นิทานก่อนนอนเรื่องยาว ๆ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

กระดานบันทึก

“กระดานบันทึก” ป็นพื้นที่รวบรวมบทความทั้งหมด ที่ผมโพสต์ลงในเว็บไซต์นิทานนำบุญ  โดยบทความล่าสุดที่โพสต์จะอยู่ด้านบน แล้วเรียงลำดับตามเวลาในการโพสต์ลงไปเรื่อย ๆ

คุณผู้อ่านที่ให้แวะเข้ามาในเว็บไซต์นิทานนำบุญ โดยที่ยังไม่รู้ว่าควรเริ่มอ่านนิทานหรือบทความเรื่องใดก่อน  อาจใช้วิธีอ่านบทความจาก “กระดานบันทึก” ไปก่อนก็ได้ครับ  และในอนาคต  ผมอาจโพสต์ความรู้สึกนึกคิดหรือข่าวคราวโครงการต่าง ๆ ของเว็บไซต์ผ่านทางช่องทางนี้ (คล้ายการโพสต์ข้อความใน Facebook) ซึ่งข้อความเหล่านี้ อาจไม่มีการนำไปรวมเป็นหมวดหมู่ (คือ โพสต์แล้วผ่านไป)  ดังนั้น การเข้ามาอ่านกระดานบันทึก  ก็จะทำให้คุณผู้อ่านได้ทราบข่าวสารล่าสุดของเว็บไซต์นิทานนำบุญได้ทันท่วงทีครับ  🙂

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

เจ้าหญิงจอมตะกละ

นิทานก่อนนอนเรื่อง “เจ้าหญิงจอมตะกละ” เป็นนิทานก่อนนอนแนวเจ้าหญิงเจ้าชายที่มีแง่คิดสอนใจ แถมมีนักแสดงหลายคนปรากฏตัวอยู่ในนิทานเรื่องนี้ด้วย (แต่เด็ก ๆ จะรู้จักไหมหนอ) หวังว่านิทานเรื่องนี้จะสร้างรอยยิ้มและให้แง่คิดที่ดีแก่เด็ก ๆ ได้บ้างนะครับ

นิทานเรื่อง เจ้าหญิงจอมตะกละ

          กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเจ้าหญิงองค์หนึ่งทรงเป็นเจ้าหญิงที่มีหน้าตาน่ารัก แต่มีนิสัยค่อนข้างเห็นแก่ตัวและไม่เคยแบ่งปันสิ่งใด ๆ โดยเฉพาะขนมอร่อย ๆ ให้เพื่อนเลย

          วันหนึ่ง…ก่อนถึงวันเกิดของเจ้าหญิงไม่นานนัก   พระสหายของพระราชาแวะมาเยี่ยมเจ้าหญิงพร้อมกับนำขนมเค้ก 7 ชั้นมามอบให้  ขนมเค้ก 7 ชั้นเคลือบด้วยน้ำตาล 7 สี แถมยังตกแต่งด้วยตุ๊กตารูปสัตว์ชนิดต่าง ๆ ที่ทำจากน้ำตาลสีหวาน แม้พระสหายของพระราชาจะกำชับให้เจ้าหญิงนำขนมไปแบ่งกับเพื่อน ๆ  แต่เจ้าหญิงกลับไม่ต้องการแบ่งขนมเค้กให้ใครทั้งนั้น  เจ้าหญิงจึงนำขนมเค้กไปเก็บไว้ในห้องบรรทม  แล้วจัดการกินขนมเค้กจนหมดเกลี้ยง

          สองวันต่อมา เพื่อนสนิทของพระราชินีเดินทางมาที่วัง พร้อมกับนำโดนัทติดมือมาฝากพระราชินี 10 กล่อง  พระราชินีไม่ชอบกินของหวาน  พระองค์จึงมอบโดนัททั้งหมดให้เจ้าหญิงนำไปแบ่งกับเพื่อน ๆ  แต่เมื่อเจ้าหญิงเปิดกล่องโดนัทแล้วพบว่า โดนัทมีหลากสีหลายแบบซึ่งดูน่ากินด้วยกันทั้งนั้น  เจ้าหญิงจึงแอบนำโดนัททั้ง 10 กล่องไปซ่อนไว้ในห้องบรรทม แล้วจัดการกินโดนัททั้งหมดตามลำพัง

            อีก 3 วันต่อมา มีญาติผู้ใหญ่ของเจ้าหญิงเดินทางมาที่วังพร้อมกับนำขนมนานาชาติชุดใหญ่มาให้เจ้าหญิง  ญาติของเจ้าหญิงบอกให้เจ้าหญิงนำขนมไปแบ่งให้เพื่อน ๆ ที่โรงเรียนกินด้วย แต่เมื่อเจ้าหญิงเห็นขนมนานาชาติที่ญาติผู้ใหญ่นำมาให้  พระองค์ก็ทรงเสียดายและไม่อยากแบ่งให้ใคร ๆ กินทั้งนั้น เจ้าหญิงจึงแอบนำขนมทั้งหมดไปซ่อนไว้ในห้องบรรทม แล้วจัดการกินขนมเหล่านั้นแต่เพียงผู้เดียว

            ครั้นเมื่อถึงวันเกิดของเจ้าหญิง  พี่เลี้ยงของเจ้าหญิงมาปลุกเจ้าหญิงแต่เช้า พร้อมกับแจ้งให้เจ้าหญิงทราบว่า  เจ้าชายนิชคุน, เจ้าชายณเดชน์,  เจ้าชายโดม  และเจ้าชายมาริโอ้  เสด็จมาถึงงานวันเกิดของเจ้าหญิงแล้ว

            เจ้าหญิงทรงดีใจมากเพราะเจ้าชายทั้ง 4 พระองค์ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าชายที่มีหน้าตาหล่อเหลาที่สุดในบรรดาเจ้าชายทั้งหลาย หนำซ้ำ เจ้าชายทุกพระองค์ยังนำขนมมามอบให้เจ้าหญิงเป็นของขวัญวันเกิดด้วย

            เจ้าหญิงทรงตื่นเต้นและรีบลุกขึ้นจากที่นอน จากนั้น พระองค์ก็บอกให้พี่เลี้ยงนำชุดราตรีแสนสวยที่สั่งตัดเอาไว้มาให้พระองค์สวมใส่

            แต่อนิจจา! เมื่อพี่เลี้ยงนำชุดราตรีชุดใหม่ที่ประดับประดาด้วยเพชนพลอยสีต่าง ๆ มาให้เจ้าหญิงสวมใส่ชุดที่วัดและตัดมาอย่างพอดิบพอดีก็กลับคับติ้วจนเจ้าหญิงแทบจะยัดตัวเข้าไปในชุดไม่ได้

            ขนมเค้ก โดนัท และขนมนานาชาติที่เจ้าหญิงแอบกินโดยไม่แบ่งใคร ๆ ทำให้พระองค์ทรงอ้วนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด  ซ้ำร้าย…หลังจากที่เจ้าหญิงพยายามใส่ชุดราตรีที่มีขนาดเล็กกว่าตัวของพระองค์อยู่นานเกือบ 1 ชั่วโมง (จนกระทั่งใส่ชุดได้สำเร็จ)  ชุดที่คับกระชับสัดส่วนก็ทำให้พระองค์ขยับตัวแทบไม่ได้และหายใจแทบไม่ออก

            เจ้าหญิงทรงเดินออกไปร่วมงานวันเกิดของตัวเองโดยพยายามวางท่าให้สง่างามที่สุด  แต่ด้วยความคับของชุดราตรี  เจ้าหญิงก็เริ่มเหงื่อตกและหายใจไม่ออกจนหน้าเขียวขึ้นเรื่อย ๆ   จนกระทั่งเจ้าหญิงทรงอดทนแขม่วพุงต่อไปไม่ไหว  ตะเข็บของชุดราตรีที่แน่นเปรี๊ยะก็ปริออก ทำให้ชุดขาดจนโป๊ และเพชรพลอยต่างๆ  ก็ร่วงกระจายเต็มพื้นไปหมด

            เจ้าชายทั้ง 4 พระองค์รวมทั้งแขกรับเชิญทั้งหลายต่างตกใจและนึกขำไปในเวลาเดียวกัน  ส่วนเจ้าหญิงผู้เห็นแก่กินก็ทรงอายเกินกว่าจะทำอะไรต่อไปได้   พระองค์จึงตัดสินใจแกล้งสลบ เพื่อให้เรื่องราวทั้งหมดจบ ๆ ไป

            เหตุการณ์ในวันนั้นทำให้เจ้าหญิงได้รับบทเรียนครั้งสำคัญว่า  การชอบกินขนมไม่ใช่เรื่องผิด  แต่การกินขนมอย่างเกินพอดี และการไม่รู้จักแบ่งปันขนมให้แก่ผู้อื่นเป็นนิสัยที่มีแต่เสียกับเสีย

            นับจากวันนั้นเป็นต้นมา  เจ้าหญิงก็ปรับปรุงตัวเสียใหม่ ซึ่งเมื่อพระองค์แบ่งปันขนมให้แก่เพื่อน ๆ  พระองค์ก็ไม่ต้องกินขนมเกินขนาด ทั้งยังได้เป็นที่รักของเพื่อน ๆ  ทุกคนอีกด้วย

            หลายปีต่อมา  เจ้าหญิงผู้มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ก็เติบโตขึ้นเป็นเจ้าหญิงแสนสวยและกลายเป็นที่รักของคนทุกคนที่ได้พบเห็น 

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ฟูฟูกับเด็กเกเร

ในยุคปัจจุบัน กระแสต่อต้านการกลั่นแกล้งกัน เหยียดหยามกัน หรือบูลลี่กัน มีมากขึ้นเรื่อย ๆ นิทานเรื่องนี้ ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งลงในนิตยสารขวัญเรือนนานมาก ๆ แล้ว แต่ก็ยังคงเป็นนิทานที่ไม่ล้าสมัย ผมหวังว่าข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ จะสร้างภูมิคุ้มใจให้เด็ก ๆ ได้บ้าง ขอให้มีความสุขในการอ่านนิทานนะครับ

นิทานเรื่อง ฟูฟูกับเด็กเกเร

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งชื่อว่า “ฟูฟู” 

ฟูฟูเป็นเด็กตุ้ยนุ้ย  ผิวคล้ำ  แถมยังมีผมหยิกหยองฟูฟ่องสมชื่อ  ตลอดเวลา  ฟูฟูไม่เคยรู้สึกผิดแปลกกับรูปร่างของตัวเองเลย  เพราะฟูฟูถอดแบบมาจากคุณพ่อคุณแม่จนคนที่เห็นมักพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ไม่บอกก็รู้ว่าหนูลูกใคร”

อยู่มาวันหนึ่ง  ฟูฟูต้องย้ายไปเรียนในโรงเรียนแห่งใหม่  เพื่อน ๆ ในโรงเรียนแห่งนี้มีทั้งเด็กดีและเด็กเกเร  หลังจากฟูฟูเข้าเรียนได้ไม่นาน  ฟูฟูก็ถูกกลุ่มเด็กผู้ชายจอมเกเรล้อเลียนว่า “ฟูฟูหัวเหมือนรังนก  สุดแสนสกปรกมีรังนกอยู่บนหัว ฮ่าฮ่าฮ่า”

ฟูฟูเสียใจทุกครั้งที่ถูกเพื่อนล้อ  แม้ฟูฟูจะพยายามเดินหนี  แต่กลุ่มเด็กเกเรก็มักจะตามไปส่งเสียงล้อเลียนฟูฟูอยู่เสมอ  ยิ่งได้ฟัง…ฟูฟูก็ยิ่งรู้สึกว่าผมของเธอคงเหมือนรังนกจริง ๆ แถมมันยังดูสกปรกรกรุงรังขึ้นเรื่อย ๆ  ในที่สุด  ฟูฟูจึงไปปรึกษาคุณแม่ว่า เธอควรทำอย่างไรดี

คุณแม่ของฟูฟูเคยเปิดร้านเสริมสวย  เมื่อฟูฟูมาปรึกษา คุณแม่จึงค้นเครื่องมือที่เก็บไว้ แล้วยืดผมให้ฟูฟูจนเส้นผมตรงสลวยสวยเก๋

ฟูฟูดีใจที่เธอมีผมตรงสวยเหมือนเด็กผู้หญิงคนอื่น ๆ  ซึ่งเด็กผู้ชายคงล้อเลียนเธอไม่ได้อีกต่อไปแล้ว แต่กลุ่มเด็กเกเรปล่อยให้ฟูฟูสบายใจได้ไม่กี่วัน  มานานหลังจากนั้น  เด็กผู้ชายกลุ่มเดิมก็ส่งเสียงแกล้งฟูฟูว่า “ฟูฟูตัวดำเหมือนถ่าน  มองผ่าน ๆ นึกว่าถ่านเดินได้ ฮ่าฮ่าฮ่า”

เสียงล้อเลียนของเด็กเกเรทำให้ฟูฟูเสียใจมาก  ยิ่งได้ฟัง…ฟูฟูก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวของเธอดำขึ้นเรื่อย ๆ ในที่สุด  ฟูฟุจึงไปปรึกษาคุณแม่อีกครั้งว่า เธอควรทำอย่างไรดี

คุณแม่สงสารลูกสาวที่ถูกพวกเด็กผู้ชายรังแก  คุณแม่จึงนำสมุนไพรที่เคยใช้บำรุงผิวให้ลูกค้าในร้านเสริมสวยมาทาตัวให้ฟูฟู  ซึ่งหลังจากอาบน้ำขัดสีฉวีวรรณแล้ว  เนื้อตัวของฟูฟูก็ดูผุดผ่องเป็นยองใยจนเจ้าตัวอดยิ้มออกมาไม่ได้

เช้าวันต่อมา  พวกเด็กผู้ชายพากันตกใจที่ผิวพรรณของฟูฟุดูผุดผ่องขึ้นอย่างเห็นได้ชัด  ครั้นจะล้อฟูฟูแบบเก่าก็คงไม่เข้าท่า  แต่จะเลิกล้อเลิกแกล้งเด็กผู้หยิงอย่างฟูฟูก็คงหมดเรื่องสนุก  กลุ่มเด็กผู้ชายจึงคิดใหม่ทำใหม่โดยส่งเสียงล้อเลียนฟูฟูไปว่า  “ฟูฟูหุ่นเหมือนหมูหรือเจ้าหมูหุ่นเหมือนฟูฟูนะ ฮ่าฮ่าฮ่า”

ฟูฟูเสียใจที่กลุ่มเด็กผู้ชายยังคงหาเรื่องล้อเลียนเธออีก  แถมยิ่งฟัง…ฟูฟูก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวของเธออ้วนขึ้นเรื่อย ๆ  ฟูฟูอึดอัดมากจึงไปปรึกษาคุณแม่อีกครั้งว่า เธอควรทำอย่างไรดี

จริง ๆ แล้ว  ถ้าฟูฟูอยากผอมกว่านี้  เธอควรออกกำลังกายและเลือกกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ในปริมาณที่เหมาะสม  แต่คุณแม่เห็นว่าฟูฟูเป็นแค่เด็กท้วม ๆ ไม่ใช่เด็กอ้วน  เรื่องอาหารการกินและการออกกำลังกาย ฟูฟูก็ทำได้อย่างเหมาะสมอยู่แล้ว  คุณแม่จึงทบทวนเหตุการณ์ทั้งหมด แล้วแนะนำลูกสาวว่า

“แก้อะไรไปคนอื่นก็หาเรื่องล้อลูกได้อยู่ดี  เรามาแก้ที่ใจของตัวเองดีกว่าไหม  แก้ที่ใจ…ไม่ให้หวั่นไหวกับคำพูดของคนอื่น  ทำหัวใจให้นิ่ง ๆ กลาง ๆ  คนล้อก็ไม่สนุก  ตัวเราก็ไม่เป็นทุกข์  สุดท้าย  เขาก็จะเลิกล้อเลิกแกล้งเราไปเอง”

เมื่อฟูฟูได้ฟังคำของคุณแม่  ฟูฟูก็ได้คิด

ในความเป็นจริง  ฟูฟูชอบที่ตัวเองมีผมหยิกฟูเหมือนคุณพ่อคุณแม่  ชอบที่ตัวเองมีผิวสีน้ำผึ้งไม่ต่างจากคุณพ่อคุณแม่  และชอบที่ตัวเองมีรูปร่างตุ้ยนุ้ยคล้าย ๆ กับคุณพ่อคุณแม่  ฟูฟูชอบทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณพ่อคุณแม่ให้เธอมาตั้งแต่เกิด  แล้วเธอจะไปเดือดร้อนกับคำพูดคำล้อเลียนของคนอื่นเพื่ออะไร?

เมื่อเด็กหญิงตัวน้อยเข้าใจตัวเองอย่างกระจ่างชัด  เธอจึงยิ้มให้คุณแม่และพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับกลุ่มเด็กผู้ชายจอมเกเรอย่างไม่หวาดหวั่น

ในวันต่อมา  เมื่อเด็กเกเรล้อเลียนฟูฟูอีก  ฟูฟูจึงทำใจนิ่ง ๆ กลาง ๆ ไม่ยินดียินร้าย  ท้ายที่สุด  พวกเด็กเกเรก็เบื่อ แล้วหันไปแกล้งกันเองแทนที่จะแกล้งคนอื่น

การแก้ที่ใจทำได้ง่าย ๆ และช่วยให้หัวใจไม่เป็นทุกข์

ในที่สุด  เด็กผู้หญิงรูปร่างตุ้ยนุ้ย ผิวคล้ำ แถมยังมีผมหยิกหยองฟูฟ่องก็กลับมาร่าเริงสดใส โดยไม่มีความคิดหรือถ้อยคำของใครมาทำร้ายจิตใจของเธอได้อีก.

#นิทานนำบุญ

………………………………

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

วิกฤตอุกกาบาต

    นิทานเรื่อง วิกฤตอุกกาบาต

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีเกาะเล็ก ๆ ซึ่งแทบไม่มีใครรู้จักเกาะหนึ่งตั้งอยู่กลางมหาสมุทรที่แสนห่างไกล ในเกาะมีผู้คนอาศัยอยู่ราว 100 คน ครึ่งหนึ่งศรัทธาในพลังสื่อสารกับทวยเทพของแม่หมอผู้เชี่ยวชาญด้านโหราศาสตร์, ไสยศาสตร์และเวทมนตร์ลึกลับ อีกครึ่งหนึ่งเชื่อมั่นในสติปัญญาของผู้เฒ่านักคำนวณซึ่งมีความรู้วิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์อย่างหาตัวจับได้ยาก

การที่ชาวเกาะมีความเชื่อต่างกัน ทำให้พวกเขามักทะเลาะกันเป็นประจำ ฝ่ายหนึ่งหาว่าอีกฝ่ายงมงายไร้สาระ ส่วนอีกฝ่ายหาว่าฝ่ายตรงข้ามไม่เคารพเทวดาฟ้าดิน ไป ๆ มา ๆ ชาวเกาะจึงกินแหนงแคลงใจจนต้องแยกกันอยู่คนละฟากของเกาะ

วันหนึ่ง แม่หมอเพ่งมองลูกแก้วหยั่งรู้ แล้วทำนายว่าในอนาคตจะมีอุกกาบาตยักษ์นับร้อย ๆ ลูกพุ่งลงมายังบริเวณท้องทะเลซึ่งเป็นที่ตั้งของเกาะ

ครั้นเมื่อชาวเกาะที่เชื่อถือแม่หมอได้ฟังคำทำนาย พวกเขาก็พากันหวาดกลัวจนต้องรวมตัวสวดมนต์อ้อนวอนต่อเทวดาฟ้าดินกันตลอดทุกค่ำคืน

เมื่อชาวเกาะอีกฝ่ายเห็นเช่นนั้น พวกเขาก็หัวเราะเยาะ แล้วนำเรื่องไปเล่าให้พวกของตนฟัง จนเรื่องราวไปเข้าหูผู้เฒ่านักคำนวณ

ผู้เฒ่าไม่เคยปล่อยเรื่องราวใด ๆ ให้ผ่านไปง่าย ๆ  เมื่อผู้เฒ่าได้ฟังข่าว  ผู้เฒ่าจึงใช้กล้องส่องมองวิถีการโคจรของดวงดาว ซึ่งหลังจากเฝ้าดูอยู่หลายคืน ผู้เฒ่าก็เริ่มคำนวณ แล้วค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติม จนกระทั่งวันหนึ่ง ผู้เฒ่าก็แจ้งให้ชาวเกาะทั้งหมดได้ทราบว่า คำทำนายของแม่หมอเป็นคำทำนายที่ถูกต้อง โดยอุกกาบาตจะพุ่งชนเกาะในอีก 30 วันข้างหน้า!

ทันทีที่ชาวเกาะได้ฟัง เกาะทั้งเกาะก็ดูโกลาหลไปหมด  ชาวเกาะที่เคยสวดอ้อนวอนฟ้าดินเฉพาะเวลากลางคืน ก็เปลี่ยนมาสวดมนต์กันทั้งวันทั้งคืน ส่วนชาวเกาะที่เชื่อในหลักเหตุผล ก็วางแผนตัดต้นไม้มาสร้างเรือสำเภาขนาดใหญ่เพื่อขนของอพยพออกจากเกาะ

ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นทำให้ทั้งผู้เฒ่าและแม่หมอรู้สึกหดหู่  เกาะบ้านเกิดของผู้เฒ่าและแม่หมอ (รวมทั้งชาวเกาะทุกคน) เป็นที่อยู่อาศัยของพ่อแม่ปู่ย่าตายายมาช้านาน ผู้เฒ่าและแม่หมอไม่อยากให้เกาะบ้านเกิดต้องสูญสลาย รวมทั้งไม่อยากให้ชาวเกาะทอดทิ้งบ้านเกิดที่มีความทรงจำอันงดงามไปอยู่ที่อื่น ทั้งคู่จึงปรึกษาหารือกัน เพื่อคิดวิธีปกป้องเกาะจากอุกกาบาต

ผู้เฒ่ากับแม่หมอนั่งหารือกันอย่างเคร่งเครียดอยู่นาน…นานจนชาวเกาะสังเกตเห็น เมื่อชาวเกาะรู้ว่าผู้เฒ่ากับแม่หมอพยายามคิดวิธีปกป้องบ้านเกิด พวกเขาจึงได้สติและไม่อยากทิ้งภาระให้ผู้เฒ่าและแม่หมอต้องแบกรับ ทุกคนจึงตัดสินใจขอคิดหาวิธีปกป้องเกาะบ้านเกิดร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม แม้ชาวเกาะทุกคนจะพยายามคิดหาวิธีต่าง ๆ นานา แต่จนแล้วจนรอด พวกเขาก็ยังคิดหาวิธีดี ๆ ไม่ได้

ในขณะที่ทุกคนกำลังจนแต้ม มีเด็กน้อยคนหนึ่งลุกขึ้นยืนแล้วพูดออกมาว่า “ถ้าเราบังคับให้อุกกาบาตไปตกที่อื่นไม่ได้ และเราไม่อยากหนีออกจากเกาะ เราย้ายเกาะไปอยู่ที่อื่นที่ปลอดภัยจากอุกกาบาตดีไหมครับ”

คำพูดของเด็กน้อยอาจฟังดูน่าขำ แต่ผู้เฒ่าฉุกคิดขึ้นมาว่า ตนเองสามารถคำนวณพิกัดของน่านน้ำที่ปลอดภัยจากอุกกาบาตได้ ในขณะเดียวกัน ถ้าชาวเกาะคิดจะสร้างเรือที่มีใบเรือขนาดใหญ่อยู่แล้ว หากเปลี่ยนแผนเอาเรี่ยวแรงมาสร้างเสากระโดงและใบเรือที่กลางเกาะ โดยให้ชาวเกาะที่เหลือไปสร้างหางเสือขนาดใหญ่ที่ท้ายเกาะ จากนั้น ให้แม่หมอสื่อสารกับเทวดาฟ้าดินขอให้บันดาลลมพายุและคลื่นน้ำช่วยกระหน่ำซัดเกาะอย่างต่อเนื่อง เกาะทั้งเกาะอาจเคลื่อนที่พ้นจากวิถีการตกของอุกกาบาตนับร้อย ๆ ลูกก็เป็นได้

 ครั้นเมื่อผู้เฒ่าเสนอความคิด ทุกคนในเกาะก็พร้อมใจลงมือทำหน้าที่ของตัวเองโดยไม่มีใครอิดออด จนกระทั่งเวลาผ่านไป 2 สัปดาห์ เสากระโดงขนาดยักษ์, ใบเรือและหางเสือของเกาะก็เสร็จสมบูรณ์

เมื่ออุปกรณ์พร้อม ผู้เฒ่าจึงใช้ความรู้ด้านการคำนวณกำหนดทิศทางการเคลื่อนที่, มุมในการกางใบและองศาของหางเสือ

ส่วนแม่หมอก็ใช้พลังวิเศษขอคลื่นลมจากทวยเทพ ให้ช่วยโหมกระหน่ำซัดเกาะอย่างสุดแรงเกิด จนกระทั่ง 2 สัปดาห์ต่อมา เกาะก็เคลื่อนตัวจากตำแหน่งเดิมไปยังจุดที่ปลอดภัยกลางมหาสมุทรได้อย่างน่าอัศจรรย์

หลังจากเกาะเคลื่อนที่ไปยังตำแหน่งที่กำหนดได้แค่เพียงคืนเดียว  อุกกาบาตก็เริ่มตกจากฟากฟ้าตามที่ผู้เฒ่าและแม่หมอได้ทำนายเอาไว้ อุกกาบาตนับร้อย ๆ ลูกตกจากฟ้าดูสวยแต่ชวนให้รู้สึกหวาดหวั่น 

หากชาวเกาะทั้งหมดไม่ร่วมแรงร่วมใจกัน พวกเขาอาจต้องทิ้งเกาะบ้านเกิด โดยปล่อยให้เกาะถูกอุกกาบาตทำลายจนสูญหายไปจากโลก แต่เมื่อทุกคนสามัคคีกัน พวกเขาก็รักษาเกาะบ้านเกิดเอาไว้ได้สำเร็จ

ผู้เฒ่า, แม่หมอ รวมทั้งชาวเกาะทุกคนต่างมีความสุขที่พวกเขาปกป้องเกาะบ้านเกิดเอาไว้ได้ และแล้ว…หัวใจของชาวเกาะทั้งหมดก็กลับมาหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันอีกครั้ง

#นิทานนำบุญ

…………………….

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

เปลือกกับเมล็ด

นิทานก่อนนอนเรื่อง “เปลือกกับเมล็ด” เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ตั้งใจแต่งเป็นนิทานภาคต่อ ของนิทานไทยพื้นบ้านที่ชื่อ “ตาอินกับตานา” แต่การแต่งนิทานภาคต่อจากนิทานไทยพื้นบ้านไม่ใช่เรื่องง่ายเลย หวังว่านิทานเรื่องนี้คงถูกใจคุณผู้อ่านบ้างนะครับ

นิทานเรื่อง เปลือกกับเมล็ด

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กน้อยคู่หนึ่งเป็นเพื่อนสนิทที่คุ้นเคยกันมาตั้งแต่ยังแบเบาะ พวกเขาเกิดในวันเดียวกัน เดือนเดียวกันและปีเดียวกัน  มิหนำซ้ำ คุณตาของพวกเขายังเป็นสหายที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาเสียอีก  ด้วยเหตุนี้  เจ้าหนูทั้งสองคนจึงสนิทสนมกลมเกลียวกันจนใคร ๆ ต่างก็รู้กันไปทั่ว

วันหนึ่ง  เด็กทั้งสองพากันออกไปเที่ยวเล่นในป่าดังเช่นที่เคยเป็น  แต่เมื่อทั้งคู่วิ่งลัดเลาะไปใกล้ ๆ กับแม่น้ำ   พวกเขาก็ได้ยินเสียงใครบางคนร้องเรียกให้ช่วย  เมื่อเด็กน้อยมองไปยังแม่น้ำ  พวกเขาก็เห็นภูตตัวจิ๋วกำลังกระเสือกกระสนต่อสู้กับกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก   เด็กทั้งสองรู้ดีว่า หากพวกเขาไม่ช่วยเจ้าภูตเอาไว้  ภูตตัวจิ๋วก็คงจะต้องจมลงไปนอนอยู่ที่ก้นของแม่น้ำเป็นแน่   ดังนั้น เด็กทั้งสองจึงพร้อมใจกันกระโดดลงไปช่วยภูตน้อยโดยไม่คิดถึงอันตรายที่รออยู่เบื้องหน้า

เมื่อเด็กทั้งสองช่วยชีวิตภูตตัวจิ๋วขึ้นมาจากน้ำได้สำเร็จ   ภูตตัวจิ๋วจึงมอบผลไม้สายรุ้งซึ่งเป็นผลไม้ของชาวภูตให้แก่เด็กน้อยทั้งสองเพื่อเป็นรางวัลแห่งความกล้าหาญ   ผลไม้สายรุ้งหนึ่งพวงจะประกอบไปด้วยผลสายรุ้งเจ็ดผล  โดยแต่ละผลจะมีรสชาติและสีสันแตกต่างกันไปตามสีของสายรุ้ง   เมื่อภูตตัวจิ๋วมอบผลไม้สายรุ้งให้แก่เด็กทั้งสองแล้ว  เจ้าภูตน้อยก็ขยับปีกบางใส แล้วบินหายลับไปสู่ดินแดนที่แสนลึกลับ

ทันทีที่ภูตน้อยบินจากไป  เด็กทั้งสองก็จัดแจงแบ่งผลไม้สายรุ้งกัน โดยทั้งคู่พยายามที่จะไม่ให้ใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบ  เด็กทั้งสองจ้องมองผลไม้ตาไม่กระพริบ   ผลไม้สายรุ้งแต่ละสีล้วนแล้วแต่น่าลิ้มลองด้วยกันทั้งนั้น   มิหนำซ้ำ  มันยังไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ที่จะแบ่งผลไม้เจ็ดผลให้แก่คนสองคนโดยไม่เหลือเศษ  และด้วยความยากลำบากในการแบ่งสันปันส่วนนี้เอง   ในที่สุด   การทะเลาะเบาะแว้งของเพื่อนรักทั้งสองจึงเริ่มต้นขึ้น

เมื่อเวลาผ่านไป  ความขัดแย้งของเด็กทั้งสองก็มีทีท่าว่าจะบานปลายออกไปเรื่อยๆ   จวบจนเมื่อพระอาทิตย์คล้อยต่ำ   เด็กทั้งสองจึงตัดสินใจนำผลไม้สายรุ้งกลับไปให้คุณตาของพวกเขาช่วยจัดการแบ่งสันปันส่วนให้ 

คุณตาของเด็กคนแรกมีชื่อว่า ‘ตาอิน’   ส่วนคุณตาของเด็กอีกคนมีชื่อว่า ‘ตานา’   ตาอินกับตานาเป็นเพื่อนรักที่คบหากันมาตั้งแต่สมัยยังหนุ่ม แม้ว่าตาอินกับตานาจะเป็นเพื่อนรักที่มักจะช่วยเหลือเกื้อกูลกันอยู่เสมอ แต่ครั้งหนึ่ง ทั้งคู่ก็เคยขัดแย้งแย่งปลากัน จนทำให้ชายเจ้าเล่ห์สบโอกาสใช้อุบายแย่งปลาไปกินได้อย่างหน้าตาเฉย ตาอินกับตานาได้รับบทเรียนจากการทะเลาะเบาะแว้งของพวกตน ดังนั้น เมื่อหลานของพวกเขาเกิดการขัดแย้งกันเช่นนี้ ตาอินกับตานาจึงตั้งใจที่จะมอบบทเรียนให้แก่หลานทั้งสองเช่นเดียวกับที่พวกตนเคยประสบมาก่อน

หลังจากที่ตาอินกับตานาหารือกันอยู่ครู่หนึ่ง   ในที่สุด ชายชราทั้งสองคนก็ตัดสินใจแบ่งผลไม้สายรุ้งออกเป็นสามส่วน  โดยทั้งคู่ปอกเปลือกผลไม้ส่งให้หลานของตาอิน แล้วแยกเมล็ดของผลไม้มอบให้หลานของตานา   จากนั้น  พวกเขาก็แกล้งเก็บเนื้อของผลไม้ใส่จานเอาไว้เอง โดยบอกกับหลาน ๆ ว่า  มันเป็นค่าตอบแทนของตาทั้งสองสำหรับการแบ่งสันปันส่วนในครั้งนี้

เมื่อเด็ก ๆ ทราบวิธีการแบ่งผลไม้สายรุ้งของคุณตา  พวกเขาก็พากันโวยวายและหาว่าการแบ่งผลไม้ของตาอินกับตานาไม่มีความเป็นธรรมเลยสักนิด  แต่ตาอินกับตานาก็ยังคงยืนกรานว่ามันเป็นการจัดแบ่งที่เหมาะสมที่สุดแล้ว  เพราะในขณะที่หลานของตาอินไม่อยากได้เปลือกผลไม้  หลานของตานาก็ไม่ต้องการเมล็ดผลไม้ด้วยเช่นกัน  ดังนั้น  เมื่อต่างฝ่ายต่างไม่พอใจกับส่วนแบ่งที่ตนได้รับ  การแบ่งสรรปันส่วนในครั้งนี้จึงถือได้ว่ายุติธรรมมากที่สุด

เด็กทั้งสองต่างจนด้วยคำพูด    และหลังจากนั้น  ตาอินกับตานาก็เอ่ยปากสอนหลานทั้งสองคนว่า  แม้เปลือกกับเมล็ดของผลไม้ที่หลานทั้งสองได้รับไปอาจจะดูไม่มีค่า  แต่หากหลานทั้งสองลองใช้ความคิดร่วมกันและสมัครสมานสามัคคีกันดังเช่นในวันก่อน ๆ   อีกไม่นาน  หลานทั้งสองก็จะได้ลองลิ้มชิมรสชาติของผลไม้สายรุ้งนี้อย่างไม่มีทางเป็นอื่นไปได้

เมื่อเด็กน้อยได้ฟังถ้อยคำของคุณตาสุดที่รัก  ทั้งคู่ก็หันหน้าเข้าหากันและช่วยกันคิดหาวิธีทำเปลือกและเมล็ดที่ได้รับให้กลายเป็นผลไม้สายรุ้งขึ้นมาอีกครั้ง   เด็กน้อยไตร่ตรองกันอยู่ครู่ใหญ่  และแล้ว…เด็กทั้งสองคนก็เข้าใจความหมายที่คุณตาตั้งใจจะบอกพวกเขา

เด็กทั้งสองคนก้มกราบคุณตาที่ท่านกรุณาให้บทเรียนอันล้ำค่า   จากนั้น  ทั้งคู่ก็นำเมล็ดของผลไม้สายรุ้งไปปลูกที่สวนหลังบ้าน  โดยใช้เปลือกผลไม้ที่ได้รับเป็นปุ๋ยในการบำรุงเมล็ดพันธุ์ให้งอกงามแข็งแรง  

เด็กทั้งสองเฝ้าดูแลต้นไม้ของพวกเขาทุก ๆ วัน   ในที่สุด  ต้นไม้แห่งมิตรภาพของพวกเขาก็ค่อย ๆ เติบโตขึ้น  พร้อมกับผลิดอกออกผลให้เด็กทั้งสองได้ลิ้มลองรสชาติอันแสนวิเศษของมันอย่างเต็มอิ่ม   เด็กทั้งสองคนดีใจที่ได้ชิมรสชาติของผลไม้สายรุ้งทั้งเจ็ดสี แต่ที่เหนือไปกว่านั้น…. พวกเขามีความสุขมากที่ได้รับบทเรียนครั้งสำคัญ ซึ่งจะทำให้ความเป็นเพื่อนของพวกเขามั่นคงและแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นกว่าเดิมนับล้าน ๆ เท่า  

และนับจากเหตุการณ์ในคราวนั้นเป็นต้นมา  เพื่อนรักทั้งสองก็ไม่เคยทะเลาะเบาะแว้งกันอีกเลยแม้สักครั้ง

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

เจ้าชายยอดนักปั้น

นิทานก่อนนอนเรื่อง “เจ้าชายยอดนักปั้น” เป็นนิทานแนวผจญภัย ประเภทเดียวกับนิทานก่อนนอนเรื่อง “อัศวินกระดาษวิเศษ” หรือ “เจ้าหญิงในฝัน” ซึ่งปกติ ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) มักเรียกนิทานแนวนี้เล่น ๆ ว่า นิทานแนวบุกภูเขาเผากระท่อม คือ เป็นนิทานที่ตัวเอกต้องลุยฝ่าด่านที่อันตรายเพื่อไปช่วยใครสักคนซึ่งมักเป็นคนที่เขารัก นิทานเรื่อง “เจ้าชายยอดนักปั้น” เป็นนิทานที่มีเนื้อเรื่องสนุกสนาน และอาจใช้เป็นนิทานที่เล่าก่อนการทำกิจกรรมการปั้นดินน้ำมันหรือการปั้นในรูปแบบอื่น ๆ ผมหวังว่าทั้งเด็ก ๆ และคุณพ่อคุณแม่น่าจะชอบนิทานเรื่องนี้กันนะครับ

นิทานเรื่อง เจ้าชายยอดนักปั้น

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มียักษ์เกเรตนหนึ่งบุกเข้าไปในเมืองของพระราชา แล้วจับเจ้าหญิงผู้แสนน่ารักไปขังเอาไว้ในถ้ำของมันที่ตั้งอยู่บนเกาะกลางทะเลลึก

พระราชาทรงตกใจและเป็นห่วงเจ้าหญิงมาก เพราะเจ้ายักษ์เกเรมีเรี่ยวแรงมหาศาล  แถมยังมีผิวหนังที่หนาจนฟันแทงไม่เข้า รวมทั้งมันยังรู้จักวิชาเวทมนตร์ต่าง ๆ เสียอีก  ด้วยเหตุนี้เอง  พระราชาจึงรีบส่งจดหมายไปหาเจ้าชายแห่งเมืองต่าง ๆ ให้มาช่วยเหลือเป็นการด่วน

แม้เจ้าชายทั้งหลายจะอยากช่วยเจ้าหญิงให้พ้นจากอันตราย แต่เนื่องจากยักษ์เกเรร้าย-กาจเกินกว่าจะปราบให้อยู่หมัดได้ง่าย ๆ  เจ้าชายเกือบทุกพระองค์จึงไม่อยากเอาตัวเข้าไปเสี่ยง เว้นก็แต่เจ้าชายมโนแห่งอาณาจักรดินเหนียวเพียงองค์เดียว ที่พระองค์ทรงเป็นห่วงเจ้าหญิงมาก  เจ้าชายมโนจึงตัดสินใจไปช่วยเจ้าหญิงโดยไม่เกรงกลัวต่อภยันตรายใด ๆ ทั้งสิ้น

เจ้าชายมโนทรงมีความสามารถพิเศษในการปั้นดินแล้วร่ายคาถาทำให้มันมีชีวิต!  เมื่อเจ้าชายต้องการไปช่วยเจ้าหญิง  เจ้าชายจึงปั้นดินเหนียวเป็นม้ามีปีกตัวเล็ก ๆ  จากนั้น พระองค์ก็ร่ายเวทมนตร์จนม้าขยายขนาดและมีชีวิตขึ้น  ครั้นเมื่อพาหนะพร้อม  เจ้าชายก็กระโดดขึ้นขี่หลังม้า แล้วให้ม้าพาพระองค์บินข้ามทะเลไปยังเกาะของเจ้ายักษ์ทันที

เมื่อเจ้าชายไปถึงเกาะของยักษ์  เจ้าชายพบว่ายักษ์เกเรได้ใช้เวทมนตร์เสกทรายเป็นกองทหารเพื่อตรวจตราและจัดการกับผู้ที่บุกรุก  เมื่อเจ้าชายเห็นดังนั้น พระองค์จึงบังคับให้ม้าบินร่อนลงยังหลังโขดหินที่ลับตาคน  จากนั้น  พระองค์ก็ปั้นดินเป็นกองทหารดินเหนียวที่มีฝีมือในการต่อสู้  แล้วปล่อยให้ทหารดินออกไปจัดการกับเหล่าทหารทรายทั้งหลาย

เวลาผ่านไปไม่นานนัก กองทหารดินที่มีเนื้อตัวแข็งแรงกว่าและมีฝีมือในการต่อสู้ที่เหนือ กว่าก็จัดการเหล่าทหารทรายทั้งหลายได้จนสิ้นซาก ครั้นเมื่อยักษ์เกเรเห็นสมุนของมันพ่ายแพ้ไม่เป็นท่า มันจึงออกมาจากถ้ำ แล้วตรงเข้าต่อสู้กับกองทหารดินทันที

เมื่อเจ้าชายทรงเห็นว่ายักษ์เกเรออกโรงมาสู้ด้วยตัวเอง  เจ้าชายจึงปั้นดินเป็นอาวุธวิเศษทั้งหอกและดาบ เพื่อให้ทหารใช้ต่อสู้กับเจ้ายักษ์ที่มีฝีมือร้ายกาจ 

แม้หอกและดาบที่เจ้าชายเสกขึ้นจะมีความแหลมคมเป็นพิเศษ  แต่มันก็ไม่อาจทำให้ ยักษ์เกเรเกิดริ้วรอยได้เลยแม้แต่น้อย  และเพียงครู่เดียว  ยักษ์เกเรก็ปราบทหารดินของเจ้าชายได้จนหมด

ในขณะนั้น  เจ้ายักษ์รู้แล้วว่า คงมีใครบางคนบุกรุกเข้ามาบนเกาะ แล้วใช้เวทมนตร์เสกทหารดินมาต่อสู้กับมัน  เจ้ายักษ์โกรธมาก  มันจึงดมกลิ่นตามหาผู้บุกรุกพลางร้องขู่ว่ามันจะหักกระดูกของผู้บุกรุกให้ป่นเป็นผงธุลี

เมื่อเจ้าชายซึ่งหลบอยู่หลังโขดหินเห็นว่าทั้งทหารผู้มีฝีมือและอาวุธวิเศษต่าง ๆ ไม่อาจปราบเจ้ายักษ์เกเรได้  พระองค์จึงพยายามคิดปั้นดินเป็นสิ่งอื่นที่มีอานุภาพมากกว่านั้น

เจ้าชายทรงรวบรวมสมาธิใช้ความคิดอย่างเต็มที่  แต่เนื่องจากเวลามีจำกัดและเจ้ายักษ์ก็เดินใกล้เข้ามามากขึ้นเรื่อย ๆ  ในที่สุด เจ้าชายจึงจำต้องตัดใจแล้วหันมาปั้นดินเป็นนกพิราบเพื่อให้มันส่งข่าวไปบอกลาเสด็จพ่อกับเสด็จแม่ที่พระองค์รักยิ่งชีวิต

ในขณะนั้นเอง  ความคิดบางอย่างก็สว่างวาบขึ้นในใจของเจ้าชาย  เจ้าชายทรงยิ้มแล้วหยุดปั้นนกพิราบดังที่ตั้งใจเอาไว้ในตอนแรก  จากนั้น  พระองค์ก็ทรงปั้นดินเป็นสิ่งอื่นที่อาจทำให้พระองค์รอดชีวิตและน่าจะทำให้พระองค์ช่วยเจ้าหญิงได้สำเร็จ

สิ่งที่เจ้าชายปั้นและร่ายมนตร์ชุบชีวิตขึ้นมาใหม่ก็คือร่างของพ่อยักษ์และแม่ยักษ์ผู้เป็นพ่อกับแม่ของเจ้ายักษ์เกเรนั่นเอง

ทันทีที่พ่อยักษ์กับแม่ยักษ์ฟื้นคืนชีวิต  ทั้งคู่ก็ตรงเข้าไปหายักษ์เกเรผู้เป็นลูกชาย  จากนั้น พ่อยักษ์ก็จับเจ้ายักษ์เกเรตีก้น  ส่วนแม่ยักษ์ก็ร้องไห้ที่เห็นลูกชายทำตัวเกเรไม่สมกับที่นางเคยสั่งสอนเอาไว้

ยักษ์เกเรตกใจมากที่เห็นพ่อกับแม่มาปรากฏตัวอยู่ต่อหน้า  มันเจ็บก้นที่ถูกพ่อยักษ์ตี  แต่มันเจ็บใจตัวเองมากกว่าที่ทำให้แม่ยักษ์ผู้เป็นที่รักต้องร้องไห้ 

เจ้ายักษ์เกเรนึกถึงภาพวันเก่าๆ  ที่พ่อกับแม่คอยพร่ำสอนให้มันเติบโตขึ้นเป็นยักษ์ที่ดี…ไม่ไปเกะกะระรานรังแกใคร ๆ   ยิ่งคิดเจ้ายักษ์เกเรก็ยิ่งรู้สึกผิด  มันจึงสัญญากับพ่อแม่ว่ามันจะไม่เกเรกับใคร ๆ อีกแล้ว 

ในที่สุด  เจ้ายักษ์ก็ยอมปล่อยตัวเจ้าหญิงให้กลับเมืองแต่โดยดี  มันขอบคุณเจ้าชายที่ปั้น ดินเป็นพ่อกับแม่ของมันเพื่อเตือนสติให้มันทำตัวดีสมกับที่พ่อกับแม่วาดหวังเอาไว้ 

เจ้าชายดีใจมากที่เห็นยักษ์เกเรกลับตัวกลับใจได้  หลังจากนั้น เจ้าชายก็พาเจ้าหญิงไปส่งที่เมืองของพระราชา  ซึ่งในเวลาต่อมา  เจ้าชายกับเจ้าหญิงก็ได้แต่งงานกันและอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขจนมีลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

จานบินจากดาวขนมหวาน

เวลาพูดถึงนิทาน หลายคนอาจนึกถึงเรื่องราวเกี่ยวกับเจ้าหญิงเจ้าชาย พ่อมดแม่มด หรือเรื่องเกี่ยวกับสัตว์ต่าง ๆ แต่นิทานเกี่ยวกับจานบินและมนุษย์ต่างดาว คงเป็นนิทานที่น้อยคนจะนึกถึง ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ในฐานะนักแต่งนิทานจึงนึกสนุก อยากลองแต่งนิทานเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวดูบ้าง หวังว่านิทานเรื่องนี้จะเป็นนิทานอีกเรื่องที่เด็ก ๆ ชอบนะครับ

นิทานเรื่อง จานบินจากดาวขนมหวาน

กาลครั้งหนึ่ง มีจานบินขนาดเล็กลำหนึ่งเกิดขัดข้องจนต้องร่อนลงจอดที่เนินเขาทางตอนเหนือของดินแดนแห่งรอยยิ้ม เมื่อเด็ก ๆ เห็นจานบินลำดังกล่าว ทุก ๆ คนจึงพากันวิ่งมาห้อมล้อมจานบินลำน้อยด้วยความตื่นเต้น

หลังจากนั้นไม่นาน เด็ก ๆ ก็เห็นมนุษย์ต่างดาวตัวจิ๋วเปิดประตูจานบินออกมาโดยมีน้ำตานองหน้า ตอน แรก…เด็ก ๆ คิดว่ามนุษย์ต่างดาวคงเจ็บเพราะจานบินร่อนลงกระแทกกับพื้น แต่หลังจากที่พวกเขาได้สนทนากับเพื่อนใหม่จากห้วงอวกาศ เด็ก ๆ ทุกคนก็ได้ทราบว่าสาเหตุที่ทำให้เพื่อนใหม่ของพวกเขาร้องไห้ ก็เพราะมนุษย์ต่างดาวตัวจิ๋วคิดว่าตนเองคงไม่มีโอกาสได้กลับไปพบพ่อแม่พี่น้องที่ดาวขนมหวานบ้านเกิดของเขาอีกแล้ว

เด็ก ๆ ชาวเหนือนึกสงสารเพื่อนใหม่ของพวกเขามาก พวกเขาอยากจะช่วยมนุษย์ต่างดาวตัวจิ๋วให้ได้กลับไปยังดาวขนมหวาน ด้วยเหตุนี้ ทุก ๆ คนจึงช่วยกันคิดหาวิธีซ่อมแซมจานบินเพื่อให้มันสามารถทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้าได้อีกครั้ง

เมื่อเด็ก ๆ ช่วยกันตรวจสอบจานบินลำน้อยอยู่พักใหญ่ ในที่สุด พวกเขาก็พบว่าสาเหตุที่ทำให้จานบินต้องลงจอดอย่างฉุกเฉิน เกิดขึ้นเพราะถังน้ำมันของจานบินมีรอยรั่วเล็ก ๆ อยู่รอยหนึ่ง ดังนั้น การที่จะทำให้จานบินสามารถบินได้อีกครั้งจึงไม่ใช่เรื่องยาก เพราะเพียงแค่หาช่างมาซ่อมถังน้ำมันสักนิด แล้วเติมน้ำมันลงไปในถังสักหน่อย เพียงเท่านี้…มนุษย์ต่างดาวตัวจิ๋วก็คงจะสามารถกลับบ้านได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

อย่างไรก็ตาม แม้เด็ก ๆ จะรู้วิธีในการแก้ปัญหาทั้งหมดแล้ว แต่สิ่งที่เด็ก ๆ ยังขาดอยู่ก็คือหนทางในการหาเงินเพื่อใช้จ้างช่างและซื้อน้ำมันมาเติมให้แก่จานบิน เด็ก ๆ พากันครุ่นคิดจนหน้านิ่วคิ้วขมวดไปหมด และทันใดนั้นเอง มนุษย์ต่างดาวตัวจิ๋วก็เสนอวิธีในการหาค่าน้ำมันที่น่าสนใจเป็นที่สุด!

มนุษย์ต่างดาวตัวจิ๋วบอกเด็ก ๆ ชาวเหนือผู้มีไมตรีว่า สิ่งที่ขึ้นชื่อที่สุดของดาวขนมหวานก็คือขนมหวานแสนอร่อย ถ้าเด็ก ๆ ไม่รังเกียจ ตัวเขาก็อยากจะลองทำขนมสุดวิเศษแล้วให้เด็ก ๆ ช่วยนำออกเร่ขายให้สักหน่อย

เด็ก ๆ ทุกคนยินดีที่จะช่วยเพื่อนของพวกเขาอย่างเต็มที่ และหลังจากนั้นไม่นาน ปฏิบัติการทำขนมของมนุษย์ต่างดาวตัวจิ๋วก็เริ่มต้นขึ้น

มนุษย์ต่างดาวตัวจิ๋วทำขนมหวานขนาดกระจิ๋วหลิวตามสูตรลับที่เลื่องชื่อไปทั่วทั้งจักรวาล เพียงชั่วเวลาแค่ครู่เดียว ขนมแปลก ๆ สารพัดอย่าง เช่น ขนมอึมป๋อยที่ทั้งหวานทั้งกรุบกรอบ หรือขนมจี๊ดสบึ้มที่เปรี้ยวจี๊ดเผ็ดจัด แต่กลับมีรสชาติดึงดูดใจให้อยากกินซ้ำแล้วซ้ำอีกก็สำเร็จเสร็จออกมาจนพร้อมที่จะให้เด็ก ๆ นำมันออกไปเร่ขาย

ไม่ช้าไม่นานนัก ขนมสูตรพิเศษก็ทำให้มนุษย์ต่างดาวตัวจิ๋วสามารถซ่อมแซมจานบินลำน้อยและเติมน้ำมันให้จานบินได้เป็นผลสำเร็จ

เมื่อเพื่อนต่างดาวพร้อมที่จะลากลับบ้าน เด็ก ๆ จากดินแดนแห่งรอยยิ้มจึงคิดหาวิธีส่งเพื่อนรักของพวกเขาด้วยวิธีเก่าแก่ที่น่าประทับใจ

ค่ำคืนนั้น หลังจากที่ทุกคนสวัสดีอำลาเพื่อนรักตัวจิ๋วเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เด็ก ๆ ทั้งหลายก็พากันจุดไฟที่โคมกระดาษ ซึ่งทำให้โคมกระดาษลอยขึ้นสู่ฟากฟ้าไปพร้อม ๆ กับจานบินลำน้อย…แลดูงดงามราวกับภาพเนรมิต

มนุษย์ต่างดาวตัวจิ๋วซาบซึ้งในไมตรีจิตของเพื่อนทุก ๆ คน แม้วันนี้…เขาจะได้กลับไปซบอ้อมอกของพ่อกับแม่ที่ดาวขนมหวานแล้วก็ตาม แต่ความรู้สึกดี ๆ ที่เขาได้รับจากเพื่อน ๆ ก็ยังคงประทับอยู่ในใจของเขาอย่างไม่มีวันลบเลือนไปได้

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ติ๊ดตี่…นางฟ้านักคิด

นิทานก่อนนอนเรื่อง “ติ๊ดตี่…นางฟ้านักคิด” เป็นนิทานเกี่ยวกับการใช้ความคิดในการแก้ปัญหา ซึ่งถือว่าเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของนิทานนำบุญ นิทานในลักษณะนี้มีประโยชน์มากในแง่การสร้างทัศนคติที่ถูกต้องให้แก่เด็ก ๆ ผมในฐานะผู้แต่งนิทานหวังว่านิทานเรื่องนี้จะให้ทั้งความสนุกและประโยชน์แก่ผู้อ่านทุกคนนะครับ

นิทานเรื่อง ติ๊ดตี่…นางฟ้านักคิด

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีนางฟ้าฝึกหัดองค์หนึ่งชื่อว่า”ติ๊ดตี่”   ติ๊ดตี่เรียนวิชาเวทมนตร์มาหลายปี  พอใกล้เรียนจบ คุณครูนางฟ้าจึงขอทดสอบติ๊ดตี่ด้วยการให้ติ๊ดตี่ออกเดินทางไปช่วยเหลือผู้คนให้ได้อย่างน้อย 3 คน โดยมีข้อแม้คือ…ห้ามใช้เวทมนตร์ใด ๆ ในการช่วยเหลือผู้คนเหล่านั้นเป็นอันขาด

ติ๊ดตี่แปลกใจและคิดว่าคุณครูอาจพูดผิด  เพราะนางฟ้ากับการใช้เวทมนตร์เป็นของคู่กัน แต่เมื่อคุณครูยืนยันตามที่พูด  ติ๊ดตี่จึงต้องทำตามคำของคุณครูอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

วันรุ่งขึ้น  ติ๊ดตี่ออกเดินทางจนได้พบเด็กชายคนหนึ่งนั่งร้องไห้อยู่กับน้องตัวเล็ก ๆ ของเขา   เมื่อติ๊ดตี่ซักถาม  เด็กคนพี่จึงบอกติ๊ดตี่ว่า  เขากับน้องเป็นเด็กกำพร้า  วันนี้เป็นวันเกิดของน้อง ตัวเขาในฐานะพี่ชายจึงอยากหาขนมเค้กมาฉลองวันเกิดให้  แต่เขามีเงินน้อย ไม่พอซื้อขนมเค้ก  เขาจึงร้องไห้เพราะเสียใจที่ทำให้น้องมีความสุขไม่ได้ 

เมื่อติ๊ดตี่ได้ฟัง  เธอก็เห็นใจเด็กน้อยสองพี่น้องมาก  แม้เธอจะใช้เวทมนตร์ช่วยเหลือเด็กทั้งสองไม่ได้  แต่เธอมีใจอยากช่วยพวกเขาจริง ๆ  ติ๊ดตี่จึงลองคิด…คิด…แล้วก็คิด  ในที่สุด  เธอก็เกิดความคิดดี ๆ ขึ้นในใจ

ติ๊ดตี่บอกเล่าสิ่งที่คิดให้เด็กน้อยคนพี่ฟัง โดยเธอบอกให้เขาเอาเงินไปซื้อขนมปังมาปิ้ง ทาเนย  ราดน้ำผึ้ง จากนั้น ให้วางขนมปังซ้อนกันเป็นชั้น ๆ แล้วปักเทียนลงไปที่ด้านบน เพื่อเปลี่ยนขนมปังให้กลายเป็นขนมฉลองวันเกิดที่ไม่มีใครเหมือน  เด็กน้อยชอบความคิดของติ๊ดตี่มาก  เขาจึงขอบคุณติ๊ดตี่แล้วรีบทำตามคำแนะนำอย่างไม่รอช้า 

เมื่อติ๊ดตี่ช่วยสองพี่น้องได้สำเร็จ  เธอก็เดินทางต่อจนเจอชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งหน้าเศร้าอยู่ใต้ต้นไม้   หลังจากที่ได้พูดคุยสอบถาม  ติ๊ดตี่ก็พบว่า  ชายหนุ่มคนนี้แอบไปหลงรักหญิงสาวสูงศักดิ์เข้า  ชายหนุ่มอยากมอบดอกไม้ให้เธอสักช่อ  แต่ดอกไม้ตามร้านมีราคาแพงมาก เขาจึงมีเงินไม่พอที่จะซื้อดอกไม้ไปให้  แม้ติ๊ดตี่จะใช้เวทมนตร์เสกดอกไม้ให้ชายหนุ่มไม่ได้  แต่เธอก็มีใจอยากช่วยเขาจริง ๆ  ติ๊ดตี่จึงลองคิด…คิด…แล้วก็คิด  ในที่สุด  เธอก็เกิดความคิดดี ๆ ขึ้นในใจ

ติ๊ดตี่เสนอสิ่งที่คิด โดยแนะนำให้ชายหนุ่มลองเก็บดอกไม้ข้างทางและดอกไม้ริมรั้วที่ผู้คนมองข้ามมาจัดให้กลายเป็นช่อดอกไม้ที่สวยงามไม่ซ้ำใคร  เมื่อชายหนุ่มได้ฟัง  เขาจึงลองทำตามและจัดดอกไม้เหล่านั้นจนได้ช่อดอกไม้ที่ดูสวยงามและแปลกตาเป็นพิเศษ  ชายหนุ่มขอบคุณติ๊ดตี่ที่ให้คำแนะนำอันมีค่า  จากนั้น เขาก็รีบนำช่อดอกไม้ไปมอบให้หญิงสาวที่เขาหลงรักทันที

เมื่อติ๊ดตี่ช่วยเหลือชายหนุ่มได้สำเร็จ  เธอก็เดินทางต่อจนพบตายายสองคนที่มีแผงขายของเล็ก ๆ อยู่ริมทาง  คุณตากับคุณยายดูมีสีหน้าเศร้าหมอง เพราะทั้งคู่มีเงินน้อยจึงไม่มีทุนรอนหาของที่น่าสนใจมาขาย  แม้ติ๊ดตี่จะใช้เวทมนตร์เสกข้าวของมาให้คุณตากับคุณยายขายไม่ได้  แต่เธอก็อยากช่วยท่านทั้งสองจริง ๆ    ติ๊ดตี่จึงลองคิด…คิด…แล้วก็คิด  ในที่สุด  เธอก็เกิดความคิดดี ๆ ขึ้นในใจ

ติ๊ดตี่ทดลองทำตามสิ่งที่เธอคิด โดยนำเศษไม้และวัสดุธรรมชาติที่หาได้ทั่วไปมาประกอบเป็นรูปร่าง, ทากาวและทำให้มันกลายเป็นตุ๊กตาที่ระลึกเพื่อขายให้แก่นักท่องเที่ยว  เมื่อคุณตากับคุณยายเห็นตุ๊กตาของติ๊ดตี่  ทั้งคู่ก็ชอบใจมาก  คุณตากับคุณยายจึงขอนำความคิดของติ๊ดตี่ไปใช้ทำตุ๊กตาน่ารัก ๆ จากวัสดุธรรมชาติออกมาวางขายบ้าง

ติ๊ดตี่มีความสุขที่เธอช่วยใคร ๆ ได้โดยไม่ต้องใช้เวทมนตร์เลยแม้สักนิด  ทันใดนั้นเอง ติ๊ดตี่ก็เข้าใจว่า  เพราะเหตุใดคุณครูจึงให้เธอลองช่วยเหลือผู้คนโดยไม่ให้ใช้เวทมนตร์ที่ได้ร่ำเรียนมา

จริง ๆ แล้ว  การช่วยเหลือผู้คนนั้น  แม้ไม่มีเวทมนตร์  แต่หากเรามีใจและรู้จักใช้ความคิด  เราก็สามารถช่วยเหลือคนทุกคนให้มีความสุขได้เสมอ 

เมื่อติ๊ดตี่กลับไปหาคุณครูนางฟ้า  คุณครูก็ยิ้มต้อนรับนักเรียนคนเก่งของท่านแล้วให้ติ๊ดตี่สอบผ่านได้เป็นนางฟ้าอย่างสมบูรณ์แบบ 

ติ๊ดตี่ดีใจมากที่ได้เป็นนางฟ้าจริง ๆ สมดังที่ตั้งใจเอาไว้  ในขณะเดียวกัน  เธอก็สัญญากับตัวเองว่า  เธอจะพยายามใช้ทั้งเวทมนตร์ที่ได้ร่ำเรียนมาและใช้สติปัญญาที่มีอยู่  คิดหาวิธีช่วย เหลือผู้คนทั้งหลายให้มีความสุขมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ 

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ตี้ตี้กับถูถู

นิทานก่อนนอนสั้น ๆ เรื่อง “ตี้ตี้กับถูถู” เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งในช่วงปีแรก ๆ ของการเป็นนักเขียนนิทาน นิทานเรื่องนี้มีเนื้อเรื่องเบา ๆ ไม่ซับซ้อน แต่น่าจะสร้างรอยยิ้มให้เด็ก ๆ ได้ เมื่ออ่านนิทานจบแล้ว ขอให้นอนหลับฝันดีนะครับ

นิทานเรื่อง ตี้ตี้กับถูถู

กาลครั้งหนึ่งมีเด็กคนหนึ่งชื่อว่าตี้ตี้  แม่ของตี้ตี้เป็นช่างทำตุ๊กตา   ตี้ตี้มักจะเฝ้าดูแม่ทำตุ๊กตาอยู่เสมอ  จนกระทั่งวันหนึ่ง ตี้ตี้เกิดอยากมีตุ๊กตาเป็นของตัวเอง  เขาจึงลองหาเศษผ้าเหลือ ๆ ที่แม่ทิ้งแล้ว เอามาเย็บเข้าด้วยกันแบบเดียวกับที่แม่ทำ  จนในที่สุด  ตุ๊กตาตัวแรกในชีวิตของตี้ตี้ก็ถือกำเนิดขึ้น

ตุ๊กตาของตี้ตี้มีชื่อว่าถูถู   ถูถูเป็นตุ๊กตาหน้าตาเด๋อ ๆ   ตาของถูถูดูคล้ายกับหมีแพนด้า  แต่หูที่ยืดยาวออกมาทำให้มันดูคล้ายกับกระต่าย  แถมจมูกของถูถูยังแบะ ๆ แบน ๆ อย่างกับจมูกของหมูเสียอีก  ไป ๆ มา ๆ  ถูถูก็เลยกลายเป็นตุ๊กตาที่มีหน้าตาตลกที่สุดในโลก

ตี้ตี้รักตุ๊กตาของเขามาก  ตี้ตี้มักจะพาถูถูออกไปเดินเล่นทุก ๆ เช้า   ภาพของเด็กน้อยที่เดินจูงตุ๊กตาหน้าตาประหลาด ทำให้ใครต่อใครอดยิ้มไม่ได้ด้วยความเอ็นดู  ตี้ตี้มักจะพาถูถูเดินเข้าไปในสวนดอกไม้ แล้วทั้งคู่ก็มักจะพากันเก็บดอกไม้เพื่อนำไปฝากแม่

อยู่มาวันหนึ่ง  ในขณะที่ตี้ตี้กำลังเก็บดอกไม้  มีทหารใจร้ายค่อย ๆ ย่องเข้ามาในสวนแล้วแอบขโมยถูถูไปโดยที่ตี้ตี้ไม่รู้ตัว  ทหารคนนี้หวังที่จะได้รางวัลจากเจ้าหญิงองค์น้อยเพราะเจ้าหญิงองค์น้อยมักจะให้รางวัลคนที่นำของเล่นแปลก ๆ ไปถวาย  เมื่อถูถูหายไป  ตี้ตี้ก็ได้ร้องไห้จนกินไม่ได้นอนไม่หลับ  แม่ของตี้ตี้สงสารตี้ตี้มาก แต่ท่านก็ไม่รู้ว่าจะช่วยตี้ตี้ได้อย่างไร

เจ้าหญิงองค์น้อยทรงชอบถูถูมากกว่าของเล่นชิ้นใด ๆ ที่พระองค์เคยมีมา  เจ้าหญิงให้รางวัลแก่ทหารใจร้ายจนทหารใจร้ายยิ้มไม่หุบ เจ้าหญิงองค์น้อยพาถูถูเดินไปทุก ๆ ที่  พระองค์หาเสื้อผ้าดี ๆ ให้ถูถูใส่  เจ้าหญิงมีความสุขมากที่มีถูถูอยู่ใกล้ ๆ  แต่พระองค์ไม่รู้เลยว่า ถูถูกำลังเศร้าใจเพราะมันได้ยินเสียงตี้ตี้เพื่อนรักของมันกำลังร้องไห้ด้วยความโศกเศร้า

เมื่อเจ้าหญิงนอนหลับ  ถูถูก็ค่อย ๆ ลุกขึ้นจากเตียงแล้วเขียนจดหมายเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เจ้าหญิงฟัง  ถูถูขอโทษเจ้าหญิงที่ต้องแอบหนีเจ้าหญิงไปในขณะที่เจ้าหญิงกำลังนอนหลับ  ถูถูเดาว่าเจ้าหญิงคงไม่ยอมให้มันกลับบ้านแน่ ๆ เพราะเจ้าหญิงรักมันมาก  แต่มันเป็นเรื่องจำเป็นจริง ๆ ที่มันต้องรีบกลับไปหาตี้ตี้ เพราะตี้ตี้กำลังร้องไห้อย่างน่าสงสาร

และทันทีที่ตี้ตี้เห็นถูถู  ตี้ตี้ก็โผเข้ากอดถูถูด้วยความดีใจ  ทั้งตี้ตี้และถูถูต่างมีความสุขที่ได้พบกันอีกครั้ง  แต่แม่ของตี้ตี้กลับรู้สึกกังวลใจเพราะนางไม่รู้ว่าเจ้าหญิงจะตามมาเอาถูถูกลับคืนไปหรือไม่

โชคดีที่เจ้าหญิงองค์น้อยเป็นเจ้าหญิงที่แสนดี  แม้ว่าพระองค์จะเสียใจที่ถูถูหนีกลับไปหาตี้ตี้  แต่พระองค์ก็ไม่ได้โกรธตี้ตี้หรือถูถูเลยแม้สักนิด  เจ้าหญิงสั่งให้ทหารดีจัดการทำโทษทหารใจร้ายในข้อหาขโมยของเด็ก  แล้วพระองค์ก็เขียนจดหมายจ่าหน้าถึงตี้ตี้และถูถูโดยจดหมายฉบับนั้นมีข้อความว่า

“ถึงตี้ตี้กับถูถู…ฉันขอโทษที่มีส่วนทำให้เธอทั้งสองไม่สบายใจ  เพื่อนรักก็ควรได้อยู่กับเพื่อนรัก  ฉันขอให้เธอทั้งสองเป็นเพื่อนที่รักกันตลอดไปนะ  ถ้ามีเวลาว่างแวะมาเยี่ยมเยียนฉันด้วย  ฉันเหงาและอยากจะเลี้ยงขนมพวกเธอเพื่อเป็นการไถ่โทษ…จากเจ้าหญิง”

ตี้ตี้และถูถูดีใจมากที่ได้รับจดหมายจากเจ้าหญิง  ทั้งสองตกลงกันว่าจะไปเยี่ยมเจ้าหญิงให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้  และเพื่อที่จะทำให้เจ้าหญิงไม่เหงาอีกต่อไป  ตี้ตี้จึงลงมือทำตุ๊กตาตัวที่สองเพื่อมอบให้แก่เจ้าหญิงแสนดีโดยเฉพาะ   

 และแล้ว  นิทานเรื่องนี้ก็จบลงอย่างมีความสุข

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ลูกเสือเจ้าเล่ห์

นิทานก่อนนอนเรื่อง “ลูกเสือเจ้าเล่ห์” เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ในฐานะผู้แต่ง จำเนื้อเรื่องไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว แต่เมื่อลองอ่านนิทานก่อนที่จะนำมาลงในเว็บไซต์นิทานนำบุญ ผมถึงกับบอกตัวเองว่า “แต่งได้อย่างไร สนุกจังเลย” นิทานเรื่องนี้จะสนุกจริงหรือไม่? และมีเนื้อเรื่องเป็นอย่างไร? ขอให้คุณผู้อ่านลองพิสูจน์กันดูนะครับ

นิทานเรื่อง  ลูกเสือเจ้าเล่ห์

ลูกเสือตัวหนึ่งเป็นลูกเสือสมิงที่มีนิสัยเกียจคร้านและแสนเจ้าเล่ห์

วันหนึ่ง…แม่เสือเห็นว่าลูกชายโตพอสมควรแล้ว แม่เสือจึงสั่งให้ลูกลองออกไปหาอาหารกินเองในป่า  ลูกเสือไม่อยากเหนื่อยกับการหาอาหาร  มันจึงวางแผนหาของกินด้วยวิธีที่แม่ของมันคาดไม่ถึง

วิธีของเจ้าลูกเสือคือการนำวิชาแปลงกายซึ่งเป็นวิชาเฉพาะของเหล่าเสือสมิง ไปใช้หลอกลวงขอกินอาหารกับสัตว์ต่าง ๆ

เจ้าลูกเสือเริ่มแผนด้วยการแปลงร่างเป็นหมู ซึ่งเมื่อมันไปเคาะประตูบ้านของคุณหมูพร้อมกับแกล้งร้อง “อู๊ด ๆ”  คุณหมูใจดีก็หลงกลเชิญมันเข้าบ้าน แล้วแบ่งขนมอร่อย ๆ ให้เจ้าลูกเสือในร่างหมูกินจนพุงแทบระเบิด

วันรุ่งขึ้น  เมื่อลูกเสือเห็นว่าแผนของมันใช้ได้ผล  มันจึงแปลงร่างเป็นแมว แล้วไปเคาะประตูบ้านของคุณแมวพร้อมกับร้อง “เหมียว ๆ” เพื่อขอกินอาหารอีก  คุณแมวไม่รู้ว่าลูกเสือปลอมตัวมาหลอก มันจึงเชิญเพื่อนแมวที่หิวจนท้องกิ่วเข้าบ้าน จากนั้น มันก็เอาปลาย่างออกมาเลี้ยง จนเจ้าลูกเสือในร่างแมวอิ่มถึงขนาดแทบจะเดินกลับบ้านไม่ไหว

วันที่สาม  ลูกเสือเจ้าเล่ห์นึกอยากกินผลไม้  มันจึงแปลงร่างเป็นลิง แล้วไปเคาะประตูบ้านของคุณลิงพร้อมกับร้อง “เจี๊ยก ๆ”  เมื่อคุณลิงเห็นเพื่อนลิงมาเคาะประตู  คุณลิงจึงเชิญเพื่อนลิงเข้าบ้าน  แล้วนำผลไม้ถาดใหญ่มาให้เจ้าลิงตัวปลอมกินจนพุงปลิ้น

ในขณะที่ลูกเสือเพลิดเพลินกับการแปลงกายหลอกกินอาหารของสัตว์ต่าง ๆ อยู่นั้น  เจ้าลูกเสือไม่รู้เลยว่า มีสัตว์ดุร้ายตัวหนึ่งแอบเฝ้ามองการกระทำของมันอยู่!   

วันต่อมา  เจ้าลูกเสือซึ่งมั่นใจในฝีมือแปลงกายของตนมากก็บังอาจทำสิ่งที่สัตว์ทั้งหลาย คงไม่กล้าทำแน่ ๆ  นั่นก็คือ…มันแปลงร่างเป็นสิงโต แล้วไปเคาะประตูบ้านของราชสีห์เจ้าป่าพร้อมกับส่งเสียงคำราม “โฮก ๆ” เพื่อขอกินอาหารด้วย  

เมื่อราชสีห์เห็นสิงโตตัวน้อยมาเคาะประตู  คุณราชสีห์ก็เชิญมันเข้าบ้าน   แต่แทนที่ราชสีห์จะพาเจ้าสิงโตตัวน้อยไปยังโต๊ะอาหาร  มันกลับปิดประตูลงกลอน  แล้วแสยะยิ้มอวดเขี้ยวขาว ๆ พร้อมกับตั้งท่าจะหม่ำสิงโตปลอมที่บังอาจเข้ามาให้มันลองลิ้มชิมรสถึงในบ้าน

เจ้าลูกเสือตกใจมากที่แผนปลอมตัวของมันถูกราชสีห์จับได้  ลูกเสือหวาดกลัวจนวิชาแปลงกายเสื่อม  มันลนลานร้องขอชีวิตพร้อมกับสัญญาว่าจะไม่หลอกลวงผู้อื่นอีก  แต่อนิจจา…ราชสีห์ไม่สนใจ  มันกลับแยกเขี้ยวอันคมกริบ แล้วกระโจนเข้าตะครุบตัวเจ้าลูกเสือเอาไว้ด้วยอุ้งเท้าที่มีกรงเล็บเพชฌฆาต

เสี้ยววินาทีนั้น  ลูกเสือเชื่อว่ามันต้องตายแน่ ๆ แต่เมื่อมันลืมตาขึ้น  สิ่งที่มันพบกลับไม่เป็นดั่งที่มันคิด!   

เมื่อเจ้าลูกเสือลืมตา  ภาพที่มันเห็นคือภาพของแม่เสือที่กอดมันเอาไว้ในอ้อมแขน

แท้จริงแล้ว  สัตว์ดุร้ายที่เฝ้ามองพฤติกรรมของเจ้าลูกเสือมาโดยตลอดก็คือแม่เสือสมิงที่คอยติดตามดูลูกชายด้วยความเป็นห่วง เมื่อแม่เสือรู้ว่าลูกเสือใช้วิชาแปลงกายไปหลอกลวงผู้อื่น  นางจึงขอยืมบ้านของสิงโตเจ้าป่า  แล้วแปลงกายเป็นราชสีห์เพื่อรอให้บทเรียนครั้งสำคัญแก่ลูกชายที่นางรักแสนรัก

ลูกเสือรู้สึกโชคดีเหลือเกินที่สิงโตเจ้าป่าเป็นเพียงร่างแปลงของแม่  เพราะหากมันถูกราชสีห์จับได้จริง ๆ  มันก็คงไม่มีโอกาสรอดชีวิตกลับไปหาแม่ที่มันรักได้แน่ ๆ  

การหลอกลวงผู้อื่นเป็นสิ่งที่ไม่ดีเอาเสียเลย   เจ้าลูกเสือร้องไห้แง ๆ และขอโทษแม่ที่มันทำเรื่องไม่เหมาะสม 

แม่เสือปลอบลูกเสือให้หยุดร้องไห้ พร้อมกับยินดีให้อภัยหากลูกชายสัญญาว่าจะไม่หลอกลวงใคร ๆ อีก 

เจ้าลูกเสือรู้แล้วว่าการหลอกลวงผู้อื่นอาจทำให้เกิดผลร้ายรุนแรงได้สักเพียงไร  มันดีใจที่แม่ให้โอกาสมันแก้ไขสิ่งที่ผิดพลั้ง  หลังจากวันนั้น  เจ้าลูกเสือก็ออกหาอาหารกินด้วยตนเองและไม่เคยใช้เล่ห์กลหลอกลวงใคร ๆ อีกเลย

#นิทานนำบุญ

——–

Posted in Uncategorized

กระต่ายกับเต่า

นิทานอมตะเรื่อง “กระต่ายกับเต่า” เป็นนิทานก่อนนอนยอดนิยมที่เด็ก ๆ ทั่วโลกรู้จัก นิทานเรื่องนี้มีข้อคิดสอนใจที่เหมาะกับเด็ก แถมไม่มีฉากรุนแรงใด ๆ นิทานเรื่องนี้จึงเป็นขวัญใจของคุณพ่อคุณแม่และคุณครูอีกด้วย การนำนิทานเรื่อง “กระต่ายกับเต่า” มาเล่าใหม่ในแบบนิทานนำบุญ ถือว่าเป็นเกียรติของเว็บไซต์นิทานนำบุญ ที่ได้มีโอกาสแสดงความเคารพต่อผู้แต่งดั้งเดิม คือ อีสป (Aesop) นักเล่านิทานชาวกรีกในสมัยโบราณ หวังว่านิทานอีสปเรื่องกระต่ายกับเต่าที่เล่าในแบบนิทานนำบุญ จะทำให้เด็ก ๆ มีความสุขกันนะครับ

นิทานเรื่อง กระต่ายกับเต่า

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีกระต่ายตัวหนึ่งเป็นกระต่ายที่มีนิสัยไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ คือว่า มันเป็นกระต่ายที่ขี้โอ่ ชอบโอ้อวด แล้วก็ชอบท้าคนนู้นคนนี้แข่งขันอะไรต่อมิอะไรไปเรื่อย และที่แย่ที่สุดก็คือว่า มันค่อนข้างจะเจ้าเล่ห์ คือว่า มันจะคอยไปท้าคนนู้นคนนี้แข่ง ในสิ่งที่แข่งอย่างไรมันก็ชนะอยู่แล้ว

ยกตัวอย่างเช่น มันเคยไปยั่วช้าง ท้าทายนู่น ท้าทายนี่ ให้ช้างแข่งขันด้วย พอช้างรับคำท้า มันก็ท้าช้างแข่งขันกันว่า ใครจะขนนุ่มกว่ากัน! หือ…แข่งขนนุ่มเนี่ยนะ! พอให้คนอื่นตัดสิน ยังไง้ ยังไง กระต่ายก็ชนะ เพราะกระต่ายมันขนนุ่มกว่าช้างอยู่แล้ว พอกระต่ายมันชนะ มันก็จะแลบลิ้นปลิ้นตาหลอกช้าง “บรู้ว ๆ ” พร้อมกับพูดว่า “ขี้แพ้ ขี้แพ้ ขี้แพ้ ขี้แพ้” และนี่ก็คือนิสัยของเจ้ากระต่าย

หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง มีอยู่ครั้งหนึ่ง เจ้ากระต่ายมันแสบมาก มันไปท้าเด็ก ๆ ท้าแข่งขันกับเด็ก ๆ มันก็จะเริ่มจากการไปพูดจาดูถูกเด็ก ๆ เพื่อท้าทายให้เด็ก ๆ ยอมแข่งขันด้วย พอเด็ก ๆ หลงกลทนไม่ไหว เผลอไปรับคำท้าของมัน มันก็บอกเด็ก ๆ ว่า “งั้นเรามาแข่งกินแครอทกันดีกว่า”

โถ! ใคร ๆ ก็รู้ดีอยู่แล้วว่า เจ้ากระต่ายมันเชี่ยวชาญเรื่องการกินแครอทมากกว่าใคร ๆ ส่วนเด็ก ๆ ก็ไม่ค่อยเชี่ยวชาญการกินแครอทสักเท่าไร สุดท้าย เด็ก ๆ ก็แพ้กระต่าย พอแพ้แล้ว เจ้ากระต่ายก็แลบลิ้นปลิ้นตาหลอก “บรู้ว ๆ” จากนั้น มันก็พูดว่า “ขี้แพ้ ขี้แพ้ ขี้แพ้ ขี้แพ้” ดูสิ กระต่ายมันช่างร้ายจริง ๆ

อยู่มาวันหนึ่ง เจ้ากระต่ายจอมซ่า มันก็ไปเจอเต่าตัวหนึ่ง คลานต้วมเตี้ยม ต้วมเตี้ยม มันก็คิดแผนในใจว่า “เราจะต้องท้าแข่งกับเจ้าเต่า”

เมื่อคิดแบบนั้นแล้ว มันก็เลยไปล้อเลียนเต่าว่า “เต่าต้วมเตี้ยมติงต๊องตุ๊ต๊ะตุ้งติ้งตุ๊ดตู่ตึ่งตึงตึ๊ง มาแข่งอะไรกันหน่อยมั๊ยล่ะ”

เจ้าเต่ามองกระต่ายด้วยความงุนงง แล้วก็ถามกลับไปอย่างยานคางว่า “จะมาท้าแข่งอะไรเหรอ” เต่าคลานก็ช้า พูดก็ช้า

กระต่ายฟังจบก็หลอกเต่าให้หลงกลต่อไปว่า “กล้ามาแข่งมั๊ยล่ะ”

“ก็ได้ ก็ได้ แข่งก็ได้” เต่าตอบ

เมื่อเต่าหลงกลยอมแข่ง กระต่ายจึงบอกว่า “งั้นเรามาวิ่งแข่งกัน โอ่ย โอ๊ย โอย”

เต่าหลงกลตกปากรับคำไปแล้ว พอมันรู้ว่าต้องวิ่งแข่ง แล้วมันจะชนะได้อย่างไร แต่ในเมื่อรับปากแล้ว มันจึงต้องยอมแข่งด้วย

เมื่อเต่ายอมแข่ง กระต่ายจึงเรียกให้สัตว์ต่าง ๆ มาเป็นพยานในการแข่งขัน โดยเจ้าหมาจิ้งจอกมาทำหน้าที่ให้สัญญาณเริ่มแข่งขันที่จุดเริ่มต้น ส่วนสิงโตเจ้าป่าทำหน้าที่ดูว่าใครถึงเส้นชัยก่อน

เมื่อหมาจิ้งจอกให้สัญญาณเริ่มการแข่งขัน กระต่ายก็วิ่งปรู้ดนำหน้าออกไปจนเกือบจะถึงเส้นชัย ส่วนเต่าก็ยังคงคลานต้วมเตี้ยม ๆ อยู่บริเวณจุดเริ่มต้น

แต่กระต่ายมันประมาท ยังไม่ยอมเข้าเส้นชัย เพราะมันมีนิสัยชอบล้อเลียนเย้ยหยันคนอื่น มันจึงวิ่งปรู้ดกลับมาหาเต่า แล้วก็กระโดดดึ๋ง ๆ ๆ รอบตัวเต่า จากนั้น มันก็กระโดดข้ามกระดอง ดึ๋ง ดึ๋ง ดึ๋ง ข้ามกระดองไป ข้ามกระดองมา โชว์ลีลาท่ายากสารพัด แหม! ก็มันรู้อยู่แล้วว่า ยังไง้ ยังไง มันก็ต้องชนะ เพราะว่าเต่ามันคลานช้ามาก ๆ

กระต่ายกระโดดไปกระโดดมา กระโดดมากระโดดไป กระโดดไปกระโดดมา กระโดดมากระโดดไป กระโดดจนเบื่อ เพราะขนาดกระต่ายวิ่งไปวิ่งกลับ แล้วมากระโดดเล่นแบบนี้ เต่าก็ยังคลานไปไม่ถึงไหน กระต่ายกระโดดไปนาน ๆ เข้า ก็ชักเหนื่อย มันจึงบอกเต่าว่า “เธออยากคลานก็คลานไปก่อนนะเจ้าเต่าต้วมเตี้ยม เดี๋ยวฉันนอนพักเอาแรงสักชั่วโมงสองชั่วโมงนะ ยังไงเธอก็ยังไปไม่ถึงไหนหรอก”

พอคิดเช่นนั้น กระต่ายจึงไปหาที่เหมาะ ๆ ตรงโคนต้นไม้ แล้วก็ล้มตัวลงนอนเกาพุงแกรก ๆ ด้วยความสบายใจ ลมพัดมาเย็น ๆ เอื่อย ๆ กระต่ายก็เริ่มเคลิ้ม ประกอบเจ้ากระต่ายวิ่งไปจนเกือบถึงเส้นชัยแล้วก็วิ่งกลับมา แถมยังมีการกระโดดรอบตัวเต่า มันจึงเริ่มเหนื่อยเริ่มล้า พอมันเหนื่อยมันล้า มันจึงหลับ แต่ไม่ใช่การหลับแบบนอนกลางวัน มันหลับลึก หลับสนิทเหมือนนอนอยู่ที่บ้านเลย แถมมันยังฝันอีกว่า มันวิ่งชนะเต่า แล้วมันก็ล้อเลียนเต่าด้วยการแลบลิ้นปลิ้นตา “บรู้ว ๆ ” จากนั้น มันก็พูดว่า “ขี้แพ้ ขี้แพ้ ขี้แพ้ ขี้แพ้” ดูสิ ขนาดตอนหลับ กระต่ายก็ยังไม่ทื้งนิสัยชอบเยาะเย้ยผู้อื่น

ครั้นเวลาผ่านไป กระต่ายก็ตื่นขึ้นมา มันมองไปรอบ ๆ ตัว แสงก็ยังสว่างเหมือนช่วงก่อนที่มันจะนอนหลับ มันจึงคิดว่า มันคงหลับไปไม่เกินชั่วโมงแน่ ๆ แต่เมื่อมันหันไปมองที่เส้นชัย มันก็ตกใจจนหูตั้งโด่ เพราะว่า เต่าคู่แข่งของมัน คลานจนเกือบไปถึงเส้นชัยอยู่แล้ว

กระต่ายจึงรีบสอบถามหมาจิ้งจอกที่อยู่ใกล้ ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น ครั้นเมื่อหมาจิ้งจอกบอกกระต่ายว่า กระต่ายเผลอนอนหลับไปข้ามวันข้ามคืน ในขณะที่เจ้าเต่าคลานไปเรื่อย ๆ เอื่อย ๆ ข้ามวันข้ามคืนเช่นกัน กระต่ายจึงตระหนักว่ามันประมาทพลาดท่า มันจึงรีบวิ่งปรู๊ดตรงไปที่เส้นชัยทันที

แต่อนิจจา ในขณะที่เจ้ากระต่ายไล่หลังไปจนเกือบถึงเส้นชัย เจ้าเต่าก็ยืดหัวจากกระดองเข้าแตะเส้นชัย และชนะเจ้ากระต่ายไปอย่างหวุดหวิดแบบเส้นยาแดงผ่าแปด

เมื่อกระต่ายแพ้ สัตว์ต่าง ๆ ก็เดินมาหากระต่าย แล้วก็แลบลิ้นปลิ้นตาหลอก “บรู้ว ๆ” จากนั้น สัตว์ต่าง ๆ ก็พูดพร้อมกันว่า “ขี้แพ้ ขี้แพ้ ขี้แพ้ ขี้แพ้”

กระต่ายเจ็บใจที่ถูกเย้ยหยัน มันเพิ่งเข้าใจความรู้สึกของคนที่แพ้และถูกคนอื่นเยาะเย้ยเป็นครั้งแรก มันรู้สึกผิดที่ตลอดมา มันมักเยาะเย้ยผู้อื่นโดยไม่เคยเอาใจเขามาใส่ใจตัวเองเลย

ส่วนเจ้าเต่า ถึงมันจะชนะ แต่มันก็ไม่ได้แลบลิ้นปลิ้นตาใส่กระต่ายเลย มันกลับหันมาหากระต่าย แล้วบอกกระต่ายว่า “เราแข่งกันเสร็จแล้ว ฉันว่านะ อย่าคิดมากเลย ว่าใครแพ้ใครชนะ ฉันว่านะ แทนที่เราจะเป็นคู่แข่งกัน เรามาเป็นเพื่อนกันน่าจะดีกว่านะ”

กระต่ายยิ้มและขอบใจเต่าที่เต่าไม่ล้อเลียนมัน แม้ความประมาทของกระต่าย จะทำให้กระต่ายพ่ายแพ้ก็จริง แต่การพ่ายแพ้ครั้งนี้ ทำให้กระต่ายได้บทเรียนครั้งสำคัญ ดังนั้น กระต่ายจึงตกปากรับคำเป็นเพื่อนกับเต่า และหลังจากนั้นเป็นต้นมา กระต่ายก็พยายามปรับปรุงนิสัยของตัวเอง และไม่เคยท้าใคร ๆ แข่งขันอะไรอีกเลย

#นิทานนำบุญ