Posted in Uncategorized

สิงห์เกมโชว์ : มาตามนัด

นาน ๆ ที ที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) จะเขียนบทความลงในหมวด “บันทึกจากนักเขียนนิทาน” ซึ่งในวันนี้ ผมอยากเล่าวีรกรรมสมัยที่เรียนปริญญาตรี ที่คณะวารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์ให้อ่านกันครับ

ในยุคนั้น รายการโทรทัศน์ประเภทเกมส์โชว์ที่่ดังที่สุดในประเทศไทย คงหนีไม่พ้นรายการ “มาตามนัด” ที่ออกอากาศทางช่อง 5 สัปดาห์ละ 3 วัน และมีคนสมัครเข้าร่วมเล่มเกมในรายการจำนวนมาก (ปกติจะมีดารา 2-3 คน และคนทางบ้าน 2-3 คน)

ช่วงนั้น ผมอยากรู้ว่าการถ่ายทำรายการโทรทัศน์จริง ๆเป็นอย่างไร (เพราะในยุคนั้น การเข้าไปเห็นกองถ่ายไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ แบบในยุคนี้) ผมจึงคิดว่า การสมัครไปเล่นเกม จะทำให้ผมได้เห็นการทำงานจริง ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์กับการเรียนด้านสื่อสารมวลชนของผม ดังนั้น ผมจึงสมัครไปร่วมรายการ ซึ่งหลังจากได้ไปสัมภาษณ์ ในที่สุด ผมก็ได้รับการติดต่อให้ไปถ่ายทำรายการที่สตูดิโอรัชฟิล์มแบบงง ๆ และเข้าร่วมเล่นเกมมาตามนัด แบบมือใหม่หัดออกรายการทีวี (แม้จะเป็นรายการที่สองที่ได้ออกทีวี แต่ก็ยังไม่รู้จะวางตัวยังไงอยู่ดี)

ในวันถ่ายทำ ผมไปถึงรัชฟิล์มแต่เช้า เพราะกลัวว่าจะหลงทางและไปสาย ซึ่งวันนั้นมีเพื่อนตามไปด้วยหนึ่งคน และไม่ได้บอกให้ใครรู้อีกเลย เพราะกลัวว่าจะอายเพราะตกรอบแรก

เมื่อถึงช่วงเวลานัดหมาย ทีมงานและผู้แข่งขันก็เริ่มทยอยกันมาที่สตูดิโอ รวมทั้งพิธีกรคู่ขวัญ คุณเศรษฐา และ คุณญาณี ซึ่งในเวลานั้น ถือว่าเป็นพิธีกรอันดับหนึ่งของเมืองไทย

ในช่วงก่อนอัดเทปแรก เราทุกคนแทบจะไม่ได้พูดคุยอะไรกัน เพราะต่างคนต่างมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบและยังไม่คุ้นเคยกัน แต่หลังจากผ่านเทปแรกไปแล้ว (ถ้าเข้ารอบจะต้องอัด 3 เทป) ผมสังเกตได้ว่า พิธีกรทั้งสองท่านดูเหมือนจะเมตตาและแอบเชียร์ผมอยู่ลึก ๆ ในใจ แม้วันนั้นจะไม่ได้พูดคุยอะไรกับทั้งสองท่าน แต่รับรู้ได้ถึงความน่ารักของพิธีกรทั้งสอง ซึ่งผมก็เก็บสิ่งที่ได้รับมาใช้ตอนที่ได้ทำรายการกล่องนักคิด (ราว 10 กว่าปีต่อมา)

การเล่นเกมในรายการ ถ้าสารภาพตามตรง ผมไม่มั่นใจเลยว่าจะผ่านเทปแรกมาได้ แต่เมื่อฟลุ้คผ่านเข้ารอบ ก็ตั้งใจว่าจะทำวันที่สอง : รอบใบ้คำให้ดีที่สุด อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาที่แข่งขัน คู่ของคุณกบก็เป็นคู่ที่เก่งเหลือเกิน ผมไม่ได้คิดเรื่องแพ้ชนะหรือเรื่องรางวัลเลย เอาแค่เล่นให้เต็มที่ แต่ผลที่ออกมากลับผิดคาด แถมคนดูในห้องส่ง ทีมงาน ผู้เข้าแข่งขัน รวมถึงพิธีกร ก็ดูเหมือนว่าจะชอบผม เหตุการณ์ในวันนั้นจึงถือว่าเป็นความทรงจำที่ดีที่คงจดจำไปตลอดชั่วชีวิต

แต่สิ่งที่น่าจดจำมากกว่าวันที่ไปถ่ายทำรายการ เกิดขึ้นหลังจากรายการได้ออกอากาศ สิ่งที่เกิดขึ้น เกินกว่าที่ผมจะ่คาดคิด กล่าวคือ หลังจากวันแรกที่ผมได้ออกมาตามนัดและเข้ารอบ วันต่อมา ไม่ว่าจะเดินไปไหน คนทั้งมหาวิทยาลัยจะหันมามอง (อันนี้น่าจะเป็นเรื่องที่ไม่แปลกนัก) แต่หลังจากที่รายการออกอากาศครบ 3 วัน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ตอนผมนั่งรถปอ.8 ผ่านสยามเซ็นเตอร์ มีคนมองขึ้นมาที่รถแล้วเห็นผม จากนั้น ก็โบกมือให้ (หลายคน) ตอนผมเดินเข้าไปในมาบุญครอง คนที่เดินผ่านหลาย ๆ คน มีอาการหันควับ มองแล้วยิ้มให้ พอเดินเข้า 7-11 (ผมไม่แน่ใจว่าใช่ 7-11 ไหม เพราะนานมาก ราวปี 2538) พนักงานเปรย ๆ เป็นเพลงไตเติ้ลว่า “มาตามนัดนัดนัด” พอเดินเข้าตลาด แม่ค้ามีการหันมองตาม และตอนเดินข้ามถนนตรงสะพานลอยที่โรงหนังเอเธนส์ ขอทานที่นั่งอยู่เงยมามองหน้า แล้วยิ้มให้พร้อมกับพูดว่า “ผมเชียร์พี่ ผมเชียร์พี่”

ไม่เพียงเท่านี้ หลังจากรายการออกอากาศไปราวหนึ่งเดือน มีบริษัททีวีติดต่อให้ผมไปเป็นพิธีกรภาคสนามของรายการใหม่ (ชื่อรายการทิศทางคนเก่ง) แล้วก็มีจดหมายจากน้องคนนึงจากนราธิวาส ส่งมาแนะนำตัวว่าเขาชื่อนำบุญเหมือนกัน แต่ก่อนไม่ชอบชื่อนี้เลย แต่พอได้เห็นผมในรายการมาตามนัด ก็รู้สึกภูมิใจในชื่อนำบุญขึ้นมา

การไปเล่นในรายการมาตามนัด แม้จะผ่านมานานเกิน 20 ปีแล้ว แต่ผมมักจะนำคลิปมาเปิดดูทุกปี เพื่อระลึกถึงช่วงเวลาในสมัยที่ตัวเองยังเป๋อ ๆ เปิ่น ๆ เด๋อ ๆ ด๋า ๆ แม้เหตุการณ์จะผ่านไปนาน แต่ความทรงจำยังคงสดใสเหมือนเดิม ขอบคุณทุกคนที่ให้โอกาสผมได้เรียนรู้และมีประสบการณ์ดี ๆ ประเภทครั้งหนึ่งในชีวิตแบบนั้น หวังว่าคลิปเหล่านี้จะช่วยทำให้คุณ ๆ ยิ้มได้บ้างนะครับ

Posted in ครอบครัว, เด็ก

ประวัติ : ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน

ในโลกของนิทาน ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เชื่อว่า ชื่อของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน (บางคนออกเสียงว่า แอนเดอร์สัน หรือ แอนเดอร์เซน) รวมทั้งผลงานนิทานของเขา เช่น นิทานก่อนนอนเรื่อง ลูกเป็ดขี้เหร่ (The Ugly Duckling) หรือ เงือกน้อย (The Little Mermaid) น่าจะเป็นชื่อที่คุ้นหูของเด็ก ๆ และนักอ่านอยู่พอสมควร และในฐานะที่ผมเป็นนักแต่งนิทานคนหนึ่ง การได้เขียนบทความเกี่ยวกับนักแต่งนิทานระดับโลกอย่างฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน เพื่อเผยแพร่ในเว็บไซต์ “นิทานนำบุญ” นี้ ถือว่าเป็นเกียรติและเป็นการแสดงความคารวะต่อนักแต่งนิทานชั้นครู ดังนั้น เรามาทำความรู้จักกับ ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน ไปพร้อม ๆ กันนะครับ

ข้อมูลจากหนังสือ “เบื้องลึกเทพนิยายโลก ชีวิตจริง ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน” (Hans Christian Andersen and The True Story of My Life) ซึ่ง ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน เขียนเล่าเรื่องชีวิตของตัวเอง ระบุว่า ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน เกิดในประเทศเดนมาร์ก เมื่อวันที่ 2 เมษายน ค.ศ.1805 (หรือเทียบเท่ากับ พ.ศ. 2348 ซึ่งตรงกับรัชกาลที่ 1 ในประเทศไทย ) เขาเกิดในครอบครัวที่ยากจน มีคุณพ่อเป็นช่างทำรองเท้า ที่ชอบงานด้านกวี และรักลูกมาก ในวันอาทิตย์ พ่อของแอนเดอร์เสนมักเล่นสนุกกับลูกชาย ทั้งการทำแว่นสามมิติให้เล่น ทำโรงละครที่เปลี่ยนฉากได้ให้เล่น รวมทั้งอ่านบทละครและนิทานอาหรับราตรีให้ลูกชายฟัง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ (รวมทั้งธรรมชาติในบ้านชนบทของแอนเดอร์เสน) หล่อหลอมให้เขามีความสนใจในเรื่องละคร การเขียน รวมถึงการแต่งนิทานในที่สุด

เมื่อมองชีวิตของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน ซึ่งมีชีวิตอยู่ในชนบทของเดนมาร์กเมื่อราว 200 ปีก่อน ชีวิตของเขาน่าจะเป็นชีวิตแบบ “ปกติ” ของคนส่วนใหญ่ในยุคนั้น คือ มีฐานะยากจน มีความศรัทธาในศาสนาสูงและมีการศึกษาน้อย (เพราะโอกาสที่คนเมื่อ 200 กว่าปีก่อนจะได้เรียนหนังสือต้องเป็นเรื่องที่พิเศษจริง ๆ) แต่นิสัยของแอนเดอร์เสนที่พิเศษกว่าใคร น่าจะเป็นเรื่องความเป็นคนที่มีจินตนาการสูง มีความฝันอยากเป็นนักแสดงละคร เป็นคนรักการอ่าน มีความจำที่ดีถึงขนาดที่สามารถจำบทละครฉากต่าง ๆ ได้ขึ้นใจ และที่น่าสนใจมากคือ มีความกล้าในการแต่งกลอนหรือเขียนเรื่องราวต่าง ๆ ทั้ง ๆ ที่มีความรู้เรื่องภาษาไม่มากนัก และมีความกล้าที่จะออกเดินทางไกลเพื่อทำความฝันให้เป็นจริง

คุณสมบัติต่าง ๆ ของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน ทำให้เขาได้รับความเมตตาจากผู้ใหญ่หลาย ๆ คนที่ยินดีให้ความรู้ด้านภาษาแก่เขา แต่ในขณะเดียวกัน ผลงานในช่วงแรก ๆ ของเขาก็โดนดูถูกและเย้ยหยันในเรื่องคุณภาพของงานและการใช้ภาษาที่ผิดพลาดอยู่เสมอ ๆ

การสร้างสรรค์ผลงานด้านการเขียนทั้ง ๆ ที่มีความรู้ที่จำกัด รวมทั้งการต้องเผชิญกับการดูถูกซ้ำแล้วซ้ำเล่า สะท้อนให้เห็นชีวิตทั้งในด้านความมุ่งมั่นและความขมขื่นของแอนเดอร์เสน

ผลงานในยุคแรก ๆ ของเขา (ราวปลายปี 1828 -1839) ไม่ใช่นิทานเด็กอย่างที่หลาย ๆ คนคิด แต่งานในยุคแรก ๆ ของเขา เป็นการแต่งบทละครและนวนิยาย ซึ่งกว่าที่ผลงานของเขาจะเริ่มได้รับการยอมรับ มันก็ใช้เวลานับ 10 ปีเลยทีเดียว

ในปี 1835 หลังจากที่นิยายเรื่อง “นักแสดงสด” ที่ ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน แต่ง ได้รับการตีพิมพ์ เขาได้เริ่มแต่งและพิมพ์นิทานสำหรับเด็กเล่มแรกออกมา นิทานชุดแรกเกือบทั้งหมดนำมาจากนิทานที่เคยได้ฟังตอนเด็ก ๆ (ยกเว้นเรื่องสุดท้ายที่สนุกที่สุด) ต่อมา เขาก็เริ่มแต่งนิทานเรื่องใหม่ ๆ เองเกือบทุกเรื่อง โดยออกหนังสือนิทานเล่มใหม่ทุกปีในวันคริสต์มาส ซึ่งทำให้ต้นคริสต์มาสทุกต้นในเดนมาร์กมีหนังสือนิทานเด็กของเขาวางอยู่ด้วยเสมอ (มีข้อมูลระบุว่า นิทานเรื่องแรกที่เขาแต่งมีชื่อว่า “เทียน” ซึ่งแต่งในช่วงปี 1820-1830)

นิทานของแอนเดอร์เสนได้รับความนิยมมาก มีนักแสดงบางคนนำนิทานของเขาไปจัดแสดงบนเวที นอกจากนี้ นิทานเรื่อง ทหารดีบุก คนเลี้ยงหมู และ ลูกข่างกับลูกบอล ก็เคยถูกนำไปเล่าบนเวทีละครหลวงและโรงละครเอกชน ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี

ตลอดช่วงชีวิตการทำงานของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน เขาได้พบเจอกับผู้คนมากมาย ผู้คนจำนวนหนึ่งช่วยสนับสนุนและให้กำลังใจเขา ผู้คนอีกจำนวนหนึ่งดูถูกและพยายามกดเขาให้ต่ำลง แอนเดอร์เสนเดินทางไปยังประเทศต่าง ๆ ในยูโรปเพื่อพักใจเป็นระยะ ๆ รวมทั้งเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ใหม่ ๆ และพบเจอกับบุคคลสำคัญ ๆ ในแวดวงวรรณกรรมในประเทศต่าง ๆ (รวมทั้งนักแต่งนิทานอย่างพี่น้องตระกูลกริมม์) การทำงานอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผลงานช่วยเบิกทางให้ผู้คนยอมรับเขามากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในหมู่ประชาชนทั่วไป นักเขียน บุคคลสำคัญ รวมถึงพระมหากษัตริย์

หนังสือเรื่อง “เบื้องลึกเทพนิยายโลก ชีวิตจริง ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน” ทำให้ได้เห็นว่า ชีวิตของ ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน เหมือนการเดินทางไกล ที่ก้าวไปด้วยความศรัทธาที่มั่นคงต่อพระเจ้า และการสร้างผลงานอย่างไม่หยุดหย่อน ซึ่งเมื่อเขามุ่งมั่นก้าวเดินไปในทางที่ถูกต้อง ท้ายที่สุด เขาก็ได้รับการยอมรับ และกลายเป็นนักเขียนขวัญใจของเด็กหลาย ๆ คนในยุคนั้น รวมถึงเด็กอีกนับล้านคนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน


ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน กลายเป็นนักเขียนและบุคคลสำคัญของเดนมาร์กและของโลก (ในขณะที่ผู้คนจำนวนมากที่เย้ยหยันและดูถูกเขา จากโลกนี้ไปโดยไม่มีใครจดจำได้) แอนเดอร์เสนแต่งนิทานไว้ทั้งหมด 156 เรื่อง โดยได้รับการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ มากกว่า 125 ภาษา ซึ่งจุดเด่นของนิทานของแอนเดอร์เสนคือ เป็นนิทานที่เหมาะสำหรับเด็ก แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นนิทานที่มีเนื้อหาสอนใจและให้แง่คิดที่ลึกซึ้งสำหรับผู้ใหญ่

หลังจากที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ได้อ่านหนังสือ “เบื้องลึกเทพนิยายโลก ชีวิตจริง ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน” จนจบ ผมก็รู้สึกว่า ชีวิตของนักแต่งนิทาน อาจมีอะไรหลาย ๆ อย่างที่คล้ายกัน ทั้งในแง่การเป็นคนที่ต้องมีความมุ่งมั่นมาก ๆ อดทนมาก ๆ และมีจินตนาการมาก ๆ แม้คนจำนวนหนึ่งจะมองว่า อาชีพนักแต่งนิทานเป็นอาชีพที่ไม่มีความหมายอะไรมากนัก (และเป็นอาชีพที่ได้ค่าตอบแทนน้อย) แต่มันก็น่าจะเป็นอาชีพที่มีคุณค่าอยู่พอสมควร เพราะอย่างน้อยที่สุด ผลงานนิทานที่ฝากเอาไว้ ก็น่าจะช่วยสร้างรอยยิ้มและความสุข (รวมทั้งให้ข้อคิดบางอย่าง) แก่ผู้อ่าน แม้ตัวผู้แต่งจะจากโลกนี้ไปแล้ว

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

วงกลมสีแดงกลิ้งหลุน ๆ

วงกลม สี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม เป็นรูปทรงเรขาคณิตที่เด็ก ๆ ทุกคนต้องทำความรู้จัก เราอาจเคยเห็นหนังสือภาพที่นำเสนอเรื่องของรูปทรงเรขาคณิตเหล่านี้กันมาบ้าง แต่ถ้าเป็นนิทานล่ะ เราเคยเห็นหรือเคยอ่านกันบ้างไหม? ความท้าทายนี้ทำให้พี่นำบุญนึกสนุก และลองแต่งนิทานที่มีตัวเองเป็นรูปทรงเรขาคณิต! แน่นอนว่ามันไม่ใช่นิทานที่แนะนำว่ารูปทรงนี้คือรูปทรงอะไร แต่มันมีเรื่องราวที่อาจทำให้คนเหงาหลาย ๆ คน….ยิ้มได้ ลองอ่านกันดูนะครับ

นิทานเรื่อง วงกลมสีแดงกลิ้งหลุน ๆ

            กาลครั้งหนึ่ง ณ ดินแดนเรขาคณิต  มีสี่เหลี่ยมจัตุรัสสีเหลืองชิ้นหนึ่ง มันเหงามาก มันไม่มีเพื่อนเลย  มันได้แต่ก้มหน้าก้มตาร้องไห้ และหวังว่าสักวัน…ชีวิตของมันจะดีกว่าที่เป็นอยู่

            ณ ดินแดนแห่งเดียวกัน  มีสามเหลี่ยมหน้าจั่วสีฟ้าชิ้นหนึ่ง มันว้าเหว่เหมือนอยู่ในโลกเพียงลำพัง มันไม่มีเพื่อนเลย  มันได้แต่ก้มหน้าก้มตาร้องไห้ และหวังว่าสักวัน…ชีวิตของมันจะอบอุ่นขึ้นอีกนิด

            ท่ามกลางดินแดนที่เต็มไปด้วยความเหงา  มีสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีส้มชิ้นหนึ่ง มันรู้สึกเดียวดายอย่างบอกไม่ถูก มันไม่มีเพื่อนเลย  มันจึงได้แต่ก้มหน้าก้มตาร้องไห้ และหวังว่าสักวัน…ชีวิตของมันจะไม่โดดเดี่ยวและเปล่าเปลี่ยวเช่นนี้

            นอกจากสี่เหลี่ยมผืนผ้าแล้ว ในดินแดนเรขาคณิต ยังมีสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนสีชมพูอีกชิ้นหนึ่งที่รู้สึกเหงาหงอยสร้อยเศร้ากว่าใคร ๆ  มันไม่มีเพื่อนเลย   มันได้แต่ก้มหน้าก้มตาร้องไห้ และหวังลม ๆ แล้ง ๆ ว่าสักวัน….ความเหงาจะหายไปเองโดยไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น

            ในขณะที่สามเหลี่ยมและเหล่าสี่เหลี่ยมจมอยู่ในความทุกข์  จู่ ๆ ก็มีวงกลมสีแดงวงหนึ่งกลิ้งหลุน ๆ ๆ ๆ ผ่านหน้าของสี่เหลี่ยมจัตุรัส, สามเหลี่ยมหน้าจั่ว, สี่เหลี่ยมผืนผ้าและสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาร้องไห้ เมื่อสี่เหลี่ยมจัตุรัส, สามเหลี่ยมหน้าจั่ว, สี่เหลี่ยมผืนผ้าและสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนเงยหน้ามองวงกลมสีแดง เจ้าวงกลมสีแดงก็ส่งยิ้มพร้อมกับร้องบอกว่า 

“ถ้าทุกคนเอาแต่เหงาและก้มหน้าก้มตาร้องไห้ไปเรื่อย ๆ  ทุกคนก็คงต้องเหงาแบบนี้ตลอดไป  แต่ถ้าพวกเราหันมามองและส่งยิ้มให้กับคนอื่นบ้าง, พูดคุยกันบ้างหรือหาอะไรทำร่วมกันบ้าง เราก็จะมีเพื่อนและความเหงาก็จะหายไปทันทีเลยนะ”

เมื่อวงกลมสีแดงพูดจบ  มันก็กลิ้งหลุน ๆ ๆ ๆ ไปดุนสี่เหลี่ยมจัตุรัส, สามเหลี่ยมหน้าจั่ว, สี่เหลี่ยมผืนผ้าและสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนให้มารวมตัวกัน

วงกลมสีแดงบอกสามเหลี่ยมหน้าจั่วให้นอนนิ่ง ๆ กับพื้น  แล้วดันสี่เหลี่ยมจัตุรัสให้มาประกบที่ใต้ฐานของสามเหลี่ยม  จากนั้น เจ้าวงกลมก็ผลักสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนให้ประกบติดกับสามเหลี่ยมจนดูคล้ายหลังคาบ้าน แล้วกลิ้งชนสี่เหลี่ยมผืนผ้าให้เคลื่อนไปติดกับสี่เหลี่ยมจัตุรัสและสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนเพื่อทำให้รูปบ้านดูสมบูรณ์ขึ้น 

เมื่อทุกคนต่อตัวจนกลายเป็นรูปบ้านแล้ว  วงกลมสีแดงก็กลิ้งหลุน ๆ ๆ ๆ ไปที่ด้านบนของบ้าน  แล้วนอนลงกับพื้นดูคล้ายดวงอาทิตย์ดวงใหญ่ที่ส่องแสงอันแสนอบอุ่นให้แก่บ้านน้อยหลังนั้น

สี่เหลี่ยมจัตุรัส, สามเหลี่ยมหน้าจั่ว, สี่เหลี่ยมผืนผ้าและสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนส่งยิ้มให้กันแล้วหันไปยิ้มให้วงกลมสีแดงผู้ที่ทำให้ทุกคนค้นพบวิธีคลายความว้าเหว่

เพียงแค่เงยหน้าจากความเศร้า, เข้าใกล้กันสักนิด, ยิ้มให้กันสักหน่อย, พูดคุยกันบ้าง, ทำอะไร ๆ ด้วยกันและเป็นเพื่อนกัน  เพียงเท่านี้…ความเหงาก็จะหายไป โดยมีความอบอุ่นใจเข้ามาแทนที่    

นับจากวันนั้น ดินแดนเรขาคณิตก็เต็มไปด้วยมิตรภาพอันอบอุ่น และไม่เคยมีใครได้ยินเสียงร้องไห้ของสี่เหลี่ยมจัตุรัส, สามเหลี่ยมหน้าจั่ว, สี่เหลี่ยมผืนผ้าและสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนอีกเลย

Posted in ข้อคิด, ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานเสริมความมั่นใจ : เจ้าหนูตัวจิ๋ว

นิทานเรื่อง “เจ้าหนูตัวจิ๋ว” เป็นนิทานเพี้ยน ๆ อีกเรื่อง ที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ตั้งชื่อตัวละครให้แปลกไปจากปกติ เช่น การตั้งชื่อฮิปโปว่า “ฮิปโป๋” (มีไม้จัตวา) ยีราฟ ว่า “ยีหลับ” (เสียงราฟกับหลับฟังแล้วคล้าย ๆ กันแต่ออกจะตลกหน่อยๆ) จิงโจ้ ว่า “จิงโจ๋” (ฟังแล้วออกแนวเก๋าโจ๋จิ๊กโก๋ พี่นำบุญว่าตลกดี) แถมแต่งนิทานให้ตัวละครเอก (หนูจิ๋ว) เป็นคนพูดเล่าเรื่อง

การอ่านออกเสียงหรือเล่านิทานเรื่องนี้ให้น่ารักน่าชัง ขอแนะนำให้ลองสมมติว่าตัวเองเป็นเจ้าหนูตัวจิ๋ว แล้วอ่านแบบออดอ้อนหน่อย ๆ น่าสงสารนิด ๆ จะทำให้ได้บรรยากาศในการฟังมากขึ้น

อนึ่ง นิทานเรื่องนี้ เคยพิมพ์เป็นหนังสือภาพโดยสำนักพิมพ์สถาพรบุ้กส์ ซึ่งหลาย ๆ โรงเรียนมีอยู่ในห้องเรียนหรือห้องสมุด เพราะนอกจากการเป็นนิทานตลก ๆ ก่อนนอนแล้ว นิทานเรื่องนี้ ยังมีข้อคิดที่จะเตือนจิตสะกิดใจเด็กตัวเล็ก ๆ ให้รู้ว่า “ถึงเราจะตัวเล็ก แต่เราก็มีพลังและทำประโยชน์ได้นะ”

นิทานเรื่อง เจ้าหนูตัวจิ๋ว

ผมชื่อจิ๋ว  ผมเป็นลูกหนูตัวกระจิ๋วหลิว

ผมตัวเล็กจริง ๆ นะ  เล็กขนาดที่ลมพัดก็ยังปลิว

ผมมีเพื่อนรักอยู่ 3 ตัว ชื่อ ฮิปโป๋, ยีหลับและจิงโจ๋

ฮิปโป๋เป็นลูกฮิปโป  ยีหลับเป็นลูกยีราฟ   ส่วนจิงโจ๋เป็นลูกของจิงโจ้

ฮิปโป๋, ยีหลับ, จิงโจ๋เกิดพร้อม ๆ กับผม

แต่เพื่อน ๆ ตัวโตและแข็งแรงกว่าผมมาก

เวลาต้องยกของหนัก ๆ  เพื่อนของผมยกกันได้สบาย

แต่ผมกลับรู้สึกว่า มันหนักแทบตาย

หนูตัวกระจิ๋วหลิวอย่างผม ไม่มีอะไรเทียบกับเพื่อน ๆ ได้เลย

ผมช่างไม่มีค่าไม่มีความหมาย…เสียจริง ๆ

เมื่อเพื่อน ๆ รู้ว่าผมน้อยใจที่ตัวกระจิ๋วหลิว

เพื่อน ๆ จึงมาปลอบและชวนผมไปเล่นให้หายหน้านิ่ว

ฮิปโป๋ชวนผมไปว่ายน้ำ

แต่ผมว่ายน้ำได้ไม่นาน…ก็หมดแรง  ผมจึงต้องขี่หลังฮิปโป๋ขึ้นฝั่ง (ก่อนที่จะจมน้ำปุ๋ง ๆ)

พอหายเหนื่อย  ยีหลับก็ชวนผมไปเก็บผลไม้

ผมกระโดดเท่าไหร่…ก็เก็บผลไม้ไม่ถึง

ไม่เหมือนกับยีหลับที่แค่ยืดคอนิดหน่อย ก็เก็บผลไม้ได้ตั้งเยอะแยะ

(เห็นไหม ผมไม่ได้เรื่องเลยนะ)

เมื่อจิงโจ๋เห็นผมกระโดดดุ๋ง ๆ ได้  มันเลยชวนผมไปกระโดดไล่จับกันกลางทุ่งหญ้า

แต่ผมกระโดดได้ไม่นาน…แรงก็หมด

ท้ายที่สุด ผมเลยต้องเข้าไปนอนในถุงหน้าท้องของจิงโจ๋  แล้วหลับปุ๋ยไปโดยไม่รู้ตัว

ในความฝัน  ผมเห็นเพื่อน ๆ  พากันเบื่อผม

เพราะหนูตัวจิ๋วอย่างผม…ไม่มีค่า  ไม่มีประโยชน์

จริง ๆ แล้ว ผมก็อยากตัวโตเหมือนเพื่อน ๆ นะ…แต่ผมตัวโตได้แค่นี้

หนูตัวกระจิ๋วหลิวอย่างผมช่างไม่คู่ควรจะเป็นเพื่อนกับใคร ๆ เอาเสียเลย

เวลาเดินไปอย่างช้า ๆ   ผมหลับไปนานเท่าไรก็ไม่รู้

แต่เมื่อผมตื่น แล้วโผล่หัวออกมาจากถุงหน้าท้องของจิงโจ๋ ผมก็พบว่า

ตัวผมกับเพื่อน ๆ ถูกนายพรานใจร้ายจับมาขังเอาไว้ในกรงเหล็ก

พวกเราถูกขังเอาไว้ในบ้านหลังเล็ก  ๆ เพื่อรอส่งไปขายในตลาดมืด

ตอนที่ผมตื่น…นายพรานไม่อยู่

ฮิปโป๋, ยีหลับและจิงโจ๋จึงช่วยกันออกแรงดันให้ลูกกรงพัง เพื่อจะได้หนีไปเสียให้พ้น ๆ

แต่อนิจจา…ไม่ว่าเพื่อนตัวใหญ่ของผมจะออกแรงสักเท่าไร

ลูกกรงเหล็กก็ไม่มีทีท่าว่าจะหักหรือพังเลยสักนิด

สุดท้าย  เพื่อน ๆ ของผมจึงได้แต่นั่งคอตกและยอมจำนนต่อโชคชะตา

ในขณะนั้นเอง

หนูตัวจิ๋วอย่างผมก็มองเห็นกุญแจวางอยู่นอกกรงขัง

ถ้าผมหยิบกุญแจมาไขประตูกรงได้

เพื่อน ๆ ก็คงออกจากกรงได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องพังลูกกรงอย่างที่พยายามกันอยู่

แต่หนูตัวกระจิ๋วหลิว ที่ไร้ค่าไร้ประโยชน์อย่างผม…จะช่วยเพื่อน ๆ ได้ยังไงกันนะ

ในเสี้ยววินาทีนั้น 

ความคิดบางอย่างก็สว่างวาบขึ้นในใจของผม

“ก็เพราะผมเป็นหนูตัวจิ๋วยังไงล่ะ…ผมจึงน่าจะช่วยเพื่อน ๆ ได้”

เมื่อผมคิดดังนั้น ผมเลยกระโดดออกจากถุงหน้าท้องของเจ้าจิงโจ๋

แล้วใช้ความจิ๋วของผม 

เดินลอดซี่ลูกกรงออกไปอย่างสบาย ๆ   จากนั้น ก็หยิบกุญแจมาไขกรง

พร้อมกับเปิดประตูให้เพื่อน ๆ ได้เป็นอิสระ

เพื่อน ๆ ดีใจกันมากที่ได้ออกจากกรงขัง

พวกเรารีบหนีออกจากบ้าน  แล้วไปบอกเพื่อนสัตว์ให้ระวังนายพรานที่เข้ามาป้วนเปี้ยนในป่า

เมื่อเหตุร้ายผ่านไป  ผมรู้เลยว่า เพื่อน ๆ ต่างก็ภูมิใจในตัวผม

ถึงผมจะเกิดมาตัวกระจิ๋วหลิว  แต่ผมก็มีค่ามีความหมาย และมีประโยชน์ในแบบที่ผมเป็น

ผมดีใจที่ผมเป็นผม…เป็นหนูตัวจิ๋ว ที่มีข้อดีในแบบจิ๋ว ๆ

ใคร ๆ ต่างก็มีข้อดีในแบบที่ตัวเองเป็นทั้งนั้น

ผมภูมิใจในตัวเองมาก  ส่วนเพื่อน ๆ ก็ดีใจที่เห็นผมมีความสุขและยิ้มจนตาหยีได้เสียที

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก, Uncategorized

นิทานความรัก : คู่ครองของเจ้าชาย

นิทานก่อนนอนความรักเรื่อง “คู่ครองของเจ้าชาย” เป็นนิทานความรักแนวการเลือกคู่ ที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งเป็นนิทานคู่กับนิทานที่เคยแต่งเอาไว้ เรื่อง “คู่ครองของเจ้าหญิง” เพื่อให้ผู้ที่สนใจการแต่งนิทาน ได้ลองเปรียบเทียบว่า นิทานที่มีชื่อคล้ายคลึงกันจะต้องมีเนื้อเรื่องคล้ายคลึงกันด้วยหรือไม่? ถ้าใครอ่านนิทานเรื่องนี้จบแล้ว และอยากรู้ว่านิทานเรื่อง คู่ครองของเจ้าหญิง มีเนื้อหาเป็นอย่างไร ลองตามไปอ่านกันนะครับ

นิทานเรื่อง คู่ครองของเจ้าชาย

เมื่อร้อยวันพันปีก่อน  ยังมีเจ้าชายผู้แสนดีพระองค์หนึ่งทรงได้รับการแต่งตั้งจากพระบิดาให้ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่ แต่ด้วยความที่เจ้าชายยังคงไม่มีคู่ครอง ดังนั้น พระราชากับพระราชินีจึงมีรับสั่งให้เหล่าอำมาตย์และข้าราชการช่วยกันเฟ้นหาเจ้าหญิงที่เหมาะสมจะดำรงตำแหน่งคู่ครองของเจ้าชาย เพื่อที่ทั้งคู่จะได้อภิเษกสมรสและขึ้นครองราชย์เป็นพระราชากับพระราชินีของพระราชอาณาจักรแห่งนี้สืบต่อไป

ภายหลังจากการเฟ้นหาเจ้าหญิงที่เหมาะสมจะดำรงตำแหน่งเป็นราชินีพระองค์ใหม่  ในที่สุด เหล่าอำมาตย์และข้าราชการก็คัดสรรเจ้าหญิงที่มีคุณสมบัติเหมาะสมได้ถึง 3 พระองค์ด้วยกัน

เจ้าหญิงองค์แรกเป็นเจ้าหญิงที่งามสง่าและอ่อนหวาน สมกับความเป็นเจ้าหญิงยิ่งกว่าเจ้าหญิงองค์ใดในปฐพี  ความงามและกิริยาของพระองค์แลดูเจิดจรัสจนผู้ที่พบเห็นยากที่จะละสายตาจากพระองค์ไปได้  ส่วนเจ้าหญิงองค์ที่สองเป็นเจ้าหญิงที่ชาญฉลาด ชนิดที่นักปราชญ์ผู้เชี่ยวชาญในด้านเศรษฐกิจ การรบและการปกครอง ต่างยกย่องให้พระองค์เป็นเจ้าหญิงนัก ปราชญ์ผู้เฉลียวฉลาดไม่เป็นสองรองจากผู้ใด  และเจ้าหญิงองค์สุดท้าย พระองค์ทรงเป็นเจ้าหญิงที่ดูเรียบง่าย แต่มีจิตใจเมตตาเกินกว่าที่จะหาผู้ใดมาเสมอเหมือน

เจ้าชายเฝ้าครุ่นคิดถึงคุณสมบัติอันโดดเด่นของเจ้าหญิงแต่ละพระองค์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า  การตัดสินใจของพระองค์จะมีผลต่ออนาคตของบ้านเมือง ประชาชน และตัวของพระองค์เองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เจ้าชายยังคงสับสนและไม่อาจที่จะตัดสินใจแต่งงานกับเจ้าหญิงพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง ดังนั้น  เจ้าชายจึงเดินทางไปขอพบเจ้าหญิงแต่ละพระองค์ เพื่อสังเกตและทำความรู้จักเจ้าหญิงแต่ละพระองค์ให้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น

เจ้าหญิงองค์แรกทรงจัดโต๊ะน้ำชาเลี้ยงอาหารว่างให้แก่เจ้าชายอย่างสมเกียรติ  รสชาติของขนมอบละมุนลิ้นและน้ำชากลิ่นกรุ่นที่เจ้าหญิงบรรจงปรุงถวาย ประกอบกับกิริยาที่งามสง่าและอ่อนหวาน สะท้อนความเป็นกุลสตรีของเจ้าหญิงออกมาได้อย่างเด่นชัด ซึ่งตลอดเวลาที่เจ้าชายนั่งดื่มน้ำชากับเจ้าหญิงนั้น เจ้าชายรู้สึกราวกับว่าเวลาได้หยุดลงชั่วขณะ  เจ้าชายไม่ทราบว่าความรู้สึกนั้นคืออะไร  แต่พระองค์รู้ดีว่าความประทับใจที่พระองค์มีต่อเจ้าหญิง มันลึกซึ้งเกินกว่าที่พระองค์จะบรรยายเป็นคำพูดได้!

เจ้าหญิงองค์ที่สองทรงต้อนรับเจ้าชายด้วยเกมหมากรุกซึ่งเป็นกีฬาของพระราชา นับเป็นความชาญฉลาดของเจ้าหญิงที่เลือกเล่นหมากรุกกับเจ้าชาย เพราะนอกจากหมากรุกจะเป็นเกมที่ต้องอาศัยสติปัญญาในการวางกลยุทธ์และแก้ปัญหาต่าง ๆ แล้ว  เกมหมากรุกยังเปิดโอกาสให้เจ้าชายมีเวลาในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเจ้าหญิงในเรื่องต่าง ๆ อีกด้วย  เจ้าชายรู้สึกสนุกกับเกมและสนุกกับการสนทนากับเจ้าหญิงเป็นอันมาก  ความสนิทสนมระหว่างเจ้าชายกับเจ้าหญิงก่อตัวขึ้นโดยที่ทั้งคู่แทบจะไม่รู้ตัว  นี่คือเพื่อนคู่คิดที่เจ้าชายใฝ่ฝันหา  เจ้าชายรู้สึกชื่นชมเจ้าหญิงผู้ชาญฉลาดพระองค์นี้อย่างที่ไม่เคยรู้สึกกับใครมาก่อน!

เจ้าหญิงองค์ที่สามทรงขอพบเจ้าชายที่สถานพยาบาลของผู้ยากไร้ เจ้าหญิงทรงเป็นอาสาสมัครของสถานพยาบาลแห่งนี้มาหลายปีแล้ว  ระหว่างที่เจ้าหญิงทรงงานอยู่ พระองค์จะแลดูอบอุ่นและเป็นความหวังของเหล่าผู้ป่วยทุก ๆ คน  งานของเจ้าหญิงมีมากเสียจนเจ้าชายแทบจะไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับเจ้าหญิงอย่างที่พระองค์ทรงตั้งใจเอาไว้  อย่างไรก็ตาม เจ้าชายกลับรู้สึกว่า พระองค์ได้เห็นความงามที่แท้จริง ซึ่งซ่อนอยู่ในจิตใจของเจ้าหญิงพระองค์นี้อย่างยากที่จะลืมเลือนไปได้

เจ้าหญิงแต่ละพระองค์ทรงมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันออกไป เจ้าชายพยายามพินิจพิเคราะห์ถึงคุณสมบัติเหล่านั้น เพื่อตัดสินใจเลือกเจ้าหญิงที่เหมาะสมที่สุดที่จะมาเป็นพระราชินีเคียงข้างพระองค์  และหลังจากที่เจ้าชายใช้เวลาไตร่ตรองอยู่ถึงสามวันสามคืน ในที่สุด  เจ้าชายก็ได้คำตอบ!

เด็ก ๆ คิดว่าเจ้าชายทรงเลือกที่จะแต่งานกับเจ้าหญิงพระองค์ใด  และเพราะเหตุใดเจ้าชายจึงเลือกที่จะแต่งงานกับเจ้าหญิงพระองค์นั้น  นี่คือนิทานปริศนา…ใครมีคำตอบในใจแล้ว ลองอ่านคำเฉลยข้างล่างนี้ดู

หากเจ้าชายเป็นเพียงผู้ชายธรรมดา ๆ พระองค์อาจจะเลือกแต่งงานกับเจ้าหญิงพระองค์แรก ซึ่งมีคุณสมบัติเหมาะสมที่สุด ที่จะเป็นศรีภรรยาของผู้ชายทั้งปวง แต่เพราะการแต่งงานของเจ้าชายเป็นการแต่งงานเพื่อหาผู้ที่เหมาะสมกับการเป็นทั้งภรรยาและราชินี  ดังนั้น  คุณสมบัติของเจ้าหญิงจึงยังคงไม่เพียงพอที่จะทำให้เจ้าชายตัดสินใจแต่งานด้วย

สำหรับเจ้าหญิงองค์ที่สอง เจ้าชายไม่ปฏิเสธว่าพระองค์ทรงชื่นชมในอัจฉริยภาพของเจ้าหญิงผู้ชาญฉลาด แต่หากเจ้าชายสามารถเลือกได้  พระองค์ทรงต้องการที่จะเป็นเพื่อนกับเจ้าหญิงมากกว่าที่จะให้เจ้าหญิงเป็นภรรยาของพระองค์

ส่วนเจ้าหญิงองค์ที่สามนั้น  พระองค์ทรงเป็นเจ้าหญิงในอุดมคติที่เจ้าชายพึงใจที่จะแต่งงานด้วย  ความเมตตาและความเสียสละของเจ้าหญิงเป็นคุณสมบัติสำคัญที่ทำให้เจ้าชายมั่นใจว่า  เจ้าหญิงจะก้าวขึ้นเป็นพระราชินีที่ทำให้ประชาชนมีความสุขได้มากที่สุด

และแล้ว เจ้าชายก็เข้าพิธีอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงผู้แสนดีพระองค์นี้

………………..

https://nitannambun.com/2020/09/13/%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81-%e0%b8%84%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad/

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานความรัก : คู่ครองของเจ้าหญิง

ในสมัยที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เป็นครูสอนวิทยาศาสตร์อยู่ที่ Mad Science ประเทศไทย บทเรียนหนึ่งที่เด็ก ๆ ชอบมากเวลาที่ผมสอน มีชื่อว่า “ลวงตามายาภาพ (Optical illusion)” วันหนึ่งในช่วงที่งานสอนหนักมาก ๆ และต้องเขียนนิทานเพื่อส่งให้นิตยสารขวัญเรือน ผมจึงนำทั้งสองงานมาผสมกัน จนกลายเป็นนิทานที่แต่งแบบ “ไฟลนก้น” เรื่องนี้ ซึ่งผมเชื่อว่า แม้เรื่องราวอาจไม่หวือหวา แต่เด็ก ๆ ก็น่าจะชอบนิทานเรื่องนี้ได้ไม่ยาก ไม่เชื่อก็คงต้องลองอ่านกันดูนะครับ

นิทานเรื่อง  คู่ครองของเจ้าหญิง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพระราชากับพระราชินีคู่หนึ่งทรงต้องการหาคู่ครองที่เหมาะสมที่สุดให้แก่พระธิดาของพระองค์ พระราชาทรงอยากได้ลูกเขยที่มีไหวพริบและเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้ความสามารถ ส่วนพระราชินีทรงอยากได้ลูกเขยที่มีจิตใจดีงาม เพื่อเป็นที่พึ่งของทั้งพระธิดาและประชาชนทั้งปวง ด้วยเหตุนี้เอง พระราชากับพระราชินีจึงช่วยกันคิดหาวิธีสุดพิเศษ ในการคัดสรรคู่ครองให้แก่พระธิดาผู้เป็นที่รัก

หลังจากที่พระราชากับพระราชินีทรงหารือกันอยู่พักใหญ่ ในที่สุด ทั้งสองพระองค์ก็ตกลงใจที่จะเลือกคู่ครองของเจ้าหญิงโดยตัดสินจากผลงานการวาดภาพ!

พระราชินีทรงเชื่อว่า ผู้ที่สนใจในงานศิลปะน่าจะเป็นคนที่มีจิตใจดีงาม ส่วนพระราชาก็ทรงมั่นใจว่า แม้ชายหนุ่มที่ปรารถนาจะแต่งงานกับเจ้าหญิงจะไม่ถนัดในการวาดภาพ แต่หากเขาคนนั้นมีไหวพริบจริงดังที่พระองค์คาดหวัง แบบทดสอบในครั้งนี้ก็คงจะไม่ใช่เรื่องยากเกินกว่าที่เขาคนนั้นจะฝ่าฟันไปได้

หลังจากที่เหล่าทหารแจ้งข่าววิธีการเลือกคู่ของเจ้าหญิงให้ทุกคนได้ทราบ เจ้าชายที่เชี่ยวชาญในด้านการต่อสู้ ก็ถึงกับนั่งคอตก เพราะเจ้าชายเหล่านั้นแทบจะไม่มีฝีมือในด้านงานศิลปะเลยแม้สักนิด ส่วนชายหนุ่มที่ถนัดในด้านศิลปะต่าง ก็พากันยินดี เพราะเงื่อนไขในการเลือกคู่ครั้งนี้ ดูเหมือนว่าจะเอื้อประโยชน์ให้แก่พวกเขาไม่ใช่น้อย ดังนั้น ชายหนุ่มผู้เก่งกาจในด้านศิลปะทั้งหลายจึงพากันวาดภาพเพื่อส่งเข้าชิงชัยกันอย่างล้นหลาม

ในขณะที่ทุก ๆ คนกำลังตื่นเต้นกับการเลือกคู่ครองของเจ้าหญิง ไม่มีใครรู้เลยว่า เจ้าหญิงทรงมีเจ้าชายที่พระองค์แอบหลงรักอยู่พระองค์หนึ่ง ซึ่งเป็นเจ้าชายที่เชี่ยวชาญในด้านการรบ ด้วยเหตุนี้ เจ้าหญิงจึงได้แต่ระทมทุกข์ เพราะเจ้าหญิงเชื่อว่า เจ้าชายที่พระองค์รักคงไม่ส่งภาพวาดใด ๆ เข้าร่วมชิงชัยในพิธีเลือกคู่ครั้งนี้เป็นแน่

เมื่อวันเลือกคู่มาถึง พระราชากับพระราชินีต่างนิ่งมองภาพวาดต่าง ๆ ราวกับต้องมนตร์สะกด ภาพวาดแต่ละภาพแสดงให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนในจิตใจของผู้วาดแต่ละคนได้อย่างเด่นชัด พระราชินีทรงเชื่อมั่นว่า ผู้วาดภาพแต่ละคนน่าจะมีพื้นฐานจิตใจที่ดีงามไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน  ดังนั้น พระองค์จึงถือว่าทุก ๆ คนที่วาดภาพส่งเข้ามา ผ่านเงื่อนไขที่พระองค์ได้ตั้งเอาไว้อย่างเท่าเทียมกันหมด

ในขณะเดียวกัน แม้พระราชาจะทรงชื่นชมฝีมือของเจ้าของภาพทุก ๆ คน แต่พระองค์ก็พยายามเตือนตัวเองไม่ให้หลงเฉพาะเพียงความงามที่ได้เห็น เพราะพระองค์จะต้องเฟ้นหาภาพวาดที่แสดงถึงไหวพริบและสติปัญญาของผู้วาดดังที่พระองค์ตั้งใจเอาไว้ให้จงได้

ท่ามกลางภาพวาดนับร้อย ๆ ภาพ พระราชาทรงสะดุดใจกับภาพวาดธรรมดา ๆ ภาพหนึ่ง ซึ่งดูด้อยกว่าภาพวาดอันงดงามอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด

สาเหตุที่ทำให้พระราชาทรงสนใจภาพวาดดังกล่าวก็เป็นเพราะเมื่อพระองค์มองภาพภาพนั้นในครั้งแรก พระราชา ทรงเห็นมันดูคล้ายกับเป็นภาพวาดจากด้านข้างของเจ้าหญิงที่ไม่มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษ แต่ครั้นเมื่อพระองค์มองภาพนั้นซ้ำอีกครั้ง พระองค์กลับมองเห็นภาพใบหน้าของหญิงชราปรากฏขึ้นมาอย่างน่าพิศวง พระราชาทรงทึ่งในสติปัญญาของผู้วาดภาพเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้ พระราชาจึงสั่งให้ทหารรีบไปเชิญตัวผู้วาดภาพให้มาเข้าเฝ้าพระองค์เป็นการด่วน

เจ้าหญิงทรงตกใจมากเมื่อเห็นว่าผู้ที่ทหารพามาเข้าเฝ้า พระบิดาก็คือเจ้าชายที่พระองค์แอบหลงรักอยู่ เมื่อพระราชาถามถึงที่มาของการวาดภาพที่แสนมหัศจรรย์ดังกล่าว เจ้าชายจึงทูลให้พระราชากับพระราชินีทราบว่า เดิมทีเดียว …พระองค์แทบจะไม่มีความสามารถในการวาดภาพเอาเสียเลย แต่เนื่องจากพระองค์ทรงแอบหลงรักพระธิดาของพระราชากับพระราชินีจนมิอาจจะทนอยู่เฉยได้ ดังนั้น เมื่อพระองค์ทราบเงื่อนไขในการเลือกคู่ พระองค์จึงเฝ้าฝึกฝนการวาดภาพทั้งวันทั้งคืนโดยไม่ยอมหยุดพัก พร้อม ๆ กับพยายามคิดหาวิธีวาดภาพของเจ้าหญิงเพื่อสื่อความในใจว่า พระองค์จะรักเจ้าหญิงตลอดไป ไม่ว่าเจ้าหญิงจะเป็นสาวสวยหรือในยามแก่ชราก็ตาม

แม้ภาพวาดของเจ้าชายอาจจะงดงามสู้ภาพวาดชิ้นอื่น ๆ ไม่ได้ แต่ด้วยไหวพริบและความคิดอันยอดเยี่ยม ผนวก กับความจริงใจที่เจ้าชายมีต่อเจ้าหญิง พระราชากับพระราชินีจึงตัดสินใจเลือกเจ้าชายให้เป็นคู่ครองของพระธิดาผู้เป็นที่รัก

เจ้าหญิงทรงดีใจมากที่พระองค์ได้แต่งงานกับเจ้าชายอย่างไม่คาดฝัน ในขณะเดียวกันเจ้าชายเองก็มีความสุขไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเจ้าหญิง

 หลังจากนั้นไม่นาน เจ้าชายกับเจ้าหญิงก็ได้ขึ้นครองราชย์สืบต่อจากพระราชากับพระราชินีองค์เดิม และทั้งคู่ก็ช่วยกันดูแลบ้านเมืองจนทำให้ประชาชนทุก ๆ คนอยู่เย็นเป็นสุขได้อย่างถ้วนหน้า

……………………………….

หมายเหตุ : ถ้าเด็ก ๆ คนไหนมองภาพวาดของเจ้าชาย แล้วยังไม่เห็นเป็นภาพหญิงชรา หรือยังไม่เห็นเป็นภาพของเจ้าหญิง ลองมาดูภาพเฉลยที่อาจทำให้เห็นภาพลวงตาที่ซ่อนอยู่ได้ง่ายขึ้นกันนะครับ

ภาพซ้าย จะมองเห็นเป็นผู้หญิงหันหน้ามองไปอีกทาง (สังเกตจมูก ขนตา หู)

ภาพกลาง เป็นภาพแบบเดียวกับที่เจ้าชายในนิทานวาด (ซึ่งจริง ๆ เป็นภาพลวงตาที่มีมาแต่โบราณ และไม่รู้ว่าใครเป็นคนคิดคนแรก) ในภาพดูเหมือนผู้หญิงที่มีสร้อยที่คอ หรือถ้ามองว่าสร้อยดูเหมือนปาก ก็อาจมองเห็นเป็นภาพหญิงชราก็ได้ (นี่เป็นภาพลวงตาที่ดูได้ 2 แบบ)

ภาพขวามือ เป็นภาพที่ลบจมูกกับขนตาของผู้หญิงออก ถ้ามองหูของผู้หญิงเป็นตาของหญิงชรา เราก็จะเห็นหญิงชราจมูกงุ้ม คางงุ้ม คลุมผ้าโพกหัวได้ชัดเจนขึ้น

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานชวนยิ้ม : กระต่ายน้อยเพื่อนรัก

นิทานตลก ๆ ก่อนนอนเรื่องนี้ เป็นนิทานก่อนนอนเกี่ยวกับกระต่ายและเพื่อน ที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ในฐานะผู้แต่งนิทานขอสารภาพว่า “ไม่รู้ว่าตัวเองแต่งนิทานเรื่องนี้ได้ยังไง”

นิทานเรื่องนี้อาจดูธรรมดามาก แต่เมื่ออ่านรายละเอียดก็จะพบว่า นิทานธรรม ๆ เรื่องนี้กลับมีเนื้อหาที่สนุกมาก ผมเชื่อว่าเด็ก ๆ จะต้องยิ้มเมื่อได้ฟังหรืออ่านนิทานเรื่องนี้ และนี่เป็นนิทานอีกเรื่องที่ผมคิดว่า “น่ารักจังเลย”

นิทานเรื่อง กระต่ายน้อยเพื่อนรัก

นานมาแล้ว มีกระต่ายน้อยตัวหนึ่งเป็นกระต่ายนิสัยดีที่มีเพื่อนฝูงรักใคร่มากมาย

วันหนึ่ง…ใกล้ ๆ กับช่วงปีใหม่  กระต่ายน้อยหิ้วตะกร้าใบใหญ่เดินเข้าไปในป่าเพื่อไปหาเพื่อน ๆ  แต่ระหว่างทาง มีหมาป่าตัวหนึ่งบังเอิญมาพบกระต่ายน้อยเข้า  หมาป่าจอมเกเรจึงตรงเข้าไปหาเรื่องกระต่ายน้อย พร้อมกับแย่งตะกร้ามาจากมือของเจ้ากระต่าย! 

ครั้นเมื่อกระต่ายน้อยร้องขอตะกร้าคืนจากหมาป่า  หมาป่าก็แกล้งทำเป็นตั้งเงื่อนไขว่า  ถ้ากระต่ายน้อยอยากได้ตะกร้าคืน กระต่ายน้อยจะต้อง“นอน”ลงกับพื้นแล้วเคลื่อนที่ไปยังริมทะเลสาบโดยห้ามขยับเขยื้อนตัวเป็นอันขาด?  เมื่อไปถึงแล้ว กระต่ายน้อยจะต้อง“เดิน”บนผิวน้ำไปยังเกาะที่อยู่กลางทะเลสาบ แล้ว“บิน”ขึ้นไปบนยอดเขาสูงชันที่อยู่บนเกาะเพื่อเก็บดอกไม้มาแลกกับตะกร้า

เมื่อกระต่ายน้อยได้ฟัง มันก็ทำตาแดง ๆ เหมือนจะร้องไห้ เพราะใคร ๆ ก็คงรู้ดีอยู่แล้วว่า เงื่อนไขของเจ้าหมาป่าเป็นเรื่องที่ไม่มีใครทำได้   

อย่างไรก็ตาม กระต่ายน้อยก็ยังอยากได้ตะกร้าใบสำคัญกลับคืนมา มันจึงนอนลงกับพื้น (ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่าควรทำอะไรต่อ) แล้วภาวนาขอให้ตัวของมันเคลื่อนที่ไปยังริมทะเลสาบได้เอง!

ทันใดนั้น…สิ่งไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เพราะจู่ ๆ กระต่ายน้อยที่นอนอยู่เฉย ๆ ก็ค่อย ๆ เคลื่อนที่ไปยังทะเลสาบโดยที่มันไม่ได้ขยับตัวเลยแม้สักนิด 

หมาป่าตกตะลึงต่อสิ่งที่ได้เห็น  เจ้ากระต่ายเองก็แปลกใจไม่ใช่น้อย แต่เมื่อมันชำเลืองไปดูที่ข้างตัว มันก็ต้องอมยิ้ม เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นผลงานของเหล่ามดเพื่อนรักที่ช่วยกันแบกตัวของเจ้ากระต่ายให้เคลื่อนที่ไปยังทะเลสาบคล้ายกับเวลาที่มดช่วยกันแบกของนั่นเอง

เมื่อกระต่ายมาถึงทะเลสาบ มันก็ลุกขึ้นยืนและคิดว่ามันจะ “เดิน” ไปยังเกาะกลางน้ำได้อย่างไร ในขณะที่กระต่ายน้อยกำลังคิดอยู่นั้น มันก็มองเห็นอะไรบางอย่างคล้ายกับแผ่นหิน โผล่ขึ้นมาจากผืนน้ำโดยทอดตัวเป็นแนวยาวไปยังเกาะกลางทะเลสาบ เมื่อกระต่ายน้อยมองดูชัด ๆ  มันจึงพบว่า แผ่นหินเหล่านั้นแท้จริงแล้วก็คือคุณเต่าเพื่อนของมันที่รวมพลังกันมาช่วยเหลือ 

เมื่อกระต่ายน้อยเห็นไมตรีจิตของคุณเต่าทั้งหลาย มันจึงส่งยิ้มให้แล้วเดินบนหลังเต่าข้ามน้ำไปยังเกาะที่อยู่กลางทะเลสาบอย่างไม่รอช้า

ฝ่ายหมาป่าที่ยืนมองอยู่ไกล ๆ นั้น  เมื่อมันเห็นกระต่ายเดินบนน้ำได้  มันก็ตกใจถึงกับอ้าปากค้าง

ครั้นเมื่อกระต่ายน้อยเดินข้ามน้ำไปถึงเกาะกลางทะเลสาบ มันก็เงยหน้ามองภูเขาที่สูงชันพลางถอนหายใจและคิดว่ามันคงไม่มีทาง”บิน”ขึ้นไปเก็บดอกไม้ได้เป็นแน่ 

แต่ก่อนที่กระต่ายน้อยจะหมดหวัง  ฝูงนกตัวกระจิริดที่เป็นเพื่อนของกระต่ายน้อยก็ย่องออกมาจากพุ่มไม้ แล้วบอกให้กระต่ายน้อยทำท่ากระพือหู จากนั้น พวกมันก็ช่วยกันใช้ปากจิกที่ขนปุย ๆ ของกระต่ายน้อยแล้วกระพือปีกพาเพื่อนของพวกมันบินขึ้นไปเก็บดอกไม้ที่อยู่บนยอดเขา  

เมื่อหมาป่าที่มองอยู่ไกล ๆ เห็นกระต่ายน้อยบินได้อีก  หมาป่าก็งุนงงจนต้องหยิกตัวเองไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ครั้นเมื่อกระต่ายน้อยนำดอกไม้จากยอดเขามามอบให้  แทนที่จะหมาป่าจะทำตามสัญญา  มันกลับโมโหจนควันออกหู แล้วตั้งท่าจะจับกระต่ายน้อยกินเป็นอาหาร

แต่กระต่ายน้อยยังโชคดี  เพราะเมื่อหมาป่าตั้งท่าจะทำร้าย  คุณสิงโตและคุณช้างซึ่งเป็นเพื่อนของกระต่ายน้อยก็พากันวิ่งออกมาจากป่าลึกพร้อมกับร้องไล่หมาป่าให้ไปเสียให้พ้น ๆ  หมาป่าตกใจมากที่เห็นสิงโตและช้าง แถมยังมีเสียงฝีเท้าของสัตว์อื่น ๆ ที่ดังตามมาอีก  หมาป่าจึงรีบทิ้งตะกร้าแล้ววิ่งหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต   

ในเวลาต่อมา  รอบตัวของกระต่ายน้อยก็แวดล้อมไปด้วยเพื่อนสัตว์ต่าง ๆ เต็มไปหมด  สัตว์ทั้งหลายเห็นกระต่ายน้อยร้องไห้จึงช่วยกันปลอบด้วยความเป็นห่วง แต่กระต่ายน้อยบอกเพื่อน ๆ ว่า จริง ๆ แล้วมันไม่ได้ร้องไห้เพราะเสียขวัญ แต่มันซึ้งใจที่ได้รู้ว่าเพื่อน ๆ รักมันมากขนาดไหน 

เมื่อพูดจบ  กระต่ายน้อยก็ไปหยิบตะกร้า แล้วนำตุ๊กตาไหมพรมรูปเพื่อนสัตว์ต่าง ๆ ที่มันใช้เวลาถักอยู่นานหลายเดือน ส่งมอบให้แก่เพื่อน ๆ ทุกตัวเพื่อเป็นของขวัญในวันปีใหม่ 

เมื่อสัตว์ต่าง ๆ ได้รับตุ๊กตาจากกระต่ายน้อย  สัตว์ทุกตัวก็น้ำตาคลอด้วยความซาบซึ้ง  เพราะตุ๊กตาทุกตัวถักขึ้นจากความรักที่กระต่ายน้อยมีต่อเพื่อน ๆ  (ด้วยเหตุนี้กระมัง กระต่ายน้อยจึงยอมให้หมาป่าเอาตะกร้าใบสำคัญนี้ไปไม่ได้)

สัตว์ทุกตัวดีใจที่ได้เป็นเพื่อนกับกระต่ายน้อย  ส่วนกระต่ายน้อยก็ดีใจที่มีเพื่อนดี ๆ เช่นนี้ หลังจากนั้น สัตว์ทั้งหมดก็พากันไปฉลองวันปีใหม่ที่บ้านของคุณสิงโต แล้วสัตว์ทุกตัวก็สัญญาว่า พวกมันจะเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน…ตลอดไป

Posted in Uncategorized

เบื้องหลังหนังสั้น : ก-ฮ

เบื้องหลังหนังสั้นเรื่อง ก-ฮ


หลังจากที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ได้นำหนังสั้นที่เคยทำสมัยเรียนป.ตรี ที่คณะวารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์ (ปี 2536) มาให้ชมกัน วันนี้ ผมจึงขอเขียนเล่าเบื้องหลังของหนังสั้นเรื่องนี้ให้อ่านกันครับ จำได้ว่าตอนที่ทำ ผมคิดอะไร ๆไว้เยอะมาก (แต่สร้างผลงานได้ตรงใจแค่ประมาณนึงเท่านั้น ถือเป็นแบบฝึกหัดนึงในชีวิตนะครับ)
….
แก่นเรื่อง (Theme) : เด็กไม่มีทางหลุดพ้นจากอำนาจของผู้ใหญ่ได้ (อำนาจที่ผมคิด แบ่งเป็นพระเดชและพระคุณ)
…..
เนื้อเรื่อง : ในครอบครัวเล็ก ๆ ครอบครัวหนึ่ง มีพ่อ แม่ และลูกวัย 5 ขวบ (พ่อเป็นตัวแทนอำนาจที่เรียกว่าพระเดช ส่วนแม่เป็นตัวแทนอำนาจที่เรียกว่าพระคุณ เด็กน้อยในเรื่องอายุจริงตอนนั้นเพิ่ง 4 ขวบ ยังเขียนหนังสือไม่ได้ แต่ใจสู้มาก)

พ่อมักสอนให้ลูกทำตามสิ่งที่พ่อสอน ส่วนแม่คอยให้ความรักและความห่วงใยต่อลูกเสมอ (การจับมือลูกคัดก.ไก่ตามเส้นประ และการให้ลูกเดินตามรางรถไฟ เป็นสัญลักษณ์ของการใช้อำนาจของผู้ใหญ่ที่มีต่อเด็ก) ช่วงต้นเรื่องเป็นการปูเรื่องให้เห็นการใช้อำนาจของผู้ใหญ่ทั้งพระเดชและพระคุณ

วันหนึ่ง พ่อทำม้าก้านกล้วยกับปืนก้านกล้วยให้ลูก พร้อมสอนให้ลูกกล้าหาญ กล้าปกป้องคนที่อ่อนแอกว่า แต่เมื่อพ่อกับแม่ออกจากบ้าน จู่ๆ ม้าก้านกล้วยก็มีชีวิต แล้วมันก็พาเด็กน้อยให้เดินทางออกนอกบ้าน นอกคำสั่งให้อยู่บ้าน และให้ฟังเสียงหัวใจของตัวเอง (ในหนังจะมีฉากที่เด็กเขียนด.เด็กในแบบของตัวเอง แล้วแม่เข้ามาปราม พร้อมกับจับมือให้เขียนตามรอยประอีก)

วันหนึ่ง ดอกทานตะวัน ซึ่งเป็นตัวแทนความหวัง ความฝัน ความเป็นตัวตนของเด็ก กำลังจะถูกรถไฟพุ่งเข้าใส่ เจ้าม้าก้านกล้วยก็ปลุกความกล้่าให้เด็กเข้าไปปกป้องดอกทานตะวัน ซึ่งเป็นการท้าทายอำนาจของรถไฟ (และคนขับรถไฟอย่างพ่อ)

เด็กน้อยภูมิใจที่ได้แสดงความกล้าหาญอย่างที่พ่อของเขาสอน แต่พ่อโกรธที่เด็กน้อยทำเรื่องอันตรายที่ไม่สมควรทำแบบนั้น เมื่อพ่อทำโทษลูกอย่างรุนแรง ลูกจึงตัดสินใจหนีออกจากบ้าน และในหนังมีฉากที่เด็กน้อยวิ่งออกจากรางรถไฟไป

หลังจากนั้น เด็กน้อยไปพักอยู่ในวัด ส่วนแม่ซึ่งเป็นตัวแทนความรักก็ออกตามหาลูกน้อยด้วยความขมขื่น แม่ทุกข์มากจนต้องไหว้วิงวอนให้พระช่วย เด็กน้อยแอบมองแม่ที่ทุกข์ระทม ในที่สุด เด็กน้อยก็ตัดสินใจออกจากที่ซ่อน แล้วกลับเข้าสู่กรอบหรือรางรถไฟอีกครั้ง (ฉากสุดท้ายที่วัด จะเห็นผ้าสีเหลืองมัดที่ม้าก้านกล้วยอีกครั้ง และฉากสุดท้ายที่รางรถไฟ จะเห็นดอกทานตะวันแห้งตายอยู่ตรงนั้น)

ในตอนจบ เด็กน้อยคัดตัว ฮ.นกฮูก พยัญชนะตัวสุดท้าย ตามรอยประด้วยตัวเอง เขาพูดในสิ่งที่พ่อสอน แต่แววตาสดใสของเขาได้หายไปราวกับคนที่ไร้ชีวิต

หมายเหตุ

1) ช่วงวัยรุ่น เราอาจมีความคิดความเชื่อบางอย่าง ตามประสบการณ์ชีวิตที่เรามีอยู่อย่างจำกัด แต่เมื่อเราเติบโตขึ้น (และถ้าโชคดี มีโอกาสเรียนรู้และเข้าใจโลกมากขึ้น) เราอาจเห็นความไร้เดียงสาในวัยหนึ่งของตัวเอง และนึกขำที่เราในวัยนั้น ช่างไม่เข้าใจชีวิตเลยจริงๆ
2. สีเสื้อในเรื่องมีการออกแบบสีเอาไว้ (แต่คงเห็นไม่ชัด) สีเสื้อตอนต้นเรื่องและตอนท้ายเรื่องจะใช้สีม่วงแต่เข้มต่างกัน ช่วงกลางที่เด็กทำตามหัวใจตัวเอง เสื้อจะเป็นสีเหลือง (สีตรงข้่ามกับม่วง) เริ่มจากเหลืองอ่อน แล้วเข้มขึ้น เข้มขึ้น ซึ่งในฉากที่ยืนขวางรถไฟ เสื้อจะสีเหลืองเข้มที่สุด (ไอเดียเรื่องการใช้สีเป็นสัญญลักษณ์ในหนัง ได้แนวทางมาจากหนังจีนเรื่องจูโด้)
3. หนังเรื่อง ก- ฮ ไม่ใช่หนังสำหรับเด็กเลย แต่เป็นหนังแนวดราม่า (หนังชีวิต)ที่พูดเรื่องเด็กกับอำนาจในครอบครัว (ตอนวัยรุ่น พี่นำบุญสนใจเรื่องเด็กในแง่การคุ้มครองเด็ก เวลาเห็นเด็กโดนทำร้ายหรือโดนทิ้งก็จะทุกข์มาก) การทำหนังเรื่องนี้ ทำให้พี่นำบุญได้บทเรียนดี ๆ หลายๆอย่าง และรู้สึกว่า การทำหนังเป็นการถ่ายทอดความคิดที่ “เอาแต่ใจ” ตัวเองมากเกินไปหน่อย แถมเสียเงินเยอะมาก ดังนั้น ไปเล่าความฝันผ่านสื่อแบบอื่น น่าจะเหมาะกับตัวเองมากกว่า ก-ฮ จึงเป็นหนังสั้นเรื่องเดียวที่ทำ และไม่รู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ทำหนังสั้นต่อจากเรื่องนี้อีกเลย

Posted in เรื่องเล่า

หนังสั้น : ก-ฮ

ปี 2536 ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เรียนอยู่ชั้นปีสุดท้ายที่คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตามปกติแล้ว หลักสูตรของคณะวารสารศาสตร์ฯ ใช้เวลาเรียน 4 ปี แต่เนื่องจากผมมีความสนใจใน 2 สาขาวิชา คือ วิชาด้านโฆษณา และวิชาด้านภาพยนตร์ ผมจึงเลือกเรียนวิชาของทั้งสองสาขาจนสามารถเลือกจบได้ทั้งสองเอก ในเวลา 5 ปี ซึ่งสุดท้าย ผมได้ตัดสินใจเลือกจบเอกภาพยนตร์ โดยการทำหนังสั้นสารนิพนธ์ เรื่อง ก-ฮ ซึ่งเป็นการทำหนังสั้นขนาดยาว ที่เริ่มตั้งแต่การวางแผนโครงการ การเขียนบท การคัดเลือกตัวแสดง การวางแผนถ่ายทำ การออกแบบเสื้อผ้าและอุปกรณ์ประกอบฉาก การถ่ายทำ การกำกับการแสดง การตัดต่อและการพากย์เสียง ซึ่งเป็นการศึกษากระบวนการทำหนังสั้นทั้งกระบวนการและได้นำความรู้จากการเรียนตลอด 5 ปีมาใช้อย่างเต็มที่

หนังสั้นเรื่อง ก-ฮ ใช้งบประมาณการถ่ายทำราว 8 หมื่นบาท (เป็นทุนส่วนตัว) โดยเงินเกือบครึ่งหนึ่งหมดไปกับค่าฟิล์มถ่ายหนัง 16 มิลลิเมตร (หากจำไม่ผิด ในสมัยนั้น ฟิล์มถ่ายหนังความยาวหนึ่งนาที ราคาราว 1000 บาท) โดยหนังสั้นเรื่องนี้ใช้กล้องถ่ายหนังแบบไขลานของคณะวารสารศาสตร์ฯ ซึ่งมีสภาพไม่สมบูรณ์นัก และมีการเช่ากล้องถ่ายหนังจากสตูดิโอภายนอกมาใช้ในบางฉากที่ต้องการถ่ายทำฉากต่อเนื่องที่ยาวเกินความสามารถของกล้องไขลาน นอกจากนี้ การล้างฟิล์มในยุคนั้นก็ถือว่าเป็นอุปสรรคในการทำงานมาก เพราะร้านที่รับล้างฟิล์มถ่ายหนังมีเพียง 1-2 ร้าน ซึ่งคุณภาพในการล้างฟิล์มบางม้วน ทำให้ต้องยกกองเพื่อถ่ายซ่อมใหม่ทั้งหมด และสีสันหรือความคมชัดของฟิล์มแต่ละม้วนที่ได้ออกมา ก็เรียกได้ว่า “ต้องภาวนา” ให้ออกมาพอใช้ได้ก็ยังดี!

หลังจากยุคที่ผมทำหนังสั้นเรื่องนี้ไม่กี่ปี การใช้กล้องวิดีโอในการถ่ายหนังสั้นและการตัดต่อด้วยคอมพิวเตอร์ก็เริ่มเข้ามา (สมัยที่ถ่ายด้วยฟิล์ม 16 มิลลิเมตร การตัดต่อในแลปที่ต้องการให้มีเทคนิคพิเศษ เช่น Fade in – Fade out – Dissolve หรืออะไรก็ตาม คิดราคาเทคนิคละ 500 บาทต่อจุดที่ต้องการใส่เทคนิค) หนังสั้นเรื่อง ก-ฮ จึงน่าจะเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ของการเรียนภาพยนตร์ในยุคเก่า ที่มีความท้าทายตามข้อจำกัดในยุคสมัยนั้น และอาจเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจเกี่ยวกับการทำหนังสั้นของนักศึกษาในอดีตพอสมควร

หนังสั้นสารนิพนธ์ : ก-ฮ (ปี 2536)

อนึ่ง ในการศึกษาเรื่องการทำหนังสั้นครั้งนี้ ผมในฐานะของนักศึกษาที่เป็นเจ้าของโครงการ ต้องขอขอบพระคุณคณาจารย์ โดยเฉพาะอาจารย์ที่ปรึกษา พี่ ๆ เจ้าหน้าที่ของคณะ เพื่อน ๆ ที่มาช่วยเป็นทีมงานในการถ่ายทำ และนักแสดงทุกคน ที่มีส่วนทำให้หนังสั้นเรื่อง ก-ฮ สำเร็จลุล่วงลงได้ ความทรงจำในวันนั้น ยังคงประทับใจมาถึงวันนี้ครับ ขอบคุณจริง ๆ

ประสบการณ์สำคัญที่ได้จากการทำหนังสั้นเรื่อง ก-ฮ ที่น่าสนใจมากคือ ในช่วงวัยที่ผมทำหนังเรื่องนี้ ผมภูมิใจและรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้ “ยอดเยี่ยมเหลือเกิน” แต่เมื่อเวลาผ่านไป การได้ย้อนกลับมาดูงานของตัวเองใหม่ ทำให้เห็น “ความไม่ยอดเยี่ยม” หรือ “ความไม่เอาไหน” ปรากฏอยู่เต็มไปหมด ประสบการณ์ครั้งนี้จึงสอนผมว่า ผลงานของเราที่เราเชื่อมั่นว่าถูกหรือดีในช่วงเวลาหนึ่ง อาจไม่ใช่ความจริงเสมอไป เพราะในช่วงเวลานั้น เราอาจประเมินผลงานโดย “หลง” เข้าข้างตัวเองอย่างไม่รู้ตัว

หมายเหตุ : ถ้ามีโอกาส ผมจะนำสารนิพนธ์ของหนังสั้นเรื่องนี้ มาให้อ่านกันนะครับ เนื้อหาค่อนข้างน่าสนใจ เพราะเป็นการอธิบายแนวคิดของหนังสั้นเรื่องนี้ รวมทั้งสัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่ซ่อนไว้ในเรื่อง ซึ่งน่าจะเป็นแนวทางที่ผู้สนใจสามารถศึกษาเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการเขียนบทหนังสั้นต่อไปได้ครับ

Posted in Uncategorized

นำบุญในไทยรัฐ

ในสมัยก่อน (เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา) หนังสือพิมพ์ไทยรัฐถือว่าเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ซึ่งได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศไทย การมีข่าวลงในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐจึงถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ และเป็นเรื่องที่นักเขียนนิทานธรรมดา ๆ อย่างผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ไม่เคยคาดคิด Continue reading “นำบุญในไทยรัฐ”