Posted in ครอบครัว, นิทานก่อนนอน, นิทานฝรั่ง, นิทานเด็ก, เด็ก

นิทาน แจ็คผู้ฆ่ายักษ์ (ฉบับสั้น)

Continue reading “นิทาน แจ็คผู้ฆ่ายักษ์ (ฉบับสั้น)”
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานคลาสสิก, นิทานแอนเดอร์เซน

นิทานเรื่อง เด็กหญิงขายไม้ขีดไฟ

Continue reading “นิทานเรื่อง เด็กหญิงขายไม้ขีดไฟ”
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานก่อนนอนสั้น ๆ, นิทานอบอุ่นหัวใจ

นิทานเรื่อง ทำไม คุณพ่อคุณแม่ถึงทน…

นิทานเรื่องนี้ เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ตั้งใจแต่งมาก ๆ เพื่อมอบให้คุณพ่อ คุณแม่ และเด็ก ๆ (รวมทั้งผู้อ่านที่ชอบอ่านนิทานนำบุญให้คนที่รักฟัง) ผมเขียนสิ่งที่อยากมอบให้ไว้ในนิทานเรื่องนี้หมดแล้ว หวังว่าจะชอบนิทานเรื่องนี้กันนะครับ

ทุก ๆ คืน คุณพ่อกระต่ายและคุณแม่กระต่ายจะผลัดกันอ่านนิทานให้ลูก ๆ ฟังคืนละ 3 – 4 เรื่อง แล้วจึงค่อยบอกให้ลูก ๆ เข้านอนอย่างมีความสุข

ข้าวปั้นรู้สึกว่าการอ่านนิทานไม่ใช่เรื่องยาก  มันจึงรับปากทำตามที่คุณพ่อคุณแม่มอบหมาย

ในการอ่านนิทานเรื่องแรก  ข้าวปั้นเริ่มต้นอ่านนิทานด้วยเสียงที่สดใส แต่พออ่านไปได้สักพัก มันก็เริ่มระคายคอ  อ่านตะกุกตะกัก งึกงึกงักงัก เสียงแหบเสียงแห้ง เรี่ยวแรงร่อยหรอ  คันคอยิบยิบ ข้าวปั้นเพิ่งรู้ว่า การอ่านนิทานไม่ได้ง่ายอย่างที่มันคิด เมื่อข้าวปั้นอ่านนิทานเรื่องแรกจบ มันจึงบอกน้อง ๆ ว่า “ไม่ไหวแล้ว อ่านนิทานเรื่องต่อไปไม่ไหวแล้ว ข้าวปุ้นมาอ่านนิทานแทนพี่ได้ไหม”

ในการอ่านนิทานเรื่องที่สอง ข้าวปุ้นเริ่มต้นอ่านนิทานด้วยเสียงที่สดใส  แต่พออ่านไปได้สักพัก มันก็เริ่มระคายคอ  อ่านตะกุกตะกัก งึกงึกงักงัก เสียงแหบเสียงแห้ง เรี่ยวแรงร่อยหรอ  คันคอยิบยิบ ข้าวปุ้นเพิ่งรู้ว่า การอ่านนิทานไม่ได้ง่ายอย่างที่มันคิด  เมื่อข้าวปุ้นอ่านนิทานจบ มันจึงบอกน้อง ๆ ว่า “ไม่ไหวแล้ว อ่านนิทานเรื่องต่อไปไม่ไหวแล้ว  ข้าวเปียกมาอ่านนิทานแทนพี่จะได้ไหม”

แทนที่ข้าวแฉะจะรับช่วงอ่านนิทานต่อจากพี่  ข้าวแฉะกลับทำหน้าสงสัย แล้วพูดกับพี่ ๆ ว่า “หนูแปลกใจจัง ทำไมพี่ ๆ อ่านนิทานกันแค่คนละเรื่อง แล้วกลับบอกว่าอ่านนิทานต่อไปไม่ไหว  หนูเห็นคุณพ่อกับคุณแม่อ่านนิทานคืนนึงตั้ง 3-4 เรื่อง ทำไมท่านถึงไม่หยุดอ่านเลยล่ะ”

ข้าวปั้นบอกว่า “คงเป็นเพราะคุณพ่อกับคุณแม่ชอบฟังนิทานเหมือนเด็ก ๆ  แต่เพราะท่านโตแล้ว (ดูริ้วรอยที่หางตาคุณแม่สิ)  พอไม่มีใครอ่านนิทานให้ฟัง ก็เลยต้องอ่านเองยังไงล่ะ แต่ทำเป็นมาอ่านให้พวกเราฟัง จะได้ไม่เขิน”

ข้าวเปียกบอกว่า “ไม่น่าจะเป็นแบบนั้นนะ ฉันว่าคุณพ่อกับคุณแม่คงขี้เกียจอาบน้ำ  แต่ถ้าจะพูดว่าเดี๋ยวก่อน ๆ  พวกเราก็จะทำตาม  คุณพ่อกับคุณแม่เลยชวนพวกเรามาฟังนิทาน  ท่านจะได้อาบน้ำช้าอีกหน่อยยังไงล่ะ”

ข้าวแฉะนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วจึงพูดต่อไปว่า  “คุณพ่อคุณแม่ต้องรักพวกเรามาก ๆ  ท่านจึงยอมเหนื่อยทำงาน ยอมเหนื่อยดูแลบ้าน  ยอมเหนื่อยหาอาหารให้พวกเรา  แถมยังยอมเหนื่อยเล่านิทานให้พวกเราฟัง  พวกเราเองต่างหาก ที่ปากบอกว่ารักคุณพ่อคุณแม่ แต่พวกเราเคยยอมเหนื่อยทำอะไรเพื่อท่านบ้างไหมนะ”

……..

………….

………………..

ข้าวปั้น ข้าวปุ้น ข้าวเปียกและข้าวแฉะ ช่วยกันทำความสะอาดบ้านจนบ้านดูเรียบร้อยอย่างเห็นได้ชัด มิหนำซ้ำ ลูกกระต่ายทั้งสี่ตัวยังผลัดกันอาบน้ำแต่งตัวจนพวกมันพร้อมไปโรงเรียนโดยที่ไม่ต้องให้คุณพ่อคุณแม่เหนื่อย 

พ่อกระต่ายกับแม่กระต่ายสัมผัสได้ถึงความพยายามและความรักที่ลูก ๆ มีให้  คุณพ่อกับคุณแม่จึงเรียกลูก ๆ มาใกล้ ๆ  จากนั้น คุณพ่อกับคุณแม่ก็ “กอดและจุ๊บเหม่ง” ลูก ๆ ทั้งสี่ด้วยความรัก

ส่วนคุณพ่อกับคุณแม่ก็กระซิบถามลูก ๆ ด้วยความรักว่า “วันนี้วันหยุด ลูก ๆ อาบน้ำแล้วแต่งชุดนักเรียนแบบนี้ ลูก ๆ จะไปไหนกันเหรอจ๊ะ ฮิฮิ”

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • ความรักของพ่อแม่ คือการยอมแลกความสบายของตัวเอง เพื่อความสุขของลูก
  • การกระทำที่ดูเล็ก ๆ เช่น อ่านนิทานก่อนนอน คือสิ่งที่สะท้อนความรักยิ่งใหญ่ในใจพ่อแม่
  • แม้ไม่มีใครขอ พ่อแม่ก็เลือกทำ…เพราะความรักไม่ต้องมีเงื่อนไข

………………………………………………………………………………………………………….

ในตอนที่ผมพิมพ์นิทานเรื่องนี้เพื่อนำมาโพสต์ในเว็บนิทานนำบุญ ผมนึกถึงตอนที่ผมเป็นเด็ก ตอนนั้น…ผมรู้ว่าผมรักพ่อ รักแม่ รักอาม่า ผมรู้ว่าแม่กับอาม่าทำอะไรต่อมิอะไรให้ผมสารพัด เวลามีของกินอร่อย ๆ ก็ให้ผมกินหมด (ตัวเองไม่ยอมกิน) ยอมเหนื่อยทำนู่นทำนี่ให้ผมตลอด ผมซึ่งไม่รู้จักคิด ก็เห็นการกระทำเหล่านั้นเป็นเรื่องปกติ! ไม่เคยรู้สึกว่า “คนทำเขาก็เหนื่อยนะ และที่เขาเหนื่อยก็เพราะรักเรานะ”

ความไร้เดียงสาที่ยาวนานของผม ทำให้ผมรู้สึกว่า ผมควรนำประเด็นนี้มาใส่ในนิทานเรื่องนี้ ผมไม่ได้ตั้งใจสอนให้เด็ก ๆ ทำงานบ้านหรือแบ่งเบาภาระของพ่อแม่ แต่ผมอยากให้เด็ก ๆ ได้รู้สึกถึงสิ่งที่สำคัญกว่านั้น นั่นก็คือ “เมื่อเรารู้สึกว่าเรารักใคร อย่าลืมดูแลคนที่เรารักให้ดี อย่าปล่อยให้เขาเหนื่อยอยู่ฝ่ายเดียว”

ผมหวังว่า นิทานเรื่องนี้จะให้แง่มุมที่เป็นประโยชน์และสร้างความสุขให้คุณผู้อ่านได้บ้างนะครับ แต่สำหรับผมเอง ผมตั้งใจและดีใจที่ได้แต่งนิทานเรื่องนี้ออกมา 🙂

Posted in ครอบครัว, ความรัก, นิทานก่อนนอน, นิทานนำบุญ, นิทานาสอนใจเด็ก, นิทานเด็ก

ฉันชอบเธออย่างที่เธอเป็นมากที่สุด

“แอปเปิ้ล แอปเปิ้ล แอปเปิ้ล มะละกอ มะละกอ มะละกอ

กล้วย กล้วย กล้วย ส้ม ส้ม ส้ม

แอปเปิ้ล มะละกอ กล้วย ส้ม”

แอปเปิ้ลเป็นเด็กที่ชอบทำกิจกรรมกลางแจ้ง ยิ่งถ้าวันไหนได้ปลูกผักในสวน แอปเปิ้ลจะอยู่ในสวนได้ทั้งวัน

กล้วยเป็นเด็กที่ชอบศึกษาหาความรู้ ถ้าวันไหนกล้วยได้อยู่บ้านอ่านหนังสือหรือได้ไปห้องสมุด กล้วยจะมีความรู้สึกเหมือนได้ท่องเที่ยวไปในโลกกว้าง

เมื่อถึงวันเกิดของลูก ๆ คุณแม่เห็นว่าลูก ๆ เป็นเด็กที่น่ารัก ไม่ดื้อไม่ซน และใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์เสมอ คุณแม่จึงซื้อของขวัญเป็นตุ๊กตามาฝากลูกสาวคนละหนึ่งตัว

มะละกอได้ตุ๊กตาหมีที่มีชุดเป็นลายดอกไม้แสนอ่อนหวาน

ส่วนส้มไม่ได้ตุ๊กตาหมีเหมือนพี่ ๆ แต่เธอได้ตุ๊กตาเด็กไม่ใส่เสื้อแถมมีหัวจุก ซึ่งพี่ ๆ พากันร้องเพลงว่า “จ่อกกวิก กวิก กวิก กวิก กวิก กวิก กวิก กวิก กวิก จ่อก จ่อก กวิก กูลิติแกว็ด” กันอย่างสนุกสนาน

ในเวลาต่อมา เมื่อคุณแม่ไม่อยู่ มีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคนไม่คาดคิด

ในขณะเดียวกัน ตุ๊กตาหมีของมะละกอก็ส่งยิ้มให้มะละกอ พอมะละกอเห็น เธอก็ตาโตด้วยความประหลาดใจ แต่เธอก็ยิ้มตอบด้วยความดีใจ ที่จะได้มีเพื่อนเล่น

ส่วนตุ๊กตาเด็กหัวจุกที่ดูคล้ายกุมารทองของส้มนั้น มันรู้สึกว่าตัวของมันไม่น่ารักเหมือนตุ๊กตาตัวอื่น ๆ แถมมันยังไม่มีเสื้อใส่เสียด้วย เมื่อสบโอกาส เจ้าตุ๊กตาก็พยายามส่งยิ้มให้ส้มอย่างเจียมตัว แต่เมื่อส้มมองมาที่มัน ส้มกลับมีสีหน้านิ่งเฉย!

ในวินาทีนั้น ส้มเพิ่งได้สติเพราะมัวแต่คิดอะไรบางอย่างอยู่ในหัว ส้มเพิ่งสังเกตเห็นว่าตุ๊กตาของเธอมีชีวิต และมีสีหน้าแปลก ๆ ด้วยเหตุนี้ ส้มจึงพูดกับตุ๊กตาว่า “เธอเป็นอะไรไปเหรอ ปวดห้องน้ำรึเปล่าจ๊ะ?”

ส้มมองเจ้าตุ๊กตาหัวจุกของเธอด้วยความเอ็นดู จากนั้น ส้มก็บอกกับเจ้าตุ๊กตาหัวจุกว่า

เจ้าตุ๊กตาหัวจุกเขินจนหน้าแดงไปหมด เพราะตลอดเวลา มันไม่เคยรู้สึกว่ามันมีค่าสำหรับใครเลย แต่ในวันนี้ มันรู้สึกว่า ตัวมันมีค่าจริง ๆ เมื่อได้อยู่กับเพื่อนใหม่ที่เห็นคุณค่าของมัน

ครั้นเมื่อคุณแม่กลับมา เด็กทุกคนก็ไม่ลืมที่จะไปหอมแก้มคุณแม่ เพราะนอกจากคุณแม่จะมอบของขวัญแสนพิเศษให้กับลูก ๆ ทุกคนแล้ว คุณแม่ยังรู้ใจลูก ๆ ทุกคนอย่างทะลุปรุโปร่ง

ถ้าใครจะหอม ขอฝากหอมด้วยสักสองสามฟอด จากนั้น ก็ขอให้ทุกคนเข้านอนอย่างมีความสุขนะจ๊ะ

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • ทุกคนมีคุณค่าในแบบของตัวเอง แม้จะไม่เหมือนใคร
  • การยอมรับความแตกต่างคือพื้นฐานของความรักแท้จริง
  • ความคิดสร้างสรรค์สามารถเปลี่ยนสิ่งธรรมดาให้กลายเป็นสิ่งพิเศษ

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานนำบุญ, นิทานอบอุ่นหัวใจ

พลังวิเศษของกูรูบูจู้ : นิทานก่อนนอน แนวแฟนตาซีอบอุ่นใจ

แต่สำหรับนิทานเรื่อง “พลังวิเศษของกูรูบูจู้” นิทานแฟนตาซีเรื่องใหม่จากผู้แต่งนำบุญ นามเป็นบุญ ความแฟนตาซีในเรื่องนี้กลับมีความอบอุ่นที่ต่างออกไป นิทานนำบุญไม่เพียงแค่พาผู้อ่านเข้าสู่โลกเวทมนตร์ แต่ยังแฝงความละมุนละไมความอบอุ่น และความซนแบบมีเสน่ห์ ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผู้เขียน ทำให้นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานแฟนตาซีที่มีหัวใจ และมีความหมายลึกซึ้งเกินกว่าการผจญภัยทั่วไป

นิทานเรื่อง “พลังวิเศษของกูรูบูจู้” เป็นนิทานก่อนนอนเรื่องใหม่ ที่พี่นำบุญแต่งขึ้นในวันที่ 24 สิงหาคม 2566 ถือเป็นนิทานเรื่องใหม่เรื่องที่ 4 หลังจากหยุดแต่งนิทานมาตั้งแต่ตอนที่นิตยสารขวัญเรือนปิดตัวลง นิทานเรื่องนี้แต่งขึ้นที่จังหวัดนครพนม ในช่วงที่มีการประกวดนางงามจักรวาล ซึ่งแอนโทเนียได้ตำแหน่งรองชนะเลิศ ด้วยความซนของผู้แต่ง จึงนำชื่อของเธอมาตั้งเป็นชื่อตัวละคร และยังมีอะไรซน ๆ ซ่อนอยู่ในนิทานเรื่องนี้อีกหลายจุด ที่รอดักรอยยิ้มของผู้อ่านอยู่เป็นระยะ ๆ

กูรูบูจู้เป็นสัตว์ที่เป็นมิตรและชอบเล่นกับสัตว์ป่าอื่น ๆ มาก แต่กูรูบูจู้ไม่ใช่สัตว์ที่เกิดตามธรรมชาติมันเป็นผลงานการเนรมิตของนักเวทย์ที่ชื่อว่า “แอนโทเนีย”

แม้กูรูบูจู้จะเป็นสัตว์ที่เกิดขึ้นจากเวทมนตร์ แต่กูรูบูจู้มีความแตกต่างจากสัตว์เนรมิตของนักเวทย์คนอื่น ๆ นั่นก็คือ มันเป็นสัตว์เนรมิตที่ “มีหัวใจ” และรู้จักการส่งมอบความรัก

กูรูบูจู้เป็นสัตว์เนรมิตที่แอนโทเนียรักมากที่สุด ส่วนกูรูบูจู้ก็รักและถือว่าแอนโทเนียเป็นแม่ของมันด้วยเหตุนี้เอง กูรูบูจี้จึงตั้งใจที่จะเป็นสัตว์เนรมิตที่ดี และต้องการปกป้องแอนโทเนียให้ปลอดภัยจากผู้ที่ไม่หวังดีทั้งหลาย

แต่การจับกูรูบูจู้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะกูรูบูจู้มีอาวุธเป็นเขา แถมยังบินได้ ที่สำคัญ มันมีความผูกพันกับแอนโทเนียมาก จึงมักอยู่ใกล้ ๆ เธอเสมอ หากใครคิดจะไปลักพาตัวหรือจับกูรูบูจู้ แอนโทเนียก็คงปกป้องกูรูบูจู้ด้วยเวทมนตร์ของเธออย่างเต็มที่

วันนั้น นักเวทย์คนหนึ่งได้ปลอมตัวมาหลอกกูรูบูจู้ว่า ในป่าเวทมนตร์มีสมุนไพรที่สามารถรักษาแอนโทเนียให้หายป่วยได้ ส่วนนักเวทย์คนอื่น ๆ ก็ซ่อนตัวอยู่ในป่าเวทมนตร์ เพื่อรอเวลาในการจับตัวกูรูบูจู้มาศึกษา

แต่เมื่อมันไปถึงที่หมาย มันกลับพบว่าไม่มีสมุนไพรใด ๆ อยู่ที่นั่น มีก็แต่เหล่านักเวทย์จอมเจ้าเล่ห์ที่ซ่อนตัวอยู่ และทุกคนก็รวมพลังเวทมนตร์ เพื่อสะกดไม่ให้กูรูบูจู้ขยับปีกหรือใช้เขาในการต่อสู้ ในที่สุด กูรูบูจู้ก็ถูกจับนักเวทย์ทั้งหลายต่างพากันกระหยิ่มยิ้มย่องที่จับกูรูบูจู้ได้สำเร็จ

ครั้นเมื่อสัตว์เหล่านั้นได้สัมผัสกับความอบอุ่น และความจริงใจจากหัวใจของกูรูบูจู้ พวกมันก็เริ่มรู้สึกเหมือนเลือดลมในร่างเนรมิตของพวกมันเริ่มไหลเวียน จนพวกมันเริ่มรู้สึกถึงความมีชีวิตอย่างแท้จริง และพวกมันก็เริ่มตระหนักถึงความสำคัญ ของการส่งมอบความรักให้แก่ผู้อื่น

พวกสัตว์เนรมิตช่วยกันหาวิธีพากูรูบูจู้หนีออกจากห้องเวทมนตร์ลึกลับอยู่สักพัก ในที่สุด พวกมันก็ทำได้สำเร็จ

เมื่อกูรูบูจู้หนีการติดตามมาจนเข้าเขตบ้านของแอนโทเนีย แอนโทเนียซึ่งยังคงป่วยอยู่ได้ยินเสียงผิดปกติจึงลุกขึ้นมาดูเหตุการณ์ที่หน้าต่าง

เมื่อกูรูบูจู้เห็นแอนโทเนีย มันก็รีบโผเข้าหาวงแขนอันอบอุ่นนั้น ส่วนแอนโทเนียก็กอดเจ้ากูรูบูจู้สัตว์เนรมิตที่เธอรักเหมือนลูกเอาไว้ในอ้อมอก

แต่ก่อนที่เหล่านักเวทย์จะลงมือ สัตว์เนรมิตทั้งหลายก็ทำเรื่องที่เหล่านักเวทย์คาดไม่ถึง นั่นคือ พวกมันพากันโผเข้ากอดเหล่านักเวทย์ ซึ่งเปรียบเสมือนพ่อแม่ผู้สร้างชีวิตให้แก่มัน

ครั้นเมื่อเหล่านักเวทย์ถูกสัตว์เนรมิตที่ตนเองสร้างโผเข้ากอดและส่งมอบความรักให้ หัวใจอันหยาบกระด้างของพวกเขาก็ค่อย ๆ ละมุนละไมมากขึ้น

ในที่สุด เรื่องราวท้ั้งหมดก็จบลงอย่างมีความสุข

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

นิทานเรื่อง นูอินกับลูกนกดึกดำบรรพ์

นิทานก่อนนอนเรื่อง นูอินกับลูกนกดึกดำบรรพ์ เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งเมื่อวันที่ 16 เดือนตุลาคม 2549 เพื่อส่งไปตีพิมพ์ในนิตยสารขวัญเรือน นับถึงวันนี้ (19 มกราคม 2566) ก็ผ่านมาแล้วประมาณ 17 ปี นานมากเลยนะครับ นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานก่อนนอนสั้น ๆ ผมคิดว่าตัวละครน่าสนใจดี เด็กคนไหนชอบเรื่องราวเกี่ยวกับไดโนเสาร์อาจจะชอบนิทานเรื่องนี้เป็นพิเศษ ขอให้มีความสุขกับการอ่านนิทานนะครับ

นิทานเรื่อง นูอินกับลูกนกดึกดำบรรพ์

          นูอินเป็นเด็กยุคหิน   พ่อกับแม่ของนูอินมีลูกเพียงคนเดียว  นูอินจึงเหงาและอยากจะมีใครสักคนเป็นเพื่อน

          อยู่มาวันหนึ่ง  นูอินพบลูกนกดึกดำบรรพ์ตกลงมาจากรังบนยอดไม้  เจ้าลูกนกได้รับบาดเจ็บ   มันส่งเสียงร้องอย่างน่าสงสาร  นูอินอยากช่วยเจ้าลูกนก  เขาจึงอุ้มลูกนกดึกดำบรรพ์กลับไปรักษาตัวที่ถ้ำซึ่งเป็นบ้านของเขา

         

นูอินเฝ้าดูแลลูกนกตั้งแต่เช้าจรดค่ำตามคำแนะนำของพ่อกับแม่  ยิ่งนานวัน…นูอินก็ยิ่งผูกพันกับเจ้าลูกนกมากขึ้นเรื่อย ๆ  จวบจนเมื่อเจ้าลูกนกหายจากอาการบาดเจ็บ  เด็กน้อยผู้โดดเดี่ยวจึงตัดสินใจเลี้ยงลูกนกเอาไว้เป็นเพื่อนของเขา

          ทุก ๆ วัน  นูอินจะคอยหาของกินอร่อย ๆ มาให้เจ้าลูกนกไม่เคยขาด  เขาชอบนำดอกไม้,ฝุ่นสีและลูกปัดหินมาตกแต่งตามเนื้อตัวของเจ้าลูกนกให้ดูสวยโดดเด่น   นูอินมีความสุขมากที่ได้เล่นสนุกกับเจ้าลูกนก  เขามักจะอุ้มเจ้าลูกนกไปเดินเที่ยวในที่ต่าง ๆ อยู่เสมอ ๆ

          เมื่อผู้คนเห็นลูกนกแสนสวยของนูอิน  พวกเขาก็พากันมาห้อมล้อมและขอแตะเนื้อต้องตัวเจ้าลูกนกเป็นการใหญ่  นูอินไม่อยากให้ใครมายุ่งกับลูกนกที่เขารัก  ดังนั้น นูอินจึงเลิกพาเจ้าลูกนกออกไปเดินเล่นนอกถ้ำอีก

          นับจากวันนั้น  เจ้าลูกนกก็จำต้องอุดอู้อยู่แต่ในถ้ำและคอยเป็นเพื่อนเล่นกับนูอินเพียงผู้เดียว  แม้เจ้าลูกนกจะรักนูอินมาก แต่มันก็ไม่มีความสุขเอาเสียเลย  เพราะจริง ๆ แล้วมันฝันที่จะโผบินไปบนฟากฟ้าเพื่อมีโอกาสกลับไปอยู่กับฝูงนกซึ่งเป็นเพื่อนพ้องพี่น้องของมัน

          ในขณะที่นูอินมีความสุขที่ได้อยู่กับเจ้าลูกนกเพื่อนรัก  แต่เจ้าลูกนกกลับเซื่องซึมไร้ชีวิตชีวาลงเรื่อย ๆ   ไม่ช้าไม่นานนัก  เจ้าลูกนกก็เริ่มป่วยกระเสาะกระแสะ  จนท้ายที่สุด…มันก็ไม่มีเรี่ยวแรงแม้กระทั่งจะส่งเสียงร้องทักนูอินดังที่มันเคยทำได้

          เมื่อนูอินเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้น  เขาจึงเที่ยวหาสมุนไพรดี ๆ มารักษาเจ้าลูกนกอย่างสุดความสามารถ  แต่จนแล้วจนรอด เจ้าลูกนกก็ไม่มีทีท่าว่าจะแข็งแรงขึ้นเลยแม้แต่น้อย  มิหนำซ้ำ มันยังอ่อนแรงลงจนดูเหมือนว่ามันกำลังจะลาจากโลกนี้ไป 

          นูอินห่วงเจ้าลูกนกจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ  พ่อกับแม่ของนูอินเห็นท่าไม่เข้าที  ท่านทั้งสองจึงเชิญคุณหมอให้มาช่วยตรวจอาการของเจ้าลูกนกโดยด่วน

          คุณหมอยุคหินเป็นคุณหมอที่เก่งมาก  คุณหมอตรวจเจ้าลูกนกไม่นานก็รู้ว่ามันป่วยเพราะเหงาและอยากกลับไปอยู่กับพวกของมัน  เมื่อนูอินรู้สาเหตุที่ทำให้เจ้าลูกนกไม่สบาย  เขาก็รู้สึกผิดที่รั้งเจ้าลูกนกเอาไว้โดยไม่ได้คิดถึงจิตใจของมันบ้าง 

          แม้นูอินจะรักเจ้าลูกนกมาก  แต่ความรักคือการให้…ไม่ใช่การครอบครองเป็นเจ้าของ ด้วยเหตุนี้  นูอินจึงกระซิบบอกเจ้าลูกนกทั้งน้ำตาว่า ถ้าลูกนกแข็งแรงขึ้น  เขาจะยอมปล่อยให้เจ้าลูกนกกลับไปใช้ชีวิตอิสระอยู่กับเพื่อนๆ และครอบครัวของมัน

          เจ้าลูกนกดีใจมากที่ได้ฟังคำพูดของนูอิน  เพราะนอกจากมันจะเป็นสิ่งที่เจ้าลูกนกต้องการแล้ว  มันยังแสดงให้เห็นถึงความปรารถนาดีที่นูอินมีให้แก่มันอย่างเต็มเปี่ยม  

          หลังจากนั้นไม่นาน  เจ้าลูกนกจึงค่อย ๆ แข็งแรงขึ้นจนกระทั่งมันมีแรงพอที่จะบินออกไปสู่แผ่นฟ้าอันกว้างใหญ่ได้

          นูอินมีความสุขที่เห็นเจ้าลูกนกหายป่วย  แม้การปล่อยให้เจ้าลูกนกกลับไปอยู่กับพวกพ้องพี่น้องของมันจะทำให้นูอินรู้สึกเหงา ๆ  แต่เขาก็เชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด  เพราะการทำให้เพื่อนมีความสุขเป็นหน้าที่ของเพื่อนที่ดี  

#นิทานนำบุญ

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานอีสป

กระต่ายกับเต่า: นิทานอมตะก่อนนอนที่ให้ข้อคิดเรื่องความพยายามและมิตรภาพ

นิทานอมตะเรื่อง “กระต่ายกับเต่า” เป็นนิทานก่อนนอนยอดนิยมที่เด็ก ๆ ทั่วโลกรู้จัก นิทานเรื่องนี้มีข้อคิดสอนใจที่เหมาะกับเด็ก แถมไม่มีฉากรุนแรงใด ๆ นิทานเรื่องนี้จึงเป็นขวัญใจของคุณพ่อคุณแม่และคุณครูอีกด้วย การนำนิทานเรื่อง “กระต่ายกับเต่า” มาเล่าใหม่ในแบบนิทานนำบุญ ถือว่าเป็นเกียรติของเว็บไซต์นิทานนำบุญ ที่ได้มีโอกาสแสดงความเคารพต่อผู้แต่งดั้งเดิม คือ อีสป (Aesop) นักเล่านิทานชาวกรีกในสมัยโบราณ หวังว่านิทานอีสปเรื่องกระต่ายกับเต่าที่เล่าในแบบนิทานนำบุญ จะทำให้เด็ก ๆ มีความสุขกันนะครับ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีกระต่ายตัวหนึ่งเป็นกระต่ายที่มีนิสัยไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ คือว่า มันเป็นกระต่ายที่ขี้โอ่ ชอบโอ้อวด แล้วก็ชอบท้าคนนู้นคนนี้แข่งขันอะไรต่อมิอะไรไปเรื่อย และที่แย่ที่สุดก็คือว่า มันค่อนข้างจะเจ้าเล่ห์ คือว่า มันจะคอยไปท้าคนนู้นคนนี้แข่ง ในสิ่งที่แข่งอย่างไรมันก็ชนะอยู่แล้ว

ยกตัวอย่างเช่น มันเคยไปยั่วช้าง ท้าทายนู่น ท้าทายนี่ ให้ช้างแข่งขันด้วย พอช้างรับคำท้า มันก็ท้าช้างแข่งขันกันว่า ใครจะขนนุ่มกว่ากัน! หือ…แข่งขนนุ่มเนี่ยนะ! พอให้คนอื่นตัดสิน ยังไง้ ยังไง กระต่ายก็ชนะ เพราะกระต่ายมันขนนุ่มกว่าช้างอยู่แล้ว พอกระต่ายมันชนะ มันก็จะแลบลิ้นปลิ้นตาหลอกช้าง “บรู้ว ๆ ” พร้อมกับพูดว่า “ขี้แพ้ ขี้แพ้ ขี้แพ้ ขี้แพ้” และนี่ก็คือนิสัยของเจ้ากระต่าย

หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง มีอยู่ครั้งหนึ่ง เจ้ากระต่ายมันแสบมาก มันไปท้าเด็ก ๆ ท้าแข่งขันกับเด็ก ๆ มันก็จะเริ่มจากการไปพูดจาดูถูกเด็ก ๆ เพื่อท้าทายให้เด็ก ๆ ยอมแข่งขันด้วย พอเด็ก ๆ หลงกลทนไม่ไหว เผลอไปรับคำท้าของมัน มันก็บอกเด็ก ๆ ว่า “งั้นเรามาแข่งกินแครอทกันดีกว่า”

โถ! ใคร ๆ ก็รู้ดีอยู่แล้วว่า เจ้ากระต่ายมันเชี่ยวชาญเรื่องการกินแครอทมากกว่าใคร ๆ ส่วนเด็ก ๆ ก็ไม่ค่อยเชี่ยวชาญการกินแครอทสักเท่าไร สุดท้าย เด็ก ๆ ก็แพ้กระต่าย พอแพ้แล้ว เจ้ากระต่ายก็แลบลิ้นปลิ้นตาหลอก “บรู้ว ๆ” จากนั้น มันก็พูดว่า “ขี้แพ้ ขี้แพ้ ขี้แพ้ ขี้แพ้” ดูสิ กระต่ายมันช่างร้ายจริง ๆ

อยู่มาวันหนึ่ง เจ้ากระต่ายจอมซ่า มันก็ไปเจอเต่าตัวหนึ่ง คลานต้วมเตี้ยม ต้วมเตี้ยม มันก็คิดแผนในใจว่า “เราจะต้องท้าแข่งกับเจ้าเต่า”

เมื่อคิดแบบนั้นแล้ว มันก็เลยไปล้อเลียนเต่าว่า “เต่าต้วมเตี้ยมติงต๊องตุ๊ต๊ะตุ้งติ้งตุ๊ดตู่ตึ่งตึงตึ๊ง มาแข่งอะไรกันหน่อยมั๊ยล่ะ”

เจ้าเต่ามองกระต่ายด้วยความงุนงง แล้วก็ถามกลับไปอย่างยานคางว่า “จะมาท้าแข่งอะไรเหรอ” เต่าคลานก็ช้า พูดก็ช้า

กระต่ายฟังจบก็หลอกเต่าให้หลงกลต่อไปว่า “กล้ามาแข่งมั๊ยล่ะ”

“ก็ได้ ก็ได้ แข่งก็ได้” เต่าตอบ

เมื่อเต่าหลงกลยอมแข่ง กระต่ายจึงบอกว่า “งั้นเรามาวิ่งแข่งกัน โอ่ย โอ๊ย โอย”

เต่าหลงกลตกปากรับคำไปแล้ว พอมันรู้ว่าต้องวิ่งแข่ง แล้วมันจะชนะได้อย่างไร แต่ในเมื่อรับปากแล้ว มันจึงต้องยอมแข่งด้วย

เมื่อเต่ายอมแข่ง กระต่ายจึงเรียกให้สัตว์ต่าง ๆ มาเป็นพยานในการแข่งขัน โดยเจ้าหมาจิ้งจอกมาทำหน้าที่ให้สัญญาณเริ่มแข่งขันที่จุดเริ่มต้น ส่วนสิงโตเจ้าป่าทำหน้าที่ดูว่าใครถึงเส้นชัยก่อน

เมื่อหมาจิ้งจอกให้สัญญาณเริ่มการแข่งขัน กระต่ายก็วิ่งปรู้ดนำหน้าออกไปจนเกือบจะถึงเส้นชัย ส่วนเต่าก็ยังคงคลานต้วมเตี้ยม ๆ อยู่บริเวณจุดเริ่มต้น

แต่กระต่ายมันประมาท ยังไม่ยอมเข้าเส้นชัย เพราะมันมีนิสัยชอบล้อเลียนเย้ยหยันคนอื่น มันจึงวิ่งปรู้ดกลับมาหาเต่า แล้วก็กระโดดดึ๋ง ๆ ๆ รอบตัวเต่า จากนั้น มันก็กระโดดข้ามกระดอง ดึ๋ง ดึ๋ง ดึ๋ง ข้ามกระดองไป ข้ามกระดองมา โชว์ลีลาท่ายากสารพัด แหม! ก็มันรู้อยู่แล้วว่า ยังไง้ ยังไง มันก็ต้องชนะ เพราะว่าเต่ามันคลานช้ามาก ๆ

กระต่ายกระโดดไปกระโดดมา กระโดดมากระโดดไป กระโดดไปกระโดดมา กระโดดมากระโดดไป กระโดดจนเบื่อ เพราะขนาดกระต่ายวิ่งไปวิ่งกลับ แล้วมากระโดดเล่นแบบนี้ เต่าก็ยังคลานไปไม่ถึงไหน กระต่ายกระโดดไปนาน ๆ เข้า ก็ชักเหนื่อย มันจึงบอกเต่าว่า “เธออยากคลานก็คลานไปก่อนนะเจ้าเต่าต้วมเตี้ยม เดี๋ยวฉันนอนพักเอาแรงสักชั่วโมงสองชั่วโมงนะ ยังไงเธอก็ยังไปไม่ถึงไหนหรอก”

พอคิดเช่นนั้น กระต่ายจึงไปหาที่เหมาะ ๆ ตรงโคนต้นไม้ แล้วก็ล้มตัวลงนอนเกาพุงแกรก ๆ ด้วยความสบายใจ ลมพัดมาเย็น ๆ เอื่อย ๆ กระต่ายก็เริ่มเคลิ้ม ประกอบเจ้ากระต่ายวิ่งไปจนเกือบถึงเส้นชัยแล้วก็วิ่งกลับมา แถมยังมีการกระโดดรอบตัวเต่า มันจึงเริ่มเหนื่อยเริ่มล้า พอมันเหนื่อยมันล้า มันจึงหลับ แต่ไม่ใช่การหลับแบบนอนกลางวัน มันหลับลึก หลับสนิทเหมือนนอนอยู่ที่บ้านเลย แถมมันยังฝันอีกว่า มันวิ่งชนะเต่า แล้วมันก็ล้อเลียนเต่าด้วยการแลบลิ้นปลิ้นตา “บรู้ว ๆ ” จากนั้น มันก็พูดว่า “ขี้แพ้ ขี้แพ้ ขี้แพ้ ขี้แพ้” ดูสิ ขนาดตอนหลับ กระต่ายก็ยังไม่ทื้งนิสัยชอบเยาะเย้ยผู้อื่น

ครั้นเวลาผ่านไป กระต่ายก็ตื่นขึ้นมา มันมองไปรอบ ๆ ตัว แสงก็ยังสว่างเหมือนช่วงก่อนที่มันจะนอนหลับ มันจึงคิดว่า มันคงหลับไปไม่เกินชั่วโมงแน่ ๆ แต่เมื่อมันหันไปมองที่เส้นชัย มันก็ตกใจจนหูตั้งโด่ เพราะว่า เต่าคู่แข่งของมัน คลานจนเกือบไปถึงเส้นชัยอยู่แล้ว

กระต่ายจึงรีบสอบถามหมาจิ้งจอกที่อยู่ใกล้ ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น ครั้นเมื่อหมาจิ้งจอกบอกกระต่ายว่า กระต่ายเผลอนอนหลับไปข้ามวันข้ามคืน ในขณะที่เจ้าเต่าคลานไปเรื่อย ๆ เอื่อย ๆ ข้ามวันข้ามคืนเช่นกัน กระต่ายจึงตระหนักว่ามันประมาทพลาดท่า มันจึงรีบวิ่งปรู๊ดตรงไปที่เส้นชัยทันที

แต่อนิจจา ในขณะที่เจ้ากระต่ายไล่หลังไปจนเกือบถึงเส้นชัย เจ้าเต่าก็ยืดหัวจากกระดองเข้าแตะเส้นชัย และชนะเจ้ากระต่ายไปอย่างหวุดหวิดแบบเส้นยาแดงผ่าแปด

เมื่อกระต่ายแพ้ สัตว์ต่าง ๆ ก็เดินมาหากระต่าย แล้วก็แลบลิ้นปลิ้นตาหลอก “บรู้ว ๆ” จากนั้น สัตว์ต่าง ๆ ก็พูดพร้อมกันว่า “ขี้แพ้ ขี้แพ้ ขี้แพ้ ขี้แพ้”

กระต่ายเจ็บใจที่ถูกเย้ยหยัน มันเพิ่งเข้าใจความรู้สึกของคนที่แพ้และถูกคนอื่นเยาะเย้ยเป็นครั้งแรก มันรู้สึกผิดที่ตลอดมา มันมักเยาะเย้ยผู้อื่นโดยไม่เคยเอาใจเขามาใส่ใจตัวเองเลย

ส่วนเจ้าเต่า ถึงมันจะชนะ แต่มันก็ไม่ได้แลบลิ้นปลิ้นตาใส่กระต่ายเลย มันกลับหันมาหากระต่าย แล้วบอกกระต่ายว่า “เราแข่งกันเสร็จแล้ว ฉันว่านะ อย่าคิดมากเลย ว่าใครแพ้ใครชนะ ฉันว่านะ แทนที่เราจะเป็นคู่แข่งกัน เรามาเป็นเพื่อนกันน่าจะดีกว่านะ”

กระต่ายยิ้มและขอบใจเต่าที่เต่าไม่ล้อเลียนมัน แม้ความประมาทของกระต่าย จะทำให้กระต่ายพ่ายแพ้ก็จริง แต่การพ่ายแพ้ครั้งนี้ ทำให้กระต่ายได้บทเรียนครั้งสำคัญ ดังนั้น กระต่ายจึงตกปากรับคำเป็นเพื่อนกับเต่า และหลังจากนั้นเป็นต้นมา กระต่ายก็พยายามปรับปรุงนิสัยของตัวเอง และไม่เคยท้าใคร ๆ แข่งขันอะไรอีกเลย

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • อย่าดูถูกผู้อื่น เพราะทุกคนมีคุณค่าในแบบของตนเอง
  • ความพยายามอย่างสม่ำเสมอ ย่อมชนะความเก่งที่ขาดวินัย
  • ความพ่ายแพ้สามารถเป็นครูที่ดีที่สุด
  • มิตรภาพสำคัญกว่าการเอาชนะ

#นิทานนำบุญ

Posted in #นิทานนานาชาติ, #นิทานเจ้าหญิง, นิทานก่อนนอน

นิทานเจ้าหญิงสโนว์ไวต์ (Snow White) | นิทานเด็กอมตะจากยุโรป | นิทานนำบุญ

“เจ้าหญิงสโนว์ไวต์” (Snow White) เป็นนิทานพื้นบ้านจากยุโรปที่โด่งดังไปทั่วโลก โดยเฉพาะในฉบับของพี่น้องกริมม์แห่งเยอรมนี เรื่องราวของเจ้าหญิงผู้มีจิตใจงดงามกับกระจกวิเศษและแอปเปิ้ลต้องสาปนี้ ถูกนำมาดัดแปลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งในรูปแบบภาพยนตร์ การ์ตูน และหนังสือสำหรับเด็ก

หากคุณกำลังมองหา “นิทานสำหรับเด็กที่อ่านที่น่าประทับใจ” นิทานเรื่องนี้คือหนึ่งในนิทานคลาสสิกที่ไม่ควรพลาดเลยจริง ๆ

มาอ่านนิทานเรื่อง “สโนว์ไวต์” กันเถอะ…

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีเจ้าหญิงองค์หนึ่งชื่อว่า “สโนว์ไวต์”   สโนว์ไวต์เป็นเจ้าหญิงที่สวยมาก ๆ   สวยกว่าผู้หญิงคนใด ๆ ในปฐพี  แต่นอกจากความสวยของหน้าตา  สโนว์ไวต์ยังมีนิสัยและจิตใจที่งดงามด้วย  ดังนั้น ไม่ว่าใครได้พบกับสโนว์ไวต์ ก็มักจะหลงรักสโนว์ไวต์ตั้งแต่แรกเห็น

อยู่มาวันหนึ่ง มีแม่มดใจร้ายตนหนึ่ง อยากที่จะครองอาณาจักรของพระราชา ผู้เป็นพ่อของสโนว์ไวต์  แม่มดจึงใช้ยาพิษกำจัดพระราชินี แล้วใช้ยาเสน่ห์ทำให้พระราชาหลงรักจนกระทั่งมาขอแต่งงานด้วย

เมื่อแม่มดได้กลายเป็นพระราชินีองค์ใหม่ เธอก็ผสมยาพิษอีกครั้ง โดยให้พระราชากินวันละเล็กวันละน้อย จนพระองค์ล้มป่วยและสิ้นพระชนม์

หลังจากพระราชาสิ้นพระชนม์   แม่มดใจร้ายในคราบของราชินีองค์ใหม่ จึงได้เป็นผู้ปกครองอาณาจักรอันยิ่งใหญ่สมดังที่ใจหวัง

ทันทีที่พระราชินีใจร้ายได้ครองอาณาจักร  นางก็นำเงินจากท้องพระคลังไปใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย เพื่อบำรุงปรุงโฉมของตัวเอง ให้สวยงามกว่าใคร ๆ ในปฐพี

ครั้นเมื่อพระราชินีใจร้ายรู้สึกว่าตัวเองสวยได้ที่แล้ว  นางจึงถามกระจกวิเศษประจำตระกูลของแม่มดว่า  “กระจกวิเศษบอกข้าเถิด ว่าใครงามเลิศในปฐพี”

เมื่อกระจกวิเศษได้ฟัง  กระจกวิเศษก็ตอบว่า “อ๋อใช่ ก็เจ้าหญิงสโนว์ไวท์น่ะสิ  ทั่วทั้งปฐพี ไม่มีใครงามเกิน”

คำตอบของกระจกวิเศษ ทำให้ราชินีใจร้ายโมโหมาก  ด้วยความริษยา…นางจึงสั่งให้นายพราน  พาสโนว์ไวต์เข้าไปในป่า แล้วให้จัดการกับสโนว์ไวต์  เพื่อไม่ให้เธอได้ออกมาจากป่าอีก

เมื่อนายพรานได้พบกับเจ้าหญิงมีหน้าตาสะสวย  และมีนิสัยใจคอที่งดงามอย่างสโนว์ไวต์  นายพรานก็รู้สึกผิด เกินกว่าจะปลิดชีวิตของเธอ  ด้วยเหตุนี้  นายพรานจึงตัดสินใจพาสโนว์ไวต์ ไปอาศัยอยู่ในบ้านของคนแคระทั้งเจ็ดในป่าลึก    แล้วกำชับให้คนแคระทั้งเจ็ดเพื่อนของเขา ดูแลสโนว์ไวต์ให้ดีที่สุด

สโนว์ไวต์อาศัยอยู่ในบ้านของคนแคระทั้งเจ็ดอย่างมีความสุขเป็นเวลานานหลายเดือน จนกระทั่งวันหนึ่ง  เมื่อพระราชินีใจร้ายถามกระจกวิเศษอีกครั้งหนึ่งว่า “กระจกวิเศษบอกข้าเถิด ว่าใครงามเลิศในปฐพี”

เมื่อกระจกวิเศษตอบว่า “อ๋อใช่ ก็เจ้าหญิงสโนว์ไวต์น่ะสิ  ทั่วทั้งปฐพี ไม่มีใครงามเกิน”

คำตอบของกระจกวิเศษนี่เอง ที่ทำให้ราชินีใจร้ายรู้ในทันทีว่า สโนว์ไวต์ยังคงมีชีวิตอยู่

พระราชินีใจร้ายใช้เวลาสืบอยู่สักพักก็รู้ว่า สโนว์ไวต์แอบไปอาศัยอยู่กับคนแคระทั้งเจ็ดในป่าลึก พระราชินีใจร้ายอยากกำจัดสโนว์ต์  นางจึงปรุงยาพิษที่เมื่อใครกินเข้าไปแล้ว ก็จะหลับไหลไปตลอดกาล จนกว่าจะมีใครมาจุมพิตด้วยความรัก จึงจะฟื้นขึ้นมาได้ จากนั้น พระราชินีก็นำเอายาพิษ มาเคลือบไว้ที่ผิวของแอปเปิ้ลสีแดงสด   ก่อนที่จะปลอมตัวเป็นหญิงชรา  แล้วมุ่งหน้าไปยังบ้านของคนแคระทั้งเจ็ด เพื่อทำตามแผนที่วางเอาไว้

พระราชินีในคราบของหญิงชรา เฝ้ารอจนคนแคระทั้งเจ็ดออกไปทำงานนอกบ้าน จากนั้น  นางก็ใช้มารยาเล่นบทน่าสงสาร ทำทีเป็นขอน้ำดื่มเพื่อดับกระหายจากสโนว์ไวต์ ครั้นเมื่อนางได้ดื่มน้ำแล้ว นางก็กล่าวขอบคุณ สโนว์ไวต์ พร้อมกับคะยั้นคะยอให้สโนว์ไวต์กินแอปเปิ้ลที่นางนำติดตัวมาด้วย

“เออ หลานจ๊ะ  หลานช่างมีน้ำใจกับยายเหลือเกิน  อ่ะนะ ๆ  หลานให้ยายกินน้ำ ยายก็จะให้หลานกินแอปเปิ้ลอาบยาพิษ เอ๊ย ไม่ใช่ ๆ  ยายก็จะให้หลานกินแอปเปิ้ลจากสวนของยาย  มามะ มากินแอปเปิ้ลนะจ๊ะหลานจ๋า”

ในตอนแรก สโนว์ไวต์ไม่กล้ารับแอปเปิ้ลจากหญิงชรา เพราะเธอไม่ได้อยากได้สิ่งใดตอบแทนจากหญิงชราเลย   แต่เมื่อหญิงชราคะยั้นคะยอไม่ยอมหยุด สโนว์ไวต์จึงต้องยอมกินแอปเปิ้ลเพื่อให้หญิงชราสบายใจ

อนิจจา  สโนว์ไวต์ผู้น่าสงสารไม่รู้เลยว่า แอปเปิ้ลลูกนั้นเป็นแอปเปิ้ลอาบยาพิษ  ทันทีที่สโนว์ไวต์กินแอปเปิ้ลเข้าไป เธอก็ค่อย ๆ ง่วงและก็หลับใหลไปที่สุด

เมื่อพระราชินีใจร้ายจัดการกับสโนว์ไวต์ได้สำเร็จ นางก็สบายใจ แล้วรีบหนีกลับพระราชวังไป โดยไม่เคยคิดถึงเรื่องของสโนว์ไวต์อีกเลย

ฝ่ายคนแคระทั้งเจ็ดนั้น เมื่อพวกเขากลับมาถึงบ้าน และพบร่างของสโนไวต์นอนอยู่ที่พื้น พวกเขาก็พยายามช่วยกันเรียกให้สโนว์ไวต์ตื่น แต่ไม่ว่าคนแคระทั้งเจ็ดจะทำอย่างไร สโนว์ไวต์ก็ไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นขึ้นมาได้เลย  คนแคระเสียใจมาก  พวกเขาคิดว่าสโนว์ไวต์มีสภาพแทบจะไม่ต่างจากคนตาย  แต่พวกเขาเห็นว่า พวกเขาไม่ควรฝังสโนว์ไวต์ไว้ใต้ดิน เพราะเธอยังคงหายใจอยู่  ด้วยเหตุนี้  คนแคระจึงช่วยกันสร้างโลงแก้ว แล้วบรรจุร่างของสโนว์ไวต์เอาไว้ในนั้น  โดยแอบหวังไว้ในใจว่า สักวัน…สโนว์ไวต์อาจฟื้นขึ้นมาและพูดคุยกับพวกเขาได้อีกครั้ง

เวลาผ่านไปนาน  นานจนคนแคระเริ่มจะหมดหวัง แต่แล้วในวันหนึ่ง ก็บังเอิญมีเจ้าชายรูปงานพระองค์หนึ่ง ทรงขี่ม้ากุบกับ ๆ ๆ  ผ่านมาเห็นโลงแก้วเข้า

เมื่อเจ้าชายลงจากหลังม้า  แล้วเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ  พระองค์ก็ทรงหลงใหลในความงามของเจ้าหญิงที่น่าสงสารผู้นอนอยู่ในโลงแก้วนั้น  เจ้าชายเผลอก้มลงจุมพิตเจ้าหญิงองค์นั้นด้วยความรักอันบริสุทธิ์

และทันทีที่เจ้าชายถอยตัวออกมา สโนไวต์ก็ค่อย ๆ ลืมตาตื่น จากนั้น เธอก็ชันตัวขึ้นจากโลงแก้ว  ท่ามกลางความแปลกใจของเจ้าชายและเหล่าคนแคระทั้งหลาย

หลังจากที่สโนว์ไวต์เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เจ้าชายกับคนแคระฟัง   ทุกคนก็ลงความเห็นว่า ทั้งหมดคงเป็นแผนของราชินีใจร้าย ที่หมายจะเอาชีวิตของสโนว์ไวท์ด้วยแอปเปิ้ลอาบยาพิษ

เจ้าชายไม่อยากให้สโนว์ไวต์ต้องเผชิญกับเรื่องร้าย ๆ อีกเลย  พระองค์จึงขอแต่งงานกับสโนว์ไวต์ และเชิญสโนว์ไวต์ให้ไปอยู่ในอาณาจักรของพระองค์

ในที่สุด สโนไวต์ก็ได้แต่งงานกับเจ้าชายรูปงาม แล้วทั้งคู่ก็ได้ครองรักกันอย่างมีความสุขท่ามกลางความยินดีของคนแคระทั้งหลาย

#นิทานนำบุญ

ภาพประกอบนิทานเรื่องเจ้าหญิงสโนว์ไวต์ เป็นฉากสำคัญที่แม่มดใจร้ายในคราบหญิงชรานำแอปเปิ้ลอาบยาพิษมายื่นให้เจ้าหญิงสโนว์ไวต์

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

นิทานก่อนนอน เจ้าบ่าวของหนูสาว – เรื่องของความรักที่อยู่ใกล้กว่าที่คิด

“เจ้าบ่าวของหนูสาว” (The Mouse Bride หรือ The Most Powerful Husband) คือหนึ่งในนิทานพื้นบ้านจีนโบราณที่มีชื่อเสียง และถูกเล่าต่อกันมาอย่างยาวนานทั่วทั้งเอเชีย โดยเฉพาะในประเทศจีน ญี่ปุ่น และเวียดนาม นิทานเรื่องนี้มีเนื้อหาที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง เล่าถึงครอบครัวหนูที่แสวงหาว่าที่เจ้าบ่าวที่ “ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก” ให้กับลูกสาวแสนสวย และในการเดินทางตามหาว่าที่เจ้าบ่าว พวกเขาได้เรียนรู้ว่า “พลังที่แท้จริง” อาจอยู่ใกล้กว่าที่คิด

ในเวอร์ชันนี้ — ซึ่งจัดทำขึ้นใหม่ในรูปแบบ “นิทานก่อนนอน” ที่เหมาะกับเด็ก ๆ สมัยใหม่ — ผู้เขียนได้ปรับภาษาให้นุ่มนวล อ่านง่าย และเพิ่มเสน่ห์ด้วยภาพประกอบแสนน่ารักที่ช่วยกระตุ้นจินตนาการของเด็ก ๆ ทั้งยังคงรักษาแก่นของนิทานต้นฉบับไว้ครบถ้วน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเล่านิทานก่อนนอน เพื่อสร้างบทสนทนาที่อบอุ่นระหว่างพ่อแม่กับลูก

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหนูสาวตัวหนึ่งเป็นหนูสาวที่มีหน้าตาน่ารักที่สุดในโลก เมื่อหนูสาวเติบโตถึงวัยที่ควรจะมีครอบครัว พ่อกับแม่ของหนูสาวจึงคิดหาคู่ครองที่เหมาะสมให้แก่ลูกสาวสุดที่รัก

เจ้าบ่าวคนแรกที่พ่อหนูนึกถึงก็คือพระอาทิตย์ผู้มีแสงเจิดจ้า แต่เมื่อพ่อหนูกับแม่หนูไปบอกกับพระอาทิตย์ว่าพวกตนกำลังตามหาเจ้าบ่าวที่เก่งกาจให้ลูกสาว พระอาทิตย์ก็รีบเอ่ยคำปฏิเสธ โดยเขาให้เหตุผลว่า

“ฉันไม่ใช่ผู้ที่เก่งกาจที่สุดหรอก ก้อนเมฆต่างหากที่เก่งกาจกว่าฉัน ดูสิ..เพียงแค่เมฆลอยผ่านมา มันก็บดบังฉันจนมิด ฉันว่า..เมฆน่าจะเป็นเจ้าบ่าวที่เหมาะสมกว่าฉันนะ”

พ่อหนูกับแม่หนูเห็นจริงตามที่พระอาทิตย์ชี้แจง ดังนั้น พ่อหนูกับแม่หนูจึงรีบไปหาก้อนเมฆ เพื่อขอให้ก้อนเมฆแต่งงานกับลูกสาวของตน เมื่อก้อนเมฆได้ฟังคำของพ่อหนูกับแม่หนู ก้อนเมฆก็รีบเอ่ยคำปฏิเสธ โดยเขากล่าวว่า

พ่อหนูกับแม่หนูเห็นจริงตามคำของก้อนเมฆ ดังนั้น พ่อหนูกับแม่หนูจึงรีบไปหา สายลมเพื่อขอให้สายลมแต่งงานกับลูกสาวของตน เมื่อสายลมได้ฟังคำของพ่อหนูกับแม่หนู สายลมก็รีบเอ่ยคำปฏิเสธ โดยเขาบอกว่า

พ่อหนูกับแม่หนูเห็นจริงตามคำของสายลม ดังนั้น พ่อหนูกับแม่หนูจึงรีบไปหากำแพง เพื่อขอให้กำแพงแต่งงานกับลูกสาวของตน เมื่อกำแพงได้ฟังคำของพ่อหนูกับแม่หนู กำแพงก็รีบเอ่ยคำปฏิเสธ โดยเขาบอกว่า

“ฉันไม่ใช่ผู้ที่เก่งกาจที่สุดหรอก ยังมีคนอื่นที่เก่งกาจมากกว่าฉัน ดูสิ..เขาใช้ฟันเจาะตัวฉันจนเป็นรูได้ด้วย ฉันว่า..เขาน่าจะเป็นเจ้าบ่าวที่เหมาะสมมากกว่าฉันนะ”

พ่อหนูกับแม่หนูดูรูที่กำแพง แล้วก็รู้สึกคล้อยตามคำพูดที่ได้ฟัง ดังนั้น พ่อหนูกับแม่หนูจึงรีบไปหา “ผู้เก่งกาจ” เพื่อขอให้เขาแต่งงานกับลูกสาวของตน และมันก็เป็นเรื่องที่เหมือนกับพรหมลิขิต! เพราะผู้เก่งกาจที่กำแพงพูดถึงก็คือหนูหนุ่มคู่รักของหนูสาวนั่นเอง

หนูหนุ่มดีใจมากที่จู่ ๆ พ่อกับแม่ของหนูสาว ก็มาขอให้มันแต่งงานกับหนูสาวที่มันเฝ้าฝันถึง หนูหนุ่มรีบตอบตกลงอย่างไม่มีเงื่อนไข ส่วนพ่อหนูกับแม่หนูก็ดีใจ ที่พวกมันสามารถหาเจ้าบ่าวผู้เก่งกาจ ให้แก่ลูกสาวได้เป็นผลสำเร็จ

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • อย่าตัดสินใครจากฐานะหรือรูปลักษณ์ภายนอก
  • การมองเห็นคุณค่าที่แท้จริงของผู้อื่น คือสิ่งสำคัญยิ่งในความสัมพันธ์
  • ผู้ปกครองควรฟังความรู้สึกของลูก ไม่ใช่ตัดสินใจแทนโดยลำพัง

#นิทานโบราณ

หนูสาวในชุดกระโปรงชมพูยืนเคียงข้างหนูหนุ่มในชุดเอี๊ยมฟ้า ท่ามกลางท้องฟ้าแจ่มใสและแสงอาทิตย์ สื่อถึงความรักและการแต่งงานในนิทาน “เจ้าบ่าวของหนูสาว”
เพลงเล่านิทาน “เจ้าบ่าวของหนูสาว” เพลงสนุก ฟังเพลิน ถ่ายทอดความรักแท้ผ่านตัวละครหนูสาวและหนูหนุ่ม
Posted in ครอบครัว, นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจเด็ก

นิทานก่อนนอนเรื่อง เด็กผู้หญิงแห่งความสุข | สอนเด็กให้เป็นเด็กดีรู้จักแบ่งปัน

นิทานก่อนนอนเรื่องสั้น ๆ เรื่อง “เด็กผู้หญิงแห่งความสุข” เป็นนิทานในยุคแรก ๆ ที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เพิ่งเริ่มแต่งนิทานให้นิตยสารขวัญเรือนได้ไม่นานนัก นิทานเรื่องนี้ มีจุดเริ่มต้นจากชื่อตัวละคร ที่ผมตั้งใจนำชื่อของลูกพี่ลูกน้อง (ลูกครึ่งเกาหลี) ซึ่งเป็นลูกของน้าสาว มาใช้เป็นชื่อตัวละครหลักในเรื่อง คือ มิมิ และ ปิงปิง (แม้เราจะเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน แต่ผมอายุมากกว่าน้อง ๆ เยอะ) เมื่อได้ชื่อตัวละครแล้ว ผมจึงค่อยแต่งเรื่องราวเป็นนิทาน โดยนิทานในยุคแรก ๆ ที่แต่ง ส่วนใหญ่เนื้อเรื่องที่สดใสมาก และมักเป็นนิทานก่อนนอนสั้น ๆ ที่อ่านจบได้ในเวลาไม่นานนัก ผมหวังว่านิทานเรื่องนี้จะทำให้ผู้อ่านยิ้มและนอนหลับฝันดีนะครับ

นิทานเรื่อง เด็กผู้หญิงแห่งความสุข

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีเด็กผู้หญิงแสนดีคนหนึ่งชื่อว่ามิมิ   มิมิเป็นเด็กที่น่ารักน่าเอ็นดู  เธอพูดแต่ถ้อยคำที่อ่อนหวาน  คิดแต่เรื่องที่ดีงาม  และทำทุก ๆ อย่างเพื่อให้คนรอบข้างมีความสุข  ความสุขของมิมิคือการทำให้ทุก ๆ คนมีความสุข  ดังนั้น ทุก ๆ คนจึงมีความสุขเมื่อได้อยู่ใกล้กับมิมิ

เมื่อถึงวันคล้ายวันเกิดของมิมิ  นางฟ้าใจดีนึกอยากจะทำให้เด็กน้อยแสนดีมีความสุขบ้าง  ด้วยเหตุนี้ นางฟ้าจึงมอบดินสอวิเศษให้แก่มิมิหนึ่งแท่ง

ดินสอวิเศษของนางฟ้าเป็นดินสอมหัศจรรย์  ถ้ามิมิอยากได้อะไรเป็นของขวัญ  เพียงแค่มิมิวาดภาพสิ่งนั้นลงในกระดาษ  ฉับพลัน! สิ่งที่มิมิวาดก็จะกลายเป็นจริงขึ้นมาราวกับมีปาฏิหาริย์  นางฟ้าดีใจที่ได้มอบของขวัญให้แก่มิมิ  แต่มิมิกลับกลุ้มใจ เพราะเธอไม่รู้ว่าเธอควรจะวาดอะไรให้ตัวเองดี

มิมิถามปิงปิงน้องชายว่า เธอควรวาดภาพอะไรมากที่สุด  ปิงปิงนิ่งคิด แล้วบอกกับพี่สาวว่า  ถ้าเป็นเขา…เขาคงวาดภาพกระต่ายขาวขนปุยสักคู่หนึ่ง  มิมิรู้ดีว่าปิงปิงชอบกระต่ายขาวมากที่สุด  เธอเองก็ชอบกระต่ายขาวไม่แพ้น้องชาย  แต่ความสุขของมิมิคือการทำให้คนรอบข้างมีความสุข  ดังนั้น มิมิจึงวาดภาพกระต่ายน้อยบ่าวสาวด้วยดินสอวิเศษ  แล้วมอบกระต่ายขาวขนปุยทั้งสองตัวให้แก่ปิงปิงด้วยความรัก

มิมิไปถามโมเมเพื่อนสนิทว่าเธอควรวาดภาพอะไรมากที่สุด  โมเมนิ่งคิด แล้วบอกกับมิมิว่า ถ้าเป็นเธอ…เธอคงวาดภาพหมีแพนด้าที่แสนน่ารักสักตัวสองตัว  มิมิรู้ดีว่าโมเมชอบหมีแพนด้ามากที่สุด  ดังนั้น มิมิจึงวาดภาพหมีแพนด้าคู่รักด้วยดินสอวิเศษ  จากนั้น เธอก็มอบหมีแพนด้าที่แสนน่ารักให้แก่โมเมเป็นของขวัญ

มิมิไปถามคุณลุงกับคุณป้าว่าเธอควรวาดภาพอะไรมากที่สุด  คุณลุงกับคุณป้าซึ่งเป็นเจ้าของสวนผลไม้จึงช่วยกันคิด  จากนั้น ทั้งคู่ก็บอกกับมิมิว่า ถ้าเป็นพวกเขา…พวกเขาคงวาดภาพยีราฟคอยาวเพื่อเอาไว้ขี่เก็บผลไม้ในสวน  มิมิรู้ดีว่าคุณลุงกับคุณป้าอยากได้ยีราฟมากที่สุด  เธอเองก็ชอบยีราฟไม่น้อยไปกว่าท่านทั้งสอง  แต่ความสุขของมิมิคือการทำให้คนรอบข้างมีความสุข  ดังนั้น มิมิจึงวาดยีราฟให้คุณลุงกับคุณป้าคนละหนึ่งตัว

มิมิเที่ยวถามใครต่อใครว่าเธอควรวาดอะไรมากที่สุด  แต่เพราะความสุขของมิมิคือการทำให้คนรอบข้างมีความสุข   ดังนั้น มิมิจึงต้องวาดภาพสัตว์ต่าง ๆ ให้คนนู้นคนนี้จนดินสอวิเศษกุดจุ๊ดจู๋  ไม่เหลือไส้ดินสอพอให้เธอวาดอะไรให้แก่ตัวเองเลยแม้แต่อย่างเดียว

แม้มิมิจะไม่มีอะไรมอบให้แก่ตัวเองเป็นของขวัญ  แต่เด็กน้อยกลับชื่นใจอย่างบอกไม่ถูกที่ได้ทำให้คนรอบข้างมีความสุขในวันเกิดของเธอ  มิมินึกขอบคุณนางฟ้าที่มอบดินสออันแสนวิเศษให้แก่เธอในวันแห่งความสุขเช่นนี้  และหนึ่งปีหลังจากนั้น  ผู้คนที่ได้รับของขวัญจากมิมิก็ทำให้มิมิต้องแปลกใจ  เมื่อพวกเขาพร้อมใจกันนำลูกของสัตว์ต่าง ๆ มามอบให้แก่มิมิเพื่อเป็นสิ่งตอบแทนจิตใจอันดีงามของเด็กน้อยผู้เป็นที่รักของทุก ๆ คน   มิมิมีความสุขมากที่ได้ลูกกระต่าย  ลูกแพนด้า  ลูกยีราฟ  ฯลฯ  มาเป็นเพื่อนเล่นกับเธอ  และแน่นอนว่า…ลูกสัตว์ที่แสนน่ารักเหล่านั้นก็มีความสุขที่ได้มาอยู่ใกล้ ๆ กับเด็กที่มีจิตใจดีงามอย่างมิมิ   และแล้ว…นิทานแห่งความสุขก็จบลงท่ามกลางความสุขของทุก ๆ คน

#นิทานนำบุญ

…………………………..