดเขา และนำรองเท้าทองคำลงจากยอดต้นสนได้สำเร็จ  แต่แทนที่เขาจะนำรองเท้ามาให้เจ้าหญิง  เขากลับขี่ม้าลงไปอีกทางหนึ่งของภูเขาและหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

เป็ดไก่และใครต่อใครต่างงุนงงจนตาเกือบแตก  ส่วนเจ้าหญิงก็ร้องไห้เสียใจเพราะไม่รู้ว่าเจ้าชายสุดหล่อที่เปลี่ยนชุดทุกวันขี่ม้าหายไปไหน

เมื่อพี่ชายของจอห์นกลับมาถึงบ้าน พวกเขาก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้น้องชายที่นอนเล่นสบาย ๆ อยู่ที่บ้านฟัง  จอห์นจึงหยอกพี่ชายว่า เขารู้เรื่องหมดแล้วโดยไม่ต้องไปเบียดกับใคร ๆ ที่พระราชวัง  เพราะเขามองเหตุการณ์ทั้งหมดได้จากการปีนขึ้นไปนั่งมองสบาย ๆ ที่หลังคาบ้าน

พี่ชายทั้งสองเสียหน้าที่ดูเหมือนว่าน้องชายจะฉลาดและสบายกว่าพวกเขา พี่ชายโมโหจึงพากันบ่นงึมงำเป็นหมีกินผึ้ง และไม่วายต่อว่าจอห์นว่า ถึงอย่างไรคนซื่อบื้ออย่างจอห์นก็คงมีอนาคตที่สดใสไปไม่ได้

ที่พระราชวัง   พระราชาทรงป่าวประกาศให้ชายหนุ่มที่นำรองเท้าทองคำไปออกมาแสดงตัว  แต่จนแล้วจดรอดก็ไม่มีใครออกมาปรากฏตัวให้เห็น  ด้วยเหตุนี้  พระราชาจึงให้ทหารออกค้นบ้านของชาวบ้านทีละหลัง  จนในที่สุด พวกทหารก็มาถึงบ้านของชาวนากับลูกชายทั้งสาม

เมื่อทหารค้นห้องของพ่อและพี่ชายทั้งสองคนเสร็จ พวกเขาก็ถามว่า  “ในบ้านนี้ยังมีคนอยู่อีกไหม”

พี่ชายทั้งสองของจอห์นจึงบอกว่า  “นอกจากพวกเรากับพ่อแล้ว  ในบ้านยังมีน้องชายจอมซื่อบื้อที่วัน ๆ ก็ไม่เห็นทำอะไรอยู่อีกคนหนึ่ง”   ทหารจึงขอพบตัวจอห์น และค้นจนเจอรองเท้าทองคำของเจ้าหญิงซ่อนอยู่ในย่ามประจำตัวของเขา

พี่ชายทั้งสองต่างตกตะลึงและไม่รู้ว่าน้องชายผู้ไม่มีอนาคตของพวกเขา มีรองเท้าทองคำอยู่ในย่ามได้อย่างไร   ส่วนจอห์นได้แต่ยิ้ม ๆ เมื่อเห็นพี่ชายทั้งสองของเขางงเป็นหมูตาแตก หลังจากนั้น ทหารก็ให้จอห์นและทุกคนในครอบครัวเดินทางไปที่พระราชวัง  เพื่อให้จอห์นเข้าพิธีแต่งงานกับเจ้าหญิง

เมื่อไปถึงพระราชวัง  หลาย ๆ คนไม่เชื่อว่าจอห์นเป็นคนที่นำรองเท้าทองคำ ลงจากยอดต้นสนได้จริง ๆ  พวกเขาจึงถามหาชุดสีทอง สีเงิน และสีทองแดงที่พวกเขาเคยเห็นเมื่อวันก่อน

เมื่อถูกคาดคั้น  จอห์นจึงนำนกหวีดทั้งสามตัวออกมาเป่า  ซึ่งหลังจากเป่านกหวีด  ม้าทั้งสามก็ปรากฏตัวพร้อมกับชุดสุดเท่ทั้ง 3 สี  จอห์นนำชุดสีทองทองมาสวมจนกลายเป็นเจ้าชายชิลชิลสุดเท่   จากนั้น เขาได้มอบชุดอีก 2 ชุดให้พี่ชายทั้งสองของเขา  ที่กำลังยืนงงต่อสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า 

หลังจากนั้น  จอห์นก็มอบรองเท้าทองคำให้แก่เจ้าหญิง  และแล้ว…..เจ้าชายชิลชิลก็ได้แต่งงานกับเจ้าหญิง และทั้งคู่ก็อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขสืบมา

#นิทานนำบุญ

Posted in ประสบการณ์ชีวิต, สาระน่ารู้

หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

ในช่วงที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) มีอายุราว 43 ปี (ปัจจุบัน อายุ 51 ปี) เป็นช่วงที่ผมได้พบกับความทุกข์ครั้งใหญ่ในชีวิต เป็นทุกข์ซ้อนทุกข์ซ้อนทุกข์ซ้อนทุกข์ ที่ถาโถมมาแบบชุดใหญ่ มันเป็นช่วงเวลาที่หนักมาก (ตอนนั้น ผมยังเขียนนิทานให้นิตยสารขวัญเรือนอยู่) ซึ่งความทุกข์ที่พบ ทำให้ผมต้องหาที่พึ่ง

ในช่วงเวลานั้น ผมบังเอิญเลือกที่พึ่งเป็นการร่วมปฏิบัติธรรมกับพระอาจารย์เอนก เตชะวโร ซึ่งท่านได้แนะนำการเจริญสติแบบเคลื่อนไหวตามแนวทางของหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ ให้ผมได้รู้จัก

หลังจากนั้น ความทุกข์และความเมตตาของพระอาจารย์เอนก ก็นำพาผมให้ไปเจริญสติต่อที่วัดโมกขวนาราม จังหวัดขอนแก่น บางครั้ง ผมไปอยู่ที่วัด 3วันบ้าง 7 วันบ้าง 9 วันบ้าง (ลำบากมาก) พอกลับมาที่บ้าน ก็ไปเจริญสติหรือฟังธรรมตามสถานปฏิบัติธรรมอีกหลายแห่ง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการเจริญสติแบบเคลื่อนไหวตามแนวทางของหลวงพ่อเทียน ส่วนในปีต่อ ๆ มา ก็เคยเจริญสติแบบจริงจังที่บ้านทุกเช้าราวตี 4 ถึง 6 โมงเช้าทุกวัน

ในช่วงที่เริ่มเจริญสติใหม่ ๆ ผมในฐานะนักแต่งนิทาน ได้แต่งนิทานซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากการเจริญสติแบบเคลื่อนไหวออกมาเรื่องหนึ่งชื่อว่า “วันเบิกบาน” นิทานเรื่องนี้ เป็นการแต่งนิทานโดยที่ยังไม่เข้าใจเรื่องการเจริญสติแบบเคลื่อนไหวมากนัก เนื้อหาที่แทรกอยู่ในนิทานจึงอาจยังไม่คมคายเท่าที่ควร ต่อมา เมื่อผมได้ฝึกเจริญสติอย่างต่อเนื่องจนเริ่มเข้าใจบางสิ่งบางอย่างมากขึ้น ผมได้แต่งนิทานในหมวด “นิทานธรรมะก่อนนอน” ออกมาอีกหลายเรื่อง ซึ่งบางเรื่องมีข้อคิดสำคัญเกี่ยวกับการเจริญสติซ่อนอยู่ (นิทานเรื่อง เจ้าหญิงนักเลี้ยงแมว)

เนื่องในวันที่ 13 กันยายน ของทุกปี เป็นวันที่ศิษย์ของหลวงพ่อเทียนตั้งใจจัดงานรำลึกถึงท่าน แม้ผมจะไม่ทันได้พบหลวงพ่อเทียน แต่การได้รับความเมตตาจากพระอาจารย์เอนก เตชะวโร ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อเทียน ก็ทำให้ผมอยากถือโอกาสนี้ ในการนำคำสอนของหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ ซึ่งผมได้เห็นจากแผ่นไวนิลซึ่งอยู่ที่วัดโมกขวนารามในช่วงที่ผมไปเจริญสติ และจากหนังสือชื่อ “คำสอนหลวงพ่อเทียน” มาจัดทำเป็นสื่อธรรมให้ท่านที่สนใจได้อ่าน เพื่อแสดงกตัญญุตาต่อหลวงพ่อเทียน มา ณ โอกาสนี้

ผมหวังว่า สื่อธรรมที่จัดทำขึ้นจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจ และเนื่องจากข้อความที่ปรากฏให้อ่าน เป็นภาษาธรรมซึ่งบุคคลทั่วไปกับผู้ที่เจริญสติถึงจุดหนึ่งแล้ว จะเข้าใจความหมายแตกต่างกัน (การอ่านเพื่อตีความความหมายสู้การเจริญสติไม่ได้ เพราะเมื่อเจริญสติจนถึงจุดหนึ่งแล้ว จะเข้าใจความหมายต่าง ๆ เหล่านี้ได้เองจากความเข้าใจจริง ๆ ไม่ใช่การพยายามทำความเข้าใจ) ดังนั้น หากเป็นไปได้ ผมขอแนะนำให้ผู้ที่สนใจลองหาโอกาสเจริญสติแบบเคลื่อนไหว (หรือแบบอื่น ๆ ) โดยมีพระอาจารย์ให้คำชี้แนะ จักเป็นประโยชน์ต่อชีวิตอย่างคาดไม่ถึงครับ

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานอีสป

กระต่ายกับเต่า: นิทานอมตะก่อนนอนที่ให้ข้อคิดเรื่องความพยายามและมิตรภาพ

นิทานอมตะเรื่อง “กระต่ายกับเต่า” เป็นนิทานก่อนนอนยอดนิยมที่เด็ก ๆ ทั่วโลกรู้จัก นิทานเรื่องนี้มีข้อคิดสอนใจที่เหมาะกับเด็ก แถมไม่มีฉากรุนแรงใด ๆ นิทานเรื่องนี้จึงเป็นขวัญใจของคุณพ่อคุณแม่และคุณครูอีกด้วย การนำนิทานเรื่อง “กระต่ายกับเต่า” มาเล่าใหม่ในแบบนิทานนำบุญ ถือว่าเป็นเกียรติของเว็บไซต์นิทานนำบุญ ที่ได้มีโอกาสแสดงความเคารพต่อผู้แต่งดั้งเดิม คือ อีสป (Aesop) นักเล่านิทานชาวกรีกในสมัยโบราณ หวังว่านิทานอีสปเรื่องกระต่ายกับเต่าที่เล่าในแบบนิทานนำบุญ จะทำให้เด็ก ๆ มีความสุขกันนะครับ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีกระต่ายตัวหนึ่งเป็นกระต่ายที่มีนิสัยไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ คือว่า มันเป็นกระต่ายที่ขี้โอ่ ชอบโอ้อวด แล้วก็ชอบท้าคนนู้นคนนี้แข่งขันอะไรต่อมิอะไรไปเรื่อย และที่แย่ที่สุดก็คือว่า มันค่อนข้างจะเจ้าเล่ห์ คือว่า มันจะคอยไปท้าคนนู้นคนนี้แข่ง ในสิ่งที่แข่งอย่างไรมันก็ชนะอยู่แล้ว

ยกตัวอย่างเช่น มันเคยไปยั่วช้าง ท้าทายนู่น ท้าทายนี่ ให้ช้างแข่งขันด้วย พอช้างรับคำท้า มันก็ท้าช้างแข่งขันกันว่า ใครจะขนนุ่มกว่ากัน! หือ…แข่งขนนุ่มเนี่ยนะ! พอให้คนอื่นตัดสิน ยังไง้ ยังไง กระต่ายก็ชนะ เพราะกระต่ายมันขนนุ่มกว่าช้างอยู่แล้ว พอกระต่ายมันชนะ มันก็จะแลบลิ้นปลิ้นตาหลอกช้าง “บรู้ว ๆ ” พร้อมกับพูดว่า “ขี้แพ้ ขี้แพ้ ขี้แพ้ ขี้แพ้” และนี่ก็คือนิสัยของเจ้ากระต่าย

หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง มีอยู่ครั้งหนึ่ง เจ้ากระต่ายมันแสบมาก มันไปท้าเด็ก ๆ ท้าแข่งขันกับเด็ก ๆ มันก็จะเริ่มจากการไปพูดจาดูถูกเด็ก ๆ เพื่อท้าทายให้เด็ก ๆ ยอมแข่งขันด้วย พอเด็ก ๆ หลงกลทนไม่ไหว เผลอไปรับคำท้าของมัน มันก็บอกเด็ก ๆ ว่า “งั้นเรามาแข่งกินแครอทกันดีกว่า”

โถ! ใคร ๆ ก็รู้ดีอยู่แล้วว่า เจ้ากระต่ายมันเชี่ยวชาญเรื่องการกินแครอทมากกว่าใคร ๆ ส่วนเด็ก ๆ ก็ไม่ค่อยเชี่ยวชาญการกินแครอทสักเท่าไร สุดท้าย เด็ก ๆ ก็แพ้กระต่าย พอแพ้แล้ว เจ้ากระต่ายก็แลบลิ้นปลิ้นตาหลอก “บรู้ว ๆ” จากนั้น มันก็พูดว่า “ขี้แพ้ ขี้แพ้ ขี้แพ้ ขี้แพ้” ดูสิ กระต่ายมันช่างร้ายจริง ๆ

อยู่มาวันหนึ่ง เจ้ากระต่ายจอมซ่า มันก็ไปเจอเต่าตัวหนึ่ง คลานต้วมเตี้ยม ต้วมเตี้ยม มันก็คิดแผนในใจว่า “เราจะต้องท้าแข่งกับเจ้าเต่า”

เมื่อคิดแบบนั้นแล้ว มันก็เลยไปล้อเลียนเต่าว่า “เต่าต้วมเตี้ยมติงต๊องตุ๊ต๊ะตุ้งติ้งตุ๊ดตู่ตึ่งตึงตึ๊ง มาแข่งอะไรกันหน่อยมั๊ยล่ะ”

เจ้าเต่ามองกระต่ายด้วยความงุนงง แล้วก็ถามกลับไปอย่างยานคางว่า “จะมาท้าแข่งอะไรเหรอ” เต่าคลานก็ช้า พูดก็ช้า

กระต่ายฟังจบก็หลอกเต่าให้หลงกลต่อไปว่า “กล้ามาแข่งมั๊ยล่ะ”

“ก็ได้ ก็ได้ แข่งก็ได้” เต่าตอบ

เมื่อเต่าหลงกลยอมแข่ง กระต่ายจึงบอกว่า “งั้นเรามาวิ่งแข่งกัน โอ่ย โอ๊ย โอย”

เต่าหลงกลตกปากรับคำไปแล้ว พอมันรู้ว่าต้องวิ่งแข่ง แล้วมันจะชนะได้อย่างไร แต่ในเมื่อรับปากแล้ว มันจึงต้องยอมแข่งด้วย

เมื่อเต่ายอมแข่ง กระต่ายจึงเรียกให้สัตว์ต่าง ๆ มาเป็นพยานในการแข่งขัน โดยเจ้าหมาจิ้งจอกมาทำหน้าที่ให้สัญญาณเริ่มแข่งขันที่จุดเริ่มต้น ส่วนสิงโตเจ้าป่าทำหน้าที่ดูว่าใครถึงเส้นชัยก่อน

เมื่อหมาจิ้งจอกให้สัญญาณเริ่มการแข่งขัน กระต่ายก็วิ่งปรู้ดนำหน้าออกไปจนเกือบจะถึงเส้นชัย ส่วนเต่าก็ยังคงคลานต้วมเตี้ยม ๆ อยู่บริเวณจุดเริ่มต้น

แต่กระต่ายมันประมาท ยังไม่ยอมเข้าเส้นชัย เพราะมันมีนิสัยชอบล้อเลียนเย้ยหยันคนอื่น มันจึงวิ่งปรู้ดกลับมาหาเต่า แล้วก็กระโดดดึ๋ง ๆ ๆ รอบตัวเต่า จากนั้น มันก็กระโดดข้ามกระดอง ดึ๋ง ดึ๋ง ดึ๋ง ข้ามกระดองไป ข้ามกระดองมา โชว์ลีลาท่ายากสารพัด แหม! ก็มันรู้อยู่แล้วว่า ยังไง้ ยังไง มันก็ต้องชนะ เพราะว่าเต่ามันคลานช้ามาก ๆ

กระต่ายกระโดดไปกระโดดมา กระโดดมากระโดดไป กระโดดไปกระโดดมา กระโดดมากระโดดไป กระโดดจนเบื่อ เพราะขนาดกระต่ายวิ่งไปวิ่งกลับ แล้วมากระโดดเล่นแบบนี้ เต่าก็ยังคลานไปไม่ถึงไหน กระต่ายกระโดดไปนาน ๆ เข้า ก็ชักเหนื่อย มันจึงบอกเต่าว่า “เธออยากคลานก็คลานไปก่อนนะเจ้าเต่าต้วมเตี้ยม เดี๋ยวฉันนอนพักเอาแรงสักชั่วโมงสองชั่วโมงนะ ยังไงเธอก็ยังไปไม่ถึงไหนหรอก”

พอคิดเช่นนั้น กระต่ายจึงไปหาที่เหมาะ ๆ ตรงโคนต้นไม้ แล้วก็ล้มตัวลงนอนเกาพุงแกรก ๆ ด้วยความสบายใจ ลมพัดมาเย็น ๆ เอื่อย ๆ กระต่ายก็เริ่มเคลิ้ม ประกอบเจ้ากระต่ายวิ่งไปจนเกือบถึงเส้นชัยแล้วก็วิ่งกลับมา แถมยังมีการกระโดดรอบตัวเต่า มันจึงเริ่มเหนื่อยเริ่มล้า พอมันเหนื่อยมันล้า มันจึงหลับ แต่ไม่ใช่การหลับแบบนอนกลางวัน มันหลับลึก หลับสนิทเหมือนนอนอยู่ที่บ้านเลย แถมมันยังฝันอีกว่า มันวิ่งชนะเต่า แล้วมันก็ล้อเลียนเต่าด้วยการแลบลิ้นปลิ้นตา “บรู้ว ๆ ” จากนั้น มันก็พูดว่า “ขี้แพ้ ขี้แพ้ ขี้แพ้ ขี้แพ้” ดูสิ ขนาดตอนหลับ กระต่ายก็ยังไม่ทื้งนิสัยชอบเยาะเย้ยผู้อื่น

ครั้นเวลาผ่านไป กระต่ายก็ตื่นขึ้นมา มันมองไปรอบ ๆ ตัว แสงก็ยังสว่างเหมือนช่วงก่อนที่มันจะนอนหลับ มันจึงคิดว่า มันคงหลับไปไม่เกินชั่วโมงแน่ ๆ แต่เมื่อมันหันไปมองที่เส้นชัย มันก็ตกใจจนหูตั้งโด่ เพราะว่า เต่าคู่แข่งของมัน คลานจนเกือบไปถึงเส้นชัยอยู่แล้ว

กระต่ายจึงรีบสอบถามหมาจิ้งจอกที่อยู่ใกล้ ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น ครั้นเมื่อหมาจิ้งจอกบอกกระต่ายว่า กระต่ายเผลอนอนหลับไปข้ามวันข้ามคืน ในขณะที่เจ้าเต่าคลานไปเรื่อย ๆ เอื่อย ๆ ข้ามวันข้ามคืนเช่นกัน กระต่ายจึงตระหนักว่ามันประมาทพลาดท่า มันจึงรีบวิ่งปรู๊ดตรงไปที่เส้นชัยทันที

แต่อนิจจา ในขณะที่เจ้ากระต่ายไล่หลังไปจนเกือบถึงเส้นชัย เจ้าเต่าก็ยืดหัวจากกระดองเข้าแตะเส้นชัย และชนะเจ้ากระต่ายไปอย่างหวุดหวิดแบบเส้นยาแดงผ่าแปด

เมื่อกระต่ายแพ้ สัตว์ต่าง ๆ ก็เดินมาหากระต่าย แล้วก็แลบลิ้นปลิ้นตาหลอก “บรู้ว ๆ” จากนั้น สัตว์ต่าง ๆ ก็พูดพร้อมกันว่า “ขี้แพ้ ขี้แพ้ ขี้แพ้ ขี้แพ้”

กระต่ายเจ็บใจที่ถูกเย้ยหยัน มันเพิ่งเข้าใจความรู้สึกของคนที่แพ้และถูกคนอื่นเยาะเย้ยเป็นครั้งแรก มันรู้สึกผิดที่ตลอดมา มันมักเยาะเย้ยผู้อื่นโดยไม่เคยเอาใจเขามาใส่ใจตัวเองเลย

ส่วนเจ้าเต่า ถึงมันจะชนะ แต่มันก็ไม่ได้แลบลิ้นปลิ้นตาใส่กระต่ายเลย มันกลับหันมาหากระต่าย แล้วบอกกระต่ายว่า “เราแข่งกันเสร็จแล้ว ฉันว่านะ อย่าคิดมากเลย ว่าใครแพ้ใครชนะ ฉันว่านะ แทนที่เราจะเป็นคู่แข่งกัน เรามาเป็นเพื่อนกันน่าจะดีกว่านะ”

กระต่ายยิ้มและขอบใจเต่าที่เต่าไม่ล้อเลียนมัน แม้ความประมาทของกระต่าย จะทำให้กระต่ายพ่ายแพ้ก็จริง แต่การพ่ายแพ้ครั้งนี้ ทำให้กระต่ายได้บทเรียนครั้งสำคัญ ดังนั้น กระต่ายจึงตกปากรับคำเป็นเพื่อนกับเต่า และหลังจากนั้นเป็นต้นมา กระต่ายก็พยายามปรับปรุงนิสัยของตัวเอง และไม่เคยท้าใคร ๆ แข่งขันอะไรอีกเลย

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • อย่าดูถูกผู้อื่น เพราะทุกคนมีคุณค่าในแบบของตนเอง
  • ความพยายามอย่างสม่ำเสมอ ย่อมชนะความเก่งที่ขาดวินัย
  • ความพ่ายแพ้สามารถเป็นครูที่ดีที่สุด
  • มิตรภาพสำคัญกว่าการเอาชนะ

#นิทานนำบุญ