นิทานก่อนนอนเรื่องยาว ๆ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

กระดานบันทึก

“กระดานบันทึก” ป็นพื้นที่รวบรวมบทความทั้งหมด ที่ผมโพสต์ลงในเว็บไซต์นิทานนำบุญ  โดยบทความล่าสุดที่โพสต์จะอยู่ด้านบน แล้วเรียงลำดับตามเวลาในการโพสต์ลงไปเรื่อย ๆ

คุณผู้อ่านที่ให้แวะเข้ามาในเว็บไซต์นิทานนำบุญ โดยที่ยังไม่รู้ว่าควรเริ่มอ่านนิทานหรือบทความเรื่องใดก่อน  อาจใช้วิธีอ่านบทความจาก “กระดานบันทึก” ไปก่อนก็ได้ครับ  และในอนาคต  ผมอาจโพสต์ความรู้สึกนึกคิดหรือข่าวคราวโครงการต่าง ๆ ของเว็บไซต์ผ่านทางช่องทางนี้ (คล้ายการโพสต์ข้อความใน Facebook) ซึ่งข้อความเหล่านี้ อาจไม่มีการนำไปรวมเป็นหมวดหมู่ (คือ โพสต์แล้วผ่านไป)  ดังนั้น การเข้ามาอ่านกระดานบันทึก  ก็จะทำให้คุณผู้อ่านได้ทราบข่าวสารล่าสุดของเว็บไซต์นิทานนำบุญได้ทันท่วงทีครับ  🙂

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ค้นฟ้าคว้าดาว

ในช่วงที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ประกอบอาชีพเป็นนักเขียนนิทาน รายการโทรทัศน์ประเภทรายการประกวดร้องเพลงโด่งดังมากมีอยู่ 2 รายการ รายการแรกคือรายการ อะคาเดมี่ แฟนเทเชีย (นักล่าฝัน) และอีกรายการคือรายการเดอะสตาร์ (ค้นฟ้าคว้าดาว)

ช่วงที่ผมทำงาน ผมเคยแต่งนิทานที่ได้แรงบันดาลใจมาจากรายการ อะคาเดมี่ แฟนเทเชีย (นักล่าฝัน) 2-3 เรื่อง เช่นเรื่อง อย่าไปกลัวสิ และเรื่อง เจ้าชายไข่เจียว อยู่มาวันหนึ่ง ผมจึงท้าทายตัวเองด้วยการแต่งนิทานโดยตั้งชื่อเรื่องว่า ค้นฟ้าคว้าดาว (ตามชื่อรายการยอดฮิตอีกรายการ) จากนั้นจึงค่อยคิดเนื้อเรื่อง จนกลายเป็นนิทานก่อนนอนไทยพื้นบ้านที่ผสมผสานนิทานความรักและนิทานที่มีคติสอนใจเข้าไปนิดหน่อย ขอให้มีความสุขในการอ่านนะครับ

นิทานเรื่อง ค้นฟ้าคว้าดาว

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายหนุ่มกับหญิงสาวคู่หนึ่งคบหาดูใจกันมานาน ชายหนุ่มเป็นคนขยันและมีน้ำใจ ส่วนหญิงสาวเป็นคนสะสวยแถมมีจิตใจดีงามไม่แพ้รูปโฉม ทั้งสองคนมักอาสาช่วยงานผู้คนในหมู่บ้านอยู่เสมอ นอกจากนี้ ในฤดูหนาวที่อาหารขาดแคลน ชายหนุ่มกับหญิงสาวก็มักนำอาหารหรือข้าวสารข้าวเปลือกไปโปรยเอาไว้ตามชายป่า เพื่อให้สัตว์ต่าง ๆ รวมทั้งฝูงนกได้มีอาหารกิน ด้วยความดีของชายหนุ่มกับหญิงสาวนี้เอง ใครต่อใครจึงเอาใจช่วยให้หนุ่มสาวทั้งสองได้แต่งงานกันและหวังให้ทั้งคู่มีความสุขร่วมกันตลอดชั่วชีวิต

อยู่มาวันหนึ่ง เจ้าชายผู้เป็นโอรสของพระราชาขี่ม้าผ่านมาที่หมู่บ้าน ในขณะนั้น หญิงสาวหาบน้ำเดินกลับจากลำธารพอดี  เจ้าชายขี่ม้าเร็วมาก หญิงสาวไม่ทันระวังจึงเอี้ยวตัวหลบทำให้โถใส่น้ำที่หาบมาตกแตก  กระเบื้องจากโถจึงกระเด็นไปถูกตัวม้า เจ้าชายทรงโมโหโทโสแต่เมื่อพระองค์ลงจากหลังม้าแล้วเห็นว่าหญิงสาวมีหน้าตาสะสวย เจ้าชายจึงบังคับให้หญิงสาวกลับไปยังพระราชวังเพื่อลงโทษด้วยการให้หญิงสาวเป็นนางสนมของพระองค์!

ครั้นเมื่อชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์นำเรื่องไปบอกชายหนุ่ม  ชายหนุ่มพร้อมกับชาวบ้านทุกคนจึงรีบเดินทางไปที่พระราชวัง แล้วร้องเรียนให้พระราชาทรงช่วยเหลือ

พระราชาผู้เป็นบิดาของเจ้าชายทรงเป็นพระราชาที่ดี เมื่อพระราชาทราบเรื่องและรู้ว่าหญิงสาวมีคนรักอยู่แล้ว  พระองค์จึงเรียกให้เจ้าชายเข้าพบ แต่เนื่องจากเจ้าชายเป็นคนเกเรร้อยเล่ห์  เมื่อพระราชาสั่งให้เจ้าชายปล่อยตัวหญิงสาว เจ้าชายจึงอ้างว่า “ข้าแต่พระบิดา หม่อมฉันมิอาจปล่อยนางไปได้ เนื่องจากเจ้าชายตรัสแล้วไม่ควรคืนคำ หนำซ้ำ หญิงสาวยังทำร้ายม้าของหม่อมฉัน นางจึงควรจะต้องรับโทษ อย่างไรก็ตาม…หม่อมฉันไม่ใช่คนใจร้าย หากมีใครหาดวงดาวที่อยู่บนฟ้ามามอบให้หม่อมฉันเป็นค่าทำขวัญได้สักดวง หม่อมฉันก็จะยกโทษให้ แล้วปล่อยหญิงสาวผู้นี้ไปโดยไม่มีข้อแม้”

เมื่อเจ้าชายพูดจบ พระองค์ก็เดินออกจากท้องพระโรงไป พระราชาทรงเบื่อหน่ายนิสัยเกเรของเจ้าชายมาก ส่วนชาวบ้านก็ได้แต่แอบถอนหายใจด้วยความสิ้นหวัง

อย่างไรก็ตาม แม้การหาดวงดาวมาให้เจ้าชายจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่ชายหนุ่มก็ยังไม่ยอมถอดใจ เมื่อชายหนุ่มกลับไปถึงหมู่บ้าน เขาจึงตัดสินใจไปขอร้องนกทั้งหลายที่เขากับหญิงสาวเคยนำอาหารไปเลี้ยง ให้พวกมันช่วยพาเขาบินไปเก็บดาวที่อยู่บนฟ้า

ระหว่างที่นกทั้งหลายฟังคำขอร้องของชายหนุ่ม  พวกมันก็รู้สึกสงสารชายหนุ่มจับใจพวกมันรู้ว่าชายหนุ่มกับหญิงสาวเป็นคนดีและรักกันจริง ๆ ด้วยเหตุนี้ นกทุกตัวจึงยินดีช่วยชายหนุ่ม ทั้งยังส่งเสียงร้องเรียกเพื่อนนกตัวอื่น ๆ จากทั่วทุกสารทิศให้มาช่วยชายหนุ่มด้วย

ครั้นเมื่อถึงเวลากลางคืน นกนับร้อยนับพันตัวก็ช่วยกันใช้กรงเล็บเกาะเข้ากับเสื้อผ้าของชายหนุ่ม แล้วกระพือปีกพาชายหนุ่มบินสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ สู่ฟากฟ้า

แต่อนิจจา! ไม่ว่าฝูงนกจะใช้ความพยายามสักเพียงใด พวกมันก็ไม่สามารถพาชายหนุ่มบินไปเก็บดวงดาวซึ่งอยู่ไกลถึงนอกโลกได้ ท้ายที่สุด ฝูงนกจึงทำได้แค่เพียงพาชายหนุ่มกลับมาส่งที่หมู่บ้านเท่านั้น

เมื่อชายหนุ่มกลับมาถึงหมู่บ้าน ชาวบ้านที่คอยเอาใจช่วยก็เดาได้ว่าชายหนุ่มคงคว้าน้ำเหลว ชาวบ้านจึงเดินเข้าไปโอบไหล่ให้กำลังใจเขา บางคนแอบอธิษฐานให้ผลแห่งความดีที่ชายหนุ่มกับหญิงสาวทำมาดลบันดาลให้พวกเขาผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปให้ได้

ในขณะที่บรรยากาศในหมู่บ้านอบอวลไปด้วยความเศร้า  จู่ ๆ บนท้องฟ้าก็มีแสงสว่างวาบพุ่งตัดความมืดเป็นสายยาวมาตกไม่ไกลจากที่ชายหนุ่มกับชาวบ้านทุกคนกำลังยืนอยู่

ชายหนุ่มนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ เขามองหน้าชาวบ้านทั้งหลาย แล้วค่อย ๆ เอ่ยปากออกมาอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเองว่า “ดาวตก” 

เมื่อทุกคนตั้งสติได้ ทุกคนก็พากันวิ่งไปยังบริเวณที่พวกเขาเห็นลำแสงของดวงดาวที่ตกลงสู่พื้น พวกเขาช่วยกันค้นหาดาวตกอยู่สักพัก  ในที่สุด พวกเขาก็พบดาวตกที่เป็นหินรูปห้าแฉกสีแดงฉานอย่างไม่คาดฝัน  ชายหนุ่มกับชาวบ้านดีใจมาก  พวกเขารีบนำดวงดาวที่พบไปมอบให้แก่พระราชาและเจ้าชายทันที

เมื่อพระราชาได้เห็นดวงดาวที่ชายหนุ่มนำมาถวาย พระองค์ก็ทรงเชื่อว่าดาวดวงนั้นเป็นดาวที่ตกลงมาจากฟ้าจริง ๆ 

“นี่อาจเป็นความต้องการของสวรรค์ที่อยากให้คนดีได้ครองรักกัน” พระราชาทรงเอ่ย

แต่เจ้าชายกลับไม่ยอมเชื่อเหมือนกับที่พระบิดาเชื่อ พระองค์ทรงหาว่าชายหนุ่มกับชาวบ้านคงแต่งเรื่องขึ้นหลอก เพราะดวงดาวคงไม่ตกลงมาจากท้องฟ้าให้เก็บได้ง่าย ๆ เช่นนี้

พระราชาทรงรู้สึกขุ่นเคืองใจในตัวพระโอรสมาก แต่ก่อนที่พระองค์จะเอ่ยปากสั่งสอนเจ้าชาย  ทุกคนในวังก็ต้องประหลาดใจ เพราะที่นอกหน้าต่างมีดาวตกลงมาจากฟ้าทีละดวง ๆ ราวกับสายฝน โดยดาวทั้งหมดพุ่งตรงไปยังหลังคาปราสาทซึ่งเป็นห้องนอนของเจ้าชายพอดี  

เจ้าชายทรงอ้าปากค้างเพราะไม่เคยเห็นดาวตกมากมายเช่นนี้มาก่อน หนำซ้ำ พวกมันยังเสมือนพุ่งเป้าไปที่ห้องนอนของพระองค์แต่เพียงผู้เดียว พระราชาทรงมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเยือกเย็นแล้วเปรยออกมาว่า “ฟ้ามีตา…คนทำดีย่อมได้ดี ส่วนคนที่ทำชั่ว สักวันสวรรค์ก็จะลงโทษ สวรรค์คงรู้ว่าเจ้าอยากได้ดาวมาก ท่านจึงส่งดาวมาให้เจ้ายังไงล่ะ” 

เมื่อเจ้าชายได้ฟังคำพูดของพระราชา ประกอบกับการเห็นดวงดาวที่ตกลงมาราวกับสวรรค์พิโรธ พระองค์จึงนึกกลัว ในที่สุด เจ้าชายก็ยอมปล่อยหญิงสาวตามสัญญา ทั้งยังตัดสินใจปรับปรุงนิสัยเสียใหม่ เพื่อไม่ให้ฟ้าดินลงโทษ

หญิงสาวดีใจมากที่เธอได้กลับมาหาชายหนุ่มผู้เป็นที่รัก ซึ่งแน่นอนว่า..ชายหนุ่มเองก็ดีใจไม่แพ้กัน

หลังจากนั้นไม่นาน ชายหนุ่มและหญิงสาวก็ตัดสินใจแต่งงานกัน แล้วทั้งคู่ก็อยู่ครองรักกันอย่างมีความสุขสืบมา

#นิทานนำบุญ

…………………

Posted in ครอบครัว, เด็ก, เรื่องเล่า

เรื่องเล่าจากพี่นำบุญ

วันที่ผมเขียนบทความนี้ตรงกับวันที่ 23 ตุลาคม 2564

หากย้อนไปในเดือนตุลาคมเมื่อ 4 ปีก่อน เป็นช่วงที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เพิ่งเริ่มหัดทำเว็บไซต์นี้ในวิชาเรียนระดับปริญญาโท โดยเป็นการทำเว็บไซต์ที่ผมไม่มีความรู้พื้นฐานใด ๆ เลย ทั้งในแง่การสร้างเว็บไซต์ การเขียนคอนเทนต์ การทำภาพประกอบ การหา KEYWORD การทำ SEO และอื่น ๆ

ในตอนนั้น ความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ที่ผมมี คือ การเสียบปลั๊ก กดปุ่มสตาร์ท เปิด Word พิมพ์นิทาน กดเข้าเฟซบุ๊ก  กดดูยูทูบ และการโหลดคลิปจากยูทูบมาดู (ซึ่งตอนนั้น ผมยังใช้การแชร์ไวไฟจากโทรศัพท์มือถือเพื่อการเล่นเน็ต และไปใช้เน็ตความเร็วสูงที่มหาวิทยาลัยในการโหลดคลิปยูทูบมาดูที่บ้าน เพราะเสียดายเงิน) เรียกได้ว่า ผมเป็นคุณลุงตกยุคที่เริ่มมาทำสื่อดิจิทัลเป็นครั้งแรกแบบงงที่สุด

ในตอนนั้น อาจารย์ให้ทำเว็บไซต์ด้วย WordPress โดยให้คิดแนวทางของเว็บไซต์ ตั้งชื่อเว็บไซต์ และต้องมีคอนเทนต์ 2-3 คอนเทนต์อยู่ในเว็บไซต์ ซึ่งในการสร้างเว็บไซต์ อาจารย์ได้เชิญอาจารย์พิเศษมาเป็นคนแนะนำและให้เริ่มสร้างไปทีละขั้นตอนพร้อม ๆ กัน (ผมเลยเปิดเว็บไซต์ได้สำเร็จ)

เมื่อสร้างเว็บไซต์ได้แล้ว นักศึกษาแต่ละคนก็ต้องแยกย้ายกันไปเขียนคอนเทนต์เพื่อนำมาใส่ในเว็บไซต์ของตัวเอง ซึ่งผมไม่เคยอ่านบทความในเว็บไซต์ต่าง ๆ มาก่อน (ปกติอ่านหนังสือกับเนื้อหาในเพจต่าง ๆ) จึงนึกภาพไม่ออกเลยว่า บทความในเว็บไซต์ควรเขียนอย่างไร ใช้ภาษาอย่างไร ทำภาพประกอบอย่างไร พาดหัวอย่างไร แถมยังไม่เข้าใจว่า “คอนเทนต์” หมายถึงอะไร (ตอนนั้นผมแปลว่า บทความ จึงคิดว่า คือ ข้อเขียนเหมือนบทความในหนังสือ ไม่เกี่ยวกับภาพประกอบ และคงใช้วิธีเขียนแบบการเขียนเรียงความก็ได้)

ผมใช้เวลาทำเว็บไซต์และลงคอนเทนต์ 2-3 คอนเทนต์นานมาก ปุ่มต่าง ๆ ในการปรับแต่งหน้าเว็บไซต์เป็นเรื่องใหม่ที่ผมไม่เข้าใจเลยจริง ๆ (โชคดีที่มีเพื่อนบางคนช่วยแนะนำและปรับแก้ให้ในเบื้องต้น) หนำซ้ำ ผมเข้าเว็บหา Keyword เพื่อนำมาเขียนคอนเทนต์ตามที่อาจารย์สั่ง แต่ด้วยความไม่เข้าใจ ผมจึงหา Keyword ในเว็บนั้นนานเกินไป (คือหาติดต่อกันราว 8 ชั่วโมง) จนเว็บขึ้นข้อความว่า “ลุงค้นหาKeyword มากเกินไป ต้องหยุดพักเป็นเวลา 24 ชั่วโมงจึงจะกลับมาใช้งานได้ใหม่” และผมอาจกดอะไรผิดพลาดไป ทำให้ต้องเสียเงินเพิ่ม จนเป็นเรื่องเป็นราวต้องขอยกเลิกการใช้งานกับทาง Google (เพราะกลัวจะทำผิดแล้วเขาตัดเงินจนหมดบัญชี)

หลังจากที่ส่งเว็บไซต์ให้อาจารย์ตรวจและจบวิชานั้นไป ผมก็ทิ้งเว็บไซต์ไว้เฉย ๆ มุ่งเรียนปริญญาโทให้จบ ตั้งใจทำวิทยานิพนธ์ และมุ่งที่จะนำวุฒิไปสมัครเป็นอาจารย์สอนด้านนิเทศศาสตร์ดิจิทัลในมหาวิทยาลัยต่างจังหวัด

เมื่อผมเรียนจบปริญญาโท และรอเวลาที่ทางมหาวิทยาลัยจะเปิดรับสมัครอาจารย์ ผมมีเวลาว่างจึงคิดว่า ถ้าเราอยากเป็นอาจารย์ด้านนี้ นอกจากความรู้เชิงวิชาการแล้ว เราก็ควรมีทักษะในการทำสื่อดิจิทัลที่ดีพอที่จะนำไปแนะนำนักศึกษาได้ ดังนั้น ผมจึงตัดสินใจกลับมาทำเว็บไซต์อีกครั้ง (หลังจากหยุดไปเกือบ 2 ปี) โดยตั้งใจว่า จะทำเว็บไซต์นี้ให้เป็นเว็บไซต์นิทาน เพื่อให้เด็ก ๆ มีแหล่งรวมนิทานดี ๆ เอาไว้อ่านแบบฟรี ๆ โดยที่ตัวผมไม่คาดหวังว่าจะต้องได้อะไรตอบแทน (ยกเว้นแค่คาดหวังว่าตัวเองจะได้เรียนรู้วิธีทำสื่อเว็บไซต์เพื่อนำความรู้ไปบอกเล่าให้นักศึกษาฟัง) ซึ่งในช่วงแรก ผมก็ยังคงทำคอนเทนต์อย่างงง ๆ เหมือนเดิม ทำทั้งคอนเทนต์นิทานและบทความเกี่ยวกับความรู้ด้านการศึกษาปฐมวัย (เพื่อดึงคนเข้ามาอ่านให้ได้มากที่สุด) ซึ่งหลังจากที่ทำไปหลายเดือน ยอดผู้ชมก็ขึ้นมาที่ 20 คนต่อวัน หรือราววันละ 70 วิว (ตอนนั้นคือดีใจมากแล้ว)

ในช่วงนั้น ผมพยายามทำภาพประกอบเพิ่ม โดยหาภาพฟรีจากเว็บไซต์ Pixabay การหาภาพให้ตรงกับนิทานหรือบทความที่เขียนเป็นเรื่องยาก แต่ผมก็พยายามทำ ทำจนมีคนเข้าชมเว็บไซต์มากขึ้น ราว 50 คนต่อวัน หรือราววันละ 100 วิว ผมดีใจมากจึงนำตัวเลขไปอวดเพื่อน แต่ต่อมา เพื่อนได้นำตัวเลขยอดผู้รับชมและยอดวิวของเว็บท่องเที่ยวที่เพื่อนทำมาให้ดู ซึ่งตัวเลขยอดผู้เข้าชมราว 1000 คนของเพื่อน ทำให้ผมได้รู้ว่า “ผมเหมือนกบในกะลา” เพราะโลกเกี่ยวกับสื่อดิจิทัลของผมคับแคบมาก (แล้วยังคิดจะไปเป็นอาจารย์สอนนักศึกษาอีก) เมื่อผมรู้แบบนี้ ผมจึงตัดสินใจครั้งสำคัญ โดยการหาคอร์สเรียนออนไลน์เกี่ยวกับการทำเว็บไซต์ และการทำ SEO เพื่อให้เว็บไซต์เข้าถึงผู้อ่านได้มากขึ้น จากนั้น ผมก็ปรับปรุง Content และเรียนรู้วิธีใช้แอพพลิเคชั่นในการสร้างภาพปก ซึ่งภาพปกที่ผู้อ่านเห็นอยู่ในปัจจุบัน บางภาพเกิดจากการนำภาพฟรีไปปรับแต่งผ่านแอพต่าง ๆ มากถึง 5 แอพ!

หลังจากการเรียนวิชาทำเว็บไซต์และการทำ SEO เรียบร้อย ผมก็ลองนำความรู้มาใช้ ซึ่งผลที่ตามมาคือ ยอดผู้ชมพุ่งจาก 50 คนต่อวัน กลายเป็น 1000 คนต่อวัน และทะยานขึ้นสู่ยอดราว 2000 คนต่อวันในเวลาแค่ 1-2 เดือน

ในช่วงนั้น ผมพยายามสร้างคอนเทนต์โดยลงนิทานมากขึ้นเรื่อย ๆ และทำภาพปกอย่างเต็มความสามารถ(ในขณะนั้น) รวมทั้งมีการปรับปรุงเว็บไซต์ จัดหมวดหมู่นิทานใหม่หลายรอบ จนปัจจุบัน มียอดเข้าชมนิทานราว 2800-3600 คนต่อวัน และมียอดวิวราว 10,000 วิวทุกวัน (ปัจจุบัน ยอดวิวรวมของเว็บไซต์อยู่ที่ 4 ล้านเศษ)

การทำเว็บไซต์นิทานนำบุญ ทำให้ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับการทำสื่อดิจิทัลในหลายแง่มุม ผมได้เข้าใจความหมายของคำว่า “Content is the king” ชัดเจนขึ้น เข้าใจความสำคัญของการทำ SEO และการทำงานของ Google รวมทั้งได้ค้นพบสิ่งที่สำคัญและมีค่ามากที่สุด ในชีวิตของคนทำสื่อสำหรับเด็ก นั่นก็คือ……เมื่อเราตั้งใจทำสื่อที่มีคุณภาพดีสำหรับเด็กและทำด้วยความจริงใจ ทำเพื่อให้ ไม่ใช่ทำเพื่อหาประโยชน์ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่พ่อแม่และเด็ก ๆ (รวมทั้งผู้อ่านท่านอื่น ๆ ) สัมผัสได้ ซึ่งมันทำให้ผมได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากพ่อแม่และผู้อ่านจำนวนมาก และทำให้ผมได้พบว่า ผู้อ่านส่วนใหญ่ของเว็บไซต์คือ คุณพ่อคุณแม่ที่นำนิทานในเว็บไซต์ไปอ่านให้ลูกฟังก่อนนอน

ในช่วงหนึ่ง ที่ผมนำคอนเทนต์ไปแชร์ในเพจนิทานนำบุญ ช่วงนั้น มีคุณพ่อคุณแม่ คุณครู และผู้อ่านที่ติดตามนิทานทักมาพูดคุยในกล่องข้อความและชื่นชมนิทานนำบุญเป็นจำนวนมาก (ทำให้ผมรู้ว่า ผู้อ่านถนัดสื่อสารกับเราผ่านทางเพจมากกว่าทางเว็บไซต์ และมีผู้อ่านจำนวนมากติดตามนิทานนำบุญมานานเกิน 2 ปี และอยากขอบคุณการทำเว็บไซต์นี้มาโดยตลอด) การที่นิทานในเว็บไซต์นิทานนำบุญได้รับเกียรติให้เป็นส่วนหนึ่งในช่วงเวลาพิเศษของหลาย ๆ ครอบครัว ทำให้ผม (ในฐานะผู้แต่งนิทานและผู้ทำเว็บไซต์) รู้สึกขอบคุณและรู้สึกว่าตัวเองมีประโยชน์ต่อผู้อื่น

หลังจากที่เว็บไซต์เริ่มมีผู้ชมเข้ามาติดตามเป็นจำนวนมากอย่างสม่ำเสมอราว 3000 คน ผมจึงเกิดความคิดว่า ถ้าผมทำให้เว็บไซต์นิทานนำบุญอยู่ได้อย่างยั่งยืนด้วยกำลังของผู้อ่าน ก็คงจะดีมาก ๆ กล่าวคือ ก่อนหน้านี้ ผมจะนำเงินของตัวเองจ่ายค่าแพคเกจของ WordPress และค่า URL ชื่อเว็บไซต์ (ราว 4000 บาทต่อปี) เงิน 4000 บาทต่อปีสำหรับผมถือเป็นเงินก้อนใหญ่พอสมควร และถ้าวันหนึ่งผมไม่อยู่แล้ว เว็บไซต์นี้ก็อาจล้มหายตายจากไปด้วย ดังนั้น ช่วงปลายปี 2563 ผมจึงคิดโครงการเชิญชวนให้ผู้อ่าน ช่วยเลี้ยงกาแฟผมคนละ 1 บาทต่อปี เพื่อที่ผมจะได้นำเงินค่ากาแฟนั้นมาจ่ายเป็นค่าดูแลเว็บไซต์ ซึ่งหลังจากที่ผมเริ่มโครงการดังกล่าวไปได้ราว 1 ปี ผลที่เกิดขึ้น ปรากฏตามข้อความที่ผมโพสต์ไว้ในเพจนิทานนำบุญ วันที่ 4 ตุลาคม 2564 ดังต่อไปนี้

ภาพการคำนวณค่าใช้จ่าย หลังจากไปอัพเดทสมุดบัญชีธนาคาร


วันนี้ พี่นำบุญแวะไปธนาคารเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน
เป้าหมายหลักในการแวะไป คือ การอัพเดทสมุดบัญชี ที่ใช้รับค่ากาแฟจากทุก ๆ คน
ยอดตัวเลขล่าสุด ทำให้ตกใจนิดหน่อย คือยอดขึ้นมาที่เลข 5
แต่บัญชีนี้ เป็นบัญชีที่มีเงินส่วนตัวของพี่นำบุญค้างอยู่ (เพราะเป็นบัญชีที่ใช้จ่ายค่าตู้นิรภัยของธนาคาร)
และในเดือนกรกฎา พี่นำบุญได้จ่ายเงินผ่านบัตรเครดิตเป็นค่าดูแลเว็บ ด้วยเงินตัวเองในอีกบัญชีหนึ่ง
สรุปว่า ยอดเงินค่ากาแฟที่เหลือสุทธิในบัญชีนี้ เป็นเงิน
31, 036 บาท
…..
ปกติค่าแพกเกจและค่าโฮสต่อปีที่ใช้จะอยู่ที่ปีละ 3, 978 บาท ดังนั้น ยอดเงินที่มีอยู่ จึงน่าจะใช้ดูแลเว็บนิืทานนำบุญให้อยู่ต่อไปได้อีกอย่างน้อย 8 ปีครับ
…..
ขอบคุณกำลังใจและความเชื่อใจที่มอบให้นะครับ พี่นำบุญยังคงยืนยันว่า เงินค่ากาแฟทั้งหมด จะไม่เอามาใช้ส่วนตัว แต่ขอใช้ดูแลเว็บตามที่เคยให้สัญญาไว้
ถ้าวันนึงไม่อยู่ ก็จะฝากน้องชายให้ช่วยดูแลต่อ
ความตั้งใจที่ดี ทำให้เว็บไซต์นิทานนำบุญ กลายเป็นเว็บไซต์สำหรับเด็กและครอบครัว ที่อยู่ได้ด้วยกำลังของคนอ่านอย่างแท้จริง
ขอบคุณทุก ๆ ท่านที่ช่วยกันสร้างตำนานสื่อสำหรับเด็กบทนี้ให้เกิดขึ้นนะครับ

…………………………………..

หลังจากที่ผมได้เห็นว่า โครงการเลี้ยงกาแฟทำให้เว็บไซต์นิทานนำบุญ กลายเป็นเว็บไซต์ที่อยู่ได้ด้วยกำลังของผู้อ่านอย่างค่อนข้างยั่งยืนได้ ผมก็นึกถึงข้อความของผู้อ่านบางคนที่โอนเงินมาและถามผมเมื่อทราบว่า ผมจะนำเงินทั้งหมดไว้ใช้เพื่อดูแลเว็บ โดยไม่นำเข้ากระเป๋า ผู้อ่านถามว่า “แล้วพี่นำบุญเอาเงินที่ไหนใช้จ่ายคะ”

คำถามจากความห่วงใยในเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ผมไม่เคยนึกถึงมาก่อน เพราะตอนที่เริ่มทำเว็บไซต์นิทานนำบุญ ผมก็คิดว่า ทำเพื่อให้เด็ก ๆ มีแหล่งรวมนิทานเอาไว้อ่าน ซึ่งเมื่อพ่อแม่จำนวนมากได้มาเห็นและนำไปอ่านให้ลูกฟังก่อนนอนจริง ๆ มันก็ทำให้ผมรู้สึกว่า สิ่งที่ตัวเองตั้งใจไว้มันประสบความสำเร็จแล้ว (ผมไม่ได้คิดถึงเรื่องรายได้ของตัวเองเลย)

ยิ่งพอเว็บไซต์อยู่ได้ด้วยกำลังของผู้อ่านอย่างยั่งยืน ผมก็ยิ่งรู้สึกว่า นี่คือความสำเร็จจริง ๆ ของคนทำสื่อ เพราะเว็บไซต์นิทานนำบุญเป็นสื่อสำหรับเด็ก ต้นทุนต่ำ แต่มีความตั้งใจสูง การที่เว็บไซต์นี้อยู่ได้อย่างค่อนข้างยั่งยืนด้วยกำลังของผู้อ่าน จึงเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ว่า สื่อที่ดีและมีประโยชน์ต่อเด็ก ไม่จำเป็นต้องใช้เงินมาก เว็บไซต์นิทานนำบุญจึงเป็นเสมือนโมเดลของการทำเว็บไซต์ต้นทุนต่ำที่มีประโยชน์ต่อสังคม และอยู่ได้อย่างยั่งยืนด้วยกำลังของผู้อ่านอย่างแท้จริง (ซึ่งสิ่งนี้คือความภูมิใจมาก ๆ ของผมครับ)

เมื่อผมนึกถึงสิ่งที่ผู้อ่านทักถาม ผมจึงคิดต่อไปว่า หากผมลองทำโครงการหารายได้จากเว็บไซต์ เพื่อพิสูจน์แนวคิดบางอย่างว่า หากมีคนทำเว็บไซต์ขึ้นมาโดยเริ่มจากการคิดถึงประโยชน์ของผู้อ่าน เมื่อมีผู้อ่านพอสมควรและเว็บไซต์ได้รับการสนับสนุนจากผู้อ่านให้อยู่ได้อย่างยั่งยืนแล้ว หากคนทำเว็บไซต์จะหารายได้ให้ตัวเอง (เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว เช่น ค่าอาหาร ค่าอินเตอร์เน็ต ค่าซ่อมคอมพิวเตอร์) มันจะมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน (ถ้าทำให้เกิดรายได้จริง มันอาจเกิดโมเดลของการทำสื่อเพื่อส่วนรวม แต่สามารถหล่อเลี้ยงคนทำสื่อให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ ซึ่งอาจทำให้ผู้ที่สนใจหันมาทำสื่อแนวนี้มากขึ้นก็ได้ครับ)

แนวทางการหารายได้จากเว็บไซต์ที่ผมคิด ประกอบด้วย

  1. การขายสินค้า
  2. การขายพื้นที่โฆษณา

ซึ่งแน่นอนว่า สินค้าที่ขายหรือลงโฆษณาต้องเหมาะสมกับเด็กและครอบครัว

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ผมได้ทำคลิปวิดีโอที่พูดถึงเรื่องเหล่านี้ไว้ ดังนี้ครับ

หลังจากทำคลิปออกมาแล้ว ผมได้นำสินค้าชิ้นแรกที่ทำไว้ออกมาวางจำหน่ายที่หน้าเพจ คือ หนังสืออีบุ๊กเรื่อง “นักเขียนนิทานและวิธีแต่งนิทานของเขา” ซึ่งเป็นหนังสือเล่มสำคัญที่ผมดีใจมากที่ได้เขียนออกมาจนจบ เพราะมันเป็นเสมือนหนังสือบันทึกวิธีคิดและการทำงานในฐานะนักเขียนนิทานของผม ผมคิดว่า โลกของเรามีนักเขียนนิทานสำหรับเด็กไม่มากนัก การที่ผมเป็นนักเขียนนิทานและได้เล่าเรื่องราวรวมถึงวิธีคิดนิทานในแบบของผมให้ทุกคนได้อ่าน จึงเป็นหนังสือที่มีความหมายต่อตัวผม

ในส่วนของการขายโฆษณา เมื่อผู้อ่านไม่ได้คัดค้านเรื่องการหารายได้จากขายพื้นที่โฆษณา ผมจึงลองกำหนดเงื่อนไขในการลงโฆษณาในเว็บไซต์นิทานนำบุญ โดยเป้าหมายไม่ใช่เรื่องการทำกำไรแบบร่ำรวย (สังเกตได้จากอัตราค่าโฆษณาที่ถูกมาก คือ 200 บาทต่อเดือน หรือเฉลี่ยวันละ 6 บาทเศษ) ซึ่งการตั้งราคาแบบนี้ น่าจะช่วยให้ผู้อ่านที่มีกิจการเล็ก ๆ หรือทำสินค้าขายในครัวเรือน สามารถซื้อโฆษณาได้โดยไม่ลำบากเกินไป ซึ่งการลงโฆษณาในเว็บไซต์นิทานนำบุญ ที่มียอดวิววันละ 10000 วิว ก็อาจช่วยให้กิจการหรือสินค้านั้น ๆ เป็นที่รู้จักในวงกว้างได้มากขึ้น

ผลจากการชักชวนให้ผู้สนใจลงโฆษณา ปรากฏว่า ณ วันนี้ มีผู้สนใจลงโฆษณาแล้ว 2 ราย ซึ่งทั้งสองรายมีความปรารถนาดีและอยากสนับสนุนการทำเว็บไซต์นิทานสำหรับเด็ก โดยข้าวมันไก่ไหหน่ำหนั่ง ต้องการให้กำลังใจเว็บไซต์เล็ก ๆ ที่ทำประโยชน์เพื่อสังคม ส่วนกิจการ Rose Corner เป็นธุรกิจของคุณแม่ที่อ่านนิทานนำบุญกับลูกอยู่แล้ว เมื่อเห็นการเปิดรับโฆษณาจึงให้การสนับสนุนทันที (ขอบคุณมาก ๆ นะครับ)

ในขณะเดียวกัน รุ่นพี่ของผมซึ่งเป็นนักเขียนนิทานก็เอ่ยปากว่า อยากซื้อโฆษณาด้วย โดยโฆษณาชิ้นแรกจะเป็นการโฆษณาให้ร้านขนมเบเกอรี่เล็ก ๆ ที่รู้จักกัน ส่วนอีกชิ้นจะขอซื้อโฆษณาเพื่อประชาสัมพันธ์เว็บไซต์นิทานของตัวเอง (จริง ๆ คืออยากสนับสนุนการทำงานของผม)

ผมไม่แน่ใจว่าโครงการลงโฆษณาในเว็บไซต์นิทานนำบุญจะดำเนินไปได้ด้วยดีขนาดไหน แต่เมื่อครบ 1 ปี ผมจะมาสรุปผลว่า แนวคิดเกี่ยวกับ “คนทำเว็บไซต์จะหารายได้ให้ตัวเองจากการทำเว็บไซต์ได้จริงหรือไม่” ยังไงรอติดตามกันนะครับ

สุดท้ายนี้ ผมขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่ช่วยทำให้นิทานที่ผมแต่งมีค่ามากขึ้น เพราะนิทานที่เขียนเสร็จแล้วและวางไว้เฉย ๆ คงไม่มีค่าเท่ากับนิทานที่มีคุณพ่อคุณแม่นำไปอ่านกับลูก หรือ นิทานที่คุณครูนำไปอ่านกับนักเรียน รวมทั้งการที่น้อง ๆ บางคนนำนิทานนำบุญไปอ่านให้แฟนฟังก่อนนอน ขอบคุณทุก ๆ คนนะครับ

#นิทานนำบุญ

…………………

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ดอกไม้ของคุณยาย

นิทานก่อนนอนเรื่อง “ดอกไม้ของคุณยาย” เป็นนิทานก่อนนอนที่มีเนื้อเรื่องเรียบง่าย แต่มีข้อคิดสอนใจ และมีความอ่อนโยนที่น่าจะเหมาะสำหรับการใช้เป็นนิทานก่อนนอนที่ดีเรื่องหนึ่ง

นิทานเรื่อง ดอกไม้ของคุณยาย

หนูคะนิ้งเป็นเด็กผู้หญิงแสนดีที่มีจิตใจงดงามอย่างหาที่เปรียบไม่ได้

วันหนึ่ง…หนูคะนิ้งได้รับมอบหมายจากคุณแม่ให้นำตะกร้าใส่ผลไม้ไปฝากคุณยายที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ กลางป่าละเมาะ

คุณยายของคะนิ้งเป็นคนที่ชอบดอกไม้มาก ดังนั้น คุณแม่จึงบอกให้คะนิ้งแวะซื้อดอกไม้เพื่อนำไปฝากคุณยายด้วย  คะนิ้งรับเหรียญสตางค์มากำไว้ในมือ  เธอภูมิใจที่คุณแม่มอบหมายงานสำคัญนี้ให้แก่เธอ  เธอตั้งใจว่า เธอจะต้องเลือกดอกไม้ที่สวยที่สุดเพื่อนำไปฝากคุณยายให้จงได้

ระหว่างทาง หนูคะนิ้งเฝ้าครุ่นคิดถึงสีหน้าของคุณยายเมื่อได้รับดอกไม้ที่เธอจะจัดหาไปให้  ดอกไม้แสนสวยที่มีกลิ่นหอมสดชื่นคงเป็นดอกไม้ที่หมาะสมที่สุดสำหรับคุณยายของคะนิ้ง

เมื่อหนูคะนิ้งเดินทางมาจนเกือบจะถึงร้านขายดอกไม้ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านของคุณยายมากนัก  จู่ ๆ หนูคะนิ้ง ก็เหลือบไปเห็นหญิงชราผู้ยากจนคนหนึ่งกำลังนั่งสานผักตบชวาให้กลายเป็นตุ๊กตารูปสัตว์ต่าง ๆ อย่างตั้งอก ตั้งใจ  หนูคะนิ้งนึกสงสารหญิงชราคนนี้อย่างบอกไม่ถูก  เธอนึกในใจว่า ผู้สูงวัยอย่างหญิงชราไม่น่าที่จะต้องมานั่งหลังขดหลังแข็งสานตุ๊กตาอยู่อย่างนี้  ด้วยความเป็นห่วง…หนูคะนิ้งจึงเดินตรงเข้าไปหาหญิงชรา แล้วนั่งลงทักทายหญิงชราด้วยความอ่อนน้อม

“คุณยายเป็นใครและกำลังทำอะไรอยู่คะ?”  เด็กน้อยถามหญิงชราด้วยความสุภาพ

“ยายเป็นชาวนา…แต่ที่นาล่ม จึงต้องมานั่งสานตุ๊กตาเพื่อหารายได้” หญิงชราตอบเด็กน้อยอย่างตรงไปตรงมาที่สุด

หนูคะนิ้งรู้สึกชื่นชมเมื่อได้ทราบว่า หญิงชราเลือกการสานตุ๊กตาเป็นงานเลี้ยงชีพ  หนูคะนิ้งเคยเห็นคนหลายคนเลือกที่จะหาเงินมาง่าย ๆ ด้วยการเป็นขอทานและนั่งขอเงินจากคนที่เดินผ่านไปผ่านมา  หนูคะนิ้งรู้สึกชื่นชมหญิงชราอย่างจริงใจ  ด้วยเหตุนี้  หนูคะนิ้งจึงตัดสินใจช่วยเหลือหญิงชราด้วยการปันเงินครึ่งหนึ่งที่คุณแม่ให้มาซื้อดอกไม้ อุดหนุนตุ๊กตาสานของหญิงชราผู้ไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก

หลังจากนั้นไม่นาน  หนูคะนิ้งก็เดินทางมาถึงร้านขายดอกไม้ตามที่ตนเองตั้งใจเอาไว้  แรกทีเดียว หนูคะนิ้งคิดว่าเงินส่วนที่เหลือน่าจะเพียงพอในการซื้อดอกไม้ช่อเล็ก  ๆ ให้คุณยายได้สักช่อ  แต่เนื่องจากในวันนั้นดอกไม้ค่อนข้างจะมีราคาแพง  เงินส่วนที่เหลืออยู่จึงเพียงพอแค่สำหรับการซื้อเมล็ดพันธุ์ของดอกไม้เท่านั้น

แม้หนูคะนิ้งจะไม่สามารถซื้อดอกไม้ได้ดังที่ใจปรารถนา  แต่เมื่อเจ้าของร้านขายดอกไม้สังเกตเห็นตุ๊กตารูปสัตว์ที่หนูคะนิ้งใส่เอาไว้ในตะกร้า  เจ้าของร้านก็รู้สึกสงสัยว่า หนูคะนิ้งไปเอาตุ๊กตาที่แสนน่ารักนี้มาจากไหน  และเมื่อหนูคะนิ้งเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เจ้าของร้านขายดอกไม้ฟัง  เจ้าของร้านผู้แสนดีก็คิดในใจว่า เขาควรจะทำอะไรบางอย่างเพื่อสร้างกำลังใจให้กับเด็กผู้หญิงตัวน้อยที่มีจิตใจงดงามคนนี้

เจ้าของร้านขายดอกไม้หายเข้าไปที่หลังร้านอยู่ครู่หนึ่ง  จากนั้น เขาก็หยิบถุงบรรจุเมล็ดพันธุ์ของดอกไม้ออกมาและส่งมันให้กับหนูคะนิ้ง

“ลองปลูกเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ดู  ฉันคิดว่าคุณยายของหนูคงจะชอบมัน อ้อ! แล้วก็เลิกกังวลใจได้แล้ว เพราะฉันเชื่อว่า ถ้าหนูเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้กับคุณยายแล้วก็คุณแม่ฟัง  ทุก ๆ คนคงจะภูมิใจในตัวหนู และดีใจมากกว่าการได้รับดอกไม้จากหนูเสียอีก”

จริงอย่างที่เจ้าของร้านขายดอกไม้ว่า เมื่อคุณยายได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดจากหนูคะนิ้ง  คุณยายก็ดึงตัวหลานเข้ามากอดเอาไว้ในอ้อมอกด้วยความเอ็นดู  นี่คือความงามอันยิ่งใหญ่ ที่งอกงามในจิตใจของเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ   ความงามในจิตใจของหลานสาวมีค่ามากกว่าดอกไม้ช่อไหน ๆ ในโลกใบนี้  คุณยายมีความสุขมากและภูมิใจในตัวของหลานสาวมากที่สุด

และในเช้าวันรุ่งขึ้น  เมล็ดพันธุ์ของดอกไม้ที่หนูคะนิ้งหว่านเอาไว้ตั้งแต่เมื่อวานก็ค่อย ๆ แทรกตัวขึ้นมาจากพื้นดินในสวนหลังบ้านของคุณยาย  ซึ่งในเวลาต่อมา ต้นอ่อนเหล่านั้นก็เติบโต แล้วผลิดอกออกช่อพร้อมกับส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วทั้งสวน

นี่คงเป็นรางวัลแห่งความดีที่เจ้าของร้านขายดอกไม้ตั้งใจที่จะมอบให้แก่คะนิ้ง  และเมื่อหนูคะนิ้งเดินทางกลับบ้านในเย็นวันนั้น   หนูคะนิ้งก็ไม่ลืมที่จะแวะหาเจ้าของร้านขายดอกไม้และมอบตุ๊กตาแสนสวยให้กับเจ้าของร้านขายดอกไม้เพื่อเป็นการขอบคุณ

#นิทานนำบุญ

………..

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

คำแนะนำของตลกหลวง

นิทานก่อนนอนเรื่อง “คำแนะนำของตลกหลวง” เป็นนิทานที่มีเนื้อหาน่าสนใจ คล้าย ๆ กับนิทานเรื่อง “หมู่บ้านย้อนเวลา” ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ หากนำมาใช้จริงก็อาจจะเกิดประโยชน์ได้ในวงกว้าง หรืออย่างน้อย แง่คิดในเรื่องความตั้งใจและการร่วมแรงร่วมใจที่มีพลังมากกว่าเงินจำนวนมาก ๆ ก็เป็นแง่มุมที่น่าสนใจสำหรับเด็ก หวังว่าผู้อ่านจะชอบนิทานเรื่องนี้กันนะครับ

นิทานเรื่อง คำแนะนำของตลกหลวง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีอาณาจักรแห่งหนึ่งปกครองโดยพระราชาผู้รักเด็กสุดหัวใจ

วันหนึ่ง พระราชาทรงทุบกระปุกออมสินของตนเอง แล้วนำเงินในกระปุกจำนวน 200 ล้านเหรียญทองไปปรึกษากับผู้คนในพระราชวัง เพื่อหาวิธีใช้เงินให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในการนำไปสร้างพื้นที่แห่งความสุขสำหรับเด็ก ๆ 

หลังจากที่ข้าราชการได้ฟังความประสงค์ของพระราชา เหล่าข้าราชการจึงเสนอให้พระราชานำเงินทั้งหมดมาสร้างพิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่ในเมืองหลวง เพราะเมืองหลวงเป็นศูนย์กลางของอาณาจักร

แต่นักการเมืองเสนอว่า พระราชาควรแบ่งเงินให้แต่ละภูมิภาคเท่า ๆ กัน เพื่อสร้างพื้นที่แห่งความสุขสำหรับเด็กในแต่ละภูมิภาค เพราะเด็ก ๆ จะไปใช้ประโยชน์ได้ง่ายกว่า

ส่วนทหารเสนอว่า หากนำเงิน 200 ล้านเหรียญทองมาหารแบ่งตามจำนวนเมือง เพื่อให้แต่ละ เมืองสร้างพื้นที่แห่งความสุขสำหรับเด็กของตนเอง แบบนี้น่าจะเกิดประโยชน์ทั่วถึงมากที่สุด

หลังจากบุคคลกลุ่มต่าง ๆ เสนอความคิดเห็นจนครบถ้วน ตลกหลวงก็กล่าวว่า ” วิธีที่ทุกท่านเสนอล้วนน่าสนใจ แต่ข้าพเจ้าคิดว่ามันก็คล้าย ๆ กับโครงการอื่น ๆ คือ แนวคิดดูดี แต่พอลงมือทำทีไร สุดท้าย โครงการก็มักจะไม่สำเร็จ แล้วเงินก็ไม่รู้หายไปไหนหมด” ตลกหลวงยิ้มแล้วพูดต่อไปว่า   “ในมุมมองของข้าพเจ้า ถ้าเราแบ่งเงินให้ทุกเมือง เมืองละ 1 ล้านเหรียญทอง เพื่อให้นำไปทำพื้นที่แห่งความสุขสำหรับเด็ก ๆ ภายในเวลา 1 ปี  เมื่อครบกำหนด หากเมืองใดสร้างพื้นที่แห่งความสุขได้ดีที่สุดก็จะได้รับรางวัลอีก 100 ล้านเหรียญทอง แบบนี้รับรองว่า ทุกเมืองจะต้องมีพื้นที่แห่งความสุขชั้นยอดเกิดขึ้นแน่ๆ”

พระราชาทรงทึ่งกับข้อเสนอแนะที่ไม่เหมือนใครของตลกหลวง จริงดั่งที่ตลกหลวงพูด หลายโครงการที่มีการปรึกษาหารือกันเป็นอย่างดี แต่เมื่อลงมือทำ ผลที่ได้กลับมีเพียงความว่างเปล่า ด้วยเหตุนี้ พระราชาจึงตัดสินใจทำตามแนวความคิดของตลกหลวงทันที

แม้ผู้คนในพระราชวังจะไม่มั่นใจในความคิดอันแปลกประหลาดของตลกหลวง แต่ไม่มีใครกล้าคัดค้านการตัดสินใจของพระราชา ดังนั้น เมืองต่าง ๆ  จึงได้รับเงินจากพระราชาในการสร้างพื้นที่แห่งความสุขสำหรับเด็กเมืองละ 1 ล้านเหรียญทอง โดยมีเงินอีก 100 ล้านเหรียญทองเป็นรางวัลล่อใจ

เมื่อผู้คนในเมืองต่าง ๆ ได้ทราบถึงรางวัล 100 ล้านเหรียญทอง ชาวเมืองทุกคนจึงพร้อมใจกันสร้างพื้นที่แห่งความสุขสำหรับเด็กที่ดีที่สุดเพื่อชิงรางวัลอันมีค่ามหาศาล ชาวเมืองทั้งหลายสร้างสรรค์พื้นที่แห่งความสุขสำหรับเด็ก ๆ ทั้งในรูปแบบของพิพิธภัณฑ์, สวนสนุก, ห้องสมุด, สนามกีฬา ฯลฯ ซึ่งแต่ละเมืองก็พยายามสร้างจุดเด่นให้ตนเอง และสอบถามความชอบของเด็กเพื่อสร้างให้ถูกใจเด็ก ๆ มากที่สุด ที่สำคัญ เมื่อเงิน 1 ล้านเหรียญทองเริ่มร่อยหรอ ชาวเมืองทั้งหลายก็พร้อมใจกันนำเงินส่วนตัวมาสมทบเพื่อทำให้พื้นที่แห่งความสุขสำหรับเด็ก ๆ ในเมืองของตนมีความสมบูรณ์แบบมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

หนึ่งปีผ่านไป  เมืองทุก ๆ เมืองจึงมีพื้นที่แห่งความสุขสำหรับเด็ก ๆ ที่โดดเด่นกันโดยถ้วนหน้า  ครั้นเมื่อพระราชา พาตัวแทนชาวเมืองต่าง ๆ ไปดูพื้นที่แห่งความสุขสำหรับเด็ก ๆ ทั่วทั้งอาณาจักรเพื่อลงคะแนนตัดสิน  ทุกคนก็รู้สึกคล้าย ๆ กันว่า การตัดสินเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก แต่สิ่งที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันคือ เมื่อมีเงินทุนจำนวนหนึ่ง บวกเข้ากับการร่วมแรงร่วมใจกัน  แม้เงินทุนอาจไม่มาก แต่พวกเขามั่นใจว่า พวกเขาจะต้องสร้างสิ่งที่มีประโยชน์ให้แก่เมืองของตนเองได้อย่างแน่นอน

ครั้นเมื่อพระราชาขอให้ตัวแทนชาวเมืองตัดสินใจว่าควรมอบเงิน 100 ล้านเหรียญทองให้แก่เมืองใดดี  ตัวแทนของชาวเมืองจึงกราบทูลพระราชาว่า “หากพระองค์ไม่ว่าอะไร พวกเราอยากแบ่งเงินรางวัลกันเมืองละ 1 ล้านเหรียญทอง เพื่อนำเงินไปสร้างพื้นที่แห่งความสุขสำหรับคนชราบ้าง เพราะพวกเราเชื่อว่า  เมื่อเราสร้างสถานที่ดี ๆ สำหรับเด็กจากเงินเท่านี้ได้ เราก็ต้องสร้างสถานที่ดี ๆ สำหรับผู้สูงอายุได้เช่นกัน”

พระราชาทรงยิ้มเมื่อได้ฟังคำขอจากตัวแทนของชาวเมือง  เมื่อชาวเมืองเชื่อในพลังของตนเอง  พระองค์จึงไม่มีเหตุผลที่จะคัดค้าน 

หนึ่งปีหลังจากนั้น  ชาวเมืองก็สร้างสิ่งที่พวกเขาตั้งใจได้สำเร็จ. ส่วนพระราชาก็ทรงปูนบำเหน็จให้แก่ตลกหลวงที่เสนอแนะวิธีที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งนอกจากจะทำให้ได้พื้นที่แห่งความสุขสำหรับเด็ก ๆ ทั่วทั้งอาณาจักรแล้ว ยังได้พื้นที่แห่งความสุขสำหรับผู้สูงอายุ และช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้คนในอาณาจักรได้อย่างที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน

#นิทานนำบุญ


Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

แก๊งจ๊ะเอ๋

นิทานก่อนนอนสั้น ๆ เรื่อง “แก๊งจ๊ะเอ๋” เป็นนิทานที่ใช้คำคล้องจอง มีท่วงทำนองในการเล่าเรื่อง เวลาอ่าน ถ้าอ่านออกเสียงจะสนุกกว่าการอ่านในใจ และถ้าคุณพ่อคุณแม่อ่าน โดยเว้นคำว่า “จ๊ะเอ๋” ที่ท้ายประโยค ให้เด็ก ๆ เป็นคนพูด ก็คงทำให้การเล่านิทานสนุกขึ้น ลองอ่านกันดูนะครับ

นิทานเรื่อง แก๊งจ๊ะเอ๋

ฉันเป็นพี่            นี่คือน้อง

เราทั้งสอง          ชอบเล่นจ๊ะเอ๋

ในวันว่าง           เราชอบไป

หลังพุ่มไม้          เพื่อซุ่มจ๊ะเอ๋

หมาเดินมา        ต้องสะดุ้ง

เมื่อเราพุ่ง          ออกไปจ๊ะเอ๋

แมวเดินผ่าน      ตอนเผลอ ๆ

เป็นต้องเจอ       พวกเราจ๊ะเอ๋

ไก่กุ๊ก ๆ             ไข่แทบไหล

เพราะตกใจ       เจอเราจ๊ะเอ๋

เด็ก, ผู้ใหญ่        แก่หรือท้อง

ทุกคนร้อง          เมื่อโดนจ๊ะเอ๋

หลายคนเตือน    หลายคนว่า

เรายังซ่า            ที่ได้จ๊ะเอ๋

พ่อกับแม่           สอนจนเบื่อ

เราไม่เชื่อ           ยังคงจ๊ะเอ๋

เย็นวันหนึ่ง         เรากลับบ้าน

แสนสำราญ       หลังเล่นจ๊ะเอ๋

ตอนเดินผ่าน      แนวพุ่มไม้

ไม่รู้ใคร              โผล่มาจ๊ะเอ๋

เราตกใจ            จนฉี่ราด

ใจแทบขาด        เมื่อโดนจ๊ะเอ๋

พอได้เจอ           กับตัวเอง

จึงกลัวเกรง        การเล่นจ๊ะเอ๋

หากพลาดพลั้ง   อันตราย

หัวใจวาย           เพราะโดนจ๊ะเอ๋

พ่อกับแม่           อยากสั่งสอน

ให้สังวรณ์          ยามเล่นจ้ะเอ๋

นับแต่นี้             ฉันกับน้อง

จะตรึกตรอง       ก่อนเล่นจ๊ะเอ๋

ไม่แกล้งใคร       อีกแล้วจ้า

ขอสัญญา          จ๊ะเอ๋ จ๊ะเอ๋

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, สาระน่ารู้

นักเขียนนิทานและวิธีแต่งนิทานของเขา

โครงการหนังสืออีบุ๊กเรื่อง “นักเขียนนิทานและวิธีแต่งนิทานของเขา” เป็นโครงการทำหนังสืออีบุ๊ก (ebook) ที่ผมไม่เคยคิดฝันมาก่อนว่าจะได้ทำ!

เหตุผลประการหนึ่งที่ทำให้ผมลงมือเขียนหนังสือเล่มนี้ ผมได้เขียนชี้แจงเอาไว้ในคำนำของหนังสือแล้ว (ซึ่งพี่ ๆ น้อง ๆ เตือนว่า มันดูแรงเกินไปหรือเปล่า แต่ผมยืนยันว่า ผมอยากจะคงมันไว้ เพราะมันเป็นความรู้สึกที่แท้จริงของผม)

ส่วนเหตุผลอีกข้อ เป็นเพราะในช่วงที่โควิด-19 ระบาดหนัก บ้านของผมอยู่ในเขตพื้นที่สีแดง ซึ่งหมายความว่าผมควรเก็บตัวอยู่ในบ้านให้ได้มากที่สุด แต่ก็ไม่ได้แปลว่าผมจะปลอดภัยจากเชื้อโรค ผมคิดว่า ในเวลาที่ตัวเองยังมีชีวิต และยังไปไหนไม่ได้ ผมควรนั่งลง แล้วถ่ายทอดสิ่งที่ตัวเองเชี่ยวชาญมากที่สุดออกมาเป็นอีบุ๊ก ซึ่งหากเกิดอะไรขึ้นกับผม อย่างน้อยผมก็ยังได้ถ่ายทอดสิ่งที่ผมรู้จริง ๆ เอาไว้ให้โลก (ดีกว่าจากไปอย่างไร้ค่า)

เมื่อคิดเช่นนี้ ผมจึงตั้งใจเขียนหนังสือบอกเล่าประสบการณ์ในฐานะนักแต่งนิทานอาชีพ โดยเริ่มจากการวางโครงเรื่องของหนังสือ แล้วตะลุยเขียนเนื้อหาไปทีละบท แบบสุดพลังและทำงานแข่งกับเวลา (เพราะไม่รู้ว่าตัวเองจะติดโควิดและหมดเวลาเขียนในวันไหน)

ความกดดันที่ผมสร้างให้ตัวเอง ทำให้ผมตั้งใจเขียนหนังสือเล่มนี้อย่างเต็มที่ (พยายามขุดทุกอย่างในความทรงจำออกมาเล่า) ทำเหมือนเป็นงานชิ้นสำคัญที่อยากฝากเอาไว้เป็นผลงานชีวิต (ซึ่งปกติ ผมจะมีผลงานเฉพาะหนังสือนิทาน หนังสือภาพสำหรับเด็ก หนังสือกิจกรรมสำหรับเด็ก แต่ยังไม่เคยเขียนหนังสือแนวให้ความรู้เลย)

ผมลุยเขียนหนังสือเล่มนี้ตามแผนที่วางไว้ แต่ระหว่างเขียน ก็มีการต่อเติมเพิ่มบทและเพิ่มเนื้อหาเพื่อให้ผู้ที่สนใจเกี่ยวกับการแต่งนิทานในแบบของผมได้ประโยชน์จากการอ่านอย่างเต็มที่ (จาก 5 บท กลายเป็น 8 บท)

ในขณะเดียวกัน ผมได้คัดนิทานที่ตัวเองแต่งและชอบมากเป็นพิเศษมาแทรกไว้เป็นตัวอย่างตลอดทั้งเล่ม เพื่อให้หนังสือไม่เคร่งเครียดจนเกินไป และเพื่อทำให้ผู้อ่านเข้าใจสิ่งที่ผมต้องการนำเสนอมากขึ้น ซึ่งจากการทดลองให้พี่น้องของผมอ่าน ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “บทแรก ๆ ของหนังสือมีเนื้อหาเชิงวิชาการมากไปหน่อย แต่อ่านแล้วได้ประโยชน์ดี ส่วนบทต่อ ๆ มาที่มีการนำนิทานมาแทรกเป็นตัวอย่าง ทำให้การอ่านสนุกมากขึ้น ลื่นไหลมากขึ้น แถมนิทานบางเรื่องยังซาบซึ้งมาก ทำให้การอ่านหนังสือเล่มนี้ไม่น่าเบื่อเลย”

ในส่วนของนิทานที่ผมนำมาเป็นตัวอย่างในหนังสือ ผมต้องแจ้งให้ผู้ที่สนใจทราบก่อนว่า นิทานเกือบทั้งหมดเป็นนิทานที่ผมได้นำมาลงให้อ่านแล้วในเว็บไซต์นิทานนำบุญ แต่ในหนังสืออีบุ้กเล่มนี้ ผมได้เล่าถึงที่มาของนิทานแต่ละเรื่อง รวมถึงวิธีที่ผมใช้ในการแต่งนิทานเรื่องนั้น ๆ ซึ่งคนที่ได้อ่านหนังสือไปแล้วบอกว่า “สนุกและมีประโยชน์ดี”

อนึ่ง เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน ผมขอเรียนให้ผู้อ่านทราบว่า หนังสืออีบุ๊กเล่มนี้ไม่ใช่หนังสือรวมนิทานที่ใช้อ่านเพื่อความบันเทิง (แต่เป็นหนังสือเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการแต่งนิทานที่อ่านได้เพลิน ๆ) และเป็นหนังสือที่ผู้อ่านควรโตกว่าชั้นประถม (ยกเว้นผู้อ่านเป็นเด็กที่สนใจในการแต่งนิทานเป็นพิเศษ) ในการสั่งซื้อหนังสืออีบุ๊กเล่มนี้ ผมจึงอยากให้พิจารณาดูตามความเหมาะสม ไม่อยากให้เสียเงินซื้อด้วยความเข้าใจผิดครับ

นอกจากนี้ ในการสั่งซื้อหนังสืออีบุ๊กเรื่อง “นักเขียนนิทานและวิธีแต่งนิทานของเขา” ผมได้ขอให้น้องชาย (คุณชัยวิทย์ ชัยสิงหาญ) ช่วยเข้ามาเป็นแอดมินผู้ดูแลโครงการ โดยให้ผู้ที่สนใจติดต่อคุณชัยวิทย์ผ่านทางไลน์ เพื่อสอบถามหรือขอหมายเลขบัญชีในการโอนเงิน เมื่อโอนแล้ว ต้องส่งหลักฐานการโอนเงิน พร้อมอีเมลของตัวเอง เพื่อให้แอดมินส่งอีบุ๊ก ในรูปแบบของไฟล์ pdf ไปให้ทางอีเมล

ท้ายสุด หากการจัดทำอีบุ๊กเล่มแรกนี้มีสิ่งใดที่ไม่สมบูรณ์ ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ขอน้อมรับคำแนะนำต่าง ๆ จากผู้อ่านด้วยความขอบคุณ เพราะปกติแล้ว ผมไม่เคยอ่านอีบุ๊กเลย การทำอีบุ๊กครั้งนี้ จึงเป็นการศึกษาวิธีการจัดรูปเล่มจากยูทูบและทดลองทำด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก ผมหวังว่า หนังสือเล่มนี้จะทำให้ผู้ที่สนใจเกี่ยวกับการแต่งนิทาน รวมถึงผู้ที่อยากรู้เรื่องราวการแต่งนิทานของนักเขียนนิทานคนหนึ่งที่ชื่อว่า “นำบุญ” ได้รับประโยชน์และความเพลิดเพลินจากการอ่านตามสมควร ขอขอบคุณทุกท่านที่สนับสนุนผลงานของผมมา ณ ที่นี้ ขอบคุณมาก ๆ ครับ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ชายหนุ่มกับเจ้าหุ่นตัวน้อย

นิทานก่อนนอนเรื่อง “ชายหนุ่มกับเจ้าหุ่นตัวน้อย” เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งในช่วงที่กำลังจะต้องทำรายการโทรทัศน์สำหรับเด็ก ชื่อ “กล่องนักคิด” ทางช่องไทยพีบีเอส

ในตอนนั้น ผมทำหน้าที่เป็นครีเอทีฟ (ผู้คิดรายการ) คนเขียนบท และพิธีกรของรายการ ช่วงที่คิดรูปแบบรายการ ผมนำหุ่นไม้ที่เคยทำไว้สมัยไปเรียนที่ประเทศสวีเดน มานำเสนอให้รุ่นพี่เจ้าของรายการพิจารณาว่า หุ่นรูปร่างคล้ายตัวต่อแปลนทอยหรือเลโก้แบบนี้ เหมาะที่จะนำมาทำเป็นหุ่นแมสคอต ( mascot) ประจำรายการหรือไม่ เมื่อรุ่นพี่เจ้าของรายการตกลง ผมจึงส่งรูปหุ่นที่เคยทำไว้ให้ทีมงานนำไปออกแบบเป็นหุ่นแมสคอต ส่วนตัวผมก็นำหุ่นไม้ที่ตัวเองทำไว้มาแต่งเป็นนิทานและลงรูปหุ่นไม้ไว้ในนิตยสารขวัญเรือน เพื่อยืนยันว่าผมเป็นคนออกแบบหุ่นรูปร่างแปลก ๆ ตัวนี้ด้วยตนเอง

แม้นิทานเรื่อง ชายหนุ่มกับเจ้าหุ่นตัวน้อย จะมีที่มาแปลก ๆ อยู่สักหน่อย แต่ผมเชื่อว่า เรื่องราวของนิทานเรื่องนี้น่าจะถูกใจผู้อ่านบางคนแน่ ๆ โดยเฉพาะคนที่รักหุ่นเหมือนกับผม ขอให้มีความสุขในการอ่านนิทานนะครับ

นิทานเรื่อง ชายหนุ่มกับเจ้าหุ่นตัวน้อย

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว   มีชายหนุ่มคนหนึ่งเป็นคนที่รักเด็กมาก  ความฝันสูงสุดในชีวิตของเขาคือการได้เห็นรอยยิ้มของเด็ก ๆ   ด้วยเหตุนี้  เขาจึงตัดสินใจออกเดินทางไปรอบโลก เพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับของเล่น, ขนม, เกมและสิ่งต่าง ๆ ที่เด็ก ๆ ชอบ โดยหวังจะนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ทำอะไรสักอย่างเพื่อให้เด็ก ๆ ในประเทศของเขามีความสุข

ชายหนุ่มรอนแรมไปยังทุกถิ่นที่ ทั้งในเขตเมือง, ป่าเขา, ทะเลทราย รวมทั้งดินแดนที่ยากแก่การเข้าถึง  ซึ่งตลอดการเดินทาง เขาได้จดเรื่องราวที่ผู้คนบอกเล่าให้ฟังเอาไว้มากมาย  หนำซ้ำ เขายังถ่ายรูปขนมต่าง ๆ ,การละเล่น และซื้อหาของเล่น เก็บใส่ถุงแล้วแบกเดินทางไปด้วย จนถุงใส่ของเล่นของเขาค่อย ๆ ใหญ่ขึ้นและหนักขึ้นถึงขนาดที่ทำให้เขาก้าวเท้าเดินทางต่อไปแทบไม่ไหว 

วันหนึ่ง ในขณะที่ชายหนุ่มเดินแบกถุงใส่ของเล่นและข้าวของต่าง ๆ ผ่านกระโจมที่พักของชนเผ่าเร่ร่อนทางตอนเหนือของโลกอันหนาวเหน็บ   ชายหนุ่มได้พบเด็กน้อยสามพี่น้องนั่งผิงไฟรอพ่อแม่กลับจากหาอาหารอยู่ที่หน้ากระโจมที่พัก  เด็กทั้งสามท้องร้องจ๊อก ๆ ด้วยความหิว  ชายหนุ่มสงสารเด็ก ๆ มาก เขาจึงมอบขนมปังทั้งหมดที่เตรียมไว้เป็นเสบียงให้แก่เด็ก ๆ แล้วรีบเดินฝ่าหิมะมุ่งหน้าไปยังโรงแรมที่พักก่อนที่พระอาทิตย์จะตกดินและก่อนที่เขาจะหิวจนไม่มีแรงเดินต่อ

ในขณะที่ชายหนุ่มเดินทางมาได้สักพัก  เขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของคนวิ่งตามมา  เมื่อชายหนุ่มหันกลับไปดู  เขาก็พบว่าเด็กน้อยสามพี่น้องพากันวิ่งตรงมาหาเขา  เมื่อเด็ก ๆ วิ่งมาถึงที่ ๆ เขายืนอยู่  เด็ก ๆ ก็นำหุ่นตัวเล็ก ๆ ที่พวกเขาทำขึ้นมามอบให้แก่ชายหนุ่มแทนคำขอบคุณ หุ่นตัวน้อยของเด็ก ๆ มีหัว, ตัวและมือเป็นรูปสี่เหลี่ยมเหมือนลูกเต๋า มีจมูกยาวทรงกระบอก, มีตากลม ๆ อยู่ข้างจมูกดูบ้องแบ๊ว  แม้หุ่นตัวน้อยจะไม่มีปาก  แต่มันก็ดูน่ารักมากและทำให้ชายหนุ่มชื่นใจที่ได้เห็น

เมื่อชายหนุ่มอำลาจากเด็ก ๆ  แล้วเข้าพักในโรงแรม  ชายหนุ่มพบว่า ตอนนี้เขาเหลือเงินในการเดินทางเพียงแค่น้อยนิด  ที่สำคัญคือ เขามีเงินไม่พอที่จะเดินทางกลับไปยังประเทศของเขา

คืนวันนั้น  ชายหนุ่มเครียดมาก เขาไม่รู้ว่าจะหาเงินเป็นค่าเดินทางกลับบ้านได้อย่างไร ชายหนุ่มกังวลจนนอนหลับฝันร้าย  แต่ในขณะที่ชายหนุ่มนอนหลับอยู่นั้น  เจ้าหุ่นตัวน้อยที่เด็ก ๆ มอบให้เป็นของขวัญก็ค่อย ๆ กระดุกกระดิกตัว  แล้วกระโดดออกมาจากถุงใส่ของเล่นเพื่อทำสิ่งที่ชายหนุ่มผู้มีจิตใจดีงามคาดไม่ถึง

สิ่งที่เจ้าหุ่นตัวน้อยทำก็คือการดัดแปลงกระเป๋าเดินทางของชายหนุ่มให้กลายเป็นโรงละครหุ่นขนาดเล็ก แล้วนำถุงเท้ากับผ้าพันคอของชายหนุ่มมาทำเป็นหุ่นในรูปแบบต่าง ๆ  เพื่อให้ชายหนุ่มใช้เร่แสดงหารายได้เป็นทุนเดินทางกลับไปยังประเทศของเขา

เมื่อชายหนุ่มตื่นขึ้นมาในตอนเช้า  เขาแปลกใจมากที่เห็นโรงละครหุ่นกับตัวหุ่นมากมายตั้งอยู่บนพื้นห้อง  แต่สิ่งที่ทำให้ชายหนุ่มแปลกใจมากกว่านั้นก็คือ การที่เขาได้เห็นเจ้าหุ่นตัวน้อยกล่าวทักทายเขา พร้อมกับแนะนำตัวว่ามันชื่อ “บ๊อกซ์บ๊อกซ์” เป็นหุ่นที่ชาวเผ่าเร่ร่อนเนรมิตขึ้นเพื่อให้มาเป็นผู้ช่วยของคนที่มีจิตใจดีงาม 

สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ชายหนุ่มหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง  เมื่อเจ้าหุ่นชวนเขาไปแสดงละครหุ่นเพื่อหาเงินกลับบ้าน  ชายหนุ่มก็ทำตามอย่างงง ๆ  เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นดูเหลือเชื่อเหมือนเป็นเรื่องที่เกิดได้เฉพาะในความฝัน

เมื่อชายหนุ่มเปิดการแสดงละครหุ่นที่ริมถนน  แม้ชายหนุ่มจะเชิดหุ่นที่ทำจากถุงเท้าและผ้าพันคอได้ไม่เก่งนัก  แต่เจ้าบ๊อกซ์บ๊อกซ์ก็ช่วยเข้าไปร่วมแสดงด้วย (โดยไม่มีคนเชิด) ซึ่งทำให้คนดูเพลิดเพลินและรู้สึกว่าการแสดงมีชีวิตชีวายิ่งกว่าการแสดงของมืออาชีพ  เย็นวันนั้น ชายหนุ่มจึงได้เงินจากการแสดงมากมายอย่างที่เขาคาดไม่ถึง   นอกจากนี้ ชายหนุ่มยังได้รับการติดต่อจากนักธุรกิจให้ร่วมทุนจัดการแสดงเก็บเงินไปทั่วประเทศ

ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วจนชายหนุ่มแทบจะตั้งตัวไม่ทัน  แต่เมื่อเขาตั้งสติได้ เขาก็ตัดสินใจปฏิเสธคำเชิญของนักธุรกิจคนนั้น  โดยเลือกที่จะเก็บข้าวของ รวมทั้งหุ่นน้อยบ๊อกซ์บ๊อกซ์  แล้วออกเดินทางกลับมายังประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของเขาทันที

เมื่อเดินทางมาถึงประเทศของเขา  ชายหนุ่มก็ปรึกษากับบ๊อกซ์บ๊อกซ์ว่าเขาอยากทำรายการโทรทัศน์สนุก ๆ ให้เด็ก ๆ ในประเทศของเขาได้ดูอย่างมีความสุข  บ๊อกซ์บ๊อกซ์เห็นด้วย  ทั้งคู่จึงหารือกันแล้วลงมือทำรายการโทรทัศน์สำหรับเด็กไปเสนอให้สถานีโทรทัศน์พิจารณา

ไม่นานนัก  ชายหนุ่มก็ได้ทำรายการโทรทัศน์สร้างความสุขให้เด็ก ๆ สมดังที่เขาปรารถนา โดยมีเจ้าหุ่นน้อยบ๊อกซ์บ๊อกซ์คอยช่วยเหลือเขาอย่างเต็มที่  

ในที่สุด ความฝันของชายหนุ่มผู้รักเด็กก็เป็นจริง  เขาได้เห็นรอยยิ้มของเด็ก ๆ มากมาย และได้รับจดหมายจากเด็ก ๆ ที่เฝ้าดูรายการของเขาอย่างมีความสุข….จากทั่วทุกสารทิศ 

#นิทานนำบุญ

……………………

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

เรื่องเล่าจากเด็กน้อย : ทำหมันแมว

เมื่อวันอาทตย์ที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา ผมได้รับข้อความจากคุณแม่ของน้อง วรินรำไพ จริเกษม หรือน้องฮานะ ทักถามเรื่องหนังสือนิทานว่ายังมีนิทานเหลือพอจะแบ่งขายให้ได้ไหม หลังจากนั้น คุณแม่เล่าเรื่องน้องฮานะให้ฟังและส่งนิทานที่น้องฮานะแต่ง (แต่งตอนป.1) มาให้ดู

นิทานที่น้องฮานะแต่ง มีเนื้อเรื่องและภาพวาดที่น่ารักมาก ผมชอบมุมมองแบบเด็ก ๆ ที่ “สดใส” และทำให้คาดเดาได้ว่า เหตุการณ์แบบในเรื่องอาจเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เพราะมันมีชีวิตชีวาจนทำให้ผมอดยิ้มไม่ได้ ที่สำคัญ เมื่อผมดูรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่น้องฮานะแอบใส่ไว้ในภาพวาด (ซึ่งมีคุณแม่ช่วยประกอบภาพให้นิดหน่อย) ผมก็ยิ่งยิ้มกว้างมากขึ้น

ในมุมมองของผม ผลงานที่ลูกกับแม่ทำด้วยกันเป็นงานที่มีคุณค่ามาก ด้วยเหตุนี้ ผมจึงเอ่ยปากขออนุญาตคุณแม่ในการนำผลงานของน้องฮานะมาลงในเว็บไซต์นิทานนำบุญ (ลิขสิทธิ์เป็นของน้องฮานะ) และแอบทำคลิปเพื่อให้ทุกคนได้ดูในอีกรูปแบบหนึ่ง (คลิปมี 2 แบบ คือแบบมีเสียงเล่า และแบบมีแต่เสียงดนตรี)

หวังว่าผลงานของน้องฮานะเรื่องนี้จะทำให้ทุกคนมีความสุข เชิญรับชมผลงานของเด็กน้อยที่น่ารักคนนี้ได้เลยนะครับ

เรื่องเล่า “ทำหมันแมว” แบบมีเสียงบรรยาย
เรื่องเล่า “ทำหมันแมว” ฉบับมีแต่ดนตรีประกอบ

ถ้าครอบครัวไหนอยากนำผลงานของเด็ก ๆ มาลงในเว็บไซต์นิทานนำบุญก็สามารถส่งมาได้นะครับ ผมจะช่วยดูแลและจัดการให้ เชื่อว่าเด็ก ๆ จะมีกำลังใจและเกิดความมั่นใจในการทำงานชิ้นต่อ ๆ ไปมากขึ้นครับ

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ดอกรักชั่วนิรันดร์

นอกจากผู้อ่านที่เป็นเด็กแล้ว เว็บไซต์นิทานนำบุญยังมีผู้อ่านที่น่ารักอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งชอบนิทานก่อนนอนเกี่ยวกับความรักมากเป็นพิเศษ คุณผู้อ่านกลุ่มนี้มักเลือกอ่านนิทานให้แฟนหรือคนรักฟังก่อนนอนเกือบทุกคืน วันนี้ ผมจึงนำนิทานความรักก่อนนอนมาฝาก ซึ่งนิทานเรื่องนี้อ่านได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ หวังว่าจะถูกใจทุก ๆ คนนะครับ

นิทานเรื่อง ดอกรักชั่วนิรันดร์

นานมาแล้ว มีชายหนุ่มคนหนึ่งอยากมอบของขวัญแสนพิเศษให้หญิงสาวที่เขาแอบหลงรัก  ชายหนุ่มเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับดอกไม้หายากที่ชื่อว่า “ดอกรักชั่วนิรันดร์” ซึ่งเป็นดอกไม้ที่ทั้งสวยทั้งหอม แถมมีขนาดใหญ่กว่าศีรษะคนถึง 2 เท่า ชายหนุ่มจึงตัดสินใจเดินทางเข้าป่าเพื่อค้นหาดอกรักชั่วนิรันดร์มาเป็นของขวัญแด่หญิงสาวที่เขารัก

ชายหนุ่มพยายามเสาะหาดอกรักชั่วนิรันดร์อยู่นานหลายเดือน  แต่หาเท่าไรเขาก็หาไม่พบ  ชายหนุ่มท้อแท้ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่เมื่อเขานึกถึงหญิงสาว เขาก็ฮึดสู้และยืดหยัดค้นหาดอกไม้ต่อไปโดยไม่ ยอมกลับบ้านมือเปล่า จนกระทั่งวันหนึ่ง…เขาก็พบดอกรักชั่วนิรันดร์สมดังที่เขาวาดหวังเอาไว้

อนิจจา! แม้ชายหนุ่มจะค้นพบดอกไม้ที่เฝ้าตามหา แต่เขาก็ไม่อาจนำดอกไม้ดอกนั้นกลับไปฝากหญิงสาวได้ เพราะมันเป็นดอกไม้ของนางฟ้าองค์น้อยผู้หลงใหลดอกรักชั่วนิรันดร์เช่นกัน

แต่โชคยังดี เพราะนางฟ้ามีใจเมตตา  นางฟ้าเห็นแก่ความรักที่ชายหนุ่มมีต่อหญิงสาว  นางฟ้าจึงมอบเมล็ดของดอกรักชั่วนิรันดร์ให้ชายหนุ่มนำไปปลูก 1 เมล็ดโดยกำชับว่า “ดอกรักชั่วนิรันดร์เป็นดอกไม้ที่ปลูกยากมาก ถ้าเธอมีความพยายามเพียงพอ ความสำเร็จก็คงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม”

ครั้นเมื่อชายหนุ่มนำเมล็ดของดอกรักชั่วนิรันดร์ซึ่งมีขนาดใหญ่ยักษ์กลับไปที่บ้าน  เขาก็เริ่มขุดดินในสวนให้เป็นหลุมขนาดใหญ่  แล้วนำเมล็ดที่ได้รับจากนางฟ้าไปปลูกในหลุมที่ขุดไว้

ชายหนุ่มเฝ้ารดน้ำ, พรวนดิน และดูแลแปลงเพาะเมล็ดของเขาอย่างเต็มที่  เวลาค่อย ๆ ผ่านไปอย่างช้า ๆ  จาก 1 วันเป็น 1 สัปดาห์  และจาก 1 สัปดาห์เป็น 1 เดือน  แต่จนแล้วจนรอด เมล็ดของดอกรักชั่วนิรันดร์ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะงอกขึ้นมาจากพื้นดินเลยแม้สักนิด 

ชายหนุ่มนั่งมองแปลงเพาะเมล็ดด้วยความสิ้นหวัง  เขารู้ว่าการปลูกดอกรักชั่วนิรันดร์เป็นเรื่องยาก แต่เขาไม่คิดว่ามันจะยากถึงเพียงนี้  ชายหนุ่มเริ่มท้อ เขานั่งก้มหน้ามองพื้นดินอยู่พักใหญ่ จากนั้น เขาก็ถอนหายใจ แล้วเดินคอตกจากแปลงเพาะเมล็ดแห่งนั้นราวกับคนที่ยอมพ่ายแพ้ต่อทุกสิ่ง

เวลาผ่านไปราว 7 วัน 7 คืน แปลงเพาะเมล็ดยังคงอยู่ในสภาพดังเดิม แต่ ณ บัดนี้ เจ้าของแปลงเพาะเมล็ดไม่ได้อยู่ดูแลผืนดินของเขาอีกแล้ว 

เช้าของวันที่ 8  สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดได้เกิดขึ้น เพราะชายหนุ่มเดินทางกลับมายังแปลงเพาะเมล็ดของเขา โดยหอบเอาน้ำและดินจากป่าที่เขาพบดอกรักชั่วนิรันดร์ติดตัวกลับมาด้วย

จริง ๆ แล้ว แม้ชายหนุ่มจะเหนื่อยและท้อ แต่เขาไม่เคยคิดจะล้มเลิกความตั้งใจในการปลูกดอกรักชั่วนิรันดร์เลย (เช่นเดียวกับที่ไม่เคยคิดเลิกรักหญิงสาวที่เขาแอบหมายปองอยู่)  เมื่อเขาเห็นว่าเมล็ดไม่งอกขึ้นมาจากพื้นดิน เขาจึงคาดเดาว่าบางทีมันอาจต้องการดินหรือน้ำที่เหมาะสมกับการงอกของมันก็เป็นได้  ชายหนุ่มจึงย้อนกลับไปที่ป่าแล้วนำดินและน้ำกลับมาทดลองในสิ่งที่เขาคาดเดาเอาไว้

เมื่อชายหนุ่มมาถึงแปลงเพาะเมล็ด เขาก็จัดแจงขุดหลุมใหม่แล้วนำดินจากป่าใส่ลงไปในหลุมจนทั่ว  จากนั้นจึงนำเมล็ดย้ายมาปลูก แล้วรดน้ำให้ดินชุ่มฉ่ำ

ชายหนุ่มเฝ้าดูแลเมล็ดอีกครั้งจนเวลาผ่านไปเกือบเดือน  เมื่อถึงวันหนึ่ง  ต้นอ่อนก็ค่อย ๆ งอกขึ้นมาจากพื้นดินและพร้อมจะเติบโตเป็นต้นของดอกรักชั่วนิรันดร์ตามที่ชายหนุ่มได้ฝันเอาไว้

ชายหนุ่มดีใจที่ความพยายามของเขาประสบผลสำเร็จ แต่เขายังมีภารกิจที่ต้องดูแลต้นอ่อนต้นนี้ให้เติบโตขึ้นอีก ชายหนุ่มรู้ดีว่ามันไม่ง่ายเลย แต่เขาก็มั่นใจว่า ถ้าเขามีความพยายามเพียงพอ ความสำเร็จก็คงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

สองปีต่อมา  ต้นไม้ที่ชายหนุ่มเฝ้าดูแลก็มอบดอกรักชั่วนิรันดร์ให้แก่ชายหนุ่ม กลิ่นหอมอันแสนวิเศษและความงดงามของดอกไม้หายากดึงดูดให้ใครต่อใครอยากเข้ามาชื่นชมมันใกล้ ๆ   ซึ่งแน่นอนว่าหนึ่งในนั้นก็คือหญิงสาวที่ชายหนุ่มแอบหลงรัก

ในวันที่หญิงสาวมายังแปลงปลูกดอกไม้ของชายหนุ่ม  เมื่อชายหนุ่มพบเธอ เขาก็ถือโอกาสแนะนำตัว, เล่าเรื่องราวทั้งหมด, บอกรักและมอบดอกไม้แสนงามให้แก่หญิงสาวคนพิเศษ

ความพยายามและความตั้งใจจริงของชายหนุ่มทำให้หญิงสาวยอมรับรักและยินดีที่จะแต่งงานกับเขาแต่โดยดี

ในที่สุด ชายหนุ่มผู้มีความพยายามก็สมหวังในความรัก และเขากับหญิงสาวก็ช่วยกันดูแลดอกรักชั่วนิรันดร์ให้อยู่คู่กับพวกเขาตราบนานเท่านาน

#นิทานนำบุญ

…………………….

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ชายหนุ่มผู้ซื่อสัตย์

นิทานเรื่อง ชายหนุ่มผู้ซื่อสัตย์

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีหญิงชราผู้หนึ่งมีลูกชาย 3 คน เมื่อลูกชายทั้งสามถึงวัยที่ต้องออกไปหางานทำ หญิงชราจึงอวยพรให้ลูก ๆ โชคดีและสอนให้ทุกคนยึดถือความซื่อสัตย์เป็นที่ตั้ง

หลังจากที่สามพี่น้องล่ำลาแม่แล้ว พวกเขาก็พากันเดินทางมุ่งหน้าไปยังเมืองใหญ่ซึ่งน่าจะมีงานดี ๆ รอพวกเขาอยู่  ครั้นเมื่อสามพี่น้องมาถึงหน้าร้านอาหารหรูหราและเห็นป้ายประกาศรับสมัครพ่อครัว พี่น้องทั้งสามซึ่งพอทำอาหารเป็นอยู่บ้างจึงตัดสินใจเข้าไปสมัครงานอย่างไม่รอช้า

ในการสัมภาษณ์งาน  เจ้าของร้านถามหนุ่มน้อยผู้เป็นน้องคนเล็กว่า “เจ้าทำอาหารแบบชาววังได้ไหม”  หนุ่มน้อยเป็นคนซื่อสัตย์ เขาจึงตอบตามจริงว่า “ผมทำไม่ได้”  

ฝ่ายพี่ชายคนรองนั้น  แม้เขาจะอยากได้งาน  แต่เขาก็ยังละอายต่อการพูดปด  ชายหนุ่มจึงตอบตามความเป็นจริงว่า “ผมเองก็ทำไม่ได้ ” 

ครั้นพี่ชายคนโตที่มีเล่ห์เหลี่ยมมากกว่าน้อง เห็นว่าน้อง ๆ พูดความจริงแล้วไม่ได้งาน  เขาจึงโกหกว่าเขาทำอาหารแบบชาววังได้สบายมาก ด้วยเหตุนี้ ชายหนุ่มผู้เป็นพี่ใหญ่จึงได้ทำงานเป็นพ่อครัวสมดังหวัง

เมื่อพี่ชายคนโตได้งานไปแล้ว  สองพี่น้องที่เหลือจึงพากันเดินทางต่อ  ไม่นานนัก พวกเขาก็พบประกาศรับสมัครคนเลี้ยงม้าติดอยู่ที่หน้าบ้านของเศรษฐี  สองพี่น้องเคยเลี้ยงม้ามาบ้าง  ทั้งคู่จึงรีบเข้าไปสมัครงานทันที

ในการสัมภาษณ์งาน  เศรษฐีเจ้าของบ้านสอบถามน้องคนเล็กว่า “เจ้าขี่ม้าแข่งเป็นไหม” ชายหนุ่มผู้ซื่อสัตย์จึงตอบตามจริงว่า “ผมขี่ม้าแข่งไม่เป็น…เคยแต่ขี่เล่น ๆ เท่านั้น”

ฝ่ายพี่ชายคนรองที่เห็นพี่ชายคนโตโกหกแล้วได้งานทำจึงพูดแทรกไปว่า “แต่ผมขี่ม้าแข่งได้สบายมาก”  ด้วยเหตุนี้  พี่ชายคนรองจึงได้งานเป็นคนขี่ม้าแข่งในบ้านเศรษฐี

เมื่อพี่ทั้งสองคนต่างได้งานกันไปหมดแล้ว  น้องชายคนเล็กจึงเริ่มลังเลใจว่า  เขาควรพูดความจริงตามที่แม่สอนหรือโกหกพกลมตามแบบที่พี่ชายทั้งสองทำ 

น้องชายคนเล็กหางานต่อไปอีกหลายแห่ง  โดยเขายังคงพูดแต่ความจริงเท่านั้น  ซึ่งผลสุดท้าย…เขาก็ไม่ได้งานเลยแม้แต่ที่เดียว

ในขณะที่ชายหนุ่มผู้ซื่อสัตย์กำลังสับสน  เขาก็บังเอิญพบประกาศรับสมัครยามเฝ้าประตูแปะอยู่ที่หน้าพระราชวังของพระราชา  ชายหนุ่มเห็นว่าการเป็นยามคงไม่ยาก และหากเขาโกหกสักหน่อย  เขาก็คงได้งานเหมือนกับพี่ชายทั้งสอง  ชายหนุ่มจึงรีบเข้าไปสมัครงานทันที

ในท้องพระโรงของพระราชา  มีผู้คนมากหน้าหลายตามารอสมัครงานเป็นแถวยาวเหยียด  เมื่อเสนาบดีสัมภาษณ์ผู้สมัครแต่ละคนว่า “เจ้าอดทนไม่หลับไม่นอนอยู่ยามได้นานแค่ไหน”  ผู้สมัครแต่ละคนต่างก็คุยฟุ้งว่าตนเองอดนอนได้นานกว่าคนก่อนหน้า แถมบางคนยังคุยโวว่าตัวเขาอดนอนได้นานถึง 365 วันเลยทีเดียว

ครั้นเมื่อถึงคราวของชายหนุ่ม  เมื่อเสนาบดีถามเขาว่าเขาอดนอนได้นานแค่ไหน  แม้ในตอนแรกเขาคิดจะโกหกตามแบบที่พี่ชายทั้งสองได้ทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง แต่ในเสี้ยววินาทีนั้น เสียงของแม่ที่ย้ำเตือนให้เขายึดถือความซื่อสัตย์ก็ดังแว่วขึ้นในใจ ดังนั้น แทนที่เขาจะโกหกว่าตนเองอดนอนได้ยาวนานกว่าคนอื่น  เขากลับพูดความจริงว่า “ผมอดนอนได้ไม่น่าเกิน 2 คืน แต่ถ้าได้ทำงานเป็นยาม ผมก็จะอดทนอยู่ยามให้ดีที่สุด จะไม่ยอมละเลยหน้าที่โดยเด็ดขาด”

หลังจากตอบคำถามไปแล้ว  ชายหนุ่มคิดว่าเขาคงไม่ได้งานอีกเช่นเคย  แต่ผิดถนัด…เสนาบดีกลับยิ้มแล้วประกาศให้ทุกคนรู้ว่า ชายหนุ่มผู้ซื่อตรงคนนี้เหมาะสมที่จะได้เป็นยามเฝ้าประตูห้องบรรทมของพระราชามากที่สุด  เพราะความซื่อสัตย์เป็นพื้นฐานสำคัญของทหารยามที่พระราชาต้องการ

ชายหนุ่มดีใจมากที่เขาได้ทำงานรับใช้พระราชาในวังหลวง  การเชื่อฟังคำสอนของแม่ส่งผลให้เขาได้ทำงานที่มีเกียรติอย่างไม่คาดฝัน  ส่วนพี่ชายทั้งสองคนของเขานั้น หลังจากที่พวกเขาทำงานได้ไม่นาน  นายจ้างก็รู้ว่าพวกเขาโกหกและต้องถูกไล่ออกจากงาน เพราะไม่ยึดมั่นในความซื่อสัตย์ดังคำที่แม่พร่ำสอน

#นิทานนำบุญ

—————