Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

แม่ไก่กับเจ้าจระเข้

ในมุมมองของผู้ใหญ่ สัตว์ที่พวกเราคิดว่าเด็ก ๆ ชอบ มักจะเป็นสัตว์น่ารัก ๆ ชนิดต่าง ๆ เช่น กระต่าย กระรอก หมีแพนด้า ฯลฯ แต่ในช่วงที่ผมได้ดูแลหลานตัวน้อย ผมสังเกตเห็นว่า สัตว์ที่ดึงดูดความสนใจของหลานได้อย่างอยู่หมัด คงหนีไม่พ้นสัตว์เลื้อยคลานที่มีชื่อว่า “จระเข้”

หลังจากที่ผมได้แต่งนิทานเกี่ยวกับสัตว์น่ารัก ๆ มาสักระยะ วันหนึ่ง ผมจึงคิดอยากลองแต่งนิทานเกี่ยวกับจระเข้บ้าง แต่การแต่งนิทานเกี่ยวกับจระเข้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย (เพราะตัวเองไม่ชอบจระเข้) ผมคิดอยู่นาน ในที่สุด ก็ได้นิทานเรื่องนี้ออกมา ผมหวังว่านิทานเรื่องนี้คงถูกใจผู้อ่านบางคนบ้างนะครับ

                                           นิทาน แม่ไก่กับเจ้าจระเข้

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีไข่ฟองหนึ่งลอยมาตามสายน้ำอย่างไร้จุดหมาย โชคดีเหลือเกินมีแม่ไก่ตัวหนึ่งผ่านมาเห็นเข้า มันจึงเก็บไข่ฟองนั้นขึ้นจากน้ำ แล้วนำไข่กลับไปฟักที่บ้านของมัน

ไข่ที่แม่ไก่เก็บมาฟักเป็นไข่สีขาวฟองใหญ่ แม้แม่ไก่จะไม่รู้ว่าไข่ฟองนั้นเป็นไข่ของใคร แต่มันก็เต็มใจที่จะให้ความอบอุ่นแก่ไข่ เพื่อให้เจ้าตัวน้อยที่อยู่ในไข่มีโอกาสได้ลืมตาออกมาดูโลก

แม่ไก่อดทนนั่งฟักไข่ฟองใหญ่อยู่นานหลายต่อหลายคืน ในที่สุด…เปลือกไข่ฟองใหญ่ก็ค่อย ๆ ปริออก แล้วเจ้าจระเข้ตัวน้อยก็โผล่หัวออกมาพร้อมกับส่งเสียงทักแม่ไก่ว่า “แม่จ๋า แม่จ๋า”

ใช่แล้ว…ไข่ฟองใหญ่ก็คือไข่ของจระเข้ (ศัตรูที่ไก่ทุกตัวทั้งกลัวทั้งเกลียด) เมื่อเพื่อน ๆ ของแม่ไก่รู้ข่าว พวกมันจึงพากันมาหาแม่ไก่ แล้วพยายามขับไล่เจ้าจระเข้ตัวน้อยให้ไปอยู่เสียที่อื่น

แม่ไก่เชื่อว่าไม่มีใครเลวร้ายมาตั้งแต่เกิด แต่เมื่อไก่ตัวอื่น ๆ ไม่ชอบลูกจระเข้ แม่ไก่จึงยอมพาเจ้าจระเข้ตัวน้อยออกจากฝูงไก่ โดยตั้งใจที่จะสอนให้เจ้าจระเข้ตัวน้อยมีนิสัยแสนน่ารัก จนไก่ทุกตัวต้องยอมให้เจ้าจระเข้ตัวน้อยเข้ามาอยู่ร่วมฝูงด้วย

เจ้าจระเข้ตัวน้อยรักแม่ไก่มาก มันจึงเชื่อฟังและทำตามที่แม่ไก่สอนทุกอย่าง ฝ่ายแม่ไก่เองก็รักเจ้าจระเข้มาก มันจึงพร่ำสอนสิ่งดี ๆ ให้แก่เจ้าจระเข้ตัวน้อยอย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย

แม้เจ้าจระเข้ตัวน้อยจะเติบโตขึ้นเป็นจระเข้แสนดีสมดังที่แม่ไก่อบรมบ่มนิสัย แต่ไก่ทั้งหลายก็ยังคงมีอคติต่อเจ้าจระเข้อย่างไม่แปรเปลี่ยน และยิ่งเจ้าจระเข้เติบโตมากขึ้นเท่าไร พวกไก่ก็ยิ่งหวาดกลัวเจ้าจระเข้มากขึ้นเท่านั้น จนท้ายที่สุด เจ้าจระเข้ก็เริ่มท้อและตัดสินใจขอแยกไปอยู่ในหนองน้ำตามลำพัง เพื่อให้แม่ไก่ได้กลับไปอยู่กับเพื่อน ๆ และเพื่อให้ไก่ทั้งหลายไม่ต้องหวาดระแวงมันอีกต่อไป

แม่ไก่เสียใจมากที่ไก่ตัวอื่น ๆ ไม่ยอมรับเจ้าจระเข้ดังที่มันหวังเอาไว้ อย่างไรก็ตาม แม้แม่ไก่จะกลับมาอยู่ร่วมกับไก่ตัวอื่น ๆ แล้ว แต่มันก็มักจะแอบไปหาและปลอบใจเจ้าจระเข้ตัวน้อยอยู่เสมอ ๆ

จนกระทั่งวันหนึ่ง มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น เพราะในขณะที่ไก่ทุกตัวกำลังนอนหลับ จู่ ๆ สายฝน ก็เริ่มโปรยปรายลงมา และฝนก็ตกหนักมากขึ้นเรื่อย ๆ

เมื่อฝนตกหนักมาก ๆ เข้า น้ำฝนก็ท่วมพื้นดินจนไก่ทั้งหมดต้องหลบขึ้นไปอยู่ในที่สูง แต่เนื่องจากฝนตกติดต่อกันทั้งวันทั้งคืน ระดับน้ำจึงค่อย ๆ สูงขึ้น ๆ จนไก่ทั้งหลายจวนเจียนจะต้องจมอยู่ใต้น้ำ!

ในขณะที่ไก่ทุกตัวพยายามตะเกียกตะกายเอาชีวิตรอด พวกไก่กลับต้องตกใจมากขึ้นไปอีก เพราะในเสี้ยววินาทีนั้นเอง มีซุงท่อนหนึ่งถูกกระแสน้ำพัดพาให้พุ่งตรงมาทางที่พวกมันอยู่

ไก่บางตัวส่งเสียงร้องด้วยความกลัว ไก่บางตัวหลับตาปี๋ แต่เมื่อท่อนซุงลอยเข้ามาใกล้ พวกไก่ก็พากันแปลกใจ จนบางตัวถึงกับอ้าปากค้าง

ท่อนซุงที่พวกไก่เห็น…แท้จริงแล้วก็คือเจ้าจระเข้ตัวน้อยที่ตอนนี้เติบโตเป็นจระเข้ตัวใหญ่ เมื่อเจ้าจระเข้เห็นว่าพวกไก่กำลังลำบาก มันจึงตั้งใจว่ายน้ำตรงเข้ามาช่วย ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้

เมื่อไก่ทั้งหลายค่อยคลายความตกใจลงไปบ้าง เจ้าจระเข้ก็เชิญให้ไก่ทุกตัวรีบหนีน้ำขึ้นไปยืนบนหลังของมัน จากนั้น มันก็พาไก่ทั้งหมดล่องตามน้ำไปยังที่ที่ปลอดภัย

หลังฝนตก สายรุ้งก็โผล่ขึ้นมาสร้างสีสันให้แก่ท้องฟ้า ไก่ทุกตัวกล่าวขอบคุณเจ้าจระเข้ที่ช่วยให้พวกมันรอดชีวิต และทั้งหมดก็พากันขอโทษที่มองเจ้าจระเข้ผิดมาโดยตลอด

แม่ไก่ดีใจที่เจ้าจระเข้ได้รับการยอมรับจากไก่ทุก ๆ ตัว และแล้ว…เจ้าจระเข้ก็ได้อยู่ร่วมกับไก่ทั้งหลาย รวมทั้งแม่ไก่ใจดีที่มันรักมากที่สุดในโลก

#นิทานนำบุญ


Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ครอบครัวตัวแสบ

ในสมัยเด็ก ๆ แถวบ้านของผมรายล้อมไปด้วยโรงงานอุตสาหกรรมน้อยใหญ่เต็มไปหมด บ่อยครั้งที่ครอบครัวของเราต้องอดทนกับเสียงเคาะเหล็กและกลิ่นสารเคมีที่ลอยมาจากที่ไหนสักแห่งใกล้ ๆ บ้าน มลภาวะที่อยู่รอบ ๆ ตัวเป็นเรื่องที่ชวนให้อึดอัดมาก ผมไม่ชอบสิ่งที่เกิดขึ้นเลย ดังนั้น ผมจึงรวบรวมความทรงจำที่ไม่ดีเหล่านั้น มาแต่งนิทานที่มีข้อคิดเรื่องนี้ หวังว่า ผู้อ่านจะชอบนิทานเรื่องนี้นะครับ

นิทานเรื่อง ครอบครัวตัวแสบ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหมู่บ้านแห่งหนึ่งเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ผู้คนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน  ด้วยเหตุนี้  ชาวบ้านทุกคนในหมู่บ้านจึงมีชีวิตความเป็นอยู่ที่สงบสุขมาโดยตลอด  

วันหนึ่ง  มีพ่อมดแปลกหน้าพาครอบครัวมาขอซื้อที่ดินเพื่อพำนักพักอาศัยในหมู่บ้าน  เมื่อชาวบ้านเห็นว่าพ่อมดกับภรรยามีลูกเล็ก ๆ หลายคน  ชาวบ้านจึงสงสารและยอมแบ่งขายที่ดินให้ 

หลังจากที่พ่อมดย้ายเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านได้ไม่นาน ครอบครัวของพ่อมดก็สร้างปัญหาจนชาวบ้านอยู่กันไม่เป็นสุข 

เริ่มจากพ่อมดที่ตั้งหน้าตั้งตาต้มยาในหม้อใบใหญ่แล้วปล่อยให้ควันไฟกับกลิ่นของยาลึกลับเหม็นคลุ้งฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งหมู่บ้าน ส่วนภรรยาของพ่อมดก็ชอบเอาขยะไปทิ้งที่หน้าบ้านของคนอื่นหรือไม่ก็สุมซากจิ้งจก, ตุ๊กแก, งู, หนู,  ค้างคาว ฯลฯ เอาไว้ที่หน้าบ้านของตัวเอง จนกองขยะหน้าบ้านของนางกลายเป็นแหล่งรวมเชื้อโรคสารพัดชนิด  ฝ่ายเด็ก ๆ ลูกของพ่อมดก็เอาแต่ทะเลาะด่าทอกัน รวมทั้งส่งเสียงกรีดร้องดังลั่นทั้งวันทั้งคืนทำให้ชาวบ้านเดือนร้อนกันไปทั่ว

เวลาผ่านไปหลายสัปดาห์  ชาวบ้านต่างพยายามอดทนต่อพฤติกรรมของครอบครัวพ่อมด จนพวกเขาทนต่อไปอีกไม่ไหว   ชาวบ้านทั้งหลายจึงตัดสินใจตักเตือนครอบครัวของพ่อมดและขอร้องให้พวกเขาเลิกการกระทำที่ไม่เหมาะสมต่าง ๆ เสีย

ครั้นเมื่อพ่อมด, ภรรยาและลูก ๆ ได้ฟังถ้อยคำของเหล่าชาวบ้าน  แทนที่ครอบครัวพ่อมดจะสำนึกผิด  พวกเขากลับโกรธชาวบ้านที่มาวุ่นวายกับชีวิตของพวกเขา  พ่อมดบอกกับชาวบ้านว่า ในเมื่อเขาซื้อที่ดินและปลูกบ้านอย่างถูกต้อง  ดังนั้น เขาจึงมีสิทธิ์ทำอะไรที่บ้านของเขาก็ได้โดยไม่ต้องสนใจใคร ๆ อีก   

ชาวบ้านต่างระอาใจในความเห็นแก่ตัวของพ่อมดเป็นอย่างยิ่ง  เมื่อครอบครัวของพ่อมดยังคงจงใจทำเรื่องน่ารังเกียจต่อไปอย่างไม่หยุดหย่อน  ไม่นานนัก  ชาวบ้านผู้แสนดีทั้งหลายจึงจำใจประกาศขายบ้านและที่ดินของตัวเอง  แล้วแยกย้ายไปหาที่อยู่ใหม่ในหมู่บ้านอื่น ๆ กันจนหมด

หลังจากที่ชาวบ้านย้ายออกไปจากหมู่บ้านจนไม่เหลือแม้แต่ครอบครัวเดียว  ครอบครัวพ่อมดจึงจัดงานฉลองความร้ายกาจของตนเองอย่างสนุกสนาน  พ่อมดดีใจที่ชาวบ้านเรื่องมากทั้งหลายทนอยู่ในหมู่บ้านต่อไปไม่ไหว  และแล้ว…ครอบครัวสุดแสบของเขาก็เหมือนกับได้เป็นเจ้าของหมู่บ้านไปโดยปริยาย

หนึ่งเดือนหลังจากนั้น  ครอบครัวของพ่อมดเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้นในหมู่บ้าน เพราะจู่ ๆ บ้านที่ชาวบ้านประกาศขายก็ถูกซื้อและรื้อถอนไปทีละหลัง  แล้วโรงงานน้อยใหญ่ก็ค่อย ๆ ผุดขึ้นมาแทนที่

เมื่อโรงงานต่าง ๆ เริ่มเดินเครื่องจักร  โรงงานเหล่านั้นก็ปล่อยควันพิษสีดำปิ๊ดปี๋ออกมาจนคละคลุ้งไปหมด นอกจากนี้  เสียงเครื่องจักรทำงานยังทำให้ครอบครัวของพ่อมดรำคาญจนอยู่กันอย่างไม่เป็นสุข  หนำซ้ำ…โรงงานทั้งหลายยังเอาขยะมากองสุม ๆ จนเป็นแหล่งรวมของหนู, แมลงวันและเชื้อโรคสารพัดชนิด

พ่อมดโมโหพวกเจ้าของโรงงานมาก  แต่เมื่อพ่อมดไปโวยวายให้เจ้าของโรงงานหยุดสร้างความรำคาญ  เจ้าของโรงงานทั้งหลายกลับตอบพ่อมดว่า ในเมื่อพวกเขาซื้อที่ดินและสร้างโรงงานอย่างถูกต้อง  ดังนั้น พวกเขาจึงมีสิทธิ์ทำอะไรที่โรงงานของพวกเขาก็ได้โดยไม่ต้องสนใจใคร ๆ อีก   

พ่อมดถึงกับหน้าชาเมื่อได้ฟังคำตอบเหล่านั้น  เพราะคำพูดของเจ้าของโรงงานเป็นคำพูดที่เขาเคยพูดกับชาวบ้านเมื่อครั้งที่ชาวบ้านมาขอให้เขาเลิกก่อความรำคาญนั่นเอง

พ่อมดเพิ่งตระหนักว่าเวรกรรมนั้นมีจริง แถมยังตามมาสนองได้เร็วอย่างไม่น่าเชื่อ 

แม้พ่อมดจะรู้สึกสำนึกผิด   แต่เมื่อเขาพยายามไปขอซื้อที่ดินผืนใหม่ในหมู่บ้านอื่น ๆ เพื่อย้ายบ้านหนีจากโรงงานทั้งหลาย  ชาวบ้านในหมู่บ้านต่าง ๆ กลับพากันปฏิเสธเพราะเกรงว่าครอบครัวตัวแสบของพ่อมดจะเข้าไปสร้างความเดือดร้อนให้แก่พวกเขาอีก  

ในที่สุด ครอบครัวของพ่อมดจึงจำใจต้องกลับมาทนรับกรรมอยู่ในหมู่บ้านแห่งเดิมโดยพวกเขาต้องผจญกับควันพิษ, เสียงรบกวนและขยะที่เน่าเหม็นต่อไปอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง

#นิทานนำบุญ

…………………………………

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

เปลือกกับเมล็ด

นิทานก่อนนอนเรื่อง “เปลือกกับเมล็ด” เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ตั้งใจแต่งเป็นนิทานภาคต่อ ของนิทานไทยพื้นบ้านที่ชื่อ “ตาอินกับตานา” แต่การแต่งนิทานภาคต่อจากนิทานไทยพื้นบ้านไม่ใช่เรื่องง่ายเลย หวังว่านิทานเรื่องนี้คงถูกใจคุณผู้อ่านบ้างนะครับ

นิทานเรื่อง เปลือกกับเมล็ด

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กน้อยคู่หนึ่งเป็นเพื่อนสนิทที่คุ้นเคยกันมาตั้งแต่ยังแบเบาะ พวกเขาเกิดในวันเดียวกัน เดือนเดียวกันและปีเดียวกัน  มิหนำซ้ำ คุณตาของพวกเขายังเป็นสหายที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาเสียอีก  ด้วยเหตุนี้  เจ้าหนูทั้งสองคนจึงสนิทสนมกลมเกลียวกันจนใคร ๆ ต่างก็รู้กันไปทั่ว

วันหนึ่ง  เด็กทั้งสองพากันออกไปเที่ยวเล่นในป่าดังเช่นที่เคยเป็น  แต่เมื่อทั้งคู่วิ่งลัดเลาะไปใกล้ ๆ กับแม่น้ำ   พวกเขาก็ได้ยินเสียงใครบางคนร้องเรียกให้ช่วย  เมื่อเด็กน้อยมองไปยังแม่น้ำ  พวกเขาก็เห็นภูตตัวจิ๋วกำลังกระเสือกกระสนต่อสู้กับกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก   เด็กทั้งสองรู้ดีว่า หากพวกเขาไม่ช่วยเจ้าภูตเอาไว้  ภูตตัวจิ๋วก็คงจะต้องจมลงไปนอนอยู่ที่ก้นของแม่น้ำเป็นแน่   ดังนั้น เด็กทั้งสองจึงพร้อมใจกันกระโดดลงไปช่วยภูตน้อยโดยไม่คิดถึงอันตรายที่รออยู่เบื้องหน้า

เมื่อเด็กทั้งสองช่วยชีวิตภูตตัวจิ๋วขึ้นมาจากน้ำได้สำเร็จ   ภูตตัวจิ๋วจึงมอบผลไม้สายรุ้งซึ่งเป็นผลไม้ของชาวภูตให้แก่เด็กน้อยทั้งสองเพื่อเป็นรางวัลแห่งความกล้าหาญ   ผลไม้สายรุ้งหนึ่งพวงจะประกอบไปด้วยผลสายรุ้งเจ็ดผล  โดยแต่ละผลจะมีรสชาติและสีสันแตกต่างกันไปตามสีของสายรุ้ง   เมื่อภูตตัวจิ๋วมอบผลไม้สายรุ้งให้แก่เด็กทั้งสองแล้ว  เจ้าภูตน้อยก็ขยับปีกบางใส แล้วบินหายลับไปสู่ดินแดนที่แสนลึกลับ

ทันทีที่ภูตน้อยบินจากไป  เด็กทั้งสองก็จัดแจงแบ่งผลไม้สายรุ้งกัน โดยทั้งคู่พยายามที่จะไม่ให้ใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบ  เด็กทั้งสองจ้องมองผลไม้ตาไม่กระพริบ   ผลไม้สายรุ้งแต่ละสีล้วนแล้วแต่น่าลิ้มลองด้วยกันทั้งนั้น   มิหนำซ้ำ  มันยังไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ที่จะแบ่งผลไม้เจ็ดผลให้แก่คนสองคนโดยไม่เหลือเศษ  และด้วยความยากลำบากในการแบ่งสันปันส่วนนี้เอง   ในที่สุด   การทะเลาะเบาะแว้งของเพื่อนรักทั้งสองจึงเริ่มต้นขึ้น

เมื่อเวลาผ่านไป  ความขัดแย้งของเด็กทั้งสองก็มีทีท่าว่าจะบานปลายออกไปเรื่อยๆ   จวบจนเมื่อพระอาทิตย์คล้อยต่ำ   เด็กทั้งสองจึงตัดสินใจนำผลไม้สายรุ้งกลับไปให้คุณตาของพวกเขาช่วยจัดการแบ่งสันปันส่วนให้ 

คุณตาของเด็กคนแรกมีชื่อว่า ‘ตาอิน’   ส่วนคุณตาของเด็กอีกคนมีชื่อว่า ‘ตานา’   ตาอินกับตานาเป็นเพื่อนรักที่คบหากันมาตั้งแต่สมัยยังหนุ่ม แม้ว่าตาอินกับตานาจะเป็นเพื่อนรักที่มักจะช่วยเหลือเกื้อกูลกันอยู่เสมอ แต่ครั้งหนึ่ง ทั้งคู่ก็เคยขัดแย้งแย่งปลากัน จนทำให้ชายเจ้าเล่ห์สบโอกาสใช้อุบายแย่งปลาไปกินได้อย่างหน้าตาเฉย ตาอินกับตานาได้รับบทเรียนจากการทะเลาะเบาะแว้งของพวกตน ดังนั้น เมื่อหลานของพวกเขาเกิดการขัดแย้งกันเช่นนี้ ตาอินกับตานาจึงตั้งใจที่จะมอบบทเรียนให้แก่หลานทั้งสองเช่นเดียวกับที่พวกตนเคยประสบมาก่อน

หลังจากที่ตาอินกับตานาหารือกันอยู่ครู่หนึ่ง   ในที่สุด ชายชราทั้งสองคนก็ตัดสินใจแบ่งผลไม้สายรุ้งออกเป็นสามส่วน  โดยทั้งคู่ปอกเปลือกผลไม้ส่งให้หลานของตาอิน แล้วแยกเมล็ดของผลไม้มอบให้หลานของตานา   จากนั้น  พวกเขาก็แกล้งเก็บเนื้อของผลไม้ใส่จานเอาไว้เอง โดยบอกกับหลาน ๆ ว่า  มันเป็นค่าตอบแทนของตาทั้งสองสำหรับการแบ่งสันปันส่วนในครั้งนี้

เมื่อเด็ก ๆ ทราบวิธีการแบ่งผลไม้สายรุ้งของคุณตา  พวกเขาก็พากันโวยวายและหาว่าการแบ่งผลไม้ของตาอินกับตานาไม่มีความเป็นธรรมเลยสักนิด  แต่ตาอินกับตานาก็ยังคงยืนกรานว่ามันเป็นการจัดแบ่งที่เหมาะสมที่สุดแล้ว  เพราะในขณะที่หลานของตาอินไม่อยากได้เปลือกผลไม้  หลานของตานาก็ไม่ต้องการเมล็ดผลไม้ด้วยเช่นกัน  ดังนั้น  เมื่อต่างฝ่ายต่างไม่พอใจกับส่วนแบ่งที่ตนได้รับ  การแบ่งสรรปันส่วนในครั้งนี้จึงถือได้ว่ายุติธรรมมากที่สุด

เด็กทั้งสองต่างจนด้วยคำพูด    และหลังจากนั้น  ตาอินกับตานาก็เอ่ยปากสอนหลานทั้งสองคนว่า  แม้เปลือกกับเมล็ดของผลไม้ที่หลานทั้งสองได้รับไปอาจจะดูไม่มีค่า  แต่หากหลานทั้งสองลองใช้ความคิดร่วมกันและสมัครสมานสามัคคีกันดังเช่นในวันก่อน ๆ   อีกไม่นาน  หลานทั้งสองก็จะได้ลองลิ้มชิมรสชาติของผลไม้สายรุ้งนี้อย่างไม่มีทางเป็นอื่นไปได้

เมื่อเด็กน้อยได้ฟังถ้อยคำของคุณตาสุดที่รัก  ทั้งคู่ก็หันหน้าเข้าหากันและช่วยกันคิดหาวิธีทำเปลือกและเมล็ดที่ได้รับให้กลายเป็นผลไม้สายรุ้งขึ้นมาอีกครั้ง   เด็กน้อยไตร่ตรองกันอยู่ครู่ใหญ่  และแล้ว…เด็กทั้งสองคนก็เข้าใจความหมายที่คุณตาตั้งใจจะบอกพวกเขา

เด็กทั้งสองคนก้มกราบคุณตาที่ท่านกรุณาให้บทเรียนอันล้ำค่า   จากนั้น  ทั้งคู่ก็นำเมล็ดของผลไม้สายรุ้งไปปลูกที่สวนหลังบ้าน  โดยใช้เปลือกผลไม้ที่ได้รับเป็นปุ๋ยในการบำรุงเมล็ดพันธุ์ให้งอกงามแข็งแรง  

เด็กทั้งสองเฝ้าดูแลต้นไม้ของพวกเขาทุก ๆ วัน   ในที่สุด  ต้นไม้แห่งมิตรภาพของพวกเขาก็ค่อย ๆ เติบโตขึ้น  พร้อมกับผลิดอกออกผลให้เด็กทั้งสองได้ลิ้มลองรสชาติอันแสนวิเศษของมันอย่างเต็มอิ่ม   เด็กทั้งสองคนดีใจที่ได้ชิมรสชาติของผลไม้สายรุ้งทั้งเจ็ดสี แต่ที่เหนือไปกว่านั้น…. พวกเขามีความสุขมากที่ได้รับบทเรียนครั้งสำคัญ ซึ่งจะทำให้ความเป็นเพื่อนของพวกเขามั่นคงและแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นกว่าเดิมนับล้าน ๆ เท่า  

และนับจากเหตุการณ์ในคราวนั้นเป็นต้นมา  เพื่อนรักทั้งสองก็ไม่เคยทะเลาะเบาะแว้งกันอีกเลยแม้สักครั้ง

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ติ๊ดตี่…นางฟ้านักคิด

นิทานก่อนนอนเรื่อง “ติ๊ดตี่…นางฟ้านักคิด” เป็นนิทานเกี่ยวกับการใช้ความคิดในการแก้ปัญหา ซึ่งถือว่าเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของนิทานนำบุญ นิทานในลักษณะนี้มีประโยชน์มากในแง่การสร้างทัศนคติที่ถูกต้องให้แก่เด็ก ๆ ผมในฐานะผู้แต่งนิทานหวังว่านิทานเรื่องนี้จะให้ทั้งความสนุกและประโยชน์แก่ผู้อ่านทุกคนนะครับ

นิทานเรื่อง ติ๊ดตี่…นางฟ้านักคิด

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีนางฟ้าฝึกหัดองค์หนึ่งชื่อว่า”ติ๊ดตี่”   ติ๊ดตี่เรียนวิชาเวทมนตร์มาหลายปี  พอใกล้เรียนจบ คุณครูนางฟ้าจึงขอทดสอบติ๊ดตี่ด้วยการให้ติ๊ดตี่ออกเดินทางไปช่วยเหลือผู้คนให้ได้อย่างน้อย 3 คน โดยมีข้อแม้คือ…ห้ามใช้เวทมนตร์ใด ๆ ในการช่วยเหลือผู้คนเหล่านั้นเป็นอันขาด

ติ๊ดตี่แปลกใจและคิดว่าคุณครูอาจพูดผิด  เพราะนางฟ้ากับการใช้เวทมนตร์เป็นของคู่กัน แต่เมื่อคุณครูยืนยันตามที่พูด  ติ๊ดตี่จึงต้องทำตามคำของคุณครูอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

วันรุ่งขึ้น  ติ๊ดตี่ออกเดินทางจนได้พบเด็กชายคนหนึ่งนั่งร้องไห้อยู่กับน้องตัวเล็ก ๆ ของเขา   เมื่อติ๊ดตี่ซักถาม  เด็กคนพี่จึงบอกติ๊ดตี่ว่า  เขากับน้องเป็นเด็กกำพร้า  วันนี้เป็นวันเกิดของน้อง ตัวเขาในฐานะพี่ชายจึงอยากหาขนมเค้กมาฉลองวันเกิดให้  แต่เขามีเงินน้อย ไม่พอซื้อขนมเค้ก  เขาจึงร้องไห้เพราะเสียใจที่ทำให้น้องมีความสุขไม่ได้ 

เมื่อติ๊ดตี่ได้ฟัง  เธอก็เห็นใจเด็กน้อยสองพี่น้องมาก  แม้เธอจะใช้เวทมนตร์ช่วยเหลือเด็กทั้งสองไม่ได้  แต่เธอมีใจอยากช่วยพวกเขาจริง ๆ  ติ๊ดตี่จึงลองคิด…คิด…แล้วก็คิด  ในที่สุด  เธอก็เกิดความคิดดี ๆ ขึ้นในใจ

ติ๊ดตี่บอกเล่าสิ่งที่คิดให้เด็กน้อยคนพี่ฟัง โดยเธอบอกให้เขาเอาเงินไปซื้อขนมปังมาปิ้ง ทาเนย  ราดน้ำผึ้ง จากนั้น ให้วางขนมปังซ้อนกันเป็นชั้น ๆ แล้วปักเทียนลงไปที่ด้านบน เพื่อเปลี่ยนขนมปังให้กลายเป็นขนมฉลองวันเกิดที่ไม่มีใครเหมือน  เด็กน้อยชอบความคิดของติ๊ดตี่มาก  เขาจึงขอบคุณติ๊ดตี่แล้วรีบทำตามคำแนะนำอย่างไม่รอช้า 

เมื่อติ๊ดตี่ช่วยสองพี่น้องได้สำเร็จ  เธอก็เดินทางต่อจนเจอชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งหน้าเศร้าอยู่ใต้ต้นไม้   หลังจากที่ได้พูดคุยสอบถาม  ติ๊ดตี่ก็พบว่า  ชายหนุ่มคนนี้แอบไปหลงรักหญิงสาวสูงศักดิ์เข้า  ชายหนุ่มอยากมอบดอกไม้ให้เธอสักช่อ  แต่ดอกไม้ตามร้านมีราคาแพงมาก เขาจึงมีเงินไม่พอที่จะซื้อดอกไม้ไปให้  แม้ติ๊ดตี่จะใช้เวทมนตร์เสกดอกไม้ให้ชายหนุ่มไม่ได้  แต่เธอก็มีใจอยากช่วยเขาจริง ๆ  ติ๊ดตี่จึงลองคิด…คิด…แล้วก็คิด  ในที่สุด  เธอก็เกิดความคิดดี ๆ ขึ้นในใจ

ติ๊ดตี่เสนอสิ่งที่คิด โดยแนะนำให้ชายหนุ่มลองเก็บดอกไม้ข้างทางและดอกไม้ริมรั้วที่ผู้คนมองข้ามมาจัดให้กลายเป็นช่อดอกไม้ที่สวยงามไม่ซ้ำใคร  เมื่อชายหนุ่มได้ฟัง  เขาจึงลองทำตามและจัดดอกไม้เหล่านั้นจนได้ช่อดอกไม้ที่ดูสวยงามและแปลกตาเป็นพิเศษ  ชายหนุ่มขอบคุณติ๊ดตี่ที่ให้คำแนะนำอันมีค่า  จากนั้น เขาก็รีบนำช่อดอกไม้ไปมอบให้หญิงสาวที่เขาหลงรักทันที

เมื่อติ๊ดตี่ช่วยเหลือชายหนุ่มได้สำเร็จ  เธอก็เดินทางต่อจนพบตายายสองคนที่มีแผงขายของเล็ก ๆ อยู่ริมทาง  คุณตากับคุณยายดูมีสีหน้าเศร้าหมอง เพราะทั้งคู่มีเงินน้อยจึงไม่มีทุนรอนหาของที่น่าสนใจมาขาย  แม้ติ๊ดตี่จะใช้เวทมนตร์เสกข้าวของมาให้คุณตากับคุณยายขายไม่ได้  แต่เธอก็อยากช่วยท่านทั้งสองจริง ๆ    ติ๊ดตี่จึงลองคิด…คิด…แล้วก็คิด  ในที่สุด  เธอก็เกิดความคิดดี ๆ ขึ้นในใจ

ติ๊ดตี่ทดลองทำตามสิ่งที่เธอคิด โดยนำเศษไม้และวัสดุธรรมชาติที่หาได้ทั่วไปมาประกอบเป็นรูปร่าง, ทากาวและทำให้มันกลายเป็นตุ๊กตาที่ระลึกเพื่อขายให้แก่นักท่องเที่ยว  เมื่อคุณตากับคุณยายเห็นตุ๊กตาของติ๊ดตี่  ทั้งคู่ก็ชอบใจมาก  คุณตากับคุณยายจึงขอนำความคิดของติ๊ดตี่ไปใช้ทำตุ๊กตาน่ารัก ๆ จากวัสดุธรรมชาติออกมาวางขายบ้าง

ติ๊ดตี่มีความสุขที่เธอช่วยใคร ๆ ได้โดยไม่ต้องใช้เวทมนตร์เลยแม้สักนิด  ทันใดนั้นเอง ติ๊ดตี่ก็เข้าใจว่า  เพราะเหตุใดคุณครูจึงให้เธอลองช่วยเหลือผู้คนโดยไม่ให้ใช้เวทมนตร์ที่ได้ร่ำเรียนมา

จริง ๆ แล้ว  การช่วยเหลือผู้คนนั้น  แม้ไม่มีเวทมนตร์  แต่หากเรามีใจและรู้จักใช้ความคิด  เราก็สามารถช่วยเหลือคนทุกคนให้มีความสุขได้เสมอ 

เมื่อติ๊ดตี่กลับไปหาคุณครูนางฟ้า  คุณครูก็ยิ้มต้อนรับนักเรียนคนเก่งของท่านแล้วให้ติ๊ดตี่สอบผ่านได้เป็นนางฟ้าอย่างสมบูรณ์แบบ 

ติ๊ดตี่ดีใจมากที่ได้เป็นนางฟ้าจริง ๆ สมดังที่ตั้งใจเอาไว้  ในขณะเดียวกัน  เธอก็สัญญากับตัวเองว่า  เธอจะพยายามใช้ทั้งเวทมนตร์ที่ได้ร่ำเรียนมาและใช้สติปัญญาที่มีอยู่  คิดหาวิธีช่วย เหลือผู้คนทั้งหลายให้มีความสุขมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ 

#นิทานนำบุญ

Posted in นิทานกริมม์, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

หมาป่ากับลูกแพะทั้งเจ็ดตัว | นิทานเด็กจากพี่น้องกริมม์ | นิทานนำบุญ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีแม่แพะตัวหนึ่ง มีลูกมากถึง 7 ตัว  

วันหนึ่ง แม่แพะบอกกับลูก ๆ ว่า “ลูกจ๋า ลูกจ๋า แม่จะเข้าป่าไปหาอาหาร พวกหนูอยู่เฝ้าบ้าน  ต้องระวังหมาป่าให้ดี  หมาป่าชอบปลอมตัวมาจับเด็ก ๆ กิน  ถ้ามีใครเสียงห้าว แหบแห้ง และมีเท้าดำปิ๊ดปี๋มาเคาะประตู  นั่นล่ะ…คือหมาป่าที่ปลอมตัวมา”  

เมื่อได้ฟังคำเตือนของแม่  ลูกแพะทั้งเจ็ดก็ตอบว่า “แม่จ๋า แม่จ๋า ไม่ต้องห่วงนะ พวกเราทั้งเจ็ดจะช่วยกันระวังตัวให้ดีที่สุด” 

เมื่อแม่แพะได้ฟัง แม่แพะก็สบายใจ  จากนั้น  นางก็ออกเดินทางเข้าไปในป่า 

ในเวลาต่อมา มีเสียงคนมาเคาะประตูหน้าบ้าน พร้อมกับส่งเสียงร้องว่า

“ก๊อก ก๊อก ก๊อก  เปิดประตู

เปิดออกดู  ว่าแม่มา 

เหนื่อยจะตาย แล้วนี่นา 

ลูกลูกรีบมา เปิดประตูไวไว”

เมื่อลูกแพะได้ฟังเสียงของคุณแม่ตัวปลอม ลูกแพะทั้งเจ็ดก็จับได้ว่า เสียงนั้นน่าจะเป็นเสียงของหมาป่า เพราะมันทั้งห้าว ทั้งแหบแห้ง  ลูกแพะจึงตอบกลับไปว่า 

“ล็อก ล็อก ล็อก ปิดประตู 

ไม่ต้องดู ก็รู้ว่าใคร 

เสียงแหบห้าว หมาป่านั่นไง 

พวกเราพร้อมใจ ใส่กลอนประตู”

ลูกแพะร้องต่อไปว่า “เสียงของแม่ทั้งสดใสและอ่อนโยน ไม่ใช่เสียงห้าว ๆ แหบแห้งแบบนี้  ไปเถอะไป ไปซะไปสิ ไปให้ไกล ๆ เจ้าหมาป่า”

หมาป่าโมโหที่ถูกลูกแพะไล่  มันจึงไปหาน้ำผึ้งผสมมะนาวมากิน  เพื่อทำให้เสียงใสขึ้นจากนั้น  มันก็กลับมาที่บ้านของลูกแพะ แล้วเคาะประตูพร้อมกับดัดเสียงร้องว่า

“ก๊อก ก๊อก ก๊อก  เปิดประตู

เปิดออกดู  ว่าแม่มา 

มีของกิน ล้นเหลือคณา 

ลูกลูกรีบมา เปิดประตูไวไว”

ในขณะที่ร้องเรียก หมาป่าบังเอิญยกขาเกาะที่หน้าต่าง  ทำให้ลูกแพะเห็นเท้าสีดำปิ๊ดปี๋ของมัน  ลูกแพะจึงตอบว่า

“ล็อก ล็อก ล็อก ปิดประตู 

ไม่ต้องดู ก็รู้ว่าใคร 

เท้าดำหนักหนา หมาป่านั่นไง 

พวกเราพร้อมใจ ใส่กลอนประตู”

เมื่อลูกแพะจับได้  หมาป่าจึงวิ่งไปที่ร้านขนมปัง แล้วขโมยแป้งมาโรยที่เท้าจนหนาเตอะ   จากนั้น  มันก็เดินกลับไปที่บ้านของลูกแพะอีกครั้ง แล้วร้องเรียกลูกแพะทั้งเจ็ดว่า

“ก๊อก ก๊อก ก๊อก  เปิดประตู

เปิดออกดู  ว่าแม่มา 

มีของกิน ล้นเหลือคณา 

ลูกลูกรีบมา เปิดประตูไวไว”

ลูกแพะเริ่มหิวและคิดว่าแม่แพะน่าจะกลับมาแล้วจึงพูดว่า “ลองยกเท้าขึ้นมาให้ดูหน่อยพวกเราจะได้รู้ว่าเป็นคุณแม่ตัวจริงหรือเปล่า”  หมาป่าจึงยกเท้าเกาะที่หน้าต่าง  ซึ่งเมื่อลูกแพะเห็นเท้าสีขาว  ลูกแพะจึงหลงกลและเปิดประตูให้  แต่ทันทีที่ประตูเปิด  หมาป่าก็กระโจนเข้ามาในบ้าน ทำให้ลูกแพะแตกกระเจิงต้องวิ่งหาที่ซ่อนตัวกันอย่างจ้าละหวั่น  

ลูกแพะบางตัวหนีไปซ่อนใต้โต๊ะ  บางตัวไปหลบใต้เตียง  บางตัวแอบไปอยู่ในเตาผิง  บางตัววิ่งไปซ่อนในห้องครัว  บางตัวรีบหนีไปอยู่ในตู้  บางตัวหนีไปอยู่ใต้อ่างล้างหน้า  ส่วนลูกแพะตัวสุดท้องน้องสุดท้ายหนีไปอยู่ในตู้นาฬิกา

หมาป่าพยายามตามหาลูกแพะทีละตัว  พอเจอลูกแพะตัวไหน มันก็จะจับลูกแพะตัวนั้นกินก่อน  หมาป่าจับลูกแพะกินได้ 6 ตัว  เหลือแต่ลูกแพะตัวสุดท้องเพียงตัวเดียวที่รอดเพราะหมาป่าหาไม่เจอ

เมื่อหมาป่ากินลูกแพะทั้ง 6 ตัวจนหนังท้องตึง  หนังตาของมันก็หย่อน  มันจึงเดินออกไปจากบ้านจนถึงทุ่งหญ้าที่ไม่ไกลนัก จากนั้น มันก็เผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว

หลังจากนั้นไม่นาน แม่แพะก็กลับมาถึงบ้าน  เมื่อแม่แพะเห็นประตูเปิดอยู่ และข้าวของในบ้านกระจุยกระจายระเนระนาด แม่แพะก็เดาได้ว่าลูก ๆ คงโดนหมาป่าหลอกให้เปิดประตูและอาจถูกหมาป่าจับกินจนหมด แม่แพะใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัว แต่แม่แพะไม่ยอมหมดหวัง  นางจึงเดินเข้าไปสำรวจภายในบ้านเผื่อว่าเหตุการณ์จะไม่เป็นอย่างที่นางคิด

เมื่อแม่แพะเดินมาถึงนาฬิกาที่ลูกแพะตัวสุดท้องซ่อนอยู่ แม่แพะก็ได้ยินเสียงพูดอันสั่นเครือของลูกแพะดังขึ้นว่า “แม่จ๋า แม่จ๋า หนูซ่อนอยู่ในนาฬิกานี่จ้ะ” 

เมื่อแม่แพะอุ้มลูกแพะออกจากนาฬิกา  ลูกแพะก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้แม่แพะฟัง  เมื่อได้ฟังเรื่องทั้งหมดแล้ว แม่แพะซึ่งรักลูก ๆ มาก จึงบอกตัวเองว่า  “ในโลกนิทาน อะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้เสมอ”  ดังนั้น แม่แพะจึงฮึดสู้ แล้วเดินออกไปนอกบ้าน เพื่อตามหาหมาป่าที่บังอาจมากินลูก ๆ ของนาง

เมื่อแม่แพะกับลูกน้อยตามหมาป่ามาถึงทุ่งหญ้า  พวกมันก็เห็นหมาป่านอนกรนอยู่  แม่แพะค่อย ๆ ย่องไปดูที่ท้องของหมาป่าที่บวมเป่งแทบปริเพราะอุตริกินลูกแพะเข้าไปถึง 6 ตัว แม่แพะจ้องมองอย่างพินิจพิเคราะห์  นางเห็นว่าท้องของหมาป่ามีอะไรกระดุกกระดิกอยู่ข้างใน  และแล้ว  แม่แพะก็อุทานออกมาว่า  “อุเหม่ ลูก ๆ ของฉันที่ถูกหมาป่ากินเข้าไป ยังคงมีชีวิตอยู่นี่นา  นี่มันคือความมหัศจรรย์ของโลกนิทานชัด ๆ” 

เมื่อเห็นดังนั้น  แม่แพะจึงใช้กรรไกรจัดแจงผ่าท้องหมาป่า ซึ่งหลังจากคุณแม่ผ่าได้ไม่ทันไร  ลูกแพะก็กระโจนออกมาจากท้องหมาป่าทีละตัว ทีละตัว ลูกแพะตัวสุดท้องจึงรำพึงว่า “อุเหม่  นี่มันคือความมหัศจรรย์ของโลกนิทานชัด ๆ”

หลังจากที่ลูกแพะทั้ง 6 ตัวกระโจนออกมาจากท้องของหมาป่าจนครบ โดยที่ทุกตัว ไม่ได้รับบาดเจ็บเลย  เพราะหมาป่ากลืนลูกแพะข้าไปทั้งตัวโดยไม่ได้เคี้ยว  แม่แพะและลูกแพะทุกตัวต่างดีใจที่ได้อยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้ง  แต่ก่อนที่เรื่องราวทั้งหมดจะจบลง  แม่แพะบอกกับลูกแพะว่า  “บางที หมาป่าอาจไม่รู้ว่าพวกเราอยู่ในโลกนิทาน ดังนั้น เพื่อหลอกหมาป่าให้มันไม่สงสัย เราจะต้องหาหินมาใส่เข้าไปท้องหมาป่าก่อนที่มันจะตื่น” 

เมื่อแม่แพะพูดจบ ลูกแพะก็แยกย้ายกันไปหาก้อนหินมาใส่ในท้องของหมาป่า  เมื่อลูกแพะยัดก้อนหินไปจนเต็มท้อง  แม่แพะก็รีบเย็บท้องหมาป่าด้วยการสอยซ่อนด้ายจนแทบไม่เหลือร่องรอยให้หมาป่าสังเกตเห็น จากนั้น  แม่แพะก็พาลูกแพะทั้งเจ็ดกลับบ้านทันที

เมื่อหมาป่าตื่นนอน  มันก็กระหายน้ำ  มันจึงเดินไปที่บ่อน้ำ พลางรำพึงว่า “การกินลูกแพะนี่มันทำให้อิ่มนานดีจัง” 

แต่เมื่อหมาป่าเดินไปถึงบ่อน้ำแล้วก้มลงดื่มน้ำ  ก้อนหินในท้องหมาป่าก็ถ่วงให้หมาป่าเสียหลัก จากนั้น มันก็ตกลงไปในบ่อน้ำ และไม่เคยมีใครได้ยินเรื่องราวของมันอีก

ลูกแพะทุกตัวที่มองดูเหตุการณ์อยู่จึงรำพึงออกมาพร้อม ๆ กันว่า “อุเหม่  นี่มันคือความมหัศจรรย์ของโลกนิทานชัด ๆ”

ในที่สุด “นิทาน” เรื่อง “หมาป่ากับลูกแพะทั้งเจ็ดตัว” ก็จบลงด้วยดี

“ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้”

  • อย่าไว้ใจคนแปลกหน้า
  • ฟังคำเตือนของผู้ใหญ่
  • ความกล้าหาญและไหวพริบช่วยให้เอาตัวรอดได้
  • การช่วยเหลือกันในครอบครัวคือพลังที่สำคัญ

#นิทานกริมส์

…………………………..

ลูกแพะเจ็ดตัวเล่นกันในบ้าน หมาป่าแอบมองผ่านหน้าต่าง ภาพในนิทานเรื่องหมาป่ากับลูกแพะทั้งเจ็ดตัว
Posted in #นิทานนานาชาติ, #นิทานเจ้าหญิง, นิทานก่อนนอน

นิทานเจ้าหญิงสโนว์ไวต์ (Snow White) | นิทานเด็กอมตะจากยุโรป | นิทานนำบุญ

“เจ้าหญิงสโนว์ไวต์” (Snow White) เป็นนิทานพื้นบ้านจากยุโรปที่โด่งดังไปทั่วโลก โดยเฉพาะในฉบับของพี่น้องกริมม์แห่งเยอรมนี เรื่องราวของเจ้าหญิงผู้มีจิตใจงดงามกับกระจกวิเศษและแอปเปิ้ลต้องสาปนี้ ถูกนำมาดัดแปลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งในรูปแบบภาพยนตร์ การ์ตูน และหนังสือสำหรับเด็ก

หากคุณกำลังมองหา “นิทานสำหรับเด็กที่อ่านที่น่าประทับใจ” นิทานเรื่องนี้คือหนึ่งในนิทานคลาสสิกที่ไม่ควรพลาดเลยจริง ๆ

มาอ่านนิทานเรื่อง “สโนว์ไวต์” กันเถอะ…

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีเจ้าหญิงองค์หนึ่งชื่อว่า “สโนว์ไวต์”   สโนว์ไวต์เป็นเจ้าหญิงที่สวยมาก ๆ   สวยกว่าผู้หญิงคนใด ๆ ในปฐพี  แต่นอกจากความสวยของหน้าตา  สโนว์ไวต์ยังมีนิสัยและจิตใจที่งดงามด้วย  ดังนั้น ไม่ว่าใครได้พบกับสโนว์ไวต์ ก็มักจะหลงรักสโนว์ไวต์ตั้งแต่แรกเห็น

อยู่มาวันหนึ่ง มีแม่มดใจร้ายตนหนึ่ง อยากที่จะครองอาณาจักรของพระราชา ผู้เป็นพ่อของสโนว์ไวต์  แม่มดจึงใช้ยาพิษกำจัดพระราชินี แล้วใช้ยาเสน่ห์ทำให้พระราชาหลงรักจนกระทั่งมาขอแต่งงานด้วย

เมื่อแม่มดได้กลายเป็นพระราชินีองค์ใหม่ เธอก็ผสมยาพิษอีกครั้ง โดยให้พระราชากินวันละเล็กวันละน้อย จนพระองค์ล้มป่วยและสิ้นพระชนม์

หลังจากพระราชาสิ้นพระชนม์   แม่มดใจร้ายในคราบของราชินีองค์ใหม่ จึงได้เป็นผู้ปกครองอาณาจักรอันยิ่งใหญ่สมดังที่ใจหวัง

ทันทีที่พระราชินีใจร้ายได้ครองอาณาจักร  นางก็นำเงินจากท้องพระคลังไปใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย เพื่อบำรุงปรุงโฉมของตัวเอง ให้สวยงามกว่าใคร ๆ ในปฐพี

ครั้นเมื่อพระราชินีใจร้ายรู้สึกว่าตัวเองสวยได้ที่แล้ว  นางจึงถามกระจกวิเศษประจำตระกูลของแม่มดว่า  “กระจกวิเศษบอกข้าเถิด ว่าใครงามเลิศในปฐพี”

เมื่อกระจกวิเศษได้ฟัง  กระจกวิเศษก็ตอบว่า “อ๋อใช่ ก็เจ้าหญิงสโนว์ไวท์น่ะสิ  ทั่วทั้งปฐพี ไม่มีใครงามเกิน”

คำตอบของกระจกวิเศษ ทำให้ราชินีใจร้ายโมโหมาก  ด้วยความริษยา…นางจึงสั่งให้นายพราน  พาสโนว์ไวต์เข้าไปในป่า แล้วให้จัดการกับสโนว์ไวต์  เพื่อไม่ให้เธอได้ออกมาจากป่าอีก

เมื่อนายพรานได้พบกับเจ้าหญิงมีหน้าตาสะสวย  และมีนิสัยใจคอที่งดงามอย่างสโนว์ไวต์  นายพรานก็รู้สึกผิด เกินกว่าจะปลิดชีวิตของเธอ  ด้วยเหตุนี้  นายพรานจึงตัดสินใจพาสโนว์ไวต์ ไปอาศัยอยู่ในบ้านของคนแคระทั้งเจ็ดในป่าลึก    แล้วกำชับให้คนแคระทั้งเจ็ดเพื่อนของเขา ดูแลสโนว์ไวต์ให้ดีที่สุด

สโนว์ไวต์อาศัยอยู่ในบ้านของคนแคระทั้งเจ็ดอย่างมีความสุขเป็นเวลานานหลายเดือน จนกระทั่งวันหนึ่ง  เมื่อพระราชินีใจร้ายถามกระจกวิเศษอีกครั้งหนึ่งว่า “กระจกวิเศษบอกข้าเถิด ว่าใครงามเลิศในปฐพี”

เมื่อกระจกวิเศษตอบว่า “อ๋อใช่ ก็เจ้าหญิงสโนว์ไวต์น่ะสิ  ทั่วทั้งปฐพี ไม่มีใครงามเกิน”

คำตอบของกระจกวิเศษนี่เอง ที่ทำให้ราชินีใจร้ายรู้ในทันทีว่า สโนว์ไวต์ยังคงมีชีวิตอยู่

พระราชินีใจร้ายใช้เวลาสืบอยู่สักพักก็รู้ว่า สโนว์ไวต์แอบไปอาศัยอยู่กับคนแคระทั้งเจ็ดในป่าลึก พระราชินีใจร้ายอยากกำจัดสโนว์ต์  นางจึงปรุงยาพิษที่เมื่อใครกินเข้าไปแล้ว ก็จะหลับไหลไปตลอดกาล จนกว่าจะมีใครมาจุมพิตด้วยความรัก จึงจะฟื้นขึ้นมาได้ จากนั้น พระราชินีก็นำเอายาพิษ มาเคลือบไว้ที่ผิวของแอปเปิ้ลสีแดงสด   ก่อนที่จะปลอมตัวเป็นหญิงชรา  แล้วมุ่งหน้าไปยังบ้านของคนแคระทั้งเจ็ด เพื่อทำตามแผนที่วางเอาไว้

พระราชินีในคราบของหญิงชรา เฝ้ารอจนคนแคระทั้งเจ็ดออกไปทำงานนอกบ้าน จากนั้น  นางก็ใช้มารยาเล่นบทน่าสงสาร ทำทีเป็นขอน้ำดื่มเพื่อดับกระหายจากสโนว์ไวต์ ครั้นเมื่อนางได้ดื่มน้ำแล้ว นางก็กล่าวขอบคุณ สโนว์ไวต์ พร้อมกับคะยั้นคะยอให้สโนว์ไวต์กินแอปเปิ้ลที่นางนำติดตัวมาด้วย

“เออ หลานจ๊ะ  หลานช่างมีน้ำใจกับยายเหลือเกิน  อ่ะนะ ๆ  หลานให้ยายกินน้ำ ยายก็จะให้หลานกินแอปเปิ้ลอาบยาพิษ เอ๊ย ไม่ใช่ ๆ  ยายก็จะให้หลานกินแอปเปิ้ลจากสวนของยาย  มามะ มากินแอปเปิ้ลนะจ๊ะหลานจ๋า”

ในตอนแรก สโนว์ไวต์ไม่กล้ารับแอปเปิ้ลจากหญิงชรา เพราะเธอไม่ได้อยากได้สิ่งใดตอบแทนจากหญิงชราเลย   แต่เมื่อหญิงชราคะยั้นคะยอไม่ยอมหยุด สโนว์ไวต์จึงต้องยอมกินแอปเปิ้ลเพื่อให้หญิงชราสบายใจ

อนิจจา  สโนว์ไวต์ผู้น่าสงสารไม่รู้เลยว่า แอปเปิ้ลลูกนั้นเป็นแอปเปิ้ลอาบยาพิษ  ทันทีที่สโนว์ไวต์กินแอปเปิ้ลเข้าไป เธอก็ค่อย ๆ ง่วงและก็หลับใหลไปที่สุด

เมื่อพระราชินีใจร้ายจัดการกับสโนว์ไวต์ได้สำเร็จ นางก็สบายใจ แล้วรีบหนีกลับพระราชวังไป โดยไม่เคยคิดถึงเรื่องของสโนว์ไวต์อีกเลย

ฝ่ายคนแคระทั้งเจ็ดนั้น เมื่อพวกเขากลับมาถึงบ้าน และพบร่างของสโนไวต์นอนอยู่ที่พื้น พวกเขาก็พยายามช่วยกันเรียกให้สโนว์ไวต์ตื่น แต่ไม่ว่าคนแคระทั้งเจ็ดจะทำอย่างไร สโนว์ไวต์ก็ไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นขึ้นมาได้เลย  คนแคระเสียใจมาก  พวกเขาคิดว่าสโนว์ไวต์มีสภาพแทบจะไม่ต่างจากคนตาย  แต่พวกเขาเห็นว่า พวกเขาไม่ควรฝังสโนว์ไวต์ไว้ใต้ดิน เพราะเธอยังคงหายใจอยู่  ด้วยเหตุนี้  คนแคระจึงช่วยกันสร้างโลงแก้ว แล้วบรรจุร่างของสโนว์ไวต์เอาไว้ในนั้น  โดยแอบหวังไว้ในใจว่า สักวัน…สโนว์ไวต์อาจฟื้นขึ้นมาและพูดคุยกับพวกเขาได้อีกครั้ง

เวลาผ่านไปนาน  นานจนคนแคระเริ่มจะหมดหวัง แต่แล้วในวันหนึ่ง ก็บังเอิญมีเจ้าชายรูปงานพระองค์หนึ่ง ทรงขี่ม้ากุบกับ ๆ ๆ  ผ่านมาเห็นโลงแก้วเข้า

เมื่อเจ้าชายลงจากหลังม้า  แล้วเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ  พระองค์ก็ทรงหลงใหลในความงามของเจ้าหญิงที่น่าสงสารผู้นอนอยู่ในโลงแก้วนั้น  เจ้าชายเผลอก้มลงจุมพิตเจ้าหญิงองค์นั้นด้วยความรักอันบริสุทธิ์

และทันทีที่เจ้าชายถอยตัวออกมา สโนไวต์ก็ค่อย ๆ ลืมตาตื่น จากนั้น เธอก็ชันตัวขึ้นจากโลงแก้ว  ท่ามกลางความแปลกใจของเจ้าชายและเหล่าคนแคระทั้งหลาย

หลังจากที่สโนว์ไวต์เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เจ้าชายกับคนแคระฟัง   ทุกคนก็ลงความเห็นว่า ทั้งหมดคงเป็นแผนของราชินีใจร้าย ที่หมายจะเอาชีวิตของสโนว์ไวท์ด้วยแอปเปิ้ลอาบยาพิษ

เจ้าชายไม่อยากให้สโนว์ไวต์ต้องเผชิญกับเรื่องร้าย ๆ อีกเลย  พระองค์จึงขอแต่งงานกับสโนว์ไวต์ และเชิญสโนว์ไวต์ให้ไปอยู่ในอาณาจักรของพระองค์

ในที่สุด สโนไวต์ก็ได้แต่งงานกับเจ้าชายรูปงาม แล้วทั้งคู่ก็ได้ครองรักกันอย่างมีความสุขท่ามกลางความยินดีของคนแคระทั้งหลาย

#นิทานนำบุญ

ภาพประกอบนิทานเรื่องเจ้าหญิงสโนว์ไวต์ เป็นฉากสำคัญที่แม่มดใจร้ายในคราบหญิงชรานำแอปเปิ้ลอาบยาพิษมายื่นให้เจ้าหญิงสโนว์ไวต์

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

นิทานก่อนนอน เจ้าบ่าวของหนูสาว – เรื่องของความรักที่อยู่ใกล้กว่าที่คิด

“เจ้าบ่าวของหนูสาว” (The Mouse Bride หรือ The Most Powerful Husband) คือหนึ่งในนิทานพื้นบ้านจีนโบราณที่มีชื่อเสียง และถูกเล่าต่อกันมาอย่างยาวนานทั่วทั้งเอเชีย โดยเฉพาะในประเทศจีน ญี่ปุ่น และเวียดนาม นิทานเรื่องนี้มีเนื้อหาที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง เล่าถึงครอบครัวหนูที่แสวงหาว่าที่เจ้าบ่าวที่ “ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก” ให้กับลูกสาวแสนสวย และในการเดินทางตามหาว่าที่เจ้าบ่าว พวกเขาได้เรียนรู้ว่า “พลังที่แท้จริง” อาจอยู่ใกล้กว่าที่คิด

ในเวอร์ชันนี้ — ซึ่งจัดทำขึ้นใหม่ในรูปแบบ “นิทานก่อนนอน” ที่เหมาะกับเด็ก ๆ สมัยใหม่ — ผู้เขียนได้ปรับภาษาให้นุ่มนวล อ่านง่าย และเพิ่มเสน่ห์ด้วยภาพประกอบแสนน่ารักที่ช่วยกระตุ้นจินตนาการของเด็ก ๆ ทั้งยังคงรักษาแก่นของนิทานต้นฉบับไว้ครบถ้วน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเล่านิทานก่อนนอน เพื่อสร้างบทสนทนาที่อบอุ่นระหว่างพ่อแม่กับลูก

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหนูสาวตัวหนึ่งเป็นหนูสาวที่มีหน้าตาน่ารักที่สุดในโลก เมื่อหนูสาวเติบโตถึงวัยที่ควรจะมีครอบครัว พ่อกับแม่ของหนูสาวจึงคิดหาคู่ครองที่เหมาะสมให้แก่ลูกสาวสุดที่รัก

เจ้าบ่าวคนแรกที่พ่อหนูนึกถึงก็คือพระอาทิตย์ผู้มีแสงเจิดจ้า แต่เมื่อพ่อหนูกับแม่หนูไปบอกกับพระอาทิตย์ว่าพวกตนกำลังตามหาเจ้าบ่าวที่เก่งกาจให้ลูกสาว พระอาทิตย์ก็รีบเอ่ยคำปฏิเสธ โดยเขาให้เหตุผลว่า

“ฉันไม่ใช่ผู้ที่เก่งกาจที่สุดหรอก ก้อนเมฆต่างหากที่เก่งกาจกว่าฉัน ดูสิ..เพียงแค่เมฆลอยผ่านมา มันก็บดบังฉันจนมิด ฉันว่า..เมฆน่าจะเป็นเจ้าบ่าวที่เหมาะสมกว่าฉันนะ”

พ่อหนูกับแม่หนูเห็นจริงตามที่พระอาทิตย์ชี้แจง ดังนั้น พ่อหนูกับแม่หนูจึงรีบไปหาก้อนเมฆ เพื่อขอให้ก้อนเมฆแต่งงานกับลูกสาวของตน เมื่อก้อนเมฆได้ฟังคำของพ่อหนูกับแม่หนู ก้อนเมฆก็รีบเอ่ยคำปฏิเสธ โดยเขากล่าวว่า

พ่อหนูกับแม่หนูเห็นจริงตามคำของก้อนเมฆ ดังนั้น พ่อหนูกับแม่หนูจึงรีบไปหา สายลมเพื่อขอให้สายลมแต่งงานกับลูกสาวของตน เมื่อสายลมได้ฟังคำของพ่อหนูกับแม่หนู สายลมก็รีบเอ่ยคำปฏิเสธ โดยเขาบอกว่า

พ่อหนูกับแม่หนูเห็นจริงตามคำของสายลม ดังนั้น พ่อหนูกับแม่หนูจึงรีบไปหากำแพง เพื่อขอให้กำแพงแต่งงานกับลูกสาวของตน เมื่อกำแพงได้ฟังคำของพ่อหนูกับแม่หนู กำแพงก็รีบเอ่ยคำปฏิเสธ โดยเขาบอกว่า

“ฉันไม่ใช่ผู้ที่เก่งกาจที่สุดหรอก ยังมีคนอื่นที่เก่งกาจมากกว่าฉัน ดูสิ..เขาใช้ฟันเจาะตัวฉันจนเป็นรูได้ด้วย ฉันว่า..เขาน่าจะเป็นเจ้าบ่าวที่เหมาะสมมากกว่าฉันนะ”

พ่อหนูกับแม่หนูดูรูที่กำแพง แล้วก็รู้สึกคล้อยตามคำพูดที่ได้ฟัง ดังนั้น พ่อหนูกับแม่หนูจึงรีบไปหา “ผู้เก่งกาจ” เพื่อขอให้เขาแต่งงานกับลูกสาวของตน และมันก็เป็นเรื่องที่เหมือนกับพรหมลิขิต! เพราะผู้เก่งกาจที่กำแพงพูดถึงก็คือหนูหนุ่มคู่รักของหนูสาวนั่นเอง

หนูหนุ่มดีใจมากที่จู่ ๆ พ่อกับแม่ของหนูสาว ก็มาขอให้มันแต่งงานกับหนูสาวที่มันเฝ้าฝันถึง หนูหนุ่มรีบตอบตกลงอย่างไม่มีเงื่อนไข ส่วนพ่อหนูกับแม่หนูก็ดีใจ ที่พวกมันสามารถหาเจ้าบ่าวผู้เก่งกาจ ให้แก่ลูกสาวได้เป็นผลสำเร็จ

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • อย่าตัดสินใครจากฐานะหรือรูปลักษณ์ภายนอก
  • การมองเห็นคุณค่าที่แท้จริงของผู้อื่น คือสิ่งสำคัญยิ่งในความสัมพันธ์
  • ผู้ปกครองควรฟังความรู้สึกของลูก ไม่ใช่ตัดสินใจแทนโดยลำพัง

#นิทานโบราณ

หนูสาวในชุดกระโปรงชมพูยืนเคียงข้างหนูหนุ่มในชุดเอี๊ยมฟ้า ท่ามกลางท้องฟ้าแจ่มใสและแสงอาทิตย์ สื่อถึงความรักและการแต่งงานในนิทาน “เจ้าบ่าวของหนูสาว”
เพลงเล่านิทาน “เจ้าบ่าวของหนูสาว” เพลงสนุก ฟังเพลิน ถ่ายทอดความรักแท้ผ่านตัวละครหนูสาวและหนูหนุ่ม
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

เครื่องดื่มสุดวิเศษ : นิทานเด็กสนุก ๆ พร้อมข้อคิดอบอุ่นใจ

นิทานก่อนนอนเรื่อง “เครื่องดื่มสุดวิเศษ” เป็นนิทานก่อนนอนที่ผมตั้งใจแต่งเพื่อใช้เป็นนิทานสำหรับฤดูร้อนหรือวันที่อากาศร้อน นิทานเรื่องนี้อาจมีบางช่วงบางตอนที่ดูน่ากลัวนิดหน่อย เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับยักษ์ แต่ตอนท้าย เรื่องราวก็พลิกกลับมาน่ารักตามแบบของนิทานนำบุญ ลองอ่านนิทานเรื่องนี้เพื่อคลายร้อนกันนะครับ

มาอ่านนิทานเรื่อง “เครื่องดื่มสุดวิเศษ” ด้วยกันนะครับ

กาลครั้งหนึ่ง ในวันที่อากาศร้อนจัด มียักษ์ตนหนึ่งวิ่งออกจากถ้ำอันร้อนระอุเพื่อหาเลือดเย็น ๆ ดื่มดับกระหาย

เจ้ายักษ์วิ่งฝ่าเปลวแดดเข้าไปในหมู่บ้านเล็ก ๆ อย่างบ้าคลั่ง มันขู่ให้ชาวบ้านหาเลือดเย็น ๆ มาให้มันดื่มเพื่อคลายร้อน ชาวบ้านต่างกลัวเจ้ายักษ์จนเลือดในตัวเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง แต่ทุกคนรู้ดีว่าพวกเขาจะต้องปกปิดไม่ให้เจ้ายักษ์รู้ว่าตอนนี้เลือดของพวกเขานั้นเย็นขนาดไหน และเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ หัวหน้าหมู่บ้านจึงรวบรวมความกล้าแล้วบอกกับเจ้ายักษ์ว่า “ท่านยักษ์โชคดีเหลือเกินที่มาที่นี่ เพราะหมู่บ้านของเรามีเครื่องดื่มที่ดื่มแล้วสดชื่นมากกว่าเลือดเย็น ๆ ตั้งหลายชนิด ถ้าท่านได้ลองลิ้มชิมรส รับรองว่าท่านจะต้องรู้สึกเย็นสดชื่นจนลืมการดื่มเลือดได้แน่ ๆ ว่าแต่ท่านสนใจจะลองไหมขอรับ”

เจ้ายักษ์สนใจอยากชิมเครื่องดื่มชนิดพิเศษที่หัวหน้าหมู่บ้านอวดสรรพคุณเอาไว้ มันจึงตกลงใจที่จะลองดื่มเครื่องดื่มเหล่านั้น เผื่อว่ามันจะรู้สึกคลายร้อนลงได้บ้าง

เมื่อแผนเบี่ยงเบนความสนใจของเจ้ายักษ์ได้ผล หัวหน้าหมู่บ้านจึงขอเวลาหารือกับชาวบ้านเพื่อเลือกเครื่องดื่มดับร้อนมาให้เจ้ายักษ์ได้ชิม

เครื่องดื่มชนิดแรกที่ชาวบ้านเลือกคือน้ำผลไม้สำเร็จรูปที่ทั้งหวานเจี๊ยบและเย็นจัด ซึ่งชาวบ้านรวบรวมมาจากตู้แช่ของร้านสะดวกซื้อ โดยชาวบ้านช่วยกันเทน้ำผลไม้ใส่ถัง 100 ลิตร แล้วรีบนำไปให้เจ้ายักษ์ดื่มเพื่อดับร้อน

ทันทีที่เจ้ายักษ์ได้ดื่มน้ำผลไม้เย็นเจี๊ยบ มันก็ยิ้มอย่างมีความสุข เพราะน้ำผลไม้หวานจัดและเย็นเจี๊ยบทำให้เจ้ายักษ์รู้สึกสดชื่นขึ้นจริง ๆ

แต่หลังจากที่เจ้ายักษ์ดื่มน้ำผลไม้หมดเพียงครู่เดียว ระดับน้ำตาลในตัวของเจ้ายักษ์ก็เริ่มไม่สมดุล ทำให้มันหิวกระหายขึ้นมาอีก ชาวบ้านจึงต้องรีบปรึกษากันเพื่อหาเครื่องดื่มชนิดใหม่มาให้แก่เจ้ายักษ์

เครื่องดื่มชนิดที่สองที่ชาวบ้านเลือกมาปรนเปรอเจ้ายักษ์ คือ น้ำอัดลมแช่เย็นชนิดไร้น้ำตาล ที่ทั้ง  ซู่ซ่าและดับกระหายได้เป็นอย่างดี

เมื่อเจ้ายักษ์ได้ดื่มน้ำอัดลมเย็นเจี๊ยบ มันก็รู้สึกสดชื่นและคึกคักอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน

แต่หลังจากที่เจ้ายักษ์ดื่มน้ำอัดลมหมด ความคึกคักจากสารกาเฟอีนในน้ำอัดลมและการติดความหวานจากรสชาติที่ได้ชิม ก็ทำให้เจ้ายักษ์รู้สึกกระวนกระวายอยากหาเครื่องดื่มมาดับกระหายอีก

ชาวบ้านเริ่มกลุ้มใจว่าพวกเขาควรหาเครื่องดื่มชนิดใดมาให้เจ้ายักษ์  เครื่องดื่มที่ไม่หวานจัด ไม่ซู่ซ่า แต่ให้ความสดชื่นได้อย่างวิเศษ

 ในขณะที่ทุกคนกำลังกลุ้มใจกันอยู่นั้น จู่ ๆ คุณยายผู้มีอายุมากที่สุดในหมู่บ้านก็พูดขึ้นมาว่า    “ในสมัยก่อน เครื่องดื่มที่เย็นชื่นใจที่สุด ก็คือน้ำฝนในตุ่ม ลูก ๆ ลองเอาน้ำฝนทั้งตุ่มไปให้เจ้ายักษ์ชิมดูสิจ๊ะ”

ในตอนแรก ชาวบ้านไม่ค่อยอยากทำตามคำแนะนำของคุณยายนัก แต่เพราะพวกเขาแทบไม่เหลือเงินในการนำไปซื้อเครื่องดื่มชนิดอื่น ๆ และยังคิดหาเครื่องดื่มที่เหมาะสมไม่ได้ พวกเขาจึงลองทำตามคำแนะนำของคุณยายเพื่อถ่วงเวลาไปก่อน

แต่เมื่อเจ้ายักษ์ได้ชิมน้ำฝน  รสชาติของน้ำฝนที่มีความหวานจาง ๆ เจืออยู่ ประกอบกับความเย็นแบบพอดี ๆ ของน้ำฝนที่แช่อยู่ในตุ่ม ก็ทำให้เจ้ายักษ์รู้สึกสดชื่นขึ้นทันทีที่ได้ดื่ม ทั้งยังไม่เกิดอาการกระวนกระวายใจเพราะความหวานหรือสารกระตุ้นอย่างเครื่องดื่มสองชนิดก่อนหน้านี้

เจ้ายักษ์ยอมรับว่า น้ำฝนในตุ่มเป็นเครื่องดื่มที่วิเศษจริง ๆ มันจึงตัดสินใจเลิกดื่มเลือด แต่สัญญากับตัวเองว่าจะหันมาดื่มน้ำฝนในตุ่มแทน นอกจากนี้ เจ้ายักษ์ยังอาสาใช้สวิงยักษ์เก็บก้อนเมฆมาสะสมบนท้องฟ้าเหนือหมู่บ้าน เพื่อให้ฝนตกดับความร้อนและเพื่อให้ชาวบ้านรองน้ำฝนใส่ตุ่มให้มันได้ดื่มดับกระหาย

ชาวบ้านดีใจที่เจ้ายักษ์เปลี่ยนใจมาหลงใหลการดื่มน้ำฝนแทนการดื่มเลือด และแล้ว เรื่องราวทั้งหมดก็จบลงอย่างมีความสุข ไชโย ไชโย ไชโย

#นิทานก่อนนอน

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก, เด็ก

รักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้ : นิทานเด็กแฟนตาซีแฝงข้อคิดเรื่องความเมตตา

นิทานธรรมะก่อนนอนเรื่อง “รักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้” เป็นนิทานเด็กที่ผมแต่งขึ้นหลังจากเริ่มปฏิบัติธรรมกับพระอาจารย์เอนก เตชะวโร เจ้าอาวาสวัดโมกขวนาราม จังหวัดขอนแก่น ในช่วงแรกที่ยังสับสน ท่านได้เตือนสติผมว่า

“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องรักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้”

คำสอนนี้ทำให้ผมเริ่มเข้าใจว่า แม้ชีวิตจะเต็มไปด้วยกิเลส ความโลภ ความโกรธ และความหลงที่คอยยั่วยุ แต่สิ่งที่เราต้องทำคือกลับมามีสติและรักษาหัวใจที่ดีงามเสมอ

เมื่อได้เจริญสติอย่างต่อเนื่อง ผมจึงตระหนักถึงคุณค่าของคำสอนนี้ และอยากถ่ายทอดออกมาเป็น นิทานเด็กแฟนตาซีสอนใจ ที่แฝงข้อคิดเรื่องความรัก เมตตา และการเลือกทำสิ่งที่ถูกต้อง นิทานเรื่องนี้จึงเกิดขึ้นเพื่อเป็น นิทานก่อนนอนสอนใจเด็ก ๆ ให้เรียนรู้การเจริญสติและเห็นความสำคัญของหัวใจที่ดีงาม

ผมหวังว่าเรื่องราวผจญภัยในนิทานธรรมะก่อนนอนเรื่องนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อทุกคน โดยเฉพาะการนำไปใช้เล่าให้เด็ก ๆ ฟัง เพื่อปลูกฝังความรัก ความเมตตา และการรักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้ตลอดไป

มาอ่านนิทานเรื่อง “รักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้” ด้วยกันนะครับ

กาลครั้งหนึ่ง มียักษ์ใจร้ายตนหนึ่งบุกมาที่พระราชวังของพระราชินีและเจ้าชายองค์น้อยที่มีกันอยู่เพียงสองคนแม่ลูก ยักษ์จับตัวพระราชินีไป เจ้าชายองค์น้อยอยากช่วยแม่ พระองค์จึงปรึกษาแม่นม จนทราบว่าโอกาสเอาชนะยักษ์เป็นเรื่องที่ยากมาก ยกเว้นเจ้าชายจะนำดาบต้องห้ามไปใช้ในการต่อสู้

ดาบต้องห้ามเป็นดาบวิเศษที่สามารถใช้ฟันอะไรให้ขาดก็ได้แม้กระทั่งดวงอาทิตย์! ซึ่งหลังจากใช้ดาบครบ 3 ครั้งดาบก็จะสลายไป แต่ในดาบต้องห้ามมีวิญญาณร้ายที่ชอบยุให้นำดาบไปใช้ทำเรื่องเลวร้าย พระราชินีผู้มักสอนให้เจ้าชาย“รักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้” จึงไม่เคยคิดใช้ดาบเล่มนี้เลย

เจ้าชายตัดสินใจนำดาบไปช่วยแม่ โดยเจ้าชายสัญญากับตัวเองว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็จะใช้ดาบอย่างระมัดระวังและรักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้ดังคำที่แม่พร่ำสอน

เมื่อเจ้าชายเดินทางเข้าป่า พระองค์พบราชสีห์หิมะถูกเถาวัลย์อาคมของยักษ์รัดตัวจนกระดุกกระดิกไม่ได้ เมื่อเจ้าชายเห็นราชสีห์ พระองค์ก็เงื้อดาบเตรียมฟัน วิญญาณร้ายในดาบรีบยุให้เจ้าชายฟันราชสีห์ให้ตาย แต่เสียงของแม่เตือนให้เจ้าชายรักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้

เจ้าชายฟันดาบฉับเดียว ราชสีห์หลับตาปี๋ แต่ดาบไม่โดนตัวราชสีห์เลยแม้สักนิด มันตัดเถาวัลย์ขาดหมด ทำให้ราชสีห์เป็นอิสระ ราชสีห์จึงอาสาพาเจ้าชายไปยังภูเขาซึ่งเป็นที่ตั้งปราสาทของยักษ์ใจร้าย

เมื่อราชสีห์พาเจ้าชายไปถึงตีนเขา ราชสีห์ให้เจ้าชายเดินทางขึ้นไปบนภูเขาเอง เพราะทางเดินเล็กเกินกว่าที่ราชสีห์จะเดินขึ้นไปได้ ระหว่างทาง เจ้าชายพบทหารยามที่ถูกยักษ์ใจร้ายใช้เวทมนตร์บงการให้คอยทำร้ายคนที่บุกขึ้นมาบนภูเขา เมื่อเหล่าทหารเห็นเจ้าชาย พวกเขาก็หยิบอาวุธตรงเข้ามาหมายจะทำร้าย เจ้าชายเงื้อดาบขึ้น วิญญาณร้ายในดาบรีบยุให้เจ้าชายฟันทหารให้ตาย แต่เสียงของแม่เตือนให้เจ้าชายรักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้ เจ้าชายจึงใช้ดาบฟันมนตร์ดำที่ครอบคลุมร่างของทหารเหล่านั้นและทำให้ผู้คนเหล่านั้นเป็นอิสระ

ผู้คนเหล่านั้นเดิมเคยทำงานอยู่ในปราสาทของเจ้ายักษ์ แต่ก่อนยักษ์ใจร้ายไม่เคยทำร้ายใคร จนกระทั่งแม่ของยักษ์มีเนื้อร้ายงอกขึ้นมาเกาะกินหัวใจ เจ้ายักษ์จึงเริ่มเครียด, มีอารมณ์ฉุนเฉียวและค้นตำราจนพบว่าต้องจับพระราชินี 100 องค์มาต้มเป็นยา แม่ยักษ์จึงจะหายจากอาการป่วย

นอกจากนี้ ผู้คนที่เคยทำงานในปราสาทของยักษ์ ยังบอกเจ้าชายว่า คุกที่ขังพระราชินีอยู่ที่ด้านล่างของปราสาท ส่วนห้องนอนของยักษ์กับแม่ยักษ์อยู่ที่หอคอยด้านบน ผู้คนเหล่านั้นแนะนำให้เจ้าชายใช้ดาบฟันกุญแจคุก เพราะมันเป็นกุญแจที่ไม่มีใครไขได้นอกจากเจ้ายักษ์ แต่วิญญาณร้ายในดาบกลับยุให้เจ้าชายเอาดาบไปฆ่ายักษ์

เจ้าชายลังเลใจอยู่ชั่วขณะ พลันเจ้าชายได้ยินเสียงของแม่เตือนให้พระองค์รักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้ เจ้าชายจึงมุ่งหน้าไปยังปราสาทของยักษ์ และทำสิ่งที่ไม่มีใครคิดคาด

เจ้าชายไม่เดินลงไปที่คุก แต่กลับขึ้นบันไดไปยังหอคอยด้านบน วิญญาณร้ายดีใจที่ยุเจ้าชายได้สำเร็จ

แต่เมื่อไปถึงชั้นบน แทนที่เจ้าชายจะเข้าไปในห้องนอนของยักษ์ พระองค์กลับเลี้ยวไปยังห้องแม่ของยักษ์ จากนั้น เงื้อดาบฟันฉับไปเพียงครั้งเดียว

ดาบของเจ้าชายตัดเอา “เนื้อร้าย” ที่เกาะกินหัวใจแม่ยักษ์ โดยร่างกายของแม่ยักษ์ไม่ได้รับอันตรายเลยแม้สักนิด ใช่แล้ว เจ้าชายไม่ได้ทำร้ายแม่ยักษ์ พระองค์ทรงช่วยเหลือแม่ยักษ์และยังคงรักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้ได้

เช้าวันต่อมา ยักษ์ใจร้ายตื่นนอนด้วยความแปลกใจ เพราะแม่ยักษ์เดินมาลูบศีรษะของมัน แล้วเล่าเรื่องที่เจ้าชายเลือกไม่ช่วยแม่ของตัวเอง, เลือกไม่ทำร้ายยักษ์ผู้เป็นศัตรู แต่เลือกรักษาแม่ของศัตรูที่ป่วยให้ลูกชายฟัง จากนั้น แม่ยักษ์ก็บอกลูกชายว่า “ลูกจำได้ไหม…แม่เองก็เคยบอกลูกเสมอ ให้รักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้ ลูกลืมไปแล้วหรือเปล่า”

ยักษ์ใจร้ายรู้สึกผิดที่มันลืมสิ่งที่แม่สอน

ยักษ์ผู้สำนึกผิดมองเจ้าชายองค์น้อยแล้วรีบขอโทษเจ้าชายทันที จากนั้น มันก็ปล่อยพระราชินีออกจากคุก แล้วพาทุกคนกลับไปส่งที่เมืองอย่างไม่รอช้า

พระราชินีดีใจที่รอดชีวิต แต่ที่เหนือไปกว่านั้นคือ พระองค์ดีใจที่เจ้าชายรักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้ได้อย่างน่าชื่นชม

แม่ทุกคนก็คงต้องการเพียงเท่านี้ ต้องการให้ลูกรักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้ เพราะมันเป็นสิ่งมีค่าที่จะทำให้ลูกของแม่เป็นที่รักของคนทุกคนตลอดไป

#นิทานนำบุญ

…………………….

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานความรัก, นิทานอบอุ่นหัวใจ

พ่อหนุ่มรุงรัง : นิทานความรักก่อนนอนที่น่ารักและอบอุ่น

นิทานที่เกี่ยวกับผม (hair) ที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เคยแต่งเอาไว้มีอยู่ 2 เรื่อง เรื่องแรกคือนิทานก่อนนอนที่มีชื่อเรื่องว่า “ช่างตัดผมผู้มีพรสวรรค์” ส่วนนิทานอีกเรื่องก็คือนิทานความรักก่อนนอนเรื่องนี้ ที่มีชื่อเรื่องว่า “พ่อหนุ่มรุงรัง” เด็ก ๆ บางคนอาจรู้สึกว่านิทานเรื่องนี้เป็นนิทานที่มีลักษณะเป็นนิทานตลก ๆ ก่อนนอนมากกว่านิทานความรัก ซึ่งไม่ว่าเด็ก ๆ จะจัดนิทานเรื่องนี้ไว้ในหมวดไหน ก็ขอให้ทุกคนมีความสุขกับการอ่านนิทานเรื่องนี้นะครับ

มาอ่านนิทานเรื่อง “พ่อหนุ่มรุงรัง” ด้วยกันนะครับ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในอาณาจักรของพระราชาโป๊งเหน่งซึ่งเต็มไปด้วยร้านรวงหรูหรามากมาย  มีชายหนุ่มท่าทางมอมแมมคนหนึ่งเดินทางเข้ามาในตัวเมืองพร้อมกับผมเผ้าที่ยาวรุงรังเหมือนไม่ได้ตัดมาเป็นเวลานาน ชายหนุ่มดูรีบร้อนจนผิดปกติ  เขาเหลียวซ้ายแลขวา  แล้วเดินเข้าไปในร้านตัดผมชายที่ดูดีที่สุดในย่านนั้น

เมื่อชายหนุ่มเข้าไปในร้านตัดผมสุดหรู เจ้าของร้านซึ่งเห็นว่าชายหนุ่มแต่งตัวปอน ๆ แถมยังมีผมเผ้ารุงรังไม่เหมาะกับร้านของเขา จึงแกล้งทำทีเป็นไม่สบายถึงขนาดตัดผมให้ชายหนุ่มไม่ไหว ชายหนุ่มจึงจำใจต้องออกมาจากร้านทั้งที่ยังไม่ได้ตัดผม

ครั้นเมื่อชายหนุ่มเดินเข้าไปในร้านเสริมสวยอีกร้านหนึ่งที่อยู่ใกล้ ๆ  เจ้าของร้านเสริมสวยก็มองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างดูถูก เธออ้างว่าที่ร้านไม่รับตัดผมให้ผู้ชาย  จากนั้น เธอก็ไล่ให้เขาไปตัดผมที่ร้านอื่น

ชายหนุ่มพยายามหาร้านตัดผมอยู่นานสองนาน  แต่ไม่ว่าเขาจะเดินเข้าไปขอตัดผมที่ร้านไหน เจ้าของร้านเหล่านั้นก็ไม่ยอมตัดผมให้เขาเลย  ชายหนุ่มผิดหวังมากที่ถูกปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่า  แต่เนื่องจากเขาจำเป็นต้องตัดผมจริง ๆ  เขาจึงตัดสินใจเดินเข้าไปในร้านตัดขนสุนัข  เพื่อขอให้ช่างช่วยตัดผมให้

อนิจจา! เมื่อช่างตัดขนสุนัขเห็นผู้ชายเนื้อตัวมอมแมมแถมยังมีผมเผ้ารุงรังเดินเข้ามาในร้าน  ช่างตัดขนสุนัขก็ไม่ยอมตัดผมให้เขาอีก ชายหนุ่มจึงได้แต่เดินคอตกออกมาจากร้านตัดขนสุนัขอย่างไร้ซึ่งความหวัง

ตลอดเวลาที่ชายหนุ่มเดินเข้าออกร้านตัดผมต่าง ๆ รวมทั้งร้านตัดขนสุนัข  มีหญิงสาวเจ้าของร้านดอกไม้เล็ก ๆ คนหนึ่งสังเกตเห็นเขามาตั้งแต่ต้น  หญิงสาวพอจะคาดเดาได้ว่าช่างในร้านต่าง ๆ คงรังเกียจและไม่ยอมตัดผมให้ชายหนุ่มผู้น่าสงสาร เพราะเห็นเขามอมแมมและซอมซ่อ  ด้วยเหตุนี้ หญิงสาวจึงเดินออกจากร้านไปหาชายหนุ่ม แล้วเชิญให้เขาเข้ามาในร้านดอกไม้ของเธอ โดยเธออาสาที่จะตัดผมให้เขา     

จริง ๆ แล้วหญิงสาวเคยตัดแต่งกิ่งไม้ใบไม้มาบ้าง แต่เธอยังไม่เคยตัดผมให้ใครมาก่อน เมื่อชายหนุ่มยอมนั่งให้เธอตัดผมแต่โดยดี  เธอจึงตั้งใจตัดผมให้เขาอย่างประณีตที่สุด

เวลาในการตัดผมผ่านไปอย่างช้า ๆ  กลิ่นหอมของดอกไม้ในร้านและความละมุนละไมที่หญิงสาวบรรจงตัดผมให้ชายหนุ่มทำให้ชายหนุ่มรู้สึกอบอุ่นและเหมือนล่องลอยอยู่ในห้วงความฝัน 

ฝ่ายหญิงสาวเองนั้น เมื่อเธอตัดผมของชายหนุ่มออกทีละน้อย  เธอก็เริ่มเห็นใบหน้าอันหล่อเหลาของชายหนุ่มที่ซ่อนอยู่ในความรุงรังของเส้นผม  และเมื่อเธอตัดผมให้เขาจนเสร็จ  เธอก็รู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหน้าและไม่กล้าสบตากับเขาอีก

อาการของชายหนุ่มและหญิงสาวเป็นอาการของคนที่เริ่มมีความรัก  ในตอนแรก ทั้งสองคนยังไม่เข้าใจความรู้สึกของตัวเองนัก ชายหนุ่มได้แต่ขอบคุณและรีบออกไปหาเสื้อผ้าเพื่อเดินทางไปทำธุระสำคัญที่เขาได้นัดหมายเอาไว้   ส่วนหญิงสาวก็ได้แต่เหม่อลอยและคอยเตือนตัวเองให้มีสติ อย่ามัวคิดถึงแต่ชายหนุ่มที่เพิ่งได้พบหน้า

ครั้นเมื่อถึงเวลาเย็น…ก่อนที่หญิงสาวจะปิดร้าน  หญิงสาวก็ต้องประหลาดใจมาก เพราะชายหนุ่มได้กลับมาที่ร้านของเธออีกครั้ง โดยคราวนี้เขาแต่งตัวอย่างสง่างาม แถมยังแบกถุงสมบัติติดตัวมาด้วย

เมื่อชายหนุ่มอยู่กับหญิงสาวสองต่อสอง  ชายหนุ่มก็เล่าให้หญิงสาวฟังว่า จริง ๆ แล้วตัวเขาเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุที่เพิ่งค้นพบสูตรยาปลูกผมซึ่งทำให้ผมยาวขึ้นได้ในเวลาเพียงชั่วพริบตาเดียว (ชายหนุ่มทดลองใช้ยากับตัวเองจนผมยาวรุงรังอย่างที่ทุก ๆ คนเห็น) และเนื่องจากเขามีนัดนำยาไปถวายให้พระราชาโป๊งเหน่งผู้อยากได้ยาปลูกผมมาก  เขาจึงต้องรีบหาที่ตัดผมให้เรียบร้อยก่อนที่จะไปเข้าเฝ้า    

ชายหนุ่มขอบคุณหญิงสาวที่ช่วยตัดผมให้เขาหลังจากที่ใครต่อใครพากันรังเกียจและปฏิเสธ  ชายหนุ่มกล่าวว่าหญิงสาวมีส่วนทำให้เขาไปเข้าเฝ้าพระราชาได้ทันเวลาและได้เงินทองมากมายจากพระองค์เป็นรางวัล ด้วยเหตุนี้ เขาจึงอยากมอบแหวนเพชรให้แก่หญิงสาวเป็นการตอบแทน และอยากขอแต่งงานกับสุภาพสตรีที่มีจิตใจดีงามอย่างเธอด้วย

หญิงสาวตกใจมากที่จู่ ๆ ชายหนุ่มซึ่งเพิ่งพบกันได้เพียงวันเดียวมาขอแต่งงานกับเธอ  แม้หญิงสาวจะชอบชายหนุ่มอยู่ไม่น้อย  แต่สุดท้ายเธอก็ยังไม่ยอมตอบรับ โดยเธอขอคบหาดูใจกับชายหนุ่มไปสักระยะหนึ่งก่อน แล้วจึงจะให้คำตอบในภายหลัง

ชายหนุ่มเข้าใจหญิงสาวเป็นอย่างดี  เขาชื่นชมที่หญิงสาวมีความรักนวลสงวนตัวและรอบคอบไม่ผลีผลาม  นับจากวันนั้น ชายหนุ่มนักเล่นแร่แปรธาตุที่ทั้งหล่อและร่ำรวยก็พิสูจน์ให้หญิงสาวรู้ว่าเขารักหญิงสาวอย่างแท้จริง

สามปีต่อมา  หญิงสาวจึงตอบตกลงแต่งงานกับชายหนุ่ม แล้วทั้งคู่ก็ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข…โดยมีผู้คนที่ชอบดูถูกดูแคลนผู้อื่นเฝ้ามองความรักของคนทั้งสองด้วยความอิจฉา

#นิทานนำบุญ

……………………….