Posted in ครอบครัว, ความรัก, นิทานก่อนนอน, นิทานนำบุญ, นิทานาสอนใจเด็ก, นิทานเด็ก

ฉันชอบเธออย่างที่เธอเป็นมากที่สุด

“แอปเปิ้ล แอปเปิ้ล แอปเปิ้ล มะละกอ มะละกอ มะละกอ

กล้วย กล้วย กล้วย ส้ม ส้ม ส้ม

แอปเปิ้ล มะละกอ กล้วย ส้ม”

แอปเปิ้ลเป็นเด็กที่ชอบทำกิจกรรมกลางแจ้ง ยิ่งถ้าวันไหนได้ปลูกผักในสวน แอปเปิ้ลจะอยู่ในสวนได้ทั้งวัน

กล้วยเป็นเด็กที่ชอบศึกษาหาความรู้ ถ้าวันไหนกล้วยได้อยู่บ้านอ่านหนังสือหรือได้ไปห้องสมุด กล้วยจะมีความรู้สึกเหมือนได้ท่องเที่ยวไปในโลกกว้าง

เมื่อถึงวันเกิดของลูก ๆ คุณแม่เห็นว่าลูก ๆ เป็นเด็กที่น่ารัก ไม่ดื้อไม่ซน และใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์เสมอ คุณแม่จึงซื้อของขวัญเป็นตุ๊กตามาฝากลูกสาวคนละหนึ่งตัว

มะละกอได้ตุ๊กตาหมีที่มีชุดเป็นลายดอกไม้แสนอ่อนหวาน

ส่วนส้มไม่ได้ตุ๊กตาหมีเหมือนพี่ ๆ แต่เธอได้ตุ๊กตาเด็กไม่ใส่เสื้อแถมมีหัวจุก ซึ่งพี่ ๆ พากันร้องเพลงว่า “จ่อกกวิก กวิก กวิก กวิก กวิก กวิก กวิก กวิก กวิก จ่อก จ่อก กวิก กูลิติแกว็ด” กันอย่างสนุกสนาน

ในเวลาต่อมา เมื่อคุณแม่ไม่อยู่ มีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคนไม่คาดคิด

ในขณะเดียวกัน ตุ๊กตาหมีของมะละกอก็ส่งยิ้มให้มะละกอ พอมะละกอเห็น เธอก็ตาโตด้วยความประหลาดใจ แต่เธอก็ยิ้มตอบด้วยความดีใจ ที่จะได้มีเพื่อนเล่น

ส่วนตุ๊กตาเด็กหัวจุกที่ดูคล้ายกุมารทองของส้มนั้น มันรู้สึกว่าตัวของมันไม่น่ารักเหมือนตุ๊กตาตัวอื่น ๆ แถมมันยังไม่มีเสื้อใส่เสียด้วย เมื่อสบโอกาส เจ้าตุ๊กตาก็พยายามส่งยิ้มให้ส้มอย่างเจียมตัว แต่เมื่อส้มมองมาที่มัน ส้มกลับมีสีหน้านิ่งเฉย!

ในวินาทีนั้น ส้มเพิ่งได้สติเพราะมัวแต่คิดอะไรบางอย่างอยู่ในหัว ส้มเพิ่งสังเกตเห็นว่าตุ๊กตาของเธอมีชีวิต และมีสีหน้าแปลก ๆ ด้วยเหตุนี้ ส้มจึงพูดกับตุ๊กตาว่า “เธอเป็นอะไรไปเหรอ ปวดห้องน้ำรึเปล่าจ๊ะ?”

ส้มมองเจ้าตุ๊กตาหัวจุกของเธอด้วยความเอ็นดู จากนั้น ส้มก็บอกกับเจ้าตุ๊กตาหัวจุกว่า

เจ้าตุ๊กตาหัวจุกเขินจนหน้าแดงไปหมด เพราะตลอดเวลา มันไม่เคยรู้สึกว่ามันมีค่าสำหรับใครเลย แต่ในวันนี้ มันรู้สึกว่า ตัวมันมีค่าจริง ๆ เมื่อได้อยู่กับเพื่อนใหม่ที่เห็นคุณค่าของมัน

ครั้นเมื่อคุณแม่กลับมา เด็กทุกคนก็ไม่ลืมที่จะไปหอมแก้มคุณแม่ เพราะนอกจากคุณแม่จะมอบของขวัญแสนพิเศษให้กับลูก ๆ ทุกคนแล้ว คุณแม่ยังรู้ใจลูก ๆ ทุกคนอย่างทะลุปรุโปร่ง

ถ้าใครจะหอม ขอฝากหอมด้วยสักสองสามฟอด จากนั้น ก็ขอให้ทุกคนเข้านอนอย่างมีความสุขนะจ๊ะ

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • ทุกคนมีคุณค่าในแบบของตัวเอง แม้จะไม่เหมือนใคร
  • การยอมรับความแตกต่างคือพื้นฐานของความรักแท้จริง
  • ความคิดสร้างสรรค์สามารถเปลี่ยนสิ่งธรรมดาให้กลายเป็นสิ่งพิเศษ

Posted in นิทานความรัก, นิทานสอนใจ, นิทานอ่านให้แฟนฟัง

คู่รักกระต่ายน้อย : นิทานความรักก่อนนอนพร้อมข้อคิดที่ควรอ่านให้แฟนฟัง

ภาพที่แคปหน้าจอ ข้อความที่ผู้อ่านส่งมา  เล่าว่าอ่านตั้งแต่ ม.4 จนตอนนี้ขึ้นปี 3 อ่านให้แฟนฟัง

ก่อนที่จะแต่งงงาน  กระต่ายหนุ่มได้จ้างช่างมาสร้างเรือนหอเป็นบ้านแห่งความรักระหว่างมันกับกระต่ายสาวยอดดวงใจ 

เช้าวันต่อมา ในขณะที่กระต่ายหนุ่มยังคงโมโหโทโส  กระต่ายสาวได้จัดการหาสีมาทาแก้ไขจนรอยกระดำกระด่างหายไปจนหมด  เมื่อกระต่ายหนุ่มได้รู้ในภายหลังว่า กระต่ายสาวยอดดวงใจไม่มัวเสียเวลาอยู่กับการโมโหข้ามวัน ติดพันข้ามคืน ที่ไร้ประโยชน์  แต่กระต่ายสาวกลับใช้เวลาดังกล่าวในการแก้ไขปัญหา จนสามารถแก้ปัญหาได้สำเร็จ  กระต่ายหนุ่มก็รู้สึกชื่นชมกระต่ายสาวและคิดว่ามันเลือกคู่ครองได้ไม่ผิดจริง ๆ

เช้าวันต่อมา ในขณะที่กระต่ายหนุ่มยังคงโมโหโทโส  กระต่ายสาวตัดสินใจเก็บกวาดจัดสวนให้เรียบร้อย แถมยังจัดหาต้นไม้ดอกไม้มาปลูกเพิ่มเติมจนสวนดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง  เมื่อกระต่ายหนุ่มได้รู้ในภายหลังว่า กระต่ายสาวยอดดวงใจไม่มัวเสียเวลาอยู่กับการ “โมโหข้ามวัน ติดพันข้ามคืน” ที่ไร้ประโยชน์  แต่กระต่ายสาวกลับใช้เวลาดังกล่าวในการแก้ไขปัญหาจนสามารถแก้ปัญหาได้สำเร็จ  กระต่ายหนุ่มก็รู้สึกชื่นชมกระต่ายสาวและคิดว่ามันเลือกคู่ครองได้ไม่ผิดจริง ๆ

เมื่อพูดจบ กระต่ายสาวก็ชวนกระต่ายหนุ่มให้ช่วยกันจุดเทียนรอบ ๆ งานแต่ง  จากนั้น  พวกมันก็ชวนให้แขกเข้ามานั่งใกล้ ๆ กันอีกนิด เพราะในงานไม่มีไมโครโฟน   ส่วนเรื่องเพลงหรือดนตรี กระต่ายสาวก็ขอให้กระต่ายหนุ่มและแขกในงานช่วยกันร้องเพลง ซึ่งทั้งหมดให้บรรยากาศภายในงานดูอบอุ่นและทำให้พิธีแต่งงานดำเนินไปได้อย่างน่าประทับใจ

กระต่ายหนุ่มมองกระต่ายสาวด้วยสายตาที่เหมือนต้องการจะบอกว่า “ขอบคุณนะ”  ส่วนกระต่ายสาวซึ่งหันมาสบตากระต่ายหนุ่มพอดี กลับส่งยิ้มให้แล้วทำหน้าทะเล้นใส่  จากนั้น กระต่ายสาวก็บอกกระต่ายหนุ่มว่า “นับจากวันนี้ ถ้าเจออะไรไม่สมดังใจ ก็อย่างเพิ่งโมโหข้ามวัน ติดพันข้ามคืนนะ  เพราะถึงจะขาดสิ่งนู้น ไม่มีสิ่งนี้ แต่ยังไง..เราก็ยังมีกันและกัน ที่จะช่วยกัน แก้ปัญหาในทุก ๆ เรื่องนะ”

“ใช่แล้ว มีกันและกัน” กระต่ายสาวยิ้มเขิน   จากนั้น กระต่ายสาวก็อ้อนกระต่ายหนุ่มว่า “ว่าแต่คืนนี้ เธอลืมอะไรไปรึเปล่า”

กระต่ายหนุ่มยิ้มให้กระต่ายสาวด้วยความรัก  ส่วนกระต่ายสาวก็ยิ้มตอบ พร้อมกับหัวเราะ “แหะ ๆ” ซึ่งไม่มีใครรู้ว่ากระต่ายสาวคิดอะไรอยู่

หมายเหตุ : ถ้าชอบนิทานเรื่องนี้ ฝากกดดูแบนเนอร์โฆษณาอัตโนมัติที่เด้งขึ้นมาด้วยนะครับ (บางคนอาจเห็น บางคนอาจไม่เห็น) มันจะช่วยทำให้เว็บไซต์มีรายได้เล็ก ๆ น้อย ๆ ครับ ขอบคุณครับ

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

นิทานก่อนนอน เจ้าบ่าวของหนูสาว – เรื่องของความรักที่อยู่ใกล้กว่าที่คิด

“เจ้าบ่าวของหนูสาว” (The Mouse Bride หรือ The Most Powerful Husband) คือหนึ่งในนิทานพื้นบ้านจีนโบราณที่มีชื่อเสียง และถูกเล่าต่อกันมาอย่างยาวนานทั่วทั้งเอเชีย โดยเฉพาะในประเทศจีน ญี่ปุ่น และเวียดนาม นิทานเรื่องนี้มีเนื้อหาที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง เล่าถึงครอบครัวหนูที่แสวงหาว่าที่เจ้าบ่าวที่ “ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก” ให้กับลูกสาวแสนสวย และในการเดินทางตามหาว่าที่เจ้าบ่าว พวกเขาได้เรียนรู้ว่า “พลังที่แท้จริง” อาจอยู่ใกล้กว่าที่คิด

ในเวอร์ชันนี้ — ซึ่งจัดทำขึ้นใหม่ในรูปแบบ “นิทานก่อนนอน” ที่เหมาะกับเด็ก ๆ สมัยใหม่ — ผู้เขียนได้ปรับภาษาให้นุ่มนวล อ่านง่าย และเพิ่มเสน่ห์ด้วยภาพประกอบแสนน่ารักที่ช่วยกระตุ้นจินตนาการของเด็ก ๆ ทั้งยังคงรักษาแก่นของนิทานต้นฉบับไว้ครบถ้วน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเล่านิทานก่อนนอน เพื่อสร้างบทสนทนาที่อบอุ่นระหว่างพ่อแม่กับลูก

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหนูสาวตัวหนึ่งเป็นหนูสาวที่มีหน้าตาน่ารักที่สุดในโลก เมื่อหนูสาวเติบโตถึงวัยที่ควรจะมีครอบครัว พ่อกับแม่ของหนูสาวจึงคิดหาคู่ครองที่เหมาะสมให้แก่ลูกสาวสุดที่รัก

เจ้าบ่าวคนแรกที่พ่อหนูนึกถึงก็คือพระอาทิตย์ผู้มีแสงเจิดจ้า แต่เมื่อพ่อหนูกับแม่หนูไปบอกกับพระอาทิตย์ว่าพวกตนกำลังตามหาเจ้าบ่าวที่เก่งกาจให้ลูกสาว พระอาทิตย์ก็รีบเอ่ยคำปฏิเสธ โดยเขาให้เหตุผลว่า

“ฉันไม่ใช่ผู้ที่เก่งกาจที่สุดหรอก ก้อนเมฆต่างหากที่เก่งกาจกว่าฉัน ดูสิ..เพียงแค่เมฆลอยผ่านมา มันก็บดบังฉันจนมิด ฉันว่า..เมฆน่าจะเป็นเจ้าบ่าวที่เหมาะสมกว่าฉันนะ”

พ่อหนูกับแม่หนูเห็นจริงตามที่พระอาทิตย์ชี้แจง ดังนั้น พ่อหนูกับแม่หนูจึงรีบไปหาก้อนเมฆ เพื่อขอให้ก้อนเมฆแต่งงานกับลูกสาวของตน เมื่อก้อนเมฆได้ฟังคำของพ่อหนูกับแม่หนู ก้อนเมฆก็รีบเอ่ยคำปฏิเสธ โดยเขากล่าวว่า

พ่อหนูกับแม่หนูเห็นจริงตามคำของก้อนเมฆ ดังนั้น พ่อหนูกับแม่หนูจึงรีบไปหา สายลมเพื่อขอให้สายลมแต่งงานกับลูกสาวของตน เมื่อสายลมได้ฟังคำของพ่อหนูกับแม่หนู สายลมก็รีบเอ่ยคำปฏิเสธ โดยเขาบอกว่า

พ่อหนูกับแม่หนูเห็นจริงตามคำของสายลม ดังนั้น พ่อหนูกับแม่หนูจึงรีบไปหากำแพง เพื่อขอให้กำแพงแต่งงานกับลูกสาวของตน เมื่อกำแพงได้ฟังคำของพ่อหนูกับแม่หนู กำแพงก็รีบเอ่ยคำปฏิเสธ โดยเขาบอกว่า

“ฉันไม่ใช่ผู้ที่เก่งกาจที่สุดหรอก ยังมีคนอื่นที่เก่งกาจมากกว่าฉัน ดูสิ..เขาใช้ฟันเจาะตัวฉันจนเป็นรูได้ด้วย ฉันว่า..เขาน่าจะเป็นเจ้าบ่าวที่เหมาะสมมากกว่าฉันนะ”

พ่อหนูกับแม่หนูดูรูที่กำแพง แล้วก็รู้สึกคล้อยตามคำพูดที่ได้ฟัง ดังนั้น พ่อหนูกับแม่หนูจึงรีบไปหา “ผู้เก่งกาจ” เพื่อขอให้เขาแต่งงานกับลูกสาวของตน และมันก็เป็นเรื่องที่เหมือนกับพรหมลิขิต! เพราะผู้เก่งกาจที่กำแพงพูดถึงก็คือหนูหนุ่มคู่รักของหนูสาวนั่นเอง

หนูหนุ่มดีใจมากที่จู่ ๆ พ่อกับแม่ของหนูสาว ก็มาขอให้มันแต่งงานกับหนูสาวที่มันเฝ้าฝันถึง หนูหนุ่มรีบตอบตกลงอย่างไม่มีเงื่อนไข ส่วนพ่อหนูกับแม่หนูก็ดีใจ ที่พวกมันสามารถหาเจ้าบ่าวผู้เก่งกาจ ให้แก่ลูกสาวได้เป็นผลสำเร็จ

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • อย่าตัดสินใครจากฐานะหรือรูปลักษณ์ภายนอก
  • การมองเห็นคุณค่าที่แท้จริงของผู้อื่น คือสิ่งสำคัญยิ่งในความสัมพันธ์
  • ผู้ปกครองควรฟังความรู้สึกของลูก ไม่ใช่ตัดสินใจแทนโดยลำพัง

#นิทานโบราณ

หนูสาวในชุดกระโปรงชมพูยืนเคียงข้างหนูหนุ่มในชุดเอี๊ยมฟ้า ท่ามกลางท้องฟ้าแจ่มใสและแสงอาทิตย์ สื่อถึงความรักและการแต่งงานในนิทาน “เจ้าบ่าวของหนูสาว”
เพลงเล่านิทาน “เจ้าบ่าวของหนูสาว” เพลงสนุก ฟังเพลิน ถ่ายทอดความรักแท้ผ่านตัวละครหนูสาวและหนูหนุ่ม
Posted in ครอบครัว, นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจเด็ก

นิทานก่อนนอนเรื่อง เด็กผู้หญิงแห่งความสุข | สอนเด็กให้เป็นเด็กดีรู้จักแบ่งปัน

นิทานก่อนนอนเรื่องสั้น ๆ เรื่อง “เด็กผู้หญิงแห่งความสุข” เป็นนิทานในยุคแรก ๆ ที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เพิ่งเริ่มแต่งนิทานให้นิตยสารขวัญเรือนได้ไม่นานนัก นิทานเรื่องนี้ มีจุดเริ่มต้นจากชื่อตัวละคร ที่ผมตั้งใจนำชื่อของลูกพี่ลูกน้อง (ลูกครึ่งเกาหลี) ซึ่งเป็นลูกของน้าสาว มาใช้เป็นชื่อตัวละครหลักในเรื่อง คือ มิมิ และ ปิงปิง (แม้เราจะเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน แต่ผมอายุมากกว่าน้อง ๆ เยอะ) เมื่อได้ชื่อตัวละครแล้ว ผมจึงค่อยแต่งเรื่องราวเป็นนิทาน โดยนิทานในยุคแรก ๆ ที่แต่ง ส่วนใหญ่เนื้อเรื่องที่สดใสมาก และมักเป็นนิทานก่อนนอนสั้น ๆ ที่อ่านจบได้ในเวลาไม่นานนัก ผมหวังว่านิทานเรื่องนี้จะทำให้ผู้อ่านยิ้มและนอนหลับฝันดีนะครับ

นิทานเรื่อง เด็กผู้หญิงแห่งความสุข

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีเด็กผู้หญิงแสนดีคนหนึ่งชื่อว่ามิมิ   มิมิเป็นเด็กที่น่ารักน่าเอ็นดู  เธอพูดแต่ถ้อยคำที่อ่อนหวาน  คิดแต่เรื่องที่ดีงาม  และทำทุก ๆ อย่างเพื่อให้คนรอบข้างมีความสุข  ความสุขของมิมิคือการทำให้ทุก ๆ คนมีความสุข  ดังนั้น ทุก ๆ คนจึงมีความสุขเมื่อได้อยู่ใกล้กับมิมิ

เมื่อถึงวันคล้ายวันเกิดของมิมิ  นางฟ้าใจดีนึกอยากจะทำให้เด็กน้อยแสนดีมีความสุขบ้าง  ด้วยเหตุนี้ นางฟ้าจึงมอบดินสอวิเศษให้แก่มิมิหนึ่งแท่ง

ดินสอวิเศษของนางฟ้าเป็นดินสอมหัศจรรย์  ถ้ามิมิอยากได้อะไรเป็นของขวัญ  เพียงแค่มิมิวาดภาพสิ่งนั้นลงในกระดาษ  ฉับพลัน! สิ่งที่มิมิวาดก็จะกลายเป็นจริงขึ้นมาราวกับมีปาฏิหาริย์  นางฟ้าดีใจที่ได้มอบของขวัญให้แก่มิมิ  แต่มิมิกลับกลุ้มใจ เพราะเธอไม่รู้ว่าเธอควรจะวาดอะไรให้ตัวเองดี

มิมิถามปิงปิงน้องชายว่า เธอควรวาดภาพอะไรมากที่สุด  ปิงปิงนิ่งคิด แล้วบอกกับพี่สาวว่า  ถ้าเป็นเขา…เขาคงวาดภาพกระต่ายขาวขนปุยสักคู่หนึ่ง  มิมิรู้ดีว่าปิงปิงชอบกระต่ายขาวมากที่สุด  เธอเองก็ชอบกระต่ายขาวไม่แพ้น้องชาย  แต่ความสุขของมิมิคือการทำให้คนรอบข้างมีความสุข  ดังนั้น มิมิจึงวาดภาพกระต่ายน้อยบ่าวสาวด้วยดินสอวิเศษ  แล้วมอบกระต่ายขาวขนปุยทั้งสองตัวให้แก่ปิงปิงด้วยความรัก

มิมิไปถามโมเมเพื่อนสนิทว่าเธอควรวาดภาพอะไรมากที่สุด  โมเมนิ่งคิด แล้วบอกกับมิมิว่า ถ้าเป็นเธอ…เธอคงวาดภาพหมีแพนด้าที่แสนน่ารักสักตัวสองตัว  มิมิรู้ดีว่าโมเมชอบหมีแพนด้ามากที่สุด  ดังนั้น มิมิจึงวาดภาพหมีแพนด้าคู่รักด้วยดินสอวิเศษ  จากนั้น เธอก็มอบหมีแพนด้าที่แสนน่ารักให้แก่โมเมเป็นของขวัญ

มิมิไปถามคุณลุงกับคุณป้าว่าเธอควรวาดภาพอะไรมากที่สุด  คุณลุงกับคุณป้าซึ่งเป็นเจ้าของสวนผลไม้จึงช่วยกันคิด  จากนั้น ทั้งคู่ก็บอกกับมิมิว่า ถ้าเป็นพวกเขา…พวกเขาคงวาดภาพยีราฟคอยาวเพื่อเอาไว้ขี่เก็บผลไม้ในสวน  มิมิรู้ดีว่าคุณลุงกับคุณป้าอยากได้ยีราฟมากที่สุด  เธอเองก็ชอบยีราฟไม่น้อยไปกว่าท่านทั้งสอง  แต่ความสุขของมิมิคือการทำให้คนรอบข้างมีความสุข  ดังนั้น มิมิจึงวาดยีราฟให้คุณลุงกับคุณป้าคนละหนึ่งตัว

มิมิเที่ยวถามใครต่อใครว่าเธอควรวาดอะไรมากที่สุด  แต่เพราะความสุขของมิมิคือการทำให้คนรอบข้างมีความสุข   ดังนั้น มิมิจึงต้องวาดภาพสัตว์ต่าง ๆ ให้คนนู้นคนนี้จนดินสอวิเศษกุดจุ๊ดจู๋  ไม่เหลือไส้ดินสอพอให้เธอวาดอะไรให้แก่ตัวเองเลยแม้แต่อย่างเดียว

แม้มิมิจะไม่มีอะไรมอบให้แก่ตัวเองเป็นของขวัญ  แต่เด็กน้อยกลับชื่นใจอย่างบอกไม่ถูกที่ได้ทำให้คนรอบข้างมีความสุขในวันเกิดของเธอ  มิมินึกขอบคุณนางฟ้าที่มอบดินสออันแสนวิเศษให้แก่เธอในวันแห่งความสุขเช่นนี้  และหนึ่งปีหลังจากนั้น  ผู้คนที่ได้รับของขวัญจากมิมิก็ทำให้มิมิต้องแปลกใจ  เมื่อพวกเขาพร้อมใจกันนำลูกของสัตว์ต่าง ๆ มามอบให้แก่มิมิเพื่อเป็นสิ่งตอบแทนจิตใจอันดีงามของเด็กน้อยผู้เป็นที่รักของทุก ๆ คน   มิมิมีความสุขมากที่ได้ลูกกระต่าย  ลูกแพนด้า  ลูกยีราฟ  ฯลฯ  มาเป็นเพื่อนเล่นกับเธอ  และแน่นอนว่า…ลูกสัตว์ที่แสนน่ารักเหล่านั้นก็มีความสุขที่ได้มาอยู่ใกล้ ๆ กับเด็กที่มีจิตใจดีงามอย่างมิมิ   และแล้ว…นิทานแห่งความสุขก็จบลงท่ามกลางความสุขของทุก ๆ คน

#นิทานนำบุญ

…………………………..

Posted in นิทานพ่อมดแม่มด, นิทานอบอุ่นหัวใจ, นิทานเด็ก

เวทมนตร์ของเจ้าตัวน้อย

ในบรรดานิทานเกี่ยวกับพ่อมดแม่มดที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ได้แต่งเอาไว้ มีนิทานอยู่ 2 เรื่อง ที่ผมรักมากเป็นพิเศษ เรื่องแรกคือ “จุดจบของแม่มดน้อย” และอีกเรื่องคือนิทานก่อนนอนเรื่องนี้ “เวทมนตร์ของเจ้าตัวน้อย” นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานก่อนนอนในแนวนิทานรักแม่ คือ ลูก ๆ รักแม่และอยากหาของขวัญวันเกิดให้แม่ แต่ของขวัญที่จะทำให้คุณแม่มีความสุขคืออะไร? คงต้องไปหาคำตอบกันในนิทานนะครับ

นิทานเรื่อง  เวทมนตร์ของเจ้าตัวน้อย

โมเม มูมมามและมอมแมมเป็นลูก ๆ ของแม่มดสาวพราวเสน่ห์    คุณแม่ของพวกเขาเป็นแม่มดที่อ่อนโยนและใจดีอย่างยากที่จะหาใครเทียบได้    เด็ก ๆ ทุกคนรักคุณแม่ของพวกเขามาก  เมื่อใกล้ถึงวันเกิดของคุณแม่    พี่น้องทั้งสามจึงตกลงกันว่า พวกเขาจะจัดงานฉลองวันเกิดและมอบของขวัญสุดพิเศษให้แก่คุณแม่ผู้เป็นที่รัก

โมเมซึ่งเป็นพี่สาวคนโตตั้งใจที่จะเนรมิตดอกไม้แสนสวยเพื่อมอบให้คุณแม่เป็นของขวัญวันเกิด ส่วนมูมมามซึ่งเป็นลูกชายคนกลางก็เฝ้าฝึกซ้อมคาถาเพื่อเตรียมเสกขนมเค้กอร่อย ๆ  ให้คุณแม่ผู้ชอบรับประทานขนมหวาน ๆ เป็นชีวิตจิตใจ

ฝ่ายมอมแมมน้องคนเล็กดูน่าเห็นใจเป็นที่สุด  เพราะนอกจากที่เขาจะเด็กกว่าใคร ๆ แล้ว เขายังเพิ่งเข้าเรียนในโรงเรียนอนุบาลเวทมนตร์ได้ไม่นานนัก ด้วยเหตุนี้  อำนาจมนตราของเขาจึงมีอยู่จำกัด  ไม่เพียงพอที่จะเนรมิตของขวัญพิเศษใดใดให้แก่คุณแม่ได้ แต่ด้วยความที่เด็กน้อยอยากจะทำให้คุณแม่รู้ว่าเขารักคุณแม่ไม่แพ้พี่ ๆ    มอมแมมจึงบากบั่นไปขอยืมตำราคาถาวิเศษจากห้องสมุด  แล้วเฝ้าฝึกฝนว่าคาถาตามตำราเล่มนั้นทีละบทสองบท   จนในที่สุด  เขาก็พร้อมที่จะเนรมิตของขวัญชิ้นเล็ก ๆ  เพื่อมอบให้คุณแม่เป็นของขวัญในวันคล้ายวันเกิด

และแล้ว..วันที่ทุก ๆ คนรอคอยก็มาถึง   เด็ก ๆ เชิญคุณแม่มานั่งในห้องนั่งเล่นที่พวกเขาช่วยกันตกแต่งจนกลายเป็นห้องที่แสนน่ารัก  เสียงดนตรีอ่อนหวานจากกล่องดนตรีทำให้บรรยากาศในห้องดูอบอุ่นกระจุ๋มกระจิ๋ม   เด็ก ๆ ให้คุณแม่นั่งที่เก้าอี้ตัวนุ่ม  จากนั้น พวกเขาก็เริ่มว่าคาถาเพื่อเสกของขวัญให้แก่คุณแม่ทีละคน

โมเมท่องคาถางึมงำว่า “โอมมะลุกกุ๊กกุ๋ยดุกดุ๋ยดุกดุ๋ย…ปลูกต้นไม้อย่าลืมใส่ปุ๋ย”   เมื่อโมเมว่าคาถาจบ  รอบ ๆ ตัวของคุณแม่ก็รายล้อมไปด้วยดอกไม้สีรุ้งเต็มไปหมด!

เมื่อมูมมามเห็นพี่สาวเสกดอกไม้มากมายให้คุณแม่   เขาจึงนึกอยากหาทางทำให้คุณแม่พอใจมากขึ้นไปอีก  ด้วยเหตุนี้  มูมมามจึงตั้งใจรวบรวมสมาธิ แล้วร่ายคาถาด้วยเสียงที่หนักแน่นว่า “โอมมะลุกกุ๊กกิ๊กดุ้กดิ้กดุ้กดิ้ก…อยากกินเผ็ดต้องไปกินพริก”   เมื่อสิ้นเสียง…ขนมเค้กขนาดยักษ์ที่สูงถึงเจ็ดชั้นก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าของคุณแม่ทันที!

มอมแมมมองของขวัญของพี่ ๆ ตาปริบ ๆ  ฝีมืออย่างเขาคงไม่สามารถเสกของขวัญดี ๆ อย่างของพี่ ๆ ได้เป็นแน่    แต่ด้วยความรักที่ยิ่งใหญ่เกินตัว    มอมแมมจึงคิดหาของขวัญชิ้นใหม่เพื่อไม่ให้น้อยหน้าพี่ ๆ  

อำนาจเวทมนตร์อันน้อยนิดของพ่อมดตัวเล็ก ๆ จะเนรมิตอะไรให้ถูกใจคุณแม่ได้บ้างไหมหนอ?   มอมแมมเพ่งมองขนมเค้กเจ็ดชั้นของมูมมามอยู่พักใหญ่   ในที่สุด  ความคิดที่แสนวิเศษก็สว่างวาบขึ้นในใจของเด็กน้อยผู้ไม่ยอมจำนนต่ออุปสรรค

มอมแมมค่อย ๆ นึกทบทวนถึงคาถาบทหนึ่งที่เขาเฝ้าฝึกฝนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน   เมื่อคิดได้ เขาก็เริ่มเอ่ยถ้อยคาถาอย่างช้า ๆ ว่า  “โอมมะลุกกุ๊กก๋อยดุกด๋อยดุกด๋อย…ผัดคะน้าใส่น้ำมันหอย”  เมื่อมอมแมมท่องคาถาจบ    ขนมเค้กเจ็ดชั้นก็สว่างไสวไปด้วยเปลวไฟจากเทียนไขแท่งเล็ก ๆ  ซึ่งมีจำนวนเท่ากับอายุของคุณแม่พอดิบพอดีไม่มีขาด

คุณแม่ปลื้มใจมากที่เห็นความตั้งใจของลูก ๆ ทั้งสาม  ส่วนโมเมกับมูมมามต่างก็ภูมิใจในฝีมือของน้องชายตัวกระเปี๊ยกที่ใช้เวทมนตร์ได้ดีชนิดที่พี่ ๆ คาดไม่ถึง  

ความรักของลูก ๆ ทำให้หัวใจของผู้เป็นแม่อิ่มเอมไปด้วยความสุข   

และในค่ำคืนนั้น   สามพี่น้องก็แย่งกันกอดคุณแม่นัวเนียหนุบหนับ   เวลาแห่งรักดำเนินต่อไปนานแสนนาน   จนกระทั่งท้ายที่สุด   เด็ก ๆ ทั้งสามก็นอนหลับปุ๋ยไปในอ้อมกอดของคุณแม่ ท่ามกลางแสงเทียนอันอบอุ่นในราตรีที่แสนวิเศษ

#อ่านนิทานจบเด็ก ๆ อยากให้ของขวัญด้วยการกอดใครดีนะ

#นิทานนำบุญ

………………

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานนำบุญ, นิทานสอนใจ

นิทานแม่ลูก : ทีมคุณแม่ ทีมคุณลูก

ช่วงที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งนิทานก่อนนอนให้กับนิตยสารขวัญเรือน  พอใกล้วันแม่ของทุกปี  ผมก็มักจะแต่งนิทานเกี่ยวกับแม่ เพื่อให้สอดคล้องกับนิตยสารขวัญเรือนฉบับวันแม่   นิทานในปีแรก ๆ มักเป็นเรื่องที่ซาบซึ้ง  แต่พอแต่งไปหลาย ๆ ปี ผมจึงลองหาแง่มุมอื่น ๆ มาแต่งบ้าง  ซึ่งนิทานเรื่อง “ทีมคุณแม่ ทีมคุณลูก” ก็เป็นนิทานเกี่ยวกับแม่ลูกที่มีเนื้อหาต่างไปจากนิทานแม่ลูกเรื่องอื่น ๆ ที่แต่ง  แต่เนื้อเรื่องจะเป็นอย่างไร  คงต้องให้ลองอ่านกันดูครับ อิอิ

Continue reading “นิทานแม่ลูก : ทีมคุณแม่ ทีมคุณลูก”
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานตลก, นิทานสร้างแรงบันดาลใจ

นิทานเรื่องพิเศษ : โตขึ้นฉันจะเป็นเด็ก

หลายปีก่อน ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) มีโอกาสได้เขียนโครงบทละครเรื่องนึง ชื่อเรื่องว่า”โตขึ้น…ฉันจะเป็นเด็ก”  ละครเรื่องนี้เป็นโครงการทำละครประกอบดนตรีจากวงออเคสตร้า ซึ่งหลังจากหานักเขียนบทหลายต่อหลายคน ปรากฏว่าหาคนแต่งเรื่องที่ลงตัวไม่ได้ ตอนนั้น จู่ๆ งานนี้ก็หล่นตุ้บมาที่ผม ซึ่งปกติไม่รับงานใด ๆ  เพราะแค่คิดนิทานขวัญเรือนเดือนละ 2 เรื่องก็จะไม่ไหวอยู่แล้ว แต่พอดีช่วงนั้น ผมสมัครเรียนป.โท การศึกษาปฐมวัย เลยจำเป็นต้องหาเงิน สรุปคือ ผมรับที่จะคิดเรื่องให้ลูกค้า แต่ในใจลึก ๆ ก็กลัวว่าเรื่องจะไม่ผ่าน เพราะปกติส่งงานแค่ที่ขวัญเรือน เลยไม่รู้ว่าถ้าทำงานให้ที่อื่น เขาจะชอบไหม
…..
ผมมีเวลาคิดเรื่องไม่กี่วัน แต่ด้วยความฟิต เลยคิดไปให้เขาเลือกถึง 2 เรื่อง  ปรากฏว่า ลูกค้าชอบทั้ง 2 เรื่อง (ตกใจเลย) พอเขาถามราคา ผมบอกว่า “ไม่รู้ เพราะปกติได้เรื่องละ 2 พัน” ตอนนั้น พี่ที่ทำงานนี้บอกว่า  “ที่นี่ ให้ค่าเรื่อง 5 หมื่น” ผมตกใจ ไม่เคยคิดว่าแค่คิดจะได้ราคาขนาดนี้ แต่พี่เขาบอกว่า “มันเป็นราคาของงานแบบนี้”
……
หลังจากคิดเรื่องเสร็จ ผมคิดว่าเสร็จงานแล้ว ปรากฏว่า ทางลูกค้าขอให้เขียนโครงบท และ แต่งโครงเพลง เพื่อเตรียมไปทำดนตรี  เจี๊ยก! เกิดมาเคยแต่งแต่เพลงจิ้งจก เพลงร้องเล่นตลก ๆ  เลยเครียดไปเลย  แต่ก็ทำ สุดท้าย ได้เพลงออกแนวแร็พๆมาประมาณนึง ซึ่งต้องลองแสดงให้ทางทีมดู และเขาก็ชอบกัน   แต่เมื่อเวลาผ่านไป จู่ ๆ โครงการก็มีความจำเป็นต้องยุบ งดการแสดง เพราะช่วงนั้นเมืองไทยมีกีฬาสีรุนแรง สปอนเซอร์ไม่เข้า คนไม่ซื้อตั๋ว ผลก็คือ เจ้าของโครงการโทรมาแจ้งว่า จำเป็นต้องล้มโครงการ และจำเป็นต้อง งดจ่่ายค่าเรื่อง!
……
เวลาผ่านมาเกือบ 10 ปี โครงบทและนิทานที่ผมเขียนไว้ น่าจะยังไม่มีใครได้อ่าน (นอกจากทีมงานตอนนั้น) เนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบรอบอายุ  50 ปีของผม (11 กรกฎา) ผมจึงนำนิทานเรื่องนี้ มาให้อ่านกันครับ  นิทานเรื่องนี้น่าจะเป็นนิทานก่อนนอนเรื่องยาว ๆ ที่ยาวที่สุดที่เคยเขียน และผมได้นำท่อนแร๊พที่เขียนในโครงบทละครมาใส่ด้วย   ถ้าออกเสียงวรรณยุกต์ได้ถูก  เช่น ปู้ดป้าด  ปูดปาด ปู๊ดป๊าด (สามคำนี้ออกเสียงไม่เหมือนกัน) การอ่านจะสนุกมาก  ขอให้มีความสุขในการอ่านและการกลับไปเป็นเด็กนะครับ

Continue reading “นิทานเรื่องพิเศษ : โตขึ้นฉันจะเป็นเด็ก”
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

นิทานก่อนนอนเด็กไทย: เจ้าหนูธนูวิเศษ นิทานสอนใจแนวแฟนตาซี

เมื่อราว 20 ปีก่อน ผม—นำบุญ นามเป็นบุญ—เริ่มแต่งนิทานเรื่อง เจ้าหนูธนูวิเศษ ด้วยแรงบันดาลใจจากความชอบส่วนตัวที่อยากให้ตัวเอกใช้ “ธนู” เป็นอาวุธ และรู้สึกสนุกกับชื่อที่มีเสียงคล้องจองระหว่างคำว่า “ธนู” กับ “เจ้าหนู” จนกลายเป็นชื่อเรื่องที่ฟังดูเท่ราวกับวรรณกรรมเยาวชนระดับโลก

นิทานเรื่องนี้เริ่มต้นจากชื่อเรื่อง โดยยังไม่มีโครงเรื่องหรือแก่นเรื่องชัดเจน ผมค่อย ๆ ต่อเรื่องราวเหมือนการต่อจิ๊กซอว์ในสมอง—ต่อถูกก็ไปต่อ ต่อผิดก็ดึงออก แล้วคิดใหม่ จนกลายเป็นนิทานที่มีทั้งความอ่อนโยนและฉากตื่นเต้นเล็ก ๆ คล้ายกับนิทานก่อนนอนเรื่องยาวอย่าง กระต่ายแสงจันทร์

ผมหวังว่าเด็ก ๆ จะชอบนิทานเรื่องนี้ และได้รับทั้งความสนุกและแรงบันดาลใจจากการอ่านครับ

หมายเหตุสำคัญ: นิทานเรื่อง เจ้าหนูธนูวิเศษ ถูกละเมิดลิขสิทธิ์บ่อยครั้ง เช่น การนำไปทำคลิปลง YouTube/TikTok หรือจัดทำเป็น e-book บนแพลตฟอร์มต่าง ๆ โดยไม่ได้รับอนุญาต หากตรวจพบการละเมิด จะมีโทษทั้งทางแพ่งและอาญา ผมดำเนินการจริง ฟ้องจริง ขอความกรุณาอย่าทำผิดลิขสิทธิ์ครับ

“ปันปัน” เป็นหลานของช่างทำธนูฝีมือเยี่ยม  พ่อกับแม่ของปันปันฝากเขาเอาไว้กับคุณปู่ก่อนที่พวกท่านจะลาขึ้นสวรรค์ไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ  ปันปันเสียใจที่เขาไม่มีโอกาสได้อยู่กับคุณพ่อคุณแม่  แต่เขาก็ยังรู้สึกดีที่อย่างน้อยเขาก็ยังมีคุณปู่ผู้คอยเฝ้าห่วงใยเขาอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก

ปันปันรักคุณปู่มาก  และแน่นอน…คุณปู่ก็รักปันปันด้วยเช่นกัน  ปันปันมักจะเฝ้ามองคุณปู่ในขณะที่ท่านกำลังลงมือทำธนูด้วยความตั้งอกตั้งใจ  เมื่อปันปันเห็นคุณปู่ทำธนูอยู่บ่อย ๆ ปันปันจึงนึกอยากที่จะทำธนูขึ้นมาบ้าง  ด้วยเหตุนี้  ปันปันจึงเริ่มต้นฝึกทำธนู  โดยเขามักจะขอให้คุณปู่ช่วยชี้แนะวิธีการทำธนูให้กับเขา

ธนูคันแรกของปันปันเสร็จสมบูรณ์ขึ้นในวันที่ปันปันมีอายุ 7 ขวบ  ปันปันภูมิใจในผลงานการทำธนูของเขามาก  และเมื่อปันปันอายุ 12 ขวบ  ปันปันก็กลายเป็นช่างทำธนูที่มีฝีมือในการทำธนูและยิงธนูไม่เป็นสองรองจากใคร

อยู่มาวันหนึ่ง  คุณปู่ของปันปันล้มป่วยลงด้วยอาการที่น่าเป็นห่วง  คุณหมอประจำหมู่บ้านต่างพากันถอนใจ เพราะอาการป่วยของคุณปู่หนักเกินกว่าที่แพทย์ประจำหมู่บ้านอย่างพวกเขาจะช่วยเยียวยาเอาไว้ได้

คุณหมอท่านหนึ่งได้เปรยกับปันปันว่า  หากได้หมอที่เก่งกว่านี้ อย่างเช่นหมอหลวงของพระราชามาช่วยทำการรักษา คุณปู่ก็น่าจะหายป่วยได้ไม่ยากนัก  ปันปันรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจที่เขาคงไม่อาจช่วยให้คุณปู่หายจากอาการป่วยที่แสนทรมานนี้ได้  ใคร ๆ ก็รู้ดีว่าหมอหลวงคือหมอของพระราชา  ดังนั้น มันจึงเป็นไปไม่ได้ที่หมอหลวงจะมารักษาคุณปู่ให้กับเขา

แต่โชคดีก็ยังเป็นของคุณปู่และปันปัน  เพราะในช่วงเวลานั้น  พระราชาได้จัดการแข่งขันการยิงธนูระยะไกลขึ้น  พระราชาทรงประกาศว่า  ผู้ที่ชนะ สามารถขอรางวัลอะไรก็ได้ตามใจปรารถนา   ปันปันรู้ดีว่าเขาต้องการจะขออะไรจากพระราชา  ปันปันจึงรีบสมัครเข้าร่วมแข่งขันอย่างไม่ลังเล

เหล่าขุนนางต่างพากันหัวเราะเยาะเมื่อเห็นเด็กน้อยอย่างปันปันแบกธนูไม้คันใหญ่ยักษ์เข้ามาสมัครร่วมแข่งขัน  ด้วยความที่มีผู้สมัครเข้าแข่งขันอยู่ก่อนแล้วเพียง 3 คน คือชายหนุ่มผู้เกิดในตระกูลสูง  นักรบร่อนเร่ผู้หยาบช้า  และอัศวินจากประเทศตะวันตก  ดังนั้น  พวกขุนนางจึงยินยอมให้ปันปันเข้าร่วมการแข่งขันได้  โดยพวกเขาจัดลำดับให้ปันปันยิงธนูเป็นคนสุดท้าย เพื่อให้ปันปันกลายเป็นตัวขบขันและสร้างสีสันให้กับงาน!

เมื่อเวลาของการแข่งขันมาถึง  เหล่าทหารก็พากันผูกด้ายแดงเข้ากับปลายลูกธนูของผู้เข้าแข่งขันทั้ง 4 คน  ผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนมีโอกาสในการยิงธนูคนละ 1 ครั้ง ซึ่งหากลูกธนูของใครพาด้ายแดงไปได้ไกลที่สุด  บุคคลนั้นก็จะถือว่าเป็นผู้ชนะของการยิงธนูระยะไกลในครั้งนี้

บุคคลแรกที่ยิงธนูก็คือชายหนุ่มผู้เกิดในตระกูลสูง  ชายหนุ่มคนนี้สามารถยิงธนูไปปักที่ต้นไม้ซึ่งอยู่ห่างออกไปไกลถึง 500 ก้าว   ส่วนนักรบร่อนเร่ผู้หยาบช้านั้น  เขาตั้งใจอวดฝีมือด้วยการยิงธนูทะลุผ่านธนูลูกแรก  แล้วปล่อยให้ลูกธนูทะลวงผ่านต้นไม้ไปตกอยู่ในป่าทึบซึ่งห่างออกไปวัดได้ 1000 ก้าว  แต่ที่น่าอัศจรรย์ที่สุดก็คือฝีมือการยิงธนูขออัศวินจากประเทศตะวันตก  เพราะเขาสามารถยิงธนูข้ามป่าทึบไปตกที่ด้านหลังของภูเขา  ซึ่งเมื่อวัดระยะทางแล้ว  เขาเป็นผู้ที่ยิงธนูได้ไกลที่สุด คือไกลถึง 2000 ก้าวเลยทีเดียว

และแล้ว…โอกาสในการยิงธนูของปันปันก็มาถึง  ผู้คนต่างพากันหัวเราะขบขันเมื่อเห็นเด็กน้อยแบกธนูคันใหญ่ยักษ์เข้ามาตั้งท่าเตรียมพร้อมที่จุดตั้งต้น  และเมื่อทหารให้สัญญาณในการยิงธนู  ปันปันซึ่งตั้งสมาธิและจรดหัวใจไว้ที่ปลายธนูอยู่แล้ว ก็ค่อย ๆ ทำการเหนี่ยวสายธนูอย่างช้า ๆ  จนคันธนูโค้งเกือบเป็นรูปวงกลม  และเมื่อปันปันปล่อยมือจากสายธนู  คันธนูก็ดีดตัวกลับ  ทำให้ลูกธนูพุงฉับตัดอากาศไปว่องไวราวกับสายลม

ผู้คนต่างพากันตกตะลึงจนพูดไม่ออก  ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่า  เด็กตัวเล็ก ๆ อย่างปันปันจะสามารถยิงธนูได้แรงถึงเพียงนี้  แต่เมื่อทหารลงมือค้นธนูเพื่อวัดระยะ  สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น   เพราะแทนที่ทหารจะพบลูกธนูตกไกลออกไปอย่างที่หลายคนคาดหวัง  ลูกธนูกลับตกอยู่ในพุ่มไม้ห่างจากจุดตั้งต้นเพียงแค่ 10 ก้าวเท่านั้น!  และนี่คือความจริงที่ปันปันไม่อาจปฏิเสธได้

แต่โชคของปันปันก็ยังคงมีอยู่  เพราะในขณะนั้น  พระราชาผู้ทรงความยุติธรรมได้ชมการแข่งขันมาโดยตลอด  พระราชาทรงสงสัยว่า เพราะเหตุใดลูกธนูของเด็กน้อยจึงพุ่งไปได้ไม่ไกลอย่างที่ควรจะเป็น  ดังนั้น ก่อนที่พระองค์จะทำการประกาศตัวผู้ชนะ  พระองค์จึงสั่งให้ทหารลองวัดความยาวของด้ายสีแดงที่ผูกติดอยู่กับปลายลูกธนูของปันปันให้แน่ใจเสียก่อน

เมื่อทหารลงมือวัดความยาวของด้ายสีแดงโดยเริ่มวัดจากจุดตั้งต้น  ผลที่เกิดขึ้นก็คือ…ทหารต้องเดินวนรอบโลก 1 รอบจนกระทั่งกลับมาที่จุดตั้งต้นอีกครั้ง  แล้วเดินต่อไปอีก 10 ก้าว จึงวัดความยาวทั้งหมดได้ครบถ้วน ซึ่งนั่นก็หมายความว่า ลูกธนูของปันปันพุ่งทะยานไปได้ไกลที่สุด  โดยเดินทางไปรอบโลกภายในเวลาเพียงแค่พริบตาเดียว

ในที่สุด  ปันปันก็ได้เป็นผู้ชนะ และเมื่อพระราชาทรงถามว่า ปันปันต้องการอะไรเป็นรางวัลสำหรับชัยชนะในครั้งนี้  ปันปันจึงรีบตอบพระราชาด้วยความมุ่งมั่นว่า สิ่งเดียวที่เขาต้องการคือเขาอยากขอยืมตัวหมอหลวงให้ช่วยไปรักษาคุณปู่ผู้เป็นที่รักของเขา

พระราชาทรงชื่นชมในความสามารถและความกตัญญูของปันปัน  ดังนั้น  หลังจากที่หมอหลวงทำการรักษาคุณปู่จนหายป่วยแล้ว  พระราชาจึงรับปันปันกับคุณปู่ให้เข้ามาอยู่ในพระราชวัง โดยมอบหมายให้ปู่หลานทั้งสองคอยฝึกฝนพลธนูของกองทัพให้มีความสามารถมากขึ้นเรื่อย ๆ

และแล้ว..นิทานเรื่องนี้ก็จบลงอย่างมีความสุข

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • ความกตัญญูคือพลังที่ยิ่งใหญ่
  • อย่าตัดสินใครจากรูปลักษณ์ภายนอก
  • ความพยายามและความตั้งใจสามารถพาเราไปไกลกว่าที่ใครคาดคิด

#นิทานนำบุญ

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานความรัก, นิทานเด็ก

ความรักของคนทำขนมเค้ก

“ซินเดอเรลล่า” เป็นนิทานอมตะแนวเทพนิยายที่คนรู้จักกันทั่วโลก   พ่อแม่มักเล่านำนิทานเรื่องซินเดอเรลล่ามาเล่าเป็นนิทานก่อนนอนให้ลูกฟัง  เพราะเนื้อเรื่องที่มีความดราม่าน่าสงสาร ที่นางเอกถูกแม่เลี้ยงและพี่เลี้ยงใจร้ายรังแก  แต่มีนางฟ้ามาร่ายเวทมนตร์เสกให้ซินเดอเรลล่ามีชุดสวยไปร่วมงานเลี้ยงกับเจ้าชาย  แถมยังมีฉากเด็ด ที่นางเอกต้องรีบกลับบ้านก่อนที่เวทมนตร์จะสลาย และทำให้เธอพลาดพลั้งทำรองเท้าแก้วหลุดไว้  จนกลายเป็นเบาะแสให้เจ้าชายตามตัวเธอได้ในที่สุด 

ซินเดอเรลล่า จึงเป็นนิทานก่อนนอนเกี่ยวกับความรักที่อมตะข้ามกาลเวลา  ซึ่งเมื่อผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) อยากแต่งนิทานภาคสองต่อจากนิทานเรื่อง ซินเดอเรลล่า  (แต่เป็นการแต่งภาคต่อโดยไม่ได้นำตัวละครเก่าของนิทานอมตะมาใช้)  ผมจึงสร้างตัวละครใหม่และผูกเรื่องขึ้นใหม่ โดยใช้โครงเรื่องเชื่อมโยงกับนิทานดั้งเดิม  จนเกิดเป็นนิทานก่อนนอนเรื่อง “ความรักของคนทำขนมเค้ก” ที่เชื่อว่าทั้งเด็กและผู้ใหญ่น่าจะชื่นชอบ  ซึ่งหากใครจะนำไปใช้เป็นนิทานก่อนนอนอ่านให้แฟนฟัง  ก็น่าจะใช้ได้  แต่อย่าเผลอหิวลุกมาหาขนมเค้กกินกลางดึกนะครับ เดี๋ยวจะอ้วนจนกู่ไม่กลับครับ อิอิ

Continue reading “ความรักของคนทำขนมเค้ก”
Posted in #นิทานสั้น, นิทานก่อนนอน, นิทานอบอุ่นหัวใจ, นิทานเด็ก

นิทานก่อนนอนสั้น ๆ เรื่องนกน้อยปริศนา | นิทานอบอุ่นหัวใจพร้อมข้อคิดดี ๆ

“นกน้อยปริศนา” เป็นนิทานก่อนนอนสั้น ๆ ที่แฝงความอบอุ่นและความลึกลับไว้ในเรื่องเดียวกัน เล่าเรื่องเด็กกำพร้าผู้ว้าเหว่ ที่ใช้การเขียนจดหมายเป็นสะพานสื่อถึงพ่อแม่ผู้ล่วงลับผ่านนกน้อยสีขาวปีกสีฟ้าชมพูตัวหนึ่ง
วันหนึ่ง…สิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น เมื่อจดหมายที่ดูเหมือนเขียนไปโดยไม่มีคนรับ กลับทำให้พระราชากับพระราชินีมาปรากฏตัวตรงหน้าเด็กน้อย พร้อมเปลี่ยนชะตาชีวิตของเขาไปตลอดกาล
นิทานเรื่องนี้อ่านง่าย อ่อนโยน และเหมาะสำหรับการอ่านก่อนนอน ทั้งเด็กและผู้ใหญ่

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กผู้ชายหัวฟู้ฟูคนหนึ่งเป็นเด็กกำพร้า นับตั้งแต่วันที่พ่อกับแม่จากเขาไป เขาก็จำต้องย้ายมาอยู่ในบ้านเด็กกำพร้าที่แออัดยัดเยียด เด็กน้อยไม่ชอบที่ ๆ มีคนเยอะ ๆ แบบนี้เลย ดังนั้น เขาจึงมักจะปลีกตัวออกไปนั่งเล่นในทุ่งดอกไม้อยู่เสมอ ๆ

เวลาที่เด็กน้อยอยู่ตามลำพังในทุ่งดอกไม้ สิ่งที่เขาชอบทำก็คือ การโรยเมล็ดพืชบนหัวฟู ๆ ของเขาเพื่อเรียกให้นกบินมากินอาหารและนอนเล่นในรังเส้นผมที่แสนอ่อนนุ่ม เด็กน้อยชอบฟังเสียงนกร้องเพลง เพราะมันช่วยกล่อมให้เขาคลายความว้าเหว่ลงได้บ้าง

วันหนึ่ง ในขณะที่เด็กน้อยกำลังนั่งคิดถึงพ่อกับแม่ จู่ ๆ เด็กน้อยก็เห็นนกสีขาวที่ปีกข้างขวามีจุดสีฟ้าและปีกข้างซ้ายมีจุดสีชมพูบินลงมาเกาะที่ตักของเขาพร้อมกับร้องจิ๊บ ๆ ด้วยน้ำเสียงที่น่ารักเป็นที่สุด เด็กน้อยจำได้ว่าคุณพ่อของเขาชอบสีฟ้า ส่วนคุณแม่ก็โปรดปรานสีชมพูมากเป็นพิเศษ ด้วยเหตุนี้ เด็กน้อยจึงอดที่จะคิดไม่ได้ว่า เจ้านกสีขาวอาจจะเป็นนกที่พ่อกับแม่ส่งมาทักทายเขาจากสรวงสวรรค์เบื้องบน

เมื่อเด็กน้อยผู้ว้าเหว่คิดเข้าข้างตัวเองเช่นนั้นแล้ว เขาจึงตัดสินใจเขียนจดหมายให้นกน้อยนำกลับไปมอบให้แก่นายของมันอย่างไม่รอช้า แม้เด็กน้อยจะไม่แน่ใจนักว่านกสีขาวจะนำข้อความไปส่งให้เขาจริงหรือไม่ แต่ทุก ๆ ครั้งที่เจ้านกกระจิริดบินกลับมานอนบนผมฟู ๆ ของเขา เด็กน้อยก็ไม่เคยพบจดหมายฉบับเก่า ๆ ที่เขาฝากไปกับมันเลยแม้สักครั้ง

ทุก ๆ วัน เด็กน้อยจะนั่งเขียนจดหมายเพื่อส่งไปหาพ่อกับแม่ของเขาอย่างไม่รู้เบื่อ บางครั้ง..เขาจะเขียนเล่าถึงสิ่งดี ๆ ที่ได้พบ บางครั้ง..เขาก็เผลอบรรยายความรู้สึกที่โดดเดี่ยวอ้างว้าง และมีบ่อยครั้งที่เขานึกสนุกเขียนนิทานส่งไปให้พ่อกับแม่อ่านเล่นบนสรวงสวรรค์ เด็กน้อยมีความสุขมากที่เขาได้เขียนจดหมายหาพ่อกับแม่

จวบจนกระทั่งวันหนึ่ง เด็กน้อยเกิดล้มป่วยลงจนไม่มีแรงพอที่จะออกไปยังทุ่งดอกไม้ หรือแม้แต่จะลงมือเขียนจดหมายสักฉบับ นกสีขาวได้แต่แอบบินเข้ามาเฝ้าไข้อยู่ที่หัวเตียง แต่ด้วยความแออัดของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนั้น อาการของเด็กน้อยจึงค่อย ๆ ทรุดลงจนน่าเป็นห่วง

ในขณะที่เด็กน้อยกำลังป่วยหนัก จู่ ๆ ทางสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าก็ได้รับแจ้งว่า พระราชากับพระราชินีจะเสด็จมาเยี่ยมชมสถานเลี้ยงเด็กเป็นกรณีพิเศษ ไม่มีใครทราบว่าทั้งสองพระองค์มีพระประสงค์เช่นไร แต่ข่าวที่ได้รับทำให้เจ้าหน้าที่ต้องวุ่นวายกับการทำความสะอาดและจัดระเบียบสถานเลี้ยงเด็กกันยกใหญ่

เมื่อพระราชากับพระราชินีเดินทางมาถึงสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า แทนที่ทั้งสองพระองค์จะพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ผู้ดูแล ล้นเกล้าทั้งสองกลับมองไปรอบ ๆ ห้องคล้ายกับต้องการหาอะไรบางอย่าง ซึ่งเมื่อหาพบ ทั้งคู่ก็รีบเดินตรงไปยังเตียงนอนของเด็กน้อยซึ่งมีนกสีขาวเกาะอยู่ทันที

พระราชากับพระราชินีทรงมองเด็กน้อยด้วยความเวทนา จากนั้น ทั้งสองพระองค์ก็ทรงโน้มตัวลงแล้วพูดกับเด็กน้อยด้วยน้ำเสียงที่แสนอ่อนโยนว่า “ที่แท้…เจ้าของจดหมายทั้งหมดก็คือเธอนี่เอง เจ้านกแปลกหน้าตัวนี้นำจดหมายของเธอมาให้เราอ่านทุก ๆ วัน ยิ่งอ่าน…เราก็ยิ่งอยากพบหน้า จนเมื่อเธอหยุดส่งจดหมายไปเสียเฉย ๆ เราจึงรู้ว่าเธอสำคัญกับเรามากเพียงใดพวกเราไม่มีลูก หากเธอไม่รังเกียจ เธอพอจะมาเป็นลูกของเราได้ไหมจ๊ะ”

เด็กน้อยทั้งแปลกใจและตื้นตันใจที่ได้ฟังถ้อยคำอันแสนอบอุ่นของพระราชากับพระราชินีผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยความกรุณา เด็กน้อยนิ่งอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุด เขาก็หลั่งน้ำตาแล้วโผเข้ากอดพ่อกับแม่คนใหม่ของเขาด้วยความปลื้มปีติ

นับจากวันนั้นเป็นต้นมา พระราชากับพระราชินีผู้อิ่มเอมไปด้วยความสุขก็ทรงปรับปรุงสถานเลี้ยงเด็กให้ดีขึ้น ทั้งยังชวนเด็กกำพร้าคนอื่น ๆ พร้อมกับผู้คนที่อยากมีลูกให้มาทำความรู้จักกันท่ามกลางแสงแดดอุ่น ๆ และสายลมอ่อน ๆ ในสวนของพระองค์อยู่เสมอ ๆ

เจ้านกสีขาวที่ปีกข้างขวามีจุดสีฟ้าและปีกข้างซ้ายมีจุดสีชมพูดีใจที่เห็นทุก ๆ คนมีความสุขเช่นนั้น และแล้ว…นกน้อยก็บินจากทุก ๆ คนไปสู่ฟากฟ้าเบื้องบนโดยปล่อยให้ที่มาของมันยังคงเป็นปริศนาตราบชั่วนิจนิรันดร์