Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานเรื่อง พ่ออุ๊ยใจดีกับเศรษฐีใจร้าย

นิทานก่อนนอนไทยพื้นบ้านเรื่องนี้ เป็นนิทานที่ดัดแปลงมาจากนิทานพื้นบ้านเรื่องหนึ่ง ซึ่งพี่นำบุญไม่แน่ใจว่า นิทานดั้งเดิมมาจากประเทศไหน แม้เวลาจะผ่านมาอย่างเนิ่นนาน แต่โครงสร้างของนิทานพื้นบ้านฉบับดั้งเดิมที่เรียบง่ายแต่สนุกสนาน ทำให้การนำมาแต่งเป็นนิทานเรื่องใหม่ ยังคงมีความสนุกไม่แพ้นิทานฉบับดั้งเดิม ภูมิปัญญาในอดีตเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามาก การเรียนรู้ภูมิปัญญาของคนรุ่นเก่า จะช่วยให้เราต่อยอดและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมาได้อย่างที่เราอาจไม่เคยนึกถึง ขอให้มีความสุขกับการอ่านนิทานเรื่องนี้นะครับ

นิทานเรื่อง พ่ออุ๊ยใจดีกับเศรษฐีใจร้าย

พ่ออุ๊ยขวัญเมืองเป็นผู้เฒ่าใจดีที่ใครต่อใครพากันรักใครนับถือ  แม้พ่ออุ๊ยจะไม่ใช่คนที่ร่ำรวยด้วยทรัพย์สินเงินทอง  แต่ความเอื้ออารีและความใจบุญสุนทานของแกก็เป็นคุณธรรมที่ทำให้ชาวเมืองทุกชั่วรุ่นพยายามที่จะเจริญรอยตามแนวทางที่แกประพฤติปฏิบัติ

อยู่มาวันหนึ่ง  ในขณะที่พ่ออุ๊ยขวัญเมืองกำลังจะเดินทางไปวัดเพื่อฟังธรรมตามปกติ  จู่ ๆ พ่ออุ๊ยก็เหลือบไปเห็นลูกลิงตัวหนึ่งนอนหมดสติอยู่ด้วยอาการบาดเจ็บอย่างน่าสงสารเป็นที่สุด  โดยมิได้ลังเล…พ่ออุ๊ยรีบตรงเข้าไปดูอาการของเจ้าลิงน้อย แล้วพาลิงน้อยกลับบ้านเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บทันที

พ่ออุ๊ยคอยดูแลเจ้าลิงน้อยจนกระทั่งลูกลิงค่อย ๆ มีอาการดีขึ้นเป็นลำดับ และเมื่อลูกลิงหายจากอาการบาดเจ็บ  ลูกลิงก็รีบเผ่นโผนโจนทะยานกลับเข้าป่า และหลังจากนั้นเพียงสามวัน ลูกลิงก็กลับมาหาพ่ออุ๊ยผู้มีพระคุณอีกครั้งโดยคราวนี้มันแบกเอาฟักทองผลใหญ่ติดมือกลับมาด้วย

ลูกลิงตั้งใจที่จะมอบฟักทองผลใหญ่ให้แก่พ่ออุ๊ยแทนคำขอบคุณ  พ่ออุ๊ยดีใจและคิดที่จะนำเอาฟักทองส่วนหนึ่งไปทำแกงบวดเพื่อใส่บาตร แต่แล้วความตั้งใจของพ่ออุ๊ยก็ต้องเปลี่ยนไปเมื่อพ่ออุ๊ยลงมือผ่าฟักทอง และพบว่าเนื้อในของฟักทองผลนั้นแตกต่างจากเนื้อของฟักทองผลอื่น ๆ !

ภายในผลฟักทองที่ลิงน้อยนำมาให้แก่พ่ออุ๊ยอัดแน่นไปด้วยทองคำบริสุทธิ์ที่มีมูลค่าเกินกว่าที่จะประมาณได้  แรกทีเดียว พ่ออุ๊ยตั้งใจที่จะคืนทองคำทั้งหมดให้แก่เจ้าลิงน้อย แต่หลังจากที่ลูกลิงคะยั้นคะยอพ่ออุ๊ยอยู่นาน  ในที่สุด  พ่ออุ๊ยก็ใจอ่อนและยอมเก็บทองคำทั้งหมดเอาไว้กับตัว

อย่างไรก็ตาม  ด้วยอุปนิสัยที่ชอบช่วยเหลือผู้อื่น  ไม่นานนัก  พ่ออุ๊ยแสนดีก็คิดหาวิธีใช้ทองให้เกิดประโยชน์ได้

พ่ออุ๊ยขวัญเมืองเคยได้ยินมาว่า ชาวบ้านที่ยากจนส่วนใหญ่ต้องทำงานกันอย่างหามรุ่งหามค่ำ เพื่อหาเงินไปชำระเป็นดอกเบี้ยให้แก่เศรษฐีหน้าเลือดที่ออกเงินกู้ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูงลิ่วอย่างน่ารังเกียจ   ชีวิตของคนที่มีหนี้สินเป็นชีวิตของคนที่เต็มไปด้วยความทุกข์  ด้วยเหตุนี้  พ่ออุ๊ยจึงตัดสินใจปันส่วนทองคำที่แกได้มาให้ชาวบ้านนำมันไปใช้หนี้

เศรษฐีหน้าเลือดถึงกับเดือดดาลที่ชาวบ้านสามารถหาเงินมาชำระหนี้ได้จนหมด  เศรษฐีนึกสงสัยว่าชาวบ้านหาเงินมากมายมาจากไหน  และหลังจากที่เศรษฐีพยายามค้นหาความจริง  ในที่สุด  เศรษฐีก็ได้รับรู้ถึงที่มาของเงินและเรื่องราวทั้งหมดของเจ้าลิงตัวน้อยกับฟักทองมหัศจรรย์!

เมื่อการช่วยเหลือลูกลิงที่บาดเจ็บส่งผลให้พ่ออุ๊ยขวัญเมืองได้รับทองคำที่มีมูลค่ามหาศาลเป็นการตอบแทน  เศรษฐีหน้าเลือดจึงคิดแผนการร้ายเพื่อให้ตัวเองได้ทองคำแบบเดียวกับที่พ่ออุ๊ยขวัญเมืองได้รับมาบ้าง

เศรษฐีใจร้ายเริ่มแผนด้วยการพรางตัวและดักซุ่มรอลูกลิงอยู่ในป่าลึก  และหลังจากที่ลูกลิงผู้เคราะห์ร้ายเดินผ่านพุ่มไม้ที่เศรษฐีดักซุ่มรออยู่  เศรษฐีผู้มีใจหยาบช้าก็รีบกระโจนออกจากที่ซ่อนแล้วกระหน่ำตีลูกลิงที่น่าสงสารจนกระทั่งลูกลิงหมดสติไป

เศรษฐีใจร้ายฉุดแขนของลูกลิงที่ยังคงหมดสติอยู่แล้วลากลูกลิงกลับไปรักษาที่บ้านอย่างไม่แยแส  และทันทีที่ลูกลิงฟื้นคืนสติ  เศรษฐีก็เอ่ยปากให้ลูกลิงรีบนำฟักทองมหัศจรรย์มาตอบแทนความดีจอมปลอมของเขา  ลูกลิงรู้สึกงุนงงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  แต่ด้วยความที่ลูกลิงไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดกับคนที่มีจิตใจชั่วร้าย  ดังนั้น ลูกลิงจึงพาร่างกายที่แสนจะบอบช้ำกลับเข้าป่าไปอย่างเงียบ ๆ

สามวันผ่านไป  ลิงน้อยกลับมาหาเศรษฐีใจร้ายพร้อมกับฟักทองผลใหญ่ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าฟักทองที่มันเคยนำมาให้พ่ออุ๊ยถึงสองเท่า  เศรษฐีผู้ละโมบถึงกับตาลุกวาวเมื่อได้เห็นผลฟักทองที่ลิงน้อยนำมาฝาก  และหลังจากที่ลิงน้อยลากลับไปแล้ว  เศรษฐีผู้ไม่เคยละอายและเกรงกลัวต่อบาปก็จัดการผ่าฟักทองออกเป็นสองซีก

แทนที่ภายในผลฟักทองจะเป็นทองคำดังที่เศรษฐีหวังเอาไว้  ผลของฟักทองกลับเป็นที่ซ่อนตัวของเหล่าบรรดาสัตว์ร้ายอสรพิษทั้งหลาย นับตั้งแต่งูเงี้ยวเขี้ยวขอไปจนถึงตะเข็บตะขาบ แมงป่องและฝูงต่อแตนที่แสนจะดุร้าย

แม้เศรษฐีจะรอดชีวิตจากพิษของสัตว์ร้ายได้  แต่กว่าที่เขาจะรู้สึกทุเลาเบาบางจากความเจ็บปวดและทรมานที่เขาได้รับ  เขาก็มีเวลาเพียงพอที่จะไตร่ตรองและสำนึกถึงความร้ายกาจที่เขาได้กระทำลงไป

ในที่สุด  เศรษฐีใจร้ายก็กลับตัวเป็นคนดี และเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ก็ได้รับการเล่าขานสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน

#นิทานนำบุญ

………………………….

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานเรื่อง นูอินกับลูกนกดึกดำบรรพ์

นิทานก่อนนอนเรื่อง นูอินกับลูกนกดึกดำบรรพ์ เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งเมื่อวันที่ 16 เดือนตุลาคม 2549 เพื่อส่งไปตีพิมพ์ในนิตยสารขวัญเรือน นับถึงวันนี้ (19 มกราคม 2566) ก็ผ่านมาแล้วประมาณ 17 ปี นานมากเลยนะครับ นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานก่อนนอนสั้น ๆ ผมคิดว่าตัวละครน่าสนใจดี เด็กคนไหนชอบเรื่องราวเกี่ยวกับไดโนเสาร์อาจจะชอบนิทานเรื่องนี้เป็นพิเศษ ขอให้มีความสุขกับการอ่านนิทานนะครับ

นิทานเรื่อง นูอินกับลูกนกดึกดำบรรพ์

          นูอินเป็นเด็กยุคหิน   พ่อกับแม่ของนูอินมีลูกเพียงคนเดียว  นูอินจึงเหงาและอยากจะมีใครสักคนเป็นเพื่อน

          อยู่มาวันหนึ่ง  นูอินพบลูกนกดึกดำบรรพ์ตกลงมาจากรังบนยอดไม้  เจ้าลูกนกได้รับบาดเจ็บ   มันส่งเสียงร้องอย่างน่าสงสาร  นูอินอยากช่วยเจ้าลูกนก  เขาจึงอุ้มลูกนกดึกดำบรรพ์กลับไปรักษาตัวที่ถ้ำซึ่งเป็นบ้านของเขา

          นูอินเฝ้าดูแลลูกนกตั้งแต่เช้าจรดค่ำตามคำแนะนำของพ่อกับแม่  ยิ่งนานวัน…นูอินก็ยิ่งผูกพันกับเจ้าลูกนกมากขึ้นเรื่อย ๆ  จวบจนเมื่อเจ้าลูกนกหายจากอาการบาดเจ็บ  เด็กน้อยผู้โดดเดี่ยวจึงตัดสินใจเลี้ยงลูกนกเอาไว้เป็นเพื่อนของเขา

          ทุก ๆ วัน  นูอินจะคอยหาของกินอร่อย ๆ มาให้เจ้าลูกนกไม่เคยขาด  เขาชอบนำดอกไม้,ฝุ่นสีและลูกปัดหินมาตกแต่งตามเนื้อตัวของเจ้าลูกนกให้ดูสวยโดดเด่น   นูอินมีความสุขมากที่ได้เล่นสนุกกับเจ้าลูกนก  เขามักจะอุ้มเจ้าลูกนกไปเดินเที่ยวในที่ต่าง ๆ อยู่เสมอ ๆ

          เมื่อผู้คนเห็นลูกนกแสนสวยของนูอิน  พวกเขาก็พากันมาห้อมล้อมและขอแตะเนื้อต้องตัวเจ้าลูกนกเป็นการใหญ่  นูอินไม่อยากให้ใครมายุ่งกับลูกนกที่เขารัก  ดังนั้น นูอินจึงเลิกพาเจ้าลูกนกออกไปเดินเล่นนอกถ้ำอีก

          นับจากวันนั้น  เจ้าลูกนกก็จำต้องอุดอู้อยู่แต่ในถ้ำและคอยเป็นเพื่อนเล่นกับนูอินเพียงผู้เดียว  แม้เจ้าลูกนกจะรักนูอินมาก แต่มันก็ไม่มีความสุขเอาเสียเลย  เพราะจริง ๆ แล้วมันฝันที่จะโผบินไปบนฟากฟ้าเพื่อมีโอกาสกลับไปอยู่กับฝูงนกซึ่งเป็นเพื่อนพ้องพี่น้องของมัน

          ในขณะที่นูอินมีความสุขที่ได้อยู่กับเจ้าลูกนกเพื่อนรัก  แต่เจ้าลูกนกกลับเซื่องซึมไร้ชีวิตชีวาลงเรื่อย ๆ   ไม่ช้าไม่นานนัก  เจ้าลูกนกก็เริ่มป่วยกระเสาะกระแสะ  จนท้ายที่สุด…มันก็ไม่มีเรี่ยวแรงแม้กระทั่งจะส่งเสียงร้องทักนูอินดังที่มันเคยทำได้

          เมื่อนูอินเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้น  เขาจึงเที่ยวหาสมุนไพรดี ๆ มารักษาเจ้าลูกนกอย่างสุดความสามารถ  แต่จนแล้วจนรอด เจ้าลูกนกก็ไม่มีทีท่าว่าจะแข็งแรงขึ้นเลยแม้แต่น้อย  มิหนำซ้ำ มันยังอ่อนแรงลงจนดูเหมือนว่ามันกำลังจะลาจากโลกนี้ไป 

          นูอินห่วงเจ้าลูกนกจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ  พ่อกับแม่ของนูอินเห็นท่าไม่เข้าที  ท่านทั้งสองจึงเชิญคุณหมอให้มาช่วยตรวจอาการของเจ้าลูกนกโดยด่วน

          คุณหมอยุคหินเป็นคุณหมอที่เก่งมาก  คุณหมอตรวจเจ้าลูกนกไม่นานก็รู้ว่ามันป่วยเพราะเหงาและอยากกลับไปอยู่กับพวกของมัน  เมื่อนูอินรู้สาเหตุที่ทำให้เจ้าลูกนกไม่สบาย  เขาก็รู้สึกผิดที่รั้งเจ้าลูกนกเอาไว้โดยไม่ได้คิดถึงจิตใจของมันบ้าง 

          แม้นูอินจะรักเจ้าลูกนกมาก  แต่ความรักคือการให้…ไม่ใช่การครอบครองเป็นเจ้าของ ด้วยเหตุนี้  นูอินจึงกระซิบบอกเจ้าลูกนกทั้งน้ำตาว่า ถ้าลูกนกแข็งแรงขึ้น  เขาจะยอมปล่อยให้เจ้าลูกนกกลับไปใช้ชีวิตอิสระอยู่กับเพื่อนๆ และครอบครัวของมัน

          เจ้าลูกนกดีใจมากที่ได้ฟังคำพูดของนูอิน  เพราะนอกจากมันจะเป็นสิ่งที่เจ้าลูกนกต้องการแล้ว  มันยังแสดงให้เห็นถึงความปรารถนาดีที่นูอินมีให้แก่มันอย่างเต็มเปี่ยม  

          หลังจากนั้นไม่นาน  เจ้าลูกนกจึงค่อย ๆ แข็งแรงขึ้นจนกระทั่งมันมีแรงพอที่จะบินออกไปสู่แผ่นฟ้าอันกว้างใหญ่ได้

          นูอินมีความสุขที่เห็นเจ้าลูกนกหายป่วย  แม้การปล่อยให้เจ้าลูกนกกลับไปอยู่กับพวกพ้องพี่น้องของมันจะทำให้นูอินรู้สึกเหงา ๆ  แต่เขาก็เชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด  เพราะการทำให้เพื่อนมีความสุขเป็นหน้าที่ของเพื่อนที่ดี  

#นิทานนำบุญ

คำถามท้ายเรื่อง : เด็ก ๆ คิดว่า เจ้าลูกนกจะบินจากนูอินไปตลอดกาล หรือ คิดว่ามันจะบินกลับมาหานูอินในวันที่มันคิดถึง ฝากเด็ก ๆ คิดกันเล่น ๆ นะครับ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานเรื่อง นาคน้อยผจญภัย

นิทานก่อนนอนเรื่อง “นาคน้อยผจญภัย” ตอน : เด็กชายกับลูกพญานาค เป็นนิทานก่อนนอนแนวไทยพื้นบ้าน ที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ทดลองแต่งเล่น ๆ ในวันที่ 26 ธันวาคม 2565 หลังจากได้ดูคลิปวิดีโอเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่ชื่อว่า ChatGPT

ChatGPT เป็นแชทบ็อทที่สร้างโดยหน่วยงานพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (Open AI) มันมีความสามารถในการตอบคำถามของเราได้แบบอัตโนมัติ แต่การตอบคำถาม จะไม่ใช่การถามคำ-ตอบคำ แต่เป็นการตอบอย่างมีรายละเอียด หนำซ้ำ ตามข่าวยังระบุว่า ChatGPT สามารถช่วยเขียนบทความ เขียนโปรแกรม แต่งกลอน แต่งเพลง และแต่งนิทานได้

เมื่อผมได้ทราบว่า เทคโนโลยี A.I. สามารถแต่งนิทานได้ ผมจึงอยากทดลองแต่งนิทานโดยใช้ ChatGPT ตัวนี้ จะได้รู้ประสิทธิภาพว่า ปัญญาประดิษฐ์จะเก่งกว่าปัญญามนุษย์มากน้อยแค่ไหน

การทดลองแต่งนิทานด้วย ChatGPT ผมได้ทำการทดลองแบบสด ๆ และบันทึกหน้าจอในช่วงที่แต่งนิทานแบบตามเวลาที่ใช้จริง เพื่อให้ผู้ชมเห็นความไวในการโต้ตอบ และลักษณะการถาม-ตอบ รวมถึงการพัฒนานิทานด้วยวิธีนี้ (แต่ช่วงท้ายของคลิปจะมีการย่นเวลาเล็กน้อย ราว 1-2 นาที และมีบางช่วงที่ภาพขาดหายไป ส่วนเสียงในคลิปเป็นการบรรยายภายหลังแล้วนำเสียงมาใส่ในคลิปครับ) การทดลองที่เกิดขึ้น สามารถดูได้จากคลิปต่อไปนี้

ในส่วนของนิทานที่เป็นผลงานจากการทดลอง ผมขอนำมาลงให้อ่านกัน โดยจะลงให้อ่านเป็น 2 แบบ

แบบแรกคือแบบที่ยังไม่ได้ขัดเกลา และ แบบที่สองจะเป็นแบบที่ผมนำนิทานในแบบแรกมาขัดเกลา เรียบเรียงให้น่าอ่านมากขึ้น (ซึ่งแบบที่สองจะนำมาลงอีกครั้งเมื่อทำเสร็จ – ขอหาเวลาก่อนนะครับ)

ถ้าพร้อมจะอ่านนิทานที่ผมร่วมแต่งกับ ChatGPT ก็ลองอ่านกันได้เลยครับ

…………………….

นิทานเรื่อง นาคน้อยผจญภัย (ตอน : เด็กชายกับลูกพญานาค)

กาลครั้งหนึ่ง มีเด็กผู้ชายที่ยากจนคนหนึ่ง อาศัยอยู่กับพ่อแม่ที่ริมแม่น้ำโขง

วันหนึ่ง เขาออกไปจับปลาเหมือนปกติ แต่เขาพบลูกพญานาคบาดเจ็บตัวหนึ่ง เขาจึงนำมันมารักษา

เมื่อลูกพญานาคอาการดีขึ้น มันจึงชวนให้เด็กผู้ชายเดินทางไปที่ถ้ำ ซึ่งเป็นทางเข้าแดนบาดาลกับมัน เพื่อหาสาหร่ายสมุนไพรที่เรียกว่า “ไคสวรรค์” เพื่อนำมารักษาอาการบาดเจ็บ”

เมื่อเด็กผู้ชายเดินทางไปยังถ้ำและหาไคสวรรค์พบ จนสามารถรักษาอาการบาดเจ็บให้ลูกพญานาคได้แล้ว ลูกพญานาคจึงเล่าเรื่องให้ฟังว่า มีพญาครุฑบุกมาที่เมืองบาดาลเพื่อหายารักษาอาการป่วยให้ลูก แต่แทนที่พญาครุฑจะซักถามเรื่องยาที่เหมาะสม มันกลับใช้กำลังทำร้ายพญานาคทั้งหลาย แล้วจับตัวพ่อพญานาคกับแม่พญานาคเอาไว้

ลูกพญานาคอยากแก้ไขเรื่องทั้งหมด และไม่อยากโกรธเคืองเรื่องที่เกิดขึ้น ลูกพญานาคจึงชวนเด็กผู้ชายเก็บไคสวรรค์ซึ่งเป็นยาวิเศษ เพื่อนำไปให้พญาครุฑ

เด็กผู้ชายเห็นดีด้วย เพราะการผูกใจเจ็บ แก้แค้นกันไปมา ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น เด็กผู้ชายจึงช่วยลูกพญานาคเก็บไคสวรรค์ แล้วพากันเดินทางไปหาพญาครุฑในเมืองบาดาล พร้อมกับมอบไคสวรรค์ให้

พญาครุฑละอายใจที่ตนเองมุทะลุและทำร้ายเหล่านาค ทั้ง ๆ ที่เหล่านาคไม่ได้คิดร้าย แถมยังมีไมตรีจิต

พญาครุฑจึงขอโทษแล้วรีบปล่อยตัวพ่อพญานาคและแม่พญานาค จากนั้น มันก็สัญญาว่าจะปรับปรุงตัว แล้วขอผูกไมตรี

พ่อพญานาคไม่ได้ถือโกรธ จึงให้อภัยและขอให้รีบนำไคสวรรค์ไปรักษาลูกให้หาย

ในที่สุด เรื่องราวก็จบลง

แต่เรื่องของเด็กผู้ชายกับลูกพญานาคยังไม่จบ เพราะมิตรภาพของพวกเขาเพิ่งเริ่มต้น

โปรดติดตามเรื่องของพวกเขาได้ในนิทานตอนต่อไป

#นิทานนำบุญ

Posted in ข้อคิด, นิทาน, เด็ก

นิทานเรื่อง แผนร้ายของเศรษฐีเจ้าเล่ห์

ช่วงอากาศหนาว ๆ แบบนี้ มีปีละไม่กี่วัน พี่นำบุญเลยรีบหานิทานมาลงให้อ่าน หวังว่าจะเป็นช่วงเวลาดี ๆ ในการอ่านนิทานของทุก ๆ ครอบครัวนะครับ

นิทานเรื่อง แผนร้ายของเศรษฐีเจ้าเล่ห์

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งมีทะเลสาบอยู่ที่ใจกลางหมู่บ้าน  ทะเลสาบแห่งนี้มีความสำคัญต่อทุก ๆ คนในหมู่บ้านมาก เพราะมันเป็นแหล่งน้ำจืดแหล่งเดียวที่ชาวบ้านอาศัยดื่มกินและใช้ในการเพาะปลูกต่าง ๆ

วันหนึ่ง มีเศรษฐีจากต่างถิ่นเดินทางเข้ามาในหมู่บ้าน  เศรษฐีผู้นี้เป็นคนเจ้าเล่ห์แสนกล  เมื่อเศรษฐีสำรวจหมู่บ้านโดยรอบแล้ว เขาก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า หากเขาซื้อที่ดินรอบ ๆ ทะเลสาบเอาไว้ทั้งหมด เขาก็จะสามารถเก็บเงินค่าผ่านทางเมื่อชาวบ้านต้องการเข้าไปใช้ประโยชน์จากทะเลสาบได้  ซึ่งมันจะทำให้เขาได้กำไรอย่างมากมายมหาศาล

เมื่อเศรษฐีเห็นช่องทางทำเงินดังกล่าวแล้ว  เศรษฐีจึงแกล้งเข้าไปตีสนิทกับชาวบ้านที่อาศัยอยู่รอบ ๆ ทะเลสาบ  จากนั้น เขาก็แสดงตนเป็นคนใจดี โดยเสนอตัวขอส่งเสียลูก ๆ ของชาวบ้านให้ได้ไปเรียนหนังสือในเมืองใหญ่ ทั้งยังมอบเงินทองให้ชาวบ้านใช้พาพ่อแม่ที่ป่วยไข้ไปรักษาตัวที่เมืองอื่น  เศรษฐียอมทุ่มเงินมากมายเพื่อทำให้ชาวบ้านเชื่อว่าเขาเป็นคนดีมีน้ำใจ  ซึ่งแผนการทั้งหมดนี้ เศรษฐีทำขึ้นโดยหวังจะขอซื้อที่ดินจากชาวบ้านที่อยู่รอบทะเลสาบนั่นเอง

เศรษฐีเจ้าเล่ห์ใช้เวลาสร้างภาพหลอกชาวบ้านอยู่นานสามเดือน  ในที่สุด เศรษฐีก็สามารถซื้อที่ดินรอบทะเลสาบเอาไว้ได้จนหมด 

ครั้นเมื่อเศรษฐีได้เป็นเจ้าของที่ดินรอบทะเลสาบแล้ว  เศรษฐีก็เผยธาตุแท้ของตัวเองออกมา โดยเขาทำการล้อมรั้วรอบที่ดินของเขา (ซึ่งก็คือการล้อมรั้วรอบทะเลสาบ) แล้วปักป้ายเก็บเงินสำหรับคนที่ต้องการผ่านเข้าไปนำน้ำจากทะเลสาบมาใช้

เมื่อชาวบ้านได้เห็นการกระทำของเศรษฐี  ชาวบ้านจึงพากันมาขอร้องให้เศรษฐีเห็นใจคนยากจนอย่างพวกเขา แต่เศรษฐีกลับไม่สงสารชาวบ้านเลย  เพราะสิ่งเดียวที่เศรษฐีให้ความสำคัญก็คือผลกำไรที่เขาจะได้จากการลงทุนในครั้งนี้

คืนวันนั้น  ในขณะที่ชาวบ้านต่างทุกข์ทรมานที่ไม่มีน้ำดื่มน้ำใช้  เศรษฐีกลับนอนกระดิกเท้าฝันหวานว่าอีกไม่นานชาวบ้านทั้งหลายก็คงต้องยอมมาจ่ายเงินเพื่อขอผ่านทางเข้ามาตักน้ำจากทะเลสาบไปใช้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  เศรษฐีคิดถึงเงินทองที่จะไหลมาเทมาแล้วก็เผลอหลับไปอย่างมีความสุข  ส่วนชาวบ้านก็ได้แต่นั่งจับกลุ่มคุยกันเพราะต่างคนต่างก็มองไม่เห็นหนทางที่พวกเขาจะหาน้ำมาดื่มมาใช้ได้เหมือนดังแต่เก่าก่อน

เช้าวันรุ่งขึ้น เศรษฐีตื่นนอนอย่างอารมณ์ดี แล้วค่อย ๆ เดินไปที่ด่านเก็บเงินของเขาพลางนึกภาพว่าวันนี้ชาวบ้านทุกคนคงพากันมาจ่ายเงินเพื่อขอเข้ามาดื่มน้ำในทะเลสาบ  เศรษฐีดีใจจนลืมสังเกตถึงความผิดปกติบางอย่างที่เกิดขึ้น  จวบจนเมื่อเวลาผ่านไปพักใหญ่ ๆ  เศรษฐีจึงเพิ่งรู้สึกตัวว่า วันนี้…หมู่บ้านทั้งหมู่บ้านดูเงียบเชียบอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

เศรษฐีพยายามเงี่ยหูฟังเสียงของชาวบ้าน  แต่จนแล้วจนรอด  เขาก็ไม่ได้ยินเสียงใด ๆ เลย เศรษฐีแปลกใจมาก  เขาจึงเดินออกจากบ้าน แล้วพยายามมองหาชาวบ้านทั้งหลาย

อนิจจา…เศรษฐีผู้น่าสงสารไม่รู้เลยว่า  ตลอดทั้งคืนที่ตัวเขานอนฝันหวานอยู่นั้น  ชาวบ้านที่ต้องลำบาก (เพราะความเห็นแก่ตัวของเศรษฐี) ได้ปรึกษาหารือกันจนได้ข้อสรุปว่า ในเมื่อหมู่บ้านของพวกเขาไม่มีทั้งน้ำดื่มน้ำใช้และแล้งซึ่งน้ำใจของเพื่อนมนุษย์  หมู่บ้านแห่งนี้จึงไม่ใช่ที่ที่พวกเขาควรจะอยู่อาศัยต่อไปอีก  ด้วยเหตุนี้เอง  ชาวบ้านทั้งหมดจึงตัดสินใจเก็บข้าวของแล้วอพยพออกจากหมู่บ้านเพื่อไปหาที่อยู่ใหม่

เมื่อชาวบ้านย้ายออกไปจนหมด  เศรษฐีจึงมีไม่โอกาสหากำไรจากการเก็บค่าผ่านทางดังที่เขาวางแผนเอาไว้  เงินทองทั้งหมดที่เศรษฐีใช้จ่ายไปเพื่อซื้อที่ดินและจ่ายให้แก่ชาวบ้านตามแผนของเขา จึงเท่ากับสูญเปล่าและทำให้เศรษฐีที่เคยมีเงินมากมายกลายเป็นแค่คนเคยรวยที่ตอนนี้มีเพียงบ้านและที่ดิน  โดยนอกเขตรั้วบ้านของเขากลับไม่มีผู้คนอยู่อาศัยเลยแม้แต่คนเดียว

เศรษฐีเจ้าเล่ห์ถึงกับหน้าถอดสีที่พบกับเรื่องไม่คาดฝันเช่นนี้  ผลของการคิดร้ายต่อผู้อื่น…ทำให้สิ่งเลวร้ายย้อนกลับมาหาตัวเขาในที่สุด  

คืนวันนั้น เศรษฐีจึงได้แต่นอนคลุมโปงฟังเสียงหมาหอนอย่างวังเวงตามลำพัง   ส่วนชาวบ้านที่เดินทางออกจากหมู่บ้านนั้น  พวกเขาโชคดีที่ได้พบกับเพื่อน ๆ ที่ขายที่ดินและย้ายออกไปก่อน  เมื่อชาวบ้านเหล่านั้นได้รู้เรื่องราวทั้งหมด  พวกเขาจึงนำเงินที่ได้จากเศรษฐีมาใช้เป็นทุนในการก่อตั้งหมู่บ้านแห่งใหม่  โดยเลือกทำเลที่ดีขึ้นและมีแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์มากขึ้น

ในที่สุด ชาวบ้านทั้งหมดก็ได้ตั้งต้นชีวิตใหม่ในหมู่บ้านแห่งใหม่ที่อุดมสมบูรณ์กว่าเดิม และชาวบ้านทุกคนก็ได้กลับมาอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขอีกครั้ง

#นิทานนำบุญ

………………….

Posted in ข้อคิด, นิทาน, เด็ก

นิทานเรื่อง สามทหารเสือ

กลางเดือนธันวาคม อากาศเริ่มหนาว พี่นำบุญเลยนำนิทานเรื่องใหม่มาฝากเด็ก ๆ ครับ (เป็นนิทานที่เคยพิมพ์ในนิตยสารขวัญเรือนมาแล้ว)

นิทานเรื่องนี้แต่งในแนวนิทานอีสป เนื้อเรื่องจะเป็นแนวนิทานสอนใจสั้น ๆ ที่มีตัวละครเป็นสัตว์ นิทานแนวนิทานอีสปเป็นนิทานที่พี่นำบุญแต่งเอาไว้น้อยมาก เพราะคิดว่าโลกมีนิทานแนวนิทานอีสปมากพอแล้ว แต่ในวันนึง พี่นำบุญอยากท้าทายตัวเอง เลยลองแต่งนิทานแนวนี้ออกมาบ้าง หวังว่าคงพอใช้ได้นะครับ ขอให้มีความสุขกับนิทานเรื่องนี้ครับ

นิทานเรื่อง สามทหารเสือ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีสิงโตตัวหนึ่งเป็นเจ้าป่าซึ่งคอยดูแลปกป้องป่าให้สงบสุขมาเป็นเวลาช้านาน  ครั้นเมื่อสิงโตแก่ตัวลงจนเขี้ยวเล็บเริ่มสึกกร่อน  เหล่านายพรานที่เคยเกรงกลัวสิงโตก็พากันเข้ามาในป่าแล้วเที่ยวไล่ล่าสัตว์ต่าง ๆ เล่นอย่างสนุกสนาน   เมื่อสิงโตเห็นว่าตัวของมันแก่ชราเกินกว่าจะปกป้องป่าตามลำพังได้  มันจึงไปขอร้องเสือโคร่ง, เสือดาวและเสือดำให้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ

เสือโคร่ง, เสือดาวและเสือดำต่างเคารพสิงโตในฐานะที่เป็นเจ้าป่าอาวุโส  พวกมันจึงยอมมาช่วยโดยไม่หวังสิ่งใด ๆ ตอบแทน   แต่สิงโตเจ้าป่าไม่อยากเอาเปรียบเสือทั้งสาม  มันจึงเสนอที่จะสั่งการให้สัตว์ในป่าผลัดกันหาอาหารมาให้เสือทั้งสามกินทุก ๆ มื้อ

หลังจากที่สิงโตกับเหล่าเสือตกลงกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว   เสือโคร่ง, เสือดาวและเสือดำก็เริ่มออกลาดตระเวนไปทั่วทั้งป่า โดยหมายจะสั่งสอนนายพรานทั้งหลายที่บังอาจรุกล้ำเข้ามาในเขตปกครองของสิงโตเฒ่า 

นอกจากนี้  เสือโคร่ง, เสือดาวและเสือดำยังต้องการให้สัตว์ป่าน้อยใหญ่ได้ฝึกฝนการดูแลตัวเอง  ดังนั้น พวกมันจึงสั่งให้สัตว์ต่าง ๆ แบ่งหน้าที่กันเป็นเวรยามเฝ้าระวังการบุกรุกของเหล่านายพรานด้วย  

นับจากวันนั้นเป็นต้นมา   ไม่ว่านายพรานจะแอบลอบเข้ามาในป่า ณ จุดใด  พวกเขาก็จะพบเสือโคร่ง, เสือดาวและเสือดำปรากฏกายต้อนรับด้วยเขี้ยวขาว ๆ และกรงเล็บอันแหลมคม ณ ที่นั้น ๆ เสมอ   ไม่นานนัก…ป่าที่เคยมีนายพรานเข้ามาก่อความไม่สงบก็กลับคืนสู่สภาพปกติได้อีกครั้ง

แม้พวกสัตว์จะได้ความสงบสุขกลับคืนมา  แต่การที่พวกมันยังคงต้องผลัดเปลี่ยนกันเป็นเวรยาม รวมทั้งต้องหาอาหารมาเลี้ยงเสือทั้งสาม ทำให้สัตว์ทั้งหลายรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง  

“เมื่อไม่มีนายพรานมารังควาญ งานระแวดระวังภัยต่าง ๆ ก็น่าจะสิ้นสุดลงได้แล้ว”  

พวกสัตว์จอมขี้เกียจคิดเช่นนั้นเพราะพวกมันอยากมีชีวิตสุขสบายที่ไม่ต้องรับผิดชอบงานใด ๆ  เลยแม้สักอย่าง  ด้วยเหตุนี้เอง  สัตว์ทั้งหลายจึงรวมตัวกันแล้วเดินทางไปหาสิงโต เพื่อขอให้สิงโตเจ้าป่าขับไล่เสือโคร่ง, เสือดาวและเสือดำไปเสียให้พ้น ๆ

สิงโตพยายามทัดทานและชี้ให้สัตว์ป่าเหล่านั้นเห็นถึงผลร้ายที่อาจจะตามมาในอนาคต  แต่จนแล้วจนรอด  สัตว์ทั้งหลายก็ยังคงดื้อดึงและพยายามกดดันให้สิงโตเจ้าป่าขับไล่เสือทั้งสามไปโดยเร็วที่สุด  

สิงโตเสียใจที่ความพยายามของมันไร้ผล   มันจึงจำใจต้องขอให้เสือทั้งสามยุติภารกิจปกป้องป่าดังที่มันเคยขอร้องเอาไว้

หลังจากที่เสือโคร่ง, เสือดาวและเสือดำลาสิงโตไปได้ไม่นาน  สิงโตเจ้าป่าก็ล้มป่วยลงด้วยความชรา   จนในที่สุด  สิงโตผู้เฝ้าดูแลป่ามาตลอดชั่วชีวิตก็หมดลมหายใจและจากสัตว์ทั้งหลายไปอย่างสงบ 

เมื่อนายพรานได้ข่าวว่าในป่าไม่มีทั้งสิงโตและเหล่าเสือคอยปกป้อง  พวกนายพรานจึงบุกเข้ามาในป่าอีกครั้ง แล้วทำการไล่ล่าสัตว์ป่าน้อยใหญ่กันอย่างสบายใจไร้ผู้ขัดขวาง

มาถึงตอนนี้…แทนที่เหล่าสัตว์จอมขี้เกียจจะแค่ทำงานโดยผลัดเปลี่ยนกันดูแลป่าคนละเล็กละน้อย   พวกมันกลับต้องคอยซ่อนตัวและวิ่งหนีกระสุนปืนของเหล่านายพรานจนแทบไม่มีเวลาได้พัก 

สัตว์ป่าทั้งหมดต่างรู้สึกเสียใจต่อความโง่เขลาเบาปัญญาของตัวเองที่ดื้อดึงไม่ยอมฟังคำเตือนของสิงโตเจ้าป่า   พวกมันอยากให้เสือโคร่ง, เสือดาวและเสือดำกลับมาช่วยปกป้องป่าดังเดิมอีก  แต่น่าเสียดาย….เพราะทุกสิ่งทุกอย่างได้สายเกินแก้ไปเสียแล้ว   

#นิทานนำบุญ

…………………………….

Posted in นิทาน, เด็ก

นิทานเรื่อง เจ้าหญิงกับเด็กสาวชาวเกาะ

นิทาน : เจ้าหญิงกับเด็กสาวชาวเกาะ

นานมาแล้ว  มีเจ้าหญิงองค์หนึ่งทรงพระนามว่าเจ้าหญิงเพอร์ลีน  แม้เจ้าหญิงจะมีอายุเพียง 13 ชันษา แต่พระองค์ทรงดูงามสง่า หนำซ้ำ…ยังเฉลียวฉลาดและสอบได้คะแนนเป็นที่หนึ่งอยู่เสมอ ๆ  พระราชากับพระราชินีจึงภูมิใจในตัวเจ้าหญิงมาก  เว้นเพียงเรื่องเดียวที่ทำให้ทั้งสองพระองค์หนักใจ  นั่นคือนิสัยของเจ้าหญิงที่มักชอบดูถูกผู้อื่นว่าด้อยกว่าพระองค์ไปเสียทั้งหมด

วันหนึ่ง พระราชากับพระราชินีได้สั่งให้เจ้าหญิงนำของขวัญไปมอบแด่พระราชาผู้ปกครองเกาะเล็ก ๆ ทางตอนใต้  ใจจริงแล้วเจ้าหญิงไม่อยากไปที่เกาะทางตอนใต้เลย  เพราะเจ้าหญิงทรงนึกดูแคลนผู้คนบนเกาะที่ล้าหลังและอยู่ห่างไกลความเจริญ  แต่เนื่องจากเจ้าหญิงไม่อาจขัดคำสั่งของพระบิดาได้ พระองค์จึงต้องเดินทางไปตามคำบัญชาอย่างไม่เต็มใจนัก

เมื่อเจ้าหญิงไปถึงท่าเรือ พระองค์พบว่าพระราชาชาวเกาะได้ส่งเด็กสาวผิวสีน้ำตาลที่มีอายุไล่เลี่ยกับพระองค์และฝีพายหนุ่มอีกสี่คนให้นำเรือเล็กมารับ เจ้าหญิงทรงมองชาวเกาะและเรือที่ขุดจากต้นไม้อย่างรังเกียจ ครั้นเมื่อเด็กสาวเอ่ยปากเชิญให้เจ้าหญิงลงเรือ เจ้าหญิงก็ได้แต่เมินหน้าหนี แล้วเดินลงไปนั่งในเรืออย่างไม่มีทางเลือก

ระหว่างการเดินทาง  สาวน้อยชาวเกาะพยายามชวนเจ้าหญิงพูดคุยเพื่อไม่ให้พระองค์เบื่อ แต่เนื่องจากเจ้าหญิงไม่อยากลดตัวไปเสวนากับเด็กสาวผู้ต่ำต้อย  พระองค์จึงได้แต่เอาหูทวนลมพลางถอนหายใจด้วยความเบื่อหน่ายไปตลอดทาง

เกือบชั่วโมงต่อมา  เมื่อฝีพายพายเรือมาถึงกลางทะเล  จู่ ๆ เจ้าหญิงก็รู้สึกเหมือนคลื่นลมค่อย ๆ ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ  เรือที่เจ้าหญิงนั่งเริ่มหมุนติ้วคล้ายกับโดนดูดเข้าไปในกระแสน้ำวน เจ้าหญิงทรงส่งเสียงร้องด้วยความตกใจ จากนั้น พระองค์ก็ตกลงไปในทะเลแล้วหมดสติไปในที่สุด

เช้าวันใหม่ เจ้าหญิงทรงฟื้นขึ้นมาและพบว่าพระองค์ถูกคลื่นซัดไปเกยตื้นที่ชายหาดของเกาะร้างแห่งหนึ่ง  เจ้าหญิงทรงมองไปรอบตัวอย่างหวาดหวั่น สักพัก…พระองค์ก็เห็นใครบางคนเดินตรงเข้ามาหา  เจ้าหญิงทรงกลัวมาก  แต่เมื่อพระองค์เห็นว่าบุคคลที่เดินมาคือเด็กสาวชาวเกาะที่รับพระองค์มาจากท่าเรือ เจ้าหญิงก็รู้สึกโล่งพระทัยอย่างบอกไม่ถูก

ครั้นเมื่อเด็กสาวชาวเกาะถามไถ่เจ้าหญิงว่าพระองค์ได้รับบาดเจ็บหรือไม่ เจ้าหญิงก็กลับทำท่าทีเฉยชาอีกครั้ง แล้วไล่เด็กสาวชาวเกาะให้ออกไปห่าง ๆ

เมื่อเจ้าหญิงไม่อยากให้อยู่ใกล้  เด็กสาวชาวเกาะจึงแยกไปอยู่อีกด้านของชายหาด  โดยเธอยังคงมองเจ้าหญิงอยู่ห่าง ๆ อย่างห่วง ๆ

ในขณะที่เจ้าหญิงนั่งรอให้เรือมารับโดยไม่คิดทำสิ่งใดทั้งสิ้น  เด็กสาวชาวเกาะกลับเริ่มหาทางเอาชีวิตรอดในเกาะร้างด้วยการปีนเก็บลูกมะพร้าวมาสำรองเป็นน้ำดื่ม  จากนั้น  เธอก็ก่อกองไฟเตรียมไว้ไล่สัตว์ร้ายในยามค่ำคืนและใช้เป็นสัญญาณในการขอความช่วยเหลือ

เมื่อเด็กสาวชาวเกาะก่อไฟได้สำเร็จ  เธอก็เอามีดที่ติดตัวมาด้วยเหลากิ่งไม้เป็นฉมวกแล้วนำไปจับปลามาเป็นอาหาร ท้ายสุด เธอก็ตัดกิ่งไม้ใบไม้ แล้วจัดการทำเป็นเพิงพักอาศัยหลับนอน ในช่วงที่ยังไม่มีใครมาช่วยเหลือ

ในตอนแรก เจ้าหญิงมองเด็กสาวชาวเกาะทำงานต่าง ๆ อย่างดูถูก  พระองค์คิดว่าเด็กสาวช่างโง่เขลา เอาแต่ทำเรื่องที่ไร้ประโยชน์ เพราะอีกไม่นานพวกทหารก็คงนำเรือมารับ  แต่เมื่อเวลาผ่านไปจนเจ้าหญิงรู้สึกหิวน้ำ หิวข้าว และความมืดค่อย ๆ ปกคลุมไปทั่วทั้งเกาะ  เจ้าหญิงจึงเริ่มตระหนักว่า พระองค์ต่างหากที่เป็นคนโง่เขลา หนำซ้ำยังไปนึกดูถูกคนที่มีความคิดรอบคอบกว่าและสามารถดูแลตัวเองในเกาะร้างได้ดีกว่าเสียอีก เจ้าหญิงทรงรู้สึกผิดมาก  พระองค์จึงร้องไห้ออกมาไม่ยอมหยุด

เมื่อเจ้าหญิงร้องไห้  เด็กสาวชาวเกาะที่เฝ้ามองเจ้าหญิงอยู่จึงเดินถือคบไฟตรงเข้ามาหา เด็กสาวส่งยิ้มให้เจ้าหญิงอย่างมีไมตรีจิต จากนั้น เธอก็ชวนพระองค์ให้ไปดื่มน้ำมะพร้าวและกินปลาเผากับเธอที่เพิงพัก

เจ้าหญิงทรงดีใจมากที่เด็กสาวชาวเกาะไม่ถือโทษโกรธพระองค์เลยแม้แต่น้อย  สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เจ้าหญิงได้เรียนรู้ว่า การดูถูกผู้อื่นว่าต่ำต้อยหรือด้อยกว่าเป็นความคิดของคนที่โง่เขลาที่สุดในโลก  เจ้าหญิงทรงสัญญากับตัวเองว่า พระองค์จะไม่คิดเช่นนั้นอีก เช้าวันต่อมา เจ้าหญิงจึงอาสาเด็กสาวชาวเกาะทำงานต่าง ๆ และขอให้เธอสอนวิธีจับปลาให้ด้วย

เจ้าหญิงกับเพื่อนใหม่ใช้เวลาในเกาะร้างด้วยกันตั้งแต่เช้าจนบ่าย  และเมื่อพระบิดาของเจ้าหญิงกับพระราชาชาวเกาะนำเรือมาช่วยเหลือ เจ้าหญิงจึงได้รู้ว่า แท้จริงแล้วเพื่อนใหม่ของพระองค์เป็นลูกสาวของพระราชาชาวเกาะซึ่งถือว่ามีศักดิ์เป็นเจ้าหญิงด้วยเช่นกัน

เจ้าหญิงเพอร์ลีนอายมากที่พระองค์ทำตัวไม่น่ารักกับเจ้าหญิงชาวเกาะหลายต่อหลายอย่าง แต่พระองค์ก็รู้ดีว่า เจ้าหญิงชาวเกาะคงยินดีให้อภัยพระองค์เสมอ

ในที่สุด เจ้าหญิงทั้งสองพระองค์ก็ได้ออกจากเกาะร้างอย่างปลอดภัย  หลังจากวันนั้น  ทั้งคู่ก็ยังคงรักษามิตรภาพที่มีให้กันและเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันสืบมาตราบนานเท่านาน

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

บทเรียนของลูกม้าลาย

นิทานเรื่อง บทเรียนของลูกม้าลาย

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีลูกม้าลายตัวหนึ่งอาศัยอยู่ในป่ากับพ่อแม่ของมัน ลูกม้าลายตัวนี้มีนิสัยซุกซน, ซุ่มซ่าม, เซ่อซ่า แถมยังพูดจาสื่อสารกับใคร ๆ ไม่ค่อยรู้เรื่อง  แม่ม้าลายจึงต้องคอยเตือนให้ลูกชายมีสมาธิและรู้จักเรียบเรียงความคิดให้ดีก่อนที่จะพูดเสมอ ๆ

อยู่มาวันหนึ่ง พ่อกับแม่ม้าลายไปเยี่ยมญาติในป่าลึก ลูกม้าลายจอมซนที่อยู่เฝ้าบ้านจึงแอบออกไปว่ายน้ำเล่นที่ลำธารซึ่งแม่ม้าลายเคยห้ามเอาไว้  ลูกม้าลายถอดชุดหนังลายขาวดำที่ใส่อยู่…เหลือแต่ตัวเปล่า ๆ  แล้วลงไปเล่นน้ำจนลืมเวลา  ครั้นเมื่อลูกม้าลายหันมามองชุดที่กองทิ้งไว้ มันก็พบว่าชุดหนังของมันได้หายไปเสียแล้ว

ถ้าพ่อกับแม่กลับมาพบว่าลูกม้าลายทำชุดหนังประจำตัวหาย พ่อกับแม่ม้าลายก็คงจับได้ว่า ลูกชายหนีไปเล่นน้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต  หนำซ้ำยังซุ่มซ่ามเซ่อซ่าทำของสำคัญหายไปเสียอีก ลูกม้าลายไม่อยากถูกตีจนก้นลาย  มันจึงไปหาเทพารักษ์ซึ่งเป็นเทวดาประจำป่าเพื่อขอให้ช่วยเสกชุดหนังตัวใหม่ให้

เมื่อเทพารักษ์ได้ฟังคำขอร้อง  เทพารักษ์ผู้ใจดีซึ่งมีพลังวิเศษเสกอะไรก็ได้วันละ 3 ครั้ง จึงเอ่ยปากว่าจะช่วยอย่างเต็มที่ ลูกม้าลายดีใจมากจนลืมเรียบเรียงความคิดให้ถี่ถ้วน มันรีบเอ่ยปากขอพรครั้งแรกไปว่า “ผมขอชุดหนังชุดใหม่ด่วนเลยนะครับ”

ทันทีที่เทพารักษ์ได้ฟังคำร้องขอ  เทพารักษ์จึงเสกชุดหนังตัวใหม่สวมให้เจ้าลูกสัตว์จอมซนอย่างไม่รอช้า  อนิจจา! เทพารักษ์เข้าใจผิดคิดว่าลูกม้าลายที่เปลือยกายมา…เป็นลูกม้าธรรมดา ๆ  เทพารักษ์จึงเสกชุดหนังสีขาวให้มัน…แทนที่จะเป็นชุดลายทางสีขาวดำอย่างที่ควรจะเป็น

เมื่อลูกม้าลายเห็นชุดที่เทพารักษ์เสกให้  มันก็ได้แต่ส่งเสียงฮึดฮัด แล้วพูดกับเทพารักษ์อย่างอารมณ์เสียว่า “ผมไม่ใช่ม้านะครับท่าน ตัวของผมจะต้องมีทั้งสีขาวและสีดำ  ไม่ใช่ขาวโพลนดูจืดสนิทแบบนี้ ช่วยเสกชุดใหม่ให้ผมเดี๋ยวนี้เลยนะครับ”

เมื่อลูกสัตว์ที่มาขอความช่วยเหลือบอกว่าตนเองไม่ใช่ม้า แถมเนื้อตัวยังมีทั้งสีขาวและสีดำ  เทพารักษ์จึงเพ่งมองลูกสัตว์จอมซนอีกครั้ง พลางคิดว่า “ถ้าไม่ใช่ม้าและเนื้อตัวมีทั้งสีขาวและสีดำ บางที…มันอาจจะเป็นลูกวัวก็ได้นะ” ด้วยเหตุนี้ เทพารักษ์จึงร่ายคาถาครั้งที่สอง แล้วเสกชุดหนังลายวัวให้ตามที่เข้าใจ

ลูกม้าลายโมโหจนตัวสั่นเมื่อเห็นชุดลายวัวนมสีขาวสลับดำที่เทพารักษ์เสกให้  มันพยายามระงับความโกรธพลางกัดฟันกรอดแล้วขอพรครั้งที่สามว่า “ผมไม่ใช่ม้า แล้วก็ไม่ใช่วัวนะครับ ตัวของผมมีลายสีดำ ๆ คาดอยู่ทั้งตัว อย่าเสกชุดมั่วซั่วแบบนี้สิครับ ยังไงช่วยเสกชุดหนังที่มีลายสีดำคาดอยู่ตามตัวให้ผมเดี๋ยวนี้ พ่อกับแม่ของผมคงใกล้จะมาถึงแล้วนะครับ”    

เทพารักษ์แปลกใจมากที่ลูกสัตว์จอมซนตรงหน้าบอกว่ามันไม่ใช่ทั้งม้าและวัว  เทพารักษ์พยายามมองลูกสัตว์จอมซนอีกครั้ง พลางคิดถึงสัตว์ที่มีลายดำ ๆ คาดอยู่ทั้งตัว  “ถ้าไม่ใช่ม้าหรือวัว แต่มีลายสีดำคาดอยู่ทั้งตัว บางที..เจ้านี่อาจจะเป็นลูกเสือโคร่งที่หน้าตาไม่เหมือนเสือโคร่งก็ได้นะ” เมื่อคิดดังนั้น เทพารักษ์จึงเสกชุดใหม่เป็นชุดหนังลายเสือโคร่งให้ตามที่เข้าใจ

ลูกม้าลายตกใจมากที่เห็นเนื้อตัวของตนมีลายสีดำคาดบนขนสีเหลืองเหมือนเสือโคร่ง มันโกรธจนปากสั่น  พลันพูดกับเทพารักษ์ว่า “นี่ท่านไม่รู้จักม้าลายหรือยังไงครับ  ผมเป็นม้าลาย ไม่ใช่ม้า, วัวนมหรือเสือโคร่ง  แค่เสกชุดหนังสีขาวลายดำให้ผม…มันยากตรงไหนนะ  ช่วยเสกชุดหนังให้ผมเดี๋ยวนี้เลยนะ”

เมื่อเทพารักษ์เห็นลูกม้าลายโมโหโทโส  เทพารักษ์ก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างระอาใจ  จากนั้น เทพารักษ์ก็พูดกับลูกม้าลายว่า “ถ้าเจ้าบอกให้ชัดเจนตั้งแต่ต้นว่าเจ้าเป็นลูกม้าลายและอยากได้ชุดลายขาวดำแบบม้าลาย ข้าก็คงเสกชุดม้าลายให้เจ้าใส่ไปตั้งนานแล้ว แต่นี่เจ้าไม่บอกให้ชัดเจน แล้วใครจะไปเข้าใจสิ่งที่เจ้าต้องการได้ล่ะ วันนี้…ข้าใช้พลังไปครบ 3 ครั้งแล้ว ถ้าเจ้ายังอยากให้ข้าช่วย เจ้าก็จงกลับมาหาข้าอีกครั้งในวันพรุ่งนี้และรักษามารยาทให้ดีกว่านี้ด้วยนะ” 

ลูกม้าลายจอมซนเพิ่งได้สติว่า ตัวมันเองต่างหากที่เป็นคนผิด  เพราะมันวิ่งตัวล่อนจ้อนมาขอความช่วยเหลือจากเทพารักษ์ ซึ่งเทพารักษ์ไม่มีทางรู้เลยว่ามันคือม้า, ลาหรือม้าลายกันแน่  หนำซ้ำ  มันยังไม่รู้จักเรียบเรียงความคิดให้ดีก่อนที่จะพูด  ไป ๆ มา ๆ  การขอพรทั้ง 3 ครั้งของมันจึงกลายเป็นเรื่องไร้ค่าไร้ประโยชน์

เมื่อไม่มีทางเลือก  ลูกม้าลายจึงจำใจต้องเดินคอตกกลับไปรอให้คุณแม่ตีก้นจนลายพร้อยตามระเบียบ  ครั้นพอถึงวันรุ่งขึ้น  ลูกม้าลายก็ไปขอโทษเทพารักษ์และขอความช่วยเหลือจากเทพารักษ์อีกครั้ง โดยในครั้งนี้…มันไม่ลืมที่จะเรียบเรียงความคิดและเอ่ยปากขอสิ่งที่ต้องการอย่างมีสติและรอบคอบมากขึ้น

ในที่สุด  ลูกม้าลายก็ได้ชุดลายขาวดำมาปกคลุมร่างกายสมดังใจหวัง นอกจากนี้ มันยังได้บทเรียนเกี่ยวกับการสื่อสารความคิดที่จะติดตรึงเตือนใจมันไปอีกนานแสนนานด้วย

#นิทานนำบุญ


Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานครอบครัว, นิทานพ่อมดแม่มด, นิทานเด็ก

ครอบครัวมด ๆ : นิทานก่อนนอนเรื่องกระจกวิเศษของพ่อมดแม่มด

นิทานก่อนนอนเรื่องนี้มีชื่อว่า “ครอบครัวมด ๆ” ซึ่งอาจทำให้หลายคนเผลอคิดไปถึงมดตัวเล็ก ๆ ที่เดินเรียงแถวกันอยู่ตามพื้นดิน แต่แท้จริงแล้ว คำว่า “มด ๆ” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแมลงเลยแม้แต่น้อย หากเป็นคำที่ย่อมาจาก “พ่อมด” และ “แม่มด” ส่วนคำว่า “ลูกมด” ที่ปรากฏในเรื่อง ก็ไม่ได้หมายถึงลูกของมดเช่นกัน แต่หมายถึงลูกของพ่อมดแม่มดตัวน้อยในครอบครัวเวทมนตร์ครอบครัวหนึ่งที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างเรียบง่าย

แรงบันดาลใจของนิทานเรื่องนี้เกิดจากภาพที่หลายครอบครัวคุ้นเคยดี นั่นคือบรรยากาศที่คุณพ่อคุณแม่บ่นกันไป บ่นกันมาในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ จนบางครั้งลูก ๆ อาจแอบคิดในใจว่า “ทั้งสองคนยังรักกันอยู่จริงหรือเปล่า” ความรู้สึกสงสัยแบบเงียบ ๆ ของเด็ก ๆ นี่เอง กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งคำถาม และนำไปสู่การถ่ายทอดออกมาเป็นนิทานที่ต้องการชวนให้มองความรักของครอบครัวในมุมที่ลึกกว่าสิ่งที่เห็นเพียงภายนอก

แม้จะพูดถึงเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัว แต่เนื้อเรื่องกลับไม่ได้จริงจังจนเกินไป เพราะนิทานเรื่องนี้ยังคงเต็มไปด้วยเสน่ห์ของโลกแฟนตาซีแบบครบสูตร ทั้งกระจกวิเศษที่ใช้ขอพรได้ เวทมนตร์ที่ทำให้สิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้นได้ในพริบตา และการผจญภัยที่มีมังกรเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงทำให้เรื่องราวอบอุ่นหัวใจนี้ยังคงมีความสนุก ตื่นเต้น และเหมาะสำหรับการอ่านก่อนนอนอย่างแท้จริง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพ่อมด, แม่มดและลูกมดอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ ณ ป่าลึกลับ  

ทุกวัน พ่อมดกับแม่มดมักมีเรื่องโต้เถียงกันจนลูกมดสงสัยว่า บางที…พ่อกับแม่อาจไม่รักกันแล้ว!

วันหนึ่ง ในขณะที่พ่อมดกับแม่มดทะเลาะกันเรื่องแม่มดกลัวตุ๊กแกและพ่อมดกลัวความสูง ลูกมดจึงเดินเลี่ยงออกไปหน้าบ้าน เพราะเขาไม่อยากเห็นพ่อกับแม่ทะเลาะกันอย่างที่เป็นอยู่

ในเวลานั้นเอง  มีอีกาตัวหนึ่งบินเอาของขวัญจากคุณยายมดมาส่งให้พอดี  ที่ห่อของขวัญมีข้อความเขียนไว้ว่า “สวัสดีจ้ะทุก ๆ คน  ยายส่งกระจกวิเศษมาให้ กระจกบานนี้ใช้ขอพรได้ 3 ข้อ ท่องคาถาแล้วขอพรที่อยากได้คนละข้อนะจ๊ะ ขอให้มีความสุขมาก ๆ จ้ะ”  

ลูกมดดีใจที่ได้ของขวัญจากคุณยายมด แม้ลูกมดจะขอพรได้แค่ข้อเดียว แต่เขาก็รู้แน่ชัดว่าตัวเขาอยากได้อะไรมากที่สุด ด้วยเหตุนี้ ลูกมดจึงเปิดประตูเข้าบ้าน แกะห่อของขวัญ แล้วนั่งลงท่องคาถาเบา ๆ ทันที   “โอม…เดอะสตาร์อะคาเดมี่ ไมค์ปลดหนี้เดอะว๊อยซ์ ลูกมดตัวน้อยขอให้พ่อกับแม่รักกัน…เพี้ยง”

เมื่อสิ้นคำอธิษฐาน มังกรร้ายตัวหนึ่งก็บินมาที่หน้าประตูบ้าน แล้วใช้ลิ้นตวัดจับลูกมดพร้อมกับบินหนีไปอย่างไม่เกรงกลัวอะไรทั้งสิ้น

พ่อมดกับแม่มดตกใจมาก ทั้งคู่หยุดทะเลาะกัน แล้วรีบขี่ไม้กวาดตามเจ้ามังกรร้ายไป โดยแม่มดเป็นคนขี่ ส่วนพ่อมดหลับตาปี๋นั่งซ้อนท้ายเพราะกลัวความสูง

ครั้นเมื่อพ่อมดกับแม่มดไล่ตามไปถึงเกาะมังกร บนเกาะแห่งนี้มีสัตว์เลื้อยคลานอยู่เต็มไปหมด เมื่อแม่มดเห็นสัตว์ที่ดูน่าเกลียดน่ากลัวแบบตุ๊กแก แม่มดก็ขาสั่นจนทำอะไรไม่ถูก  พ่อมดจึงอาสาเข้าไปช่วยลูกมดตามลำพัง แล้วให้แม่มดขี่ไม้กวาดไปหลบในที่ปลอดภัยเสียก่อน

พ่อมดทำใจกล้าบุกเดี่ยวไปเผชิญหน้ากับมังกรร้ายทั้ง ๆ ที่ไม่มีอาวุธติดตัวมาด้วยเลย เมื่อลูกมดเห็นพ่อมด ลูกมดจึงชูกระจกในมือแล้วตะโกนบอกพ่อมดว่า “คุณยายมดส่งกระจกวิเศษมาให้ครับพ่อ พวกเราขอพรได้คนละ 1 ข้อ ถ้าพ่ออยากได้อะไรก็อธิษฐานขอพรได้เลยนะครับ”  

ทันทีที่พ่อมดรู้เรื่องกระจกวิเศษ พ่อมดจึงท่องคาถาเพื่อขอพรทันที   “โอม…เดอะสตาร์อะคาเดมี่ ไมค์ปลดหนี้เดอะว๊อยซ์ พ่อของลูกมดตัวน้อย ขอดาบปราบมังกรด้วยเถิด…เพี้ยง”

เมื่อสิ้นคำอธิษฐาน ดาบขนาดใหญ่ยักษ์ก็มาอยู่ในมือของพ่อมดด้วยอำนาจเวทมนตร์ แต่อนิจจา..ก่อนที่พ่อมดจะใช้ดาบฟันโดนตัวมังกรเพียงเสี้ยววินาทีเดียว เจ้ามังกรก็พ่นพิษมาถูกตัวของพ่อมดเสียก่อน ด้วยเหตุนี้ ในขณะที่ร่างของมังกรกำลังสลายกลายเป็นฝุ่นด้วยคมดาบ พ่อมดเองก็ถูกพิษจนต้องทรุดลงนอนราบกับพื้นพร้อมกับลมหายใจที่ค่อย ๆ แผ่วลงเรื่อย ๆ

เมื่อแม่มดเห็นดังนั้น แม่มดก็รีบกระโดดลงจากไม้กวาดแล้ววิ่งเข้ามาหาพ่อมดโดยไม่สนใจสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลายเลยแม้สักนิด แม่มดประคองพ่อมดไว้ในวงแขนพร้อมกับร้องเรียกพ่อมดไม่ยอมหยุด  ลมหายใจของพ่อมดค่อย ๆ แผ่วลง ๆ ส่วนร่างของพ่อมดก็ค่อย ๆ เย็นลงจนน่าใจหาย โชคดีที่แม่มดจำเรื่องที่ลูกมดตะโกนบอกพ่อมดได้ นางจึงอธิษฐานขอพรจากกระจกวิเศษบ้าง  “โอม เดอะสตาร์อะคาเดมี่ ไมค์ปลดหนี้เดอะว๊อยซ์ แม่ของลูกมดตัวน้อย ขอยาถอนพิษเพื่อรักษาชีวิตสามีสุดที่รักด้วยเถิด…เพี้ยง”

เมื่อสิ้นคำอธิษฐาน สมุนไพรถอนพิษก็มาอยู่ในมือของแม่มด แม่มดรีบเด็ดใบของสมุนไพรแล้วยัดใส่ปากพ่อมด ซึ่งหลังจากนั้นไม่นาน พ่อมดก็รอดชีวิตมาได้อย่างฉิวเฉียด 

ลูกมดเพิ่งเข้าใจอย่างแจ่มชัดว่า การทะเลาะกันทุกวันของพ่อมดที่กลัวความสูงกับแม่มดที่กลัวตุ๊กแก ไม่ได้หมายความว่าทั้งคู่จะไม่รักกัน  เพราะสิ่งที่เห็นด้วยตาอาจไม่ตรงกับความจริงที่สัมผัสได้ด้วยหัวใจ

ลูกมดนึกขอบคุณคุณยายมดที่ส่งกระจกวิเศษมาพิสูจน์ความจริงที่เขาสงสัย  ท้ายที่สุด ลูกมดจึงวิ่งเข้าไปกอดพ่อกับแม่ด้วยความรัก  จากนั้น พ่อมด แม่มดและลูกมดก็พากันขี่ไม้กวาดกลับบ้าน โดยพ่อมดยังคงขอหลับตาซ้อนท้ายไม้กวาดเหมือนดังเดิม

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ชายหนุ่มผู้ซื่อสัตย์

นิทานเรื่อง ชายหนุ่มผู้ซื่อสัตย์

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีหญิงชราผู้หนึ่งมีลูกชาย 3 คน เมื่อลูกชายทั้งสามถึงวัยที่ต้องออกไปหางานทำ หญิงชราจึงอวยพรให้ลูก ๆ โชคดีและสอนให้ทุกคนยึดถือความซื่อสัตย์เป็นที่ตั้ง

หลังจากที่สามพี่น้องล่ำลาแม่แล้ว พวกเขาก็พากันเดินทางมุ่งหน้าไปยังเมืองใหญ่ซึ่งน่าจะมีงานดี ๆ รอพวกเขาอยู่  ครั้นเมื่อสามพี่น้องมาถึงหน้าร้านอาหารหรูหราและเห็นป้ายประกาศรับสมัครพ่อครัว พี่น้องทั้งสามซึ่งพอทำอาหารเป็นอยู่บ้างจึงตัดสินใจเข้าไปสมัครงานอย่างไม่รอช้า

ในการสัมภาษณ์งาน  เจ้าของร้านถามหนุ่มน้อยผู้เป็นน้องคนเล็กว่า “เจ้าทำอาหารแบบชาววังได้ไหม”  หนุ่มน้อยเป็นคนซื่อสัตย์ เขาจึงตอบตามจริงว่า “ผมทำไม่ได้”  

ฝ่ายพี่ชายคนรองนั้น  แม้เขาจะอยากได้งาน  แต่เขาก็ยังละอายต่อการพูดปด  ชายหนุ่มจึงตอบตามความเป็นจริงว่า “ผมเองก็ทำไม่ได้ ” 

ครั้นพี่ชายคนโตที่มีเล่ห์เหลี่ยมมากกว่าน้อง เห็นว่าน้อง ๆ พูดความจริงแล้วไม่ได้งาน  เขาจึงโกหกว่าเขาทำอาหารแบบชาววังได้สบายมาก ด้วยเหตุนี้ ชายหนุ่มผู้เป็นพี่ใหญ่จึงได้ทำงานเป็นพ่อครัวสมดังหวัง

เมื่อพี่ชายคนโตได้งานไปแล้ว  สองพี่น้องที่เหลือจึงพากันเดินทางต่อ  ไม่นานนัก พวกเขาก็พบประกาศรับสมัครคนเลี้ยงม้าติดอยู่ที่หน้าบ้านของเศรษฐี  สองพี่น้องเคยเลี้ยงม้ามาบ้าง  ทั้งคู่จึงรีบเข้าไปสมัครงานทันที

ในการสัมภาษณ์งาน  เศรษฐีเจ้าของบ้านสอบถามน้องคนเล็กว่า “เจ้าขี่ม้าแข่งเป็นไหม” ชายหนุ่มผู้ซื่อสัตย์จึงตอบตามจริงว่า “ผมขี่ม้าแข่งไม่เป็น…เคยแต่ขี่เล่น ๆ เท่านั้น”

ฝ่ายพี่ชายคนรองที่เห็นพี่ชายคนโตโกหกแล้วได้งานทำจึงพูดแทรกไปว่า “แต่ผมขี่ม้าแข่งได้สบายมาก”  ด้วยเหตุนี้  พี่ชายคนรองจึงได้งานเป็นคนขี่ม้าแข่งในบ้านเศรษฐี

เมื่อพี่ทั้งสองคนต่างได้งานกันไปหมดแล้ว  น้องชายคนเล็กจึงเริ่มลังเลใจว่า  เขาควรพูดความจริงตามที่แม่สอนหรือโกหกพกลมตามแบบที่พี่ชายทั้งสองทำ 

น้องชายคนเล็กหางานต่อไปอีกหลายแห่ง  โดยเขายังคงพูดแต่ความจริงเท่านั้น  ซึ่งผลสุดท้าย…เขาก็ไม่ได้งานเลยแม้แต่ที่เดียว

ในขณะที่ชายหนุ่มผู้ซื่อสัตย์กำลังสับสน  เขาก็บังเอิญพบประกาศรับสมัครยามเฝ้าประตูแปะอยู่ที่หน้าพระราชวังของพระราชา  ชายหนุ่มเห็นว่าการเป็นยามคงไม่ยาก และหากเขาโกหกสักหน่อย  เขาก็คงได้งานเหมือนกับพี่ชายทั้งสอง  ชายหนุ่มจึงรีบเข้าไปสมัครงานทันที

ในท้องพระโรงของพระราชา  มีผู้คนมากหน้าหลายตามารอสมัครงานเป็นแถวยาวเหยียด  เมื่อเสนาบดีสัมภาษณ์ผู้สมัครแต่ละคนว่า “เจ้าอดทนไม่หลับไม่นอนอยู่ยามได้นานแค่ไหน”  ผู้สมัครแต่ละคนต่างก็คุยฟุ้งว่าตนเองอดนอนได้นานกว่าคนก่อนหน้า แถมบางคนยังคุยโวว่าตัวเขาอดนอนได้นานถึง 365 วันเลยทีเดียว

ครั้นเมื่อถึงคราวของชายหนุ่ม  เมื่อเสนาบดีถามเขาว่าเขาอดนอนได้นานแค่ไหน  แม้ในตอนแรกเขาคิดจะโกหกตามแบบที่พี่ชายทั้งสองได้ทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง แต่ในเสี้ยววินาทีนั้น เสียงของแม่ที่ย้ำเตือนให้เขายึดถือความซื่อสัตย์ก็ดังแว่วขึ้นในใจ ดังนั้น แทนที่เขาจะโกหกว่าตนเองอดนอนได้ยาวนานกว่าคนอื่น  เขากลับพูดความจริงว่า “ผมอดนอนได้ไม่น่าเกิน 2 คืน แต่ถ้าได้ทำงานเป็นยาม ผมก็จะอดทนอยู่ยามให้ดีที่สุด จะไม่ยอมละเลยหน้าที่โดยเด็ดขาด”

หลังจากตอบคำถามไปแล้ว  ชายหนุ่มคิดว่าเขาคงไม่ได้งานอีกเช่นเคย  แต่ผิดถนัด…เสนาบดีกลับยิ้มแล้วประกาศให้ทุกคนรู้ว่า ชายหนุ่มผู้ซื่อตรงคนนี้เหมาะสมที่จะได้เป็นยามเฝ้าประตูห้องบรรทมของพระราชามากที่สุด  เพราะความซื่อสัตย์เป็นพื้นฐานสำคัญของทหารยามที่พระราชาต้องการ

ชายหนุ่มดีใจมากที่เขาได้ทำงานรับใช้พระราชาในวังหลวง  การเชื่อฟังคำสอนของแม่ส่งผลให้เขาได้ทำงานที่มีเกียรติอย่างไม่คาดฝัน  ส่วนพี่ชายทั้งสองคนของเขานั้น หลังจากที่พวกเขาทำงานได้ไม่นาน  นายจ้างก็รู้ว่าพวกเขาโกหกและต้องถูกไล่ออกจากงาน เพราะไม่ยึดมั่นในความซื่อสัตย์ดังคำที่แม่พร่ำสอน

#นิทานนำบุญ


Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

วิกฤตอุกกาบาต

   

นิทานเรื่อง วิกฤตอุกกาบาต

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีเกาะเล็ก ๆ ซึ่งแทบไม่มีใครรู้จักเกาะหนึ่งตั้งอยู่กลางมหาสมุทรที่แสนห่างไกล ในเกาะมีผู้คนอาศัยอยู่ราว 100 คน ครึ่งหนึ่งศรัทธาในพลังสื่อสารกับทวยเทพของแม่หมอผู้เชี่ยวชาญด้านโหราศาสตร์, ไสยศาสตร์และเวทมนตร์ลึกลับ อีกครึ่งหนึ่งเชื่อมั่นในสติปัญญาของผู้เฒ่านักคำนวณซึ่งมีความรู้วิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์อย่างหาตัวจับได้ยาก

การที่ชาวเกาะมีความเชื่อต่างกัน ทำให้พวกเขามักทะเลาะกันเป็นประจำ ฝ่ายหนึ่งหาว่าอีกฝ่ายงมงายไร้สาระ ส่วนอีกฝ่ายหาว่าฝ่ายตรงข้ามไม่เคารพเทวดาฟ้าดิน ไป ๆ มา ๆ ชาวเกาะจึงกินแหนงแคลงใจจนต้องแยกกันอยู่คนละฟากของเกาะ

วันหนึ่ง แม่หมอเพ่งมองลูกแก้วหยั่งรู้ แล้วทำนายว่าในอนาคตจะมีอุกกาบาตยักษ์นับร้อย ๆ ลูกพุ่งลงมายังบริเวณท้องทะเลซึ่งเป็นที่ตั้งของเกาะ

ครั้นเมื่อชาวเกาะที่เชื่อถือแม่หมอได้ฟังคำทำนาย พวกเขาก็พากันหวาดกลัวจนต้องรวมตัวสวดมนต์อ้อนวอนต่อเทวดาฟ้าดินกันตลอดทุกค่ำคืน

เมื่อชาวเกาะอีกฝ่ายเห็นเช่นนั้น พวกเขาก็หัวเราะเยาะ แล้วนำเรื่องไปเล่าให้พวกของตนฟัง จนเรื่องราวไปเข้าหูผู้เฒ่านักคำนวณ

ผู้เฒ่าไม่เคยปล่อยเรื่องราวใด ๆ ให้ผ่านไปง่าย ๆ  เมื่อผู้เฒ่าได้ฟังข่าว  ผู้เฒ่าจึงใช้กล้องส่องมองวิถีการโคจรของดวงดาว ซึ่งหลังจากเฝ้าดูอยู่หลายคืน ผู้เฒ่าก็เริ่มคำนวณ แล้วค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติม จนกระทั่งวันหนึ่ง ผู้เฒ่าก็แจ้งให้ชาวเกาะทั้งหมดได้ทราบว่า คำทำนายของแม่หมอเป็นคำทำนายที่ถูกต้อง โดยอุกกาบาตจะพุ่งชนเกาะในอีก 30 วันข้างหน้า!

ทันทีที่ชาวเกาะได้ฟัง เกาะทั้งเกาะก็ดูโกลาหลไปหมด  ชาวเกาะที่เคยสวดอ้อนวอนฟ้าดินเฉพาะเวลากลางคืน ก็เปลี่ยนมาสวดมนต์กันทั้งวันทั้งคืน ส่วนชาวเกาะที่เชื่อในหลักเหตุผล ก็วางแผนตัดต้นไม้มาสร้างเรือสำเภาขนาดใหญ่เพื่อขนของอพยพออกจากเกาะ

ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นทำให้ทั้งผู้เฒ่าและแม่หมอรู้สึกหดหู่  เกาะบ้านเกิดของผู้เฒ่าและแม่หมอ (รวมทั้งชาวเกาะทุกคน) เป็นที่อยู่อาศัยของพ่อแม่ปู่ย่าตายายมาช้านาน ผู้เฒ่าและแม่หมอไม่อยากให้เกาะบ้านเกิดต้องสูญสลาย รวมทั้งไม่อยากให้ชาวเกาะทอดทิ้งบ้านเกิดที่มีความทรงจำอันงดงามไปอยู่ที่อื่น ทั้งคู่จึงปรึกษาหารือกัน เพื่อคิดวิธีปกป้องเกาะจากอุกกาบาต

ผู้เฒ่ากับแม่หมอนั่งหารือกันอย่างเคร่งเครียดอยู่นาน…นานจนชาวเกาะสังเกตเห็น เมื่อชาวเกาะรู้ว่าผู้เฒ่ากับแม่หมอพยายามคิดวิธีปกป้องบ้านเกิด พวกเขาจึงได้สติและไม่อยากทิ้งภาระให้ผู้เฒ่าและแม่หมอต้องแบกรับ ทุกคนจึงตัดสินใจขอคิดหาวิธีปกป้องเกาะบ้านเกิดร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม แม้ชาวเกาะทุกคนจะพยายามคิดหาวิธีต่าง ๆ นานา แต่จนแล้วจนรอด พวกเขาก็ยังคิดหาวิธีดี ๆ ไม่ได้

ในขณะที่ทุกคนกำลังจนแต้ม มีเด็กน้อยคนหนึ่งลุกขึ้นยืนแล้วพูดออกมาว่า “ถ้าเราบังคับให้อุกกาบาตไปตกที่อื่นไม่ได้ และเราไม่อยากหนีออกจากเกาะ เราย้ายเกาะไปอยู่ที่อื่นที่ปลอดภัยจากอุกกาบาตดีไหมครับ”

คำพูดของเด็กน้อยอาจฟังดูน่าขำ แต่ผู้เฒ่าฉุกคิดขึ้นมาว่า ตนเองสามารถคำนวณพิกัดของน่านน้ำที่ปลอดภัยจากอุกกาบาตได้ ในขณะเดียวกัน ถ้าชาวเกาะคิดจะสร้างเรือที่มีใบเรือขนาดใหญ่อยู่แล้ว หากเปลี่ยนแผนเอาเรี่ยวแรงมาสร้างเสากระโดงและใบเรือที่กลางเกาะ โดยให้ชาวเกาะที่เหลือไปสร้างหางเสือขนาดใหญ่ที่ท้ายเกาะ จากนั้น ให้แม่หมอสื่อสารกับเทวดาฟ้าดินขอให้บันดาลลมพายุและคลื่นน้ำช่วยกระหน่ำซัดเกาะอย่างต่อเนื่อง เกาะทั้งเกาะอาจเคลื่อนที่พ้นจากวิถีการตกของอุกกาบาตนับร้อย ๆ ลูกก็เป็นได้

 ครั้นเมื่อผู้เฒ่าเสนอความคิด ทุกคนในเกาะก็พร้อมใจลงมือทำหน้าที่ของตัวเองโดยไม่มีใครอิดออด จนกระทั่งเวลาผ่านไป 2 สัปดาห์ เสากระโดงขนาดยักษ์, ใบเรือและหางเสือของเกาะก็เสร็จสมบูรณ์

เมื่ออุปกรณ์พร้อม ผู้เฒ่าจึงใช้ความรู้ด้านการคำนวณกำหนดทิศทางการเคลื่อนที่, มุมในการกางใบและองศาของหางเสือ

ส่วนแม่หมอก็ใช้พลังวิเศษขอคลื่นลมจากทวยเทพ ให้ช่วยโหมกระหน่ำซัดเกาะอย่างสุดแรงเกิด จนกระทั่ง 2 สัปดาห์ต่อมา เกาะก็เคลื่อนตัวจากตำแหน่งเดิมไปยังจุดที่ปลอดภัยกลางมหาสมุทรได้อย่างน่าอัศจรรย์

หลังจากเกาะเคลื่อนที่ไปยังตำแหน่งที่กำหนดได้แค่เพียงคืนเดียว  อุกกาบาตก็เริ่มตกจากฟากฟ้าตามที่ผู้เฒ่าและแม่หมอได้ทำนายเอาไว้ อุกกาบาตนับร้อย ๆ ลูกตกจากฟ้าดูสวยแต่ชวนให้รู้สึกหวาดหวั่น 

หากชาวเกาะทั้งหมดไม่ร่วมแรงร่วมใจกัน พวกเขาอาจต้องทิ้งเกาะบ้านเกิด โดยปล่อยให้เกาะถูกอุกกาบาตทำลายจนสูญหายไปจากโลก แต่เมื่อทุกคนสามัคคีกัน พวกเขาก็รักษาเกาะบ้านเกิดเอาไว้ได้สำเร็จ

ผู้เฒ่า, แม่หมอ รวมทั้งชาวเกาะทุกคนต่างมีความสุขที่พวกเขาปกป้องเกาะบ้านเกิดเอาไว้ได้ และแล้ว…หัวใจของชาวเกาะทั้งหมดก็กลับมาหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันอีกครั้ง

#นิทานนำบุญ

…………………….