Posted in #นิทานสำหรับเด็ก, นิทานก่อนนอน, นิทานประทับใจ

ตุ๊กตาเพื่อนเก่า : นิทานก่อนนอนที่อบอุ่นหัวใจและสอนคุณค่าความผูกพัน

ในฐานะที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เป็นนักแต่งนิทานที่ต้องคิดและเขียนนิทานปีละ 24 เรื่อง (สมัยที่เขียนให้นิตยสารขวัญเรือน)   ในแต่ละมี จะมีนิทานไม่มากนักที่ผมประทับใจเป็นพิเศษ  ซึ่งนิทานเรื่อง “ตุ๊กตาเพื่อนเก่า” คือ “หนึ่งในน้อย” ของนิทานที่ทำให้ผมรู้สึกแบบนั้น

นิทานก่อนนอนเรื่องตุ๊กตาเพื่อนเก่า เป็นนิทานที่คุณพ่อคุณแม่ควรเลือกเล่าให้ลูกฟังนะครับ เพราะนิทานเรื่องนี้มีเนื้อหาที่อ่อนโยนมาก ซึ่งน่าจะช่วยทำให้ลูกรู้สึกผ่อนคลายและนอนหลับได้ง่ายขึ้น  แถมยังชี้ให้เด็ก ๆ เห็นคุณค่าของของเล่นชิ้นเก่า  ซึ่งเป็นการกล่อมเกลาให้เด็กใส่ใจกับคุณค่าทางใจมากกว่าคุณค่าของเงินตราหรือของชิ้นใหม่ ๆ   หวังว่าคุณพ่อคุณแม่และเด็ก ๆ คงมีความสุขกับนิทานเรื่องนี้นะครับ

อยู่มาวันหนึ่ง  คุณแม่สังเกตเห็นว่าตุ๊กตาตัวน้อยของลูกสาวดูเก่าและมอมแมมจนไม่น่าเก็บเอาไว้  หนำซ้ำ เพื่อน ๆ ของแจนก็มีตุ๊กตาตัวใหม่ที่น่ารักสดใสด้วยกันทั้งนั้น  เมื่อใกล้ถึงวันเกิดครบรอบอายุ 8 ขวบของแจน คุณแม่จึงพาแจนไปที่ร้านขายตุ๊กตา แล้วบอกลูกสาวด้วยความรักว่า  “วันเกิดปีนี้ ถ้าลูกอยากได้อะไรเป็นของขวัญ ก็บอกแม่ได้นะจ๊ะ”

แน่นอนว่าในวันนั้น…แจนพาโมโมไปที่ร้านขายตุ๊กตาด้วย  แจนมองดูตุ๊กตาและข้าวของต่าง ๆ ในตู้โชว์ด้วยความตื่นเต้น   ทุกสิ่งทุกอย่างในร้านขายตุ๊กตาช่างน่ารักจนทำให้หัวใจของเด็กน้อยเต้นโครมคราม  ในขณะเดียวกัน  หัวใจของตุ๊กตาตัวเก่าอย่างโมโมกลับห่อเหี่ยวเพราะรู้ตัวว่าอีกไม่นานมันคงต้องจากแจนไปชั่วนิรันดร์

หลายวันต่อมา  โมโมสังเกตเห็นว่าแจนมักเหม่อมองไปไกล ๆ เหมือนกำลังฝันถึงอะไรอยู่   “บางที…แจนอาจกำลังนึกถึงตุ๊กตาตัวไหนสักตัวที่จะมาเป็นเพื่อนใหม่แทนฉัน” โมโมคิด    แม้โมโมจะเศร้ามาก  แต่เพื่อความสุขของแจนโมโมก็ยอมเสียสละได้เสมอ

ครั้นเมื่อถึงวันเกิดของแจน  เด็กหญิงตัวน้อยตัดสินใจเขียนข้อความใส่กระดาษแผ่นเล็ก ๆ ว่าเธอต้องการอะไรจากร้านขายตุ๊กตาที่คุณแม่พาไปเมื่อวันก่อน

โมโมเบือนหน้าหนี   ไม่กล้ามองภาพตอนที่แจนยื่นกระดาษแผ่นน้อยให้คุณแม่  เพราะมันรู้สึกเจ็บปวดในหัวใจ  และมั่นใจว่าวันนี้…ตุ๊กตาเพื่อนเก่าอย่างมัน  คงถูกทิ้งให้กลายเป็นของเก่าที่ไร้ค่า

เวลาผ่านไปอย่างช้า ๆ  จนกระทั่งคุณแม่กลับมาถึงบ้านในตอนเย็น   คุณแม่ถือถุงใบใหญ่ที่มีกล่องของขวัญวันเกิดของแจนอยู่ในนั้น ส่วนคุณพ่อถือขนมเค้กกล่องโตเดินตามคุณแม่มาติด ๆ

หลังจากคุณพ่อนำขนมเค้กวางที่โต๊ะและจุดเทียนปักที่ขนมเค้กเป็นที่เรียบร้อย  คุณพ่อกับคุณแม่ก็ร้องเพลงอวยพรวันเกิดให้ลูกสาวสุดที่รัก แล้วให้ลูกสาวคนดีเป่าเทียนฉลองวันเกิด  หลังจากนั้น   เวลาของการแกะห่อของขวัญก็มาถึง

ในขณะที่แจนกำลังแกะห่อของขวัญอย่างมีความสุข  โมโมกลับรู้สึกตาพร่าไปหมด  เหมือนมีหยดน้ำอุ่น ๆ เอ่อล้นอยู่ในดวงตา   และหลังจากแจนแกะห่อของขวัญเสร็จ   ของขวัญในกล่องก็ทำให้ตุ๊กตาที่แสนมอมแมมอย่างโมโม  เกือบจะกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่!

ของขวัญวันเกิดของแจน ไม่ใช่ตุ๊กตาตัวใหม่อย่างที่โมโมคิด   แต่มันเป็น  อุปกรณ์ทำความสะอาดตุ๊กตา,  เสื้อผ้าตุ๊กตา  และบ้านสำหรับตุ๊กตา  ที่ของทั้งหมดจัดมาเพื่อ “ตุ๊กตาเพื่อนเก่า” อย่างโมโมทั้งนั้น

แจนดูของขวัญที่ได้รับจากคุณแม่ แล้วยิ้มอย่างมีความสุข จากนั้น แจนก็หันมาพูดกับโมโมว่า  “เพื่อนน่ะ…ยิ่งอยู่กันมานาน  ก็ยิ่งมีค่ามีความหมายนะ  ฉันจะดูแลเธอให้ดีที่สุด  โมโมเพื่อนรักของฉัน”

โมโมซาบซึ้งจนทำอะไรไม่ถูก  มันดีใจที่แจนเห็นคุณค่าความเป็นเพื่อนในตัวมัน   มันนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วพูดออกมาเบา ๆ ด้วยเสียงจากหัวใจว่า  “สุขสันต์วันเกิดนะ…หนูแจน………เพื่อนรักของฉัน”

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • ของเก่าอาจไม่มีราคา แต่มีคุณค่าทางใจที่ประเมินไม่ได้
  • ความผูกพันที่ยาวนานคือสิ่งล้ำค่าที่ควรดูแล
  • การเสียสละเพื่อคนที่เรารักคือความรักที่แท้จริง

#นิทานนำบุญ

หมายเหตุ :

หลังจากอ่านนิทานเรื่อง “ตุ๊กตาเพื่อนเก่า” แล้ว ถ้าใครอยากฟังนิทานเรื่องนี้ในฉบับภาษาอังกฤษที่เรียบเรียงให้ฟังได้ง่าย ลองฟังจากคลิปต่อไปนี้นะครับ และหากใครอยากเสริมความรู้ภาษาอังกฤษจากนิทานเรื่องนี้ พี่นำบุญได้ทำคอนเทนต์ “เรียนภาษาอังกฤษจากนิทาน ตุ๊กตาเพื่อนรัก” เอาไว้ให้อ่านกันด้วย (กดดูที่ภาพปกด้านล่าง) ถ้าชอบคอนเทนต์เสริมแนวนี้ ช่วยคอมเมนต์บอกกันด้วยนะครับ พี่นำบุญจะได้จัดทำเพิ่มให้อีก เผื่อจะได้ฝึกภาษาเพิ่มเติมกันครับ

ภาพปกบทความเรียนภาษาอังกฤษจากนิทานเรื่อง Old Toy, True Friend เด็กหญิง Jan ยืนชี้กระดานดำ พร้อมคำศัพท์อังกฤษพื้นฐาน
ภาพประกอบเนื้อหา “เรียนภาษาอังกฤษจากนิทานเรื่อง ตุ๊กตาเพื่อนเก่า (Old Toy, True Friend)” พร้อมคำศัพท์พื้นฐานจากเรื่อง
Posted in นิทาน, นิทานก่อนนอน, นิทานตลก

นิทานตลก : พระราชาปุ๋งปุ๋ง

นิทานตลก ๆ ก่อนนอนเรื่องแรก ๆ ที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) หัดแต่ง น่าจะเป็นนิทานก่อนนอนเรื่อง “พระราชาปุ๋งปุ๋ง”  ซึ่งผมพยายามหาแง่มุมตลก ๆ ที่คิดว่าน่าจะเรียกรอยยิ้มจากเด็ก ๆ ได้ มาแต่งเป็นนิทาน  นิทานเรื่องนี้ อาจไม่ใช่นิทานตลก ๆ ก่อนนอนที่ตลกที่สุด  (ทั้งยังอาจมีแง่มุมที่ควรปรับปรุงให้เหมาะสมขึ้น) แต่ก็เป็นผลงานการแต่งนิทานตลก ๆ ก่อนนอนเรื่องแรก ๆ  ที่ผมตั้งใจทำเมื่อราว 20 ปีก่อน  หวังว่าจะทำให้เด็ก ๆ มีความสุขกับนิทานเรื่องนี้ได้บ้างนะครับ

Continue reading “นิทานตลก : พระราชาปุ๋งปุ๋ง”
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

นิทานก่อนนอนเด็กไทย: เจ้าหนูธนูวิเศษ นิทานสอนใจแนวแฟนตาซี

เมื่อราว 20 ปีก่อน ผม—นำบุญ นามเป็นบุญ—เริ่มแต่งนิทานเรื่อง เจ้าหนูธนูวิเศษ ด้วยแรงบันดาลใจจากความชอบส่วนตัวที่อยากให้ตัวเอกใช้ “ธนู” เป็นอาวุธ และรู้สึกสนุกกับชื่อที่มีเสียงคล้องจองระหว่างคำว่า “ธนู” กับ “เจ้าหนู” จนกลายเป็นชื่อเรื่องที่ฟังดูเท่ราวกับวรรณกรรมเยาวชนระดับโลก

นิทานเรื่องนี้เริ่มต้นจากชื่อเรื่อง โดยยังไม่มีโครงเรื่องหรือแก่นเรื่องชัดเจน ผมค่อย ๆ ต่อเรื่องราวเหมือนการต่อจิ๊กซอว์ในสมอง—ต่อถูกก็ไปต่อ ต่อผิดก็ดึงออก แล้วคิดใหม่ จนกลายเป็นนิทานที่มีทั้งความอ่อนโยนและฉากตื่นเต้นเล็ก ๆ คล้ายกับนิทานก่อนนอนเรื่องยาวอย่าง กระต่ายแสงจันทร์

ผมหวังว่าเด็ก ๆ จะชอบนิทานเรื่องนี้ และได้รับทั้งความสนุกและแรงบันดาลใจจากการอ่านครับ

หมายเหตุสำคัญ: นิทานเรื่อง เจ้าหนูธนูวิเศษ ถูกละเมิดลิขสิทธิ์บ่อยครั้ง เช่น การนำไปทำคลิปลง YouTube/TikTok หรือจัดทำเป็น e-book บนแพลตฟอร์มต่าง ๆ โดยไม่ได้รับอนุญาต หากตรวจพบการละเมิด จะมีโทษทั้งทางแพ่งและอาญา ผมดำเนินการจริง ฟ้องจริง ขอความกรุณาอย่าทำผิดลิขสิทธิ์ครับ

“ปันปัน” เป็นหลานของช่างทำธนูฝีมือเยี่ยม  พ่อกับแม่ของปันปันฝากเขาเอาไว้กับคุณปู่ก่อนที่พวกท่านจะลาขึ้นสวรรค์ไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ  ปันปันเสียใจที่เขาไม่มีโอกาสได้อยู่กับคุณพ่อคุณแม่  แต่เขาก็ยังรู้สึกดีที่อย่างน้อยเขาก็ยังมีคุณปู่ผู้คอยเฝ้าห่วงใยเขาอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก

ปันปันรักคุณปู่มาก  และแน่นอน…คุณปู่ก็รักปันปันด้วยเช่นกัน  ปันปันมักจะเฝ้ามองคุณปู่ในขณะที่ท่านกำลังลงมือทำธนูด้วยความตั้งอกตั้งใจ  เมื่อปันปันเห็นคุณปู่ทำธนูอยู่บ่อย ๆ ปันปันจึงนึกอยากที่จะทำธนูขึ้นมาบ้าง  ด้วยเหตุนี้  ปันปันจึงเริ่มต้นฝึกทำธนู  โดยเขามักจะขอให้คุณปู่ช่วยชี้แนะวิธีการทำธนูให้กับเขา

ธนูคันแรกของปันปันเสร็จสมบูรณ์ขึ้นในวันที่ปันปันมีอายุ 7 ขวบ  ปันปันภูมิใจในผลงานการทำธนูของเขามาก  และเมื่อปันปันอายุ 12 ขวบ  ปันปันก็กลายเป็นช่างทำธนูที่มีฝีมือในการทำธนูและยิงธนูไม่เป็นสองรองจากใคร

อยู่มาวันหนึ่ง  คุณปู่ของปันปันล้มป่วยลงด้วยอาการที่น่าเป็นห่วง  คุณหมอประจำหมู่บ้านต่างพากันถอนใจ เพราะอาการป่วยของคุณปู่หนักเกินกว่าที่แพทย์ประจำหมู่บ้านอย่างพวกเขาจะช่วยเยียวยาเอาไว้ได้

คุณหมอท่านหนึ่งได้เปรยกับปันปันว่า  หากได้หมอที่เก่งกว่านี้ อย่างเช่นหมอหลวงของพระราชามาช่วยทำการรักษา คุณปู่ก็น่าจะหายป่วยได้ไม่ยากนัก  ปันปันรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจที่เขาคงไม่อาจช่วยให้คุณปู่หายจากอาการป่วยที่แสนทรมานนี้ได้  ใคร ๆ ก็รู้ดีว่าหมอหลวงคือหมอของพระราชา  ดังนั้น มันจึงเป็นไปไม่ได้ที่หมอหลวงจะมารักษาคุณปู่ให้กับเขา

แต่โชคดีก็ยังเป็นของคุณปู่และปันปัน  เพราะในช่วงเวลานั้น  พระราชาได้จัดการแข่งขันการยิงธนูระยะไกลขึ้น  พระราชาทรงประกาศว่า  ผู้ที่ชนะ สามารถขอรางวัลอะไรก็ได้ตามใจปรารถนา   ปันปันรู้ดีว่าเขาต้องการจะขออะไรจากพระราชา  ปันปันจึงรีบสมัครเข้าร่วมแข่งขันอย่างไม่ลังเล

เหล่าขุนนางต่างพากันหัวเราะเยาะเมื่อเห็นเด็กน้อยอย่างปันปันแบกธนูไม้คันใหญ่ยักษ์เข้ามาสมัครร่วมแข่งขัน  ด้วยความที่มีผู้สมัครเข้าแข่งขันอยู่ก่อนแล้วเพียง 3 คน คือชายหนุ่มผู้เกิดในตระกูลสูง  นักรบร่อนเร่ผู้หยาบช้า  และอัศวินจากประเทศตะวันตก  ดังนั้น  พวกขุนนางจึงยินยอมให้ปันปันเข้าร่วมการแข่งขันได้  โดยพวกเขาจัดลำดับให้ปันปันยิงธนูเป็นคนสุดท้าย เพื่อให้ปันปันกลายเป็นตัวขบขันและสร้างสีสันให้กับงาน!

เมื่อเวลาของการแข่งขันมาถึง  เหล่าทหารก็พากันผูกด้ายแดงเข้ากับปลายลูกธนูของผู้เข้าแข่งขันทั้ง 4 คน  ผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนมีโอกาสในการยิงธนูคนละ 1 ครั้ง ซึ่งหากลูกธนูของใครพาด้ายแดงไปได้ไกลที่สุด  บุคคลนั้นก็จะถือว่าเป็นผู้ชนะของการยิงธนูระยะไกลในครั้งนี้

บุคคลแรกที่ยิงธนูก็คือชายหนุ่มผู้เกิดในตระกูลสูง  ชายหนุ่มคนนี้สามารถยิงธนูไปปักที่ต้นไม้ซึ่งอยู่ห่างออกไปไกลถึง 500 ก้าว   ส่วนนักรบร่อนเร่ผู้หยาบช้านั้น  เขาตั้งใจอวดฝีมือด้วยการยิงธนูทะลุผ่านธนูลูกแรก  แล้วปล่อยให้ลูกธนูทะลวงผ่านต้นไม้ไปตกอยู่ในป่าทึบซึ่งห่างออกไปวัดได้ 1000 ก้าว  แต่ที่น่าอัศจรรย์ที่สุดก็คือฝีมือการยิงธนูขออัศวินจากประเทศตะวันตก  เพราะเขาสามารถยิงธนูข้ามป่าทึบไปตกที่ด้านหลังของภูเขา  ซึ่งเมื่อวัดระยะทางแล้ว  เขาเป็นผู้ที่ยิงธนูได้ไกลที่สุด คือไกลถึง 2000 ก้าวเลยทีเดียว

และแล้ว…โอกาสในการยิงธนูของปันปันก็มาถึง  ผู้คนต่างพากันหัวเราะขบขันเมื่อเห็นเด็กน้อยแบกธนูคันใหญ่ยักษ์เข้ามาตั้งท่าเตรียมพร้อมที่จุดตั้งต้น  และเมื่อทหารให้สัญญาณในการยิงธนู  ปันปันซึ่งตั้งสมาธิและจรดหัวใจไว้ที่ปลายธนูอยู่แล้ว ก็ค่อย ๆ ทำการเหนี่ยวสายธนูอย่างช้า ๆ  จนคันธนูโค้งเกือบเป็นรูปวงกลม  และเมื่อปันปันปล่อยมือจากสายธนู  คันธนูก็ดีดตัวกลับ  ทำให้ลูกธนูพุงฉับตัดอากาศไปว่องไวราวกับสายลม

ผู้คนต่างพากันตกตะลึงจนพูดไม่ออก  ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่า  เด็กตัวเล็ก ๆ อย่างปันปันจะสามารถยิงธนูได้แรงถึงเพียงนี้  แต่เมื่อทหารลงมือค้นธนูเพื่อวัดระยะ  สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น   เพราะแทนที่ทหารจะพบลูกธนูตกไกลออกไปอย่างที่หลายคนคาดหวัง  ลูกธนูกลับตกอยู่ในพุ่มไม้ห่างจากจุดตั้งต้นเพียงแค่ 10 ก้าวเท่านั้น!  และนี่คือความจริงที่ปันปันไม่อาจปฏิเสธได้

แต่โชคของปันปันก็ยังคงมีอยู่  เพราะในขณะนั้น  พระราชาผู้ทรงความยุติธรรมได้ชมการแข่งขันมาโดยตลอด  พระราชาทรงสงสัยว่า เพราะเหตุใดลูกธนูของเด็กน้อยจึงพุ่งไปได้ไม่ไกลอย่างที่ควรจะเป็น  ดังนั้น ก่อนที่พระองค์จะทำการประกาศตัวผู้ชนะ  พระองค์จึงสั่งให้ทหารลองวัดความยาวของด้ายสีแดงที่ผูกติดอยู่กับปลายลูกธนูของปันปันให้แน่ใจเสียก่อน

เมื่อทหารลงมือวัดความยาวของด้ายสีแดงโดยเริ่มวัดจากจุดตั้งต้น  ผลที่เกิดขึ้นก็คือ…ทหารต้องเดินวนรอบโลก 1 รอบจนกระทั่งกลับมาที่จุดตั้งต้นอีกครั้ง  แล้วเดินต่อไปอีก 10 ก้าว จึงวัดความยาวทั้งหมดได้ครบถ้วน ซึ่งนั่นก็หมายความว่า ลูกธนูของปันปันพุ่งทะยานไปได้ไกลที่สุด  โดยเดินทางไปรอบโลกภายในเวลาเพียงแค่พริบตาเดียว

ในที่สุด  ปันปันก็ได้เป็นผู้ชนะ และเมื่อพระราชาทรงถามว่า ปันปันต้องการอะไรเป็นรางวัลสำหรับชัยชนะในครั้งนี้  ปันปันจึงรีบตอบพระราชาด้วยความมุ่งมั่นว่า สิ่งเดียวที่เขาต้องการคือเขาอยากขอยืมตัวหมอหลวงให้ช่วยไปรักษาคุณปู่ผู้เป็นที่รักของเขา

พระราชาทรงชื่นชมในความสามารถและความกตัญญูของปันปัน  ดังนั้น  หลังจากที่หมอหลวงทำการรักษาคุณปู่จนหายป่วยแล้ว  พระราชาจึงรับปันปันกับคุณปู่ให้เข้ามาอยู่ในพระราชวัง โดยมอบหมายให้ปู่หลานทั้งสองคอยฝึกฝนพลธนูของกองทัพให้มีความสามารถมากขึ้นเรื่อย ๆ

และแล้ว..นิทานเรื่องนี้ก็จบลงอย่างมีความสุข

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • ความกตัญญูคือพลังที่ยิ่งใหญ่
  • อย่าตัดสินใครจากรูปลักษณ์ภายนอก
  • ความพยายามและความตั้งใจสามารถพาเราไปไกลกว่าที่ใครคาดคิด

#นิทานนำบุญ

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานอ่านให้แฟนฟัง

นิทานก่อนนอน : ความรักของคนดูแลสวน

นิทานก่อนนอนเรื่อง ความรักของคนดูแลสวน เป็นนิทานคู่รักเรื่องแรก ๆ ที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งลงในนิตยสารขวัญเรือน  เรื่องราวของนิทานเรื่องนี้ มีโครงเรื่องตามแบบฉบับของนิทานความรักคลาสสิกที่หลาย ๆ คนคงคุ้นเคย  แต่เรื่องราวที่ดูธรรมดาไม่โลดโผนจนเกินไป มักเป็นที่ชื่นชอบของเด็ก ๆ และเหมาะจะใช้เป็นนิทานก่อนนอนสำหรับการอ่านให้แฟนฟัง   ลองอ่านกันดูนะครับ

Continue reading “นิทานก่อนนอน : ความรักของคนดูแลสวน”
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานก่อนนอนสััน ๆ, นิทานความรัก

นิทานก่อนนอน : ความรักของหุ่นไล่กา

นิทานก่อนนอนเรื่อง ความรักของหุ่นไล่กา

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีหุ่นไล่กาตัวหนึ่งยืนตากแดดตากฝนเฝ้านาโดยไม่เคยปริปากบ่น  แม้มันจะเหนื่อยที่ต้องคอยไล่อีกาซึ่งชอบเข้ามาขโมยกินข้าวในนา แต่หุ่นไล่กาก็ตั้งใจทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถ เพราะมันรักงานของมัน และที่สำคัญ…มันแอบหลงรักลูกสาวชาวนาซึ่งเป็นผู้หญิงที่ขยันขันแข็งและมีนิสัยแสนน่ารัก

บ่อยครั้งที่หุ่นไล่กาเผลอมองลูกสาวชาวนาจนเหล่าอีกาเริ่มรู้สึกผิดสังเกต  ครั้นเมื่อพวกอีกาจอมเจ้าเล่ห์ทราบว่าหุ่นไล่กาแอบหลงรักหญิงสาวผู้เป็นมนุษย์  เหล่าอีกาจึงวางแผนหลอกหุ่นไล่กาให้ออกไปจากนา เพื่อที่พวกมันจะได้ขโมยกินข้าวได้อย่างสบายใจไร้ปัญหา

อีกาตัวหนึ่งเคยบินผ่านป่าเวทมนตร์และพบบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ซึ่งสามารถเนรมิตให้สิ่งไม่มีชีวิตกลายร่างเป็นมนุษย์ได้  เมื่ออีการู้ว่าหุ่นไล่กาหลงรักลูกสาวชาวนา  พวกมันจึงแกล้งบินคุยกันให้เสียงดังไปเข้าหูของหุ่นไล่กาว่า  “ในป่าเวทมนตร์ทางตะวันตก มีบ่อน้ำที่เนรมิตให้สิ่งไม่มีชีวิตกลายร่างเป็นมนุษย์ได้  ถ้าใครมีรักแท้ต่อมนุษย์ก็น่าจะลองเดินทางไปที่บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ดูนะ”

คำพูดของอีกาทำให้หุ่นไล่กาหูผึ่ง  ถ้ามันกลายเป็นมนุษย์ได้จริง  บางทีมันอาจมีโอกาสได้ทำความรู้จัก, พูดคุยหรือคบหากับหญิงสาวที่มันรักก็เป็นได้  ด้วยเหตุนี้  หุ่นไล่กาจึงวางแผนออกเดินทางไปยังป่าเวทมนตร์ในตอนกลางคืน (ซึ่งพวกอีกาคงหลับแล้ว) และตั้งใจจะรีบกลับมาเฝ้านาให้ทันก่อนที่พระอาทิตย์จะขึ้น

อนิจจา! หุ่นไล่กาไม่รู้เลยว่ามันหลงกลของเหล่าอีกาเข้าให้เสียแล้ว เพราะหนทางไปยังป่าเวทมนตร์และบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์เป็นเส้นทางที่ไกลแสนไกล คนธรรมดาที่มีขาก้าวเดินยังต้องใช้เวลา นานเป็นวันกว่าจะไปถึงได้  แต่หุ่นไล่กามีร่างกายทำจากฟางและไม่มีขาในการก้าวย่าง มันจึงได้แต่ขยับตัวทีละนิด ๆ และมีเพียงพลังใจเท่านั้นที่ทำให้มันเคลื่อนที่ไปได้  ด้วยเหตุนี้เอง  หุ่นไล่กาจึงใช้เวลานานถึง 10 ชั่วโมงกว่าที่มันจะไปถึงทางเข้าป่า ซึ่งในเวลานั้น เหล่าอีกาก็ตื่นนอนและบินไปขโมยกินข้าวในนาได้อย่างสบายใจเสียแล้ว

แม้หุ่นไล่กาจะใช้เวลาเดินทางมากกว่าที่มันคิด  แต่มันก็ไม่ยอมท้อถอย มันยังคงเดินทางเข้าป่าต่อไปทั้ง ๆ ที่มีอุปสรรคมากมายรอมันอยู่  เวลาผ่านไปนาน 3 วัน 3 คืน ในที่สุด หุ่นไล่กาก็ไปถึงบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์และกลายร่างเป็นมนุษย์ได้สำเร็จดังที่มันตั้งใจเอาไว้

ครั้นเมื่อหุ่นไล่กาเดินทางออกจากป่าเวทมนตร์ในฐานะของชายพเนจร  เขาก็รีบตรงกลับไปยังนาข้าวด้วยความรู้สึกผิดที่ละทิ้งหน้าที่ 

ทันทีที่ชายหนุ่มไปถึงนา เขาก็พบว่ามีอีกานับร้อย ๆ ตัวบินลงมาขโมยกินข้าว โดยที่พ่อกับแม่และหญิงสาวได้แต่นั่งกุมขมับอย่างหมดสิ้นหนทางที่จะขับไล่อีกาเหล่านั้นให้ออกไปจากนาได้ 

ชายหนุ่มรู้สึกผิดมาก เขาจึงรีบเข้าไปในนา แล้วจัดการรวบรวมฟางข้าวที่มีอยู่ทั้งหมด นำมาทำเป็นหุ่นไล่กาตัวใหญ่ยักษ์สำหรับใช้ไล่ฝูงกาโดยเฉพาะ 

ไม่มีใครทำหุ่นไล่กาได้เก่งเท่ากับอดีตหุ่นไล่กาอีกแล้ว 

ด้วยเหตุนี้  เมื่อฝูงกาเห็นหุ่นไล่กาที่มีหน้าตาถมึงทึงดูน่ากลัว  พวกมันจึงรีบบินหนีและรู้สึกสยองขวัญจนไม่กล้าเข้าใกล้ที่นาผืนนี้อีก

พ่อกับแม่และหญิงสาวมองชายหนุ่มด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก  ใจหนึ่ง…ทุกคนทึ่งกับความสามารถอันแสนวิเศษของชายแปลกหน้าที่ไล่อีกาได้อย่างไม่น่าเชื่อ  แต่อีกใจหนึ่ง…พวกเขากลับรู้สึกคุ้นเคยกับชายแปลกหน้าผู้นี้อย่างประหลาด

อย่างไรก็ตาม  เมื่อชายพเนจรไล่อีกาทั้งหมดไปแล้ว  พ่อกับแม่และหญิงสาวจึงชวนชายหนุ่มกินข้าวเพื่อเป็นการตอบแทน  ครั้นเมื่อชายหนุ่มกินข้าวจนอิ่ม เขาก็อาสาปลูกข้าวให้ชาวนาเพื่อเป็นการขอบคุณ

พ่อกับแม่และหญิงสาวเห็นว่าชายหนุ่มมีเจตนาดีจึงอนุญาต  ครั้นเมื่อทุกคนเห็นชายหนุ่มทำงานในนาด้วยความขยันขันแข็ง  พวกเขาก็ยิ่งประทับใจชายหนุ่มมากขึ้นไปอีก 

ในเวลาต่อมา  เมื่อพ่อกับแม่และหญิงสาวทราบว่าชายหนุ่มเป็นคนพเนจร…ไม่มีบ้านและครอบครัว  พวกเขาจึงชวนให้ชายหนุ่มมาพักอาศัยด้วย

ชายหนุ่มดีใจที่มีโอกาสได้ใช้ชีวิตในบ้านเดียวกับหญิงสาว  เขาจึงอาสาดูแลนาและช่วยทำงานต่าง ๆ อย่างเต็มที่

เวลาผ่านไปราว 3 ปี ชายหนุ่มดูแลนาด้วยความขยันขันแข็งคงเส้นคงวา ในขณะเดียวกัน เขาก็ใกล้ชิดสนิทสนมกับหญิงสาวมากขึ้นเรื่อย ๆ พ่อกับแม่ของหญิงสาวเห็นว่าชายหนุ่มเป็นคนดีและเป็นที่พึ่งของลูกสาวได้ ท่านทั้งสองจึงตัดสินใจยกลูกสาวให้แต่งงานกับชายหนุ่ม

ในที่สุด  ความรักของชายหนุ่มผู้เคยเป็นหุ่นไล่กาก็สมหวัง  เขาพยายามดูแลหญิงสาวเป็นอย่างดี  และทั้งคู่ก็อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขสืบมา

#นิทานนำบุญ

……………………
 
 

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานความรัก, นิทานเด็ก

ความรักของคนทำขนมเค้ก

“ซินเดอเรลล่า” เป็นนิทานอมตะแนวเทพนิยายที่คนรู้จักกันทั่วโลก   พ่อแม่มักเล่านำนิทานเรื่องซินเดอเรลล่ามาเล่าเป็นนิทานก่อนนอนให้ลูกฟัง  เพราะเนื้อเรื่องที่มีความดราม่าน่าสงสาร ที่นางเอกถูกแม่เลี้ยงและพี่เลี้ยงใจร้ายรังแก  แต่มีนางฟ้ามาร่ายเวทมนตร์เสกให้ซินเดอเรลล่ามีชุดสวยไปร่วมงานเลี้ยงกับเจ้าชาย  แถมยังมีฉากเด็ด ที่นางเอกต้องรีบกลับบ้านก่อนที่เวทมนตร์จะสลาย และทำให้เธอพลาดพลั้งทำรองเท้าแก้วหลุดไว้  จนกลายเป็นเบาะแสให้เจ้าชายตามตัวเธอได้ในที่สุด 

ซินเดอเรลล่า จึงเป็นนิทานก่อนนอนเกี่ยวกับความรักที่อมตะข้ามกาลเวลา  ซึ่งเมื่อผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) อยากแต่งนิทานภาคสองต่อจากนิทานเรื่อง ซินเดอเรลล่า  (แต่เป็นการแต่งภาคต่อโดยไม่ได้นำตัวละครเก่าของนิทานอมตะมาใช้)  ผมจึงสร้างตัวละครใหม่และผูกเรื่องขึ้นใหม่ โดยใช้โครงเรื่องเชื่อมโยงกับนิทานดั้งเดิม  จนเกิดเป็นนิทานก่อนนอนเรื่อง “ความรักของคนทำขนมเค้ก” ที่เชื่อว่าทั้งเด็กและผู้ใหญ่น่าจะชื่นชอบ  ซึ่งหากใครจะนำไปใช้เป็นนิทานก่อนนอนอ่านให้แฟนฟัง  ก็น่าจะใช้ได้  แต่อย่าเผลอหิวลุกมาหาขนมเค้กกินกลางดึกนะครับ เดี๋ยวจะอ้วนจนกู่ไม่กลับครับ อิอิ

Continue reading “ความรักของคนทำขนมเค้ก”
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

นิทานทะเล : ลูกสาวโจรสลัด

สมัยที่ผมไปอยู่ที่ประเทศสวีเดน ผมสังเกตเห็นว่า เด็ก ๆ ที่นั่นชอบโจรสลัดและละครสัตว์มาก (ซึ่งเด็กไทยชอบเรื่องอื่น ๆ มากกว่า เช่น ไดโนเสาร์ กระต่าย นางเงือก)  วันหนึ่ง ผมนึกสนุกอยากลองแต่งนิทานที่มีตัวเอกเป็นโจรสลัดดูบ้าง แต่ไม่อยากแต่งนิทานโจรสลัดที่เป็นเรื่องผจญภัยแบบนิทานที่เคยอ่านตอนเด็ก ๆ  ด้วยเหตุนี้ ผมจึงสร้างตัวละคร “ลูกสาวโจรสลัด” ขึ้นมา และพยายามเล่นกับคำว่า “โจรสลัด” ซึ่งเป็นการเล่นคำที่ผู้อ่านในประเทศอื่น ๆ อาจไม่เข้าใจมุกตลกนี้เท่าไหร่ แต่หวังว่าจะถูกใจเด็ก ๆ ในประเทศไทยกันนะครับ

Continue reading “นิทานทะเล : ลูกสาวโจรสลัด”
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

หนูน้อยหมวกแดง | นิทานก่อนนอน นิทานสอนใจสำหรับเด็ก | นิทานนำบุญ

มาอ่านนิทานเรื่อง “หนูน้อยหมวกแดง” กันเถอะ…

Continue reading “หนูน้อยหมวกแดง | นิทานก่อนนอน นิทานสอนใจสำหรับเด็ก | นิทานนำบุญ”
Posted in #นิทานสั้น, นิทานก่อนนอน, นิทานอบอุ่นหัวใจ, นิทานเด็ก

นิทานก่อนนอนสั้น ๆ เรื่องนกน้อยปริศนา | นิทานอบอุ่นหัวใจพร้อมข้อคิดดี ๆ

“นกน้อยปริศนา” เป็นนิทานก่อนนอนสั้น ๆ ที่แฝงความอบอุ่นและความลึกลับไว้ในเรื่องเดียวกัน เล่าเรื่องเด็กกำพร้าผู้ว้าเหว่ ที่ใช้การเขียนจดหมายเป็นสะพานสื่อถึงพ่อแม่ผู้ล่วงลับผ่านนกน้อยสีขาวปีกสีฟ้าชมพูตัวหนึ่ง
วันหนึ่ง…สิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น เมื่อจดหมายที่ดูเหมือนเขียนไปโดยไม่มีคนรับ กลับทำให้พระราชากับพระราชินีมาปรากฏตัวตรงหน้าเด็กน้อย พร้อมเปลี่ยนชะตาชีวิตของเขาไปตลอดกาล
นิทานเรื่องนี้อ่านง่าย อ่อนโยน และเหมาะสำหรับการอ่านก่อนนอน ทั้งเด็กและผู้ใหญ่

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กผู้ชายหัวฟู้ฟูคนหนึ่งเป็นเด็กกำพร้า นับตั้งแต่วันที่พ่อกับแม่จากเขาไป เขาก็จำต้องย้ายมาอยู่ในบ้านเด็กกำพร้าที่แออัดยัดเยียด เด็กน้อยไม่ชอบที่ ๆ มีคนเยอะ ๆ แบบนี้เลย ดังนั้น เขาจึงมักจะปลีกตัวออกไปนั่งเล่นในทุ่งดอกไม้อยู่เสมอ ๆ

เวลาที่เด็กน้อยอยู่ตามลำพังในทุ่งดอกไม้ สิ่งที่เขาชอบทำก็คือ การโรยเมล็ดพืชบนหัวฟู ๆ ของเขาเพื่อเรียกให้นกบินมากินอาหารและนอนเล่นในรังเส้นผมที่แสนอ่อนนุ่ม เด็กน้อยชอบฟังเสียงนกร้องเพลง เพราะมันช่วยกล่อมให้เขาคลายความว้าเหว่ลงได้บ้าง

วันหนึ่ง ในขณะที่เด็กน้อยกำลังนั่งคิดถึงพ่อกับแม่ จู่ ๆ เด็กน้อยก็เห็นนกสีขาวที่ปีกข้างขวามีจุดสีฟ้าและปีกข้างซ้ายมีจุดสีชมพูบินลงมาเกาะที่ตักของเขาพร้อมกับร้องจิ๊บ ๆ ด้วยน้ำเสียงที่น่ารักเป็นที่สุด เด็กน้อยจำได้ว่าคุณพ่อของเขาชอบสีฟ้า ส่วนคุณแม่ก็โปรดปรานสีชมพูมากเป็นพิเศษ ด้วยเหตุนี้ เด็กน้อยจึงอดที่จะคิดไม่ได้ว่า เจ้านกสีขาวอาจจะเป็นนกที่พ่อกับแม่ส่งมาทักทายเขาจากสรวงสวรรค์เบื้องบน

เมื่อเด็กน้อยผู้ว้าเหว่คิดเข้าข้างตัวเองเช่นนั้นแล้ว เขาจึงตัดสินใจเขียนจดหมายให้นกน้อยนำกลับไปมอบให้แก่นายของมันอย่างไม่รอช้า แม้เด็กน้อยจะไม่แน่ใจนักว่านกสีขาวจะนำข้อความไปส่งให้เขาจริงหรือไม่ แต่ทุก ๆ ครั้งที่เจ้านกกระจิริดบินกลับมานอนบนผมฟู ๆ ของเขา เด็กน้อยก็ไม่เคยพบจดหมายฉบับเก่า ๆ ที่เขาฝากไปกับมันเลยแม้สักครั้ง

ทุก ๆ วัน เด็กน้อยจะนั่งเขียนจดหมายเพื่อส่งไปหาพ่อกับแม่ของเขาอย่างไม่รู้เบื่อ บางครั้ง..เขาจะเขียนเล่าถึงสิ่งดี ๆ ที่ได้พบ บางครั้ง..เขาก็เผลอบรรยายความรู้สึกที่โดดเดี่ยวอ้างว้าง และมีบ่อยครั้งที่เขานึกสนุกเขียนนิทานส่งไปให้พ่อกับแม่อ่านเล่นบนสรวงสวรรค์ เด็กน้อยมีความสุขมากที่เขาได้เขียนจดหมายหาพ่อกับแม่

จวบจนกระทั่งวันหนึ่ง เด็กน้อยเกิดล้มป่วยลงจนไม่มีแรงพอที่จะออกไปยังทุ่งดอกไม้ หรือแม้แต่จะลงมือเขียนจดหมายสักฉบับ นกสีขาวได้แต่แอบบินเข้ามาเฝ้าไข้อยู่ที่หัวเตียง แต่ด้วยความแออัดของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนั้น อาการของเด็กน้อยจึงค่อย ๆ ทรุดลงจนน่าเป็นห่วง

ในขณะที่เด็กน้อยกำลังป่วยหนัก จู่ ๆ ทางสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าก็ได้รับแจ้งว่า พระราชากับพระราชินีจะเสด็จมาเยี่ยมชมสถานเลี้ยงเด็กเป็นกรณีพิเศษ ไม่มีใครทราบว่าทั้งสองพระองค์มีพระประสงค์เช่นไร แต่ข่าวที่ได้รับทำให้เจ้าหน้าที่ต้องวุ่นวายกับการทำความสะอาดและจัดระเบียบสถานเลี้ยงเด็กกันยกใหญ่

เมื่อพระราชากับพระราชินีเดินทางมาถึงสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า แทนที่ทั้งสองพระองค์จะพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ผู้ดูแล ล้นเกล้าทั้งสองกลับมองไปรอบ ๆ ห้องคล้ายกับต้องการหาอะไรบางอย่าง ซึ่งเมื่อหาพบ ทั้งคู่ก็รีบเดินตรงไปยังเตียงนอนของเด็กน้อยซึ่งมีนกสีขาวเกาะอยู่ทันที

พระราชากับพระราชินีทรงมองเด็กน้อยด้วยความเวทนา จากนั้น ทั้งสองพระองค์ก็ทรงโน้มตัวลงแล้วพูดกับเด็กน้อยด้วยน้ำเสียงที่แสนอ่อนโยนว่า “ที่แท้…เจ้าของจดหมายทั้งหมดก็คือเธอนี่เอง เจ้านกแปลกหน้าตัวนี้นำจดหมายของเธอมาให้เราอ่านทุก ๆ วัน ยิ่งอ่าน…เราก็ยิ่งอยากพบหน้า จนเมื่อเธอหยุดส่งจดหมายไปเสียเฉย ๆ เราจึงรู้ว่าเธอสำคัญกับเรามากเพียงใดพวกเราไม่มีลูก หากเธอไม่รังเกียจ เธอพอจะมาเป็นลูกของเราได้ไหมจ๊ะ”

เด็กน้อยทั้งแปลกใจและตื้นตันใจที่ได้ฟังถ้อยคำอันแสนอบอุ่นของพระราชากับพระราชินีผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยความกรุณา เด็กน้อยนิ่งอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุด เขาก็หลั่งน้ำตาแล้วโผเข้ากอดพ่อกับแม่คนใหม่ของเขาด้วยความปลื้มปีติ

นับจากวันนั้นเป็นต้นมา พระราชากับพระราชินีผู้อิ่มเอมไปด้วยความสุขก็ทรงปรับปรุงสถานเลี้ยงเด็กให้ดีขึ้น ทั้งยังชวนเด็กกำพร้าคนอื่น ๆ พร้อมกับผู้คนที่อยากมีลูกให้มาทำความรู้จักกันท่ามกลางแสงแดดอุ่น ๆ และสายลมอ่อน ๆ ในสวนของพระองค์อยู่เสมอ ๆ

เจ้านกสีขาวที่ปีกข้างขวามีจุดสีฟ้าและปีกข้างซ้ายมีจุดสีชมพูดีใจที่เห็นทุก ๆ คนมีความสุขเช่นนั้น และแล้ว…นกน้อยก็บินจากทุก ๆ คนไปสู่ฟากฟ้าเบื้องบนโดยปล่อยให้ที่มาของมันยังคงเป็นปริศนาตราบชั่วนิจนิรันดร์

 

 

 

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานความรัก, นิทานสำหรับเด็กและผู้ใหญ่

เจ้าชายฝุ่น : นิทานอบอุ่นหัวใจ รักยิ่งใหญ่จากเจ้าชายที่ตัวเล็กเท่าเม็ดฝุ่น

ในโลกแห่งนิทานที่เต็มไปด้วยเจ้าชายและเจ้าหญิง เรื่องราวของ “เจ้าชายฝุ่น” โดดเด่นด้วยความแปลกใหม่และความลึกซึ้งอย่างน่าประหลาดใจ เจ้าชายองค์นี้ไม่ได้มีรูปลักษณ์สง่างามหรือพลังวิเศษใด ๆ เพราะพระองค์ตัวเล็กเท่าเม็ดฝุ่น แต่หัวใจกลับยิ่งใหญ่กว่าทุกสิ่ง

นิทานเรื่องนี้เริ่มต้นจากความท้าทายในการสร้างตัวละครที่เล็กที่สุดเท่าที่จินตนาการจะพาไปได้ และค่อย ๆ คลี่คลายเป็นเรื่องราวแห่งความรักที่บริสุทธิ์ เจ้าชายฝุ่นแอบรักเจ้าหญิงที่ไม่เคยมองเห็นพระองค์ แต่ความรักของพระองค์กลับมั่นคงและกล้าหาญจนสามารถปกป้องเจ้าหญิงจากยักษ์ร้ายได้

นี่ไม่ใช่เพียงนิทานสำหรับเด็ก แต่เป็นเรื่องราวของความรักแท้ที่ไม่ต้องการการตอบรับ เพียงแค่ได้รักและได้ดูแลก็เพียงพอแล้ว นิทานเรื่องนี้จึงเหมาะสำหรับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่ยังเชื่อในพลังของหัวใจ

.

แม้เจ้าชายจะตัวเล็กกระจิริดกระจิ๋วหลิวจนใคร ๆ มองแทบไม่เห็น  แต่พระองค์มีตัวตนอยู่จริง  และที่สำคัญ..เจ้าชายมีหัวจิตหัวใจไม่ต่างไปจากเจ้าชายองค์อื่น ๆ

วันหนึ่ง ในขณะที่เจ้าชายฝุ่นเดินทางด้วยการปลิวไปตามสายลมพัด  พระองค์บังเอิญพบเจ้าหญิงองค์หนึ่งกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ในสวนท่ามกลางแสงแดดอุ่นสบาย โดยมีสัตว์น้อยใหญ่ทั้งลูกแมว,กระต่าย, กวางดาวและนกต่าง ๆ ห้อมล้อมอยู่รอบตัวของพระองค์

เจ้าหญิงอ่านหนังสือพร้อมกับป้อนอาหารให้สัตว์ต่าง ๆ ไปด้วย ทำให้สัตว์ทั้งหลายมีความสุขมาก เจ้าชายฝุ่นเองก็มีความสุขมากเช่นกัน เพราะพระองค์เผลอหลงรักเจ้าหญิงตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้เห็น

เมื่อความรักก่อตัวขึ้นในใจ  เจ้าชายฝุ่นจึงเดินทางมาเฝ้ารอเจ้าหญิงทุกวันไม่เคยขาด ไม่ว่าแดดจะร้อน, ฝนจะตกหรืออากาศจะหนาวสักเพียงไร เจ้าชายฝุ่นก็ตั้งใจมารอเจ้าหญิงที่สวนแห่งนั้นด้วยหัวใจที่มั่นคงในความรัก

จวบจนกระทั่งวันหนึ่ง เมื่อเจ้าชายฝุ่นมั่นใจว่าพระองค์รักเจ้าหญิงยิ่งชีวิต พระองค์จึงตัดสินใจเปิดเผยตัวและบอกความในใจให้เจ้าหญิงได้รู้ 

วันนั้น เจ้าหญิงเสด็จมาที่สวนเช้ากว่าปกติ แต่เจ้าชายฝุ่นมารอเจ้าหญิงอยู่ก่อนแล้ว ครั้นเมื่อเจ้าหญิงนั่งลงที่พื้นหญ้า วางตะกร้าแล้วหยิบหนังสือออกมาอ่าน  เจ้าชายฝุ่นก็รีบปลิวตามลมไปหยุดยืนตรงเบื้องหน้าของเจ้าหญิง พร้อมกับเอ่ยปากสารภาพรัก

อนิจจา! เจ้าชายฝุ่นตัวเล็กมาก เล็กเสียจนมองด้วยตาเปล่าแทบไม่เห็น  เสียงของเจ้าชายฝุ่นจึงเบาบาง…เบาจนหูของเจ้าหญิงไม่อาจรับฟังเสียงสารภาพรักนั้นได้

เจ้าชายฝุ่นพยายามตะโกนให้เสียงดังขึ้นอีก  แต่มันก็ยังดังไม่พอที่หูของเจ้าหญิงจะได้ยินเสียงนั้น

เจ้าชายฝุ่นเสียใจที่ตนเองตัวเล็กเพียงฝุ่น พระองค์ไม่คู่ควรกับเจ้าหญิงเลยสักนิด  แต่ถึงกระนั้น พระองค์ก็ยังยืนยันที่จะรักเจ้าหญิงจากหัวใจดวงจริงแม้เจ้าหญิงจะมองไม่เห็นพระองค์เลยก็ตาม

หลายเดือนผ่านไป เจ้าชายฝุ่นยังคงแอบมาเฝ้ารอเจ้าหญิงอยู่เช่นเดิม ยิ่งนานวัน พระองค์ก็ยิ่งรักเจ้าหญิงมากขึ้นเรื่อย ๆ  จวบจนกระทั่งวันหนึ่ง เกิดเหตุร้ายมียักษ์ใหญ่จอมเกเรบุกมาที่วังของเจ้าหญิง  ยักษ์ใหญ่ได้ข่าวว่าเจ้าหญิงเป็นคนสะสวย มันจึงอยากจับเจ้าหญิงไปสะสมไว้ในถ้ำคล้ายกับสิ่งของสวยงามต่าง ๆ ที่มันใช้กำลังแย่งชิงมาเก็บเอาไว้จากทั่วทุกมุมโลก

เช้าวันนั้น เมื่อนกน้อยทราบว่ายักษ์เกเรบุกมาถึงวังของเจ้าหญิง นกน้อยก็รีบบินมาแจ้งข่าวให้เพื่อนสัตว์    ต่าง ๆ  ได้รับรู้ 

เมื่อทราบข่าว สัตว์ทั้งหลายรวมทั้งเจ้าชายฝุ่นซึ่งรอเจ้าหญิงอยู่ในสวนต่างก็ตกใจมาก  เจ้าชายฝุ่นอยากปกป้องเจ้าหญิง  พระองค์จึงตะโกนขอให้นกพาพระองค์ไปช่วยเจ้าหญิงโดยด่วน 

โชคดีที่พวกสัตว์มีหูไวกว่ามนุษย์ นกน้อยจึงได้ยินเสียงของเจ้าชาย (รวมทั้งมันยังรู้ว่าเจ้าชายฝุ่นรักเจ้าหญิงมากเพียงไร)  นกน้อยผงกหัวหนึ่งครั้ง  จากนั้น มันก็ให้เจ้าชายขึ้นขี่หลังแล้วกระพือปีกโผบินไปยังด้านหน้าของพระราชวังทันที

เมื่อนกน้อยบินมาถึงหน้าต่างห้องนอนของเจ้าหญิง เป็นเวลาเดียวกับที่เจ้ายักษ์กำลังยื่นมือเพื่อจับตัวของเจ้าหญิงอยู่พอดี   นกน้อยไม่รู้ว่าเจ้าชายฝุ่นจะหยุดยั้งยักษ์ได้สำเร็จหรือไม่ เจ้าชายเองก็ไม่รู้ว่าพระองค์จะจัดการกับเจ้ายักษ์ได้อย่างไร แต่สิ่งเดียวที่พระองค์รู้ก็คือพระองค์จะต้องปกป้องเจ้าหญิงผู้เป็นที่รักให้จงได้

เจ้าชายฝุ่นครุ่นคิดอยู่เพียงเสี้ยววินาทีหนึ่งแล้วตัดสินใจต่อสู้กับยักษ์เกเรในแบบฝุ่น ๆ  นั่นคือการปล่อยตัวให้ลอยตามลมขึ้นไปในอากาศ จนร่างที่เล็กกระจิ๋วหลิวปลิวเข้าใกล้กับหน้าของยักษ์ เมื่อได้จังหวะ เจ้าชายฝุ่นก็กระโดดไปเกาะที่ขอบตาของยักษ์ แล้วปีนเข้าไปในลูกตาของยักษ์เหมือนฝุ่นที่ปลิวเข้าตาของผู้คนทั้งหลาย

ในตอนแรก เจ้ายักษ์ไม่รู้สึกอะไรเลย  แต่เมื่อเจ้าชายวิ่งชนดวงตาของยักษ์ครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่นานนัก ตาของเจ้ายักษ์ก็เริ่มระคายเคือง  ครั้นเมื่อเจ้ายักษ์ใช้มือขยี้ตา เจ้าชายฝุ่นก็พยายามหลบหลีกไม่ให้ถูกมือของยักษ์บี้จนแบนแต๊ดแต๋  พอยักษ์ถอนมือออก  เจ้าชายก็จะวิ่งชนดวงตาของเจ้ายักษ์อีก ในที่สุด ยักษ์เกเรก็แสบตาถึงขั้นน้ำตาไหลพราก  แถมดวงตายังแดงแจ๊ดแจ๋ เจ้ายักษ์เห็นท่าไม่ดี เพราะมันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับดวงตาที่เป็นอวัยวะสำคัญของมัน มันจึงล้มเลิกความตั้งใจที่จะจับตัวเจ้าหญิง แล้วรีบเดินทางกลับบ้านเพื่อหาทางเยียวยาดวงตาให้กลับคืนสู่สภาพปกติ

เมื่อยักษ์เปลี่ยนใจไม่จับตัวเจ้าหญิง เจ้าชายฝุ่นจึงกระโจนออกมาจากตาของยักษ์แล้วล่องลอยตามสายลมลงมายืนที่หน้าต่างห้องนอนของเจ้าหญิงด้วยหัวใจที่เปี่ยมสุข

ทุกคนรวมทั้งเจ้าหญิงต่างแปลกใจที่เห็นยักษ์เกเรถอยร่นไปโดยไม่มีสาเหตุ  เจ้าหญิงมองยักษ์ที่เดินห่างออกไปอย่างโล่งอก ส่วนเจ้าชายฝุ่นที่ยืนอยู่ตรงขอบหน้าต่างก็เงยหน้ามองเจ้าหญิงพร้อมกับยิ้มกว้างแล้วตะโกนด้วยความดีใจว่า “ถึงเธอจะมองไม่เห็นฉันและไม่ได้ยินเสียงฉัน…แต่ฉันมีอยู่จริง  เหมือนความรักของฉัน แม้เธอจะมองไม่เห็น แต่มันมีอยู่จริง ๆ” 

เจ้าชายฝุ่นรู้ดีว่าเจ้าหญิงคงไม่มีทางได้ยินเสียงอันแผ่วเบาของพระองค์  แต่พระองค์ก็ยินดีที่ได้แอบรักและคอยปกป้องเจ้าหญิงอยู่เช่นนี้     

เจ้าหญิงยิ้มน้อย ๆ อย่างเอียงอาย สักพักแก้มของพระองค์ก็ค่อย ๆ กลายเป็นสีชมพูเข้มขึ้น ๆ  เพราะเมื่อสักครู่…หัวใจของเจ้าหญิงเพิ่งได้ยินเสียงของใครบางคนสารภาพรัก!

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • ความรักที่แท้จริง คือความปรารถนาดีที่มีให้ ไม่ใช่การได้รับความรักกลับคืน
  • แม้ตัวจะเล็ก แต่หัวใจทำให้เราสามารถทำเรื่องยิ่งใหญ่ได้
  • การปกป้องคนที่เรารักไม่ต้องการพลังวิเศษ แค่ต้องการความกล้าหาญและสติปัญญา

…………………………………………………