นิทานก่อนนอนเรื่องยาว ๆ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นักมองเมฆ

นิทานแต่ละเรื่องที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่ง มักมีที่มาจากสิ่งต่าง ๆ รอบ ๆ ตัว ซึ่งนิทานก่อนนอนเรื่อง “นักมองเมฆ” นี้ ก็มีที่มาในลักษณะเดียวกัน คือมาจาก “นิสัยของผมเอง” ถ้าให้สารภาพตามจริง ผมเองไม่รู้ตัวว่าเป็นคนที่มีนิสัยแบบตัวละครต่าง ๆ ในนิทานเรื่องนี้ จนกระทั่งช่วงชีวิตที่ได้ไปเจริญสติและปฎิบัติธรรมในวัด ผมก็ค่อย ๆ เห็นความจริงของตัวเองมากขึ้น ๆ ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ได้เห็น ก็คือ “นิสัยของผมเอง” ที่จริงจังกับทุกเรื่อง แม้กระทั่งเรื่องที่ไม่ต้องจริงจังก็ได้ แม้คนที่มีนิสัยแบบนี้อาจประสบความสำเร็จในด้านต่าง ๆ แต่สิ่งหนึ่งที่อาจล้มเหลว คือ ล้มเหลวในการมีความสุข ดังนั้น ผมจึงแต่งนิทานเรื่องนี้และใช้ตัวละคร “นักมองเมฆ” เป็นสื่อในการเตือนจิตสะกิดใจให้ทุก ๆ คน ได้กลับมาเข้าใกล้กับ “ความสุข” อีกครั้งด้วยการรู้จักปล่อยวาง และทำกิจต่าง ๆ เป็นหน้าที่ ซึ่งในมุมมองของผม นิทานเรื่องนี้น่าจะจัดว่าเป็นนิทานธรรมะก่อนนอน ที่อ่านได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แต่ผู้อ่านอาจมีความเข้าใจในเรื่องราวที่ลึกซึ้งแตกต่างกัน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเมือง ๆ หนึ่งเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยคนเก่ง ๆ มากมาย ทั้งนี้เพราะชาวเมืองเกือบทั้งหมดเอาจริงเอาจังกับทุกสิ่งที่ทำ พวกเขาจึงเชี่ยวชาญในงานด้านต่าง ๆ อย่างหาตัวจับได้ยาก

คุณ A เป็นนักทำอาหาร เขาฝึกทำอาหารกับคุณแม่มาตั้งแต่เด็ก แถมยังเข้าเรียนวิชาทำอาหารนานถึง 10 ปี พอเรียนจบ เขาก็เปิดร้านอาหารและทำอาหารขายอย่างเอาจริงเอาจัง อาหารที่เขาทำอร่อยจนได้รับคำชมจากลูกค้าไม่หยุดหย่อน คุณ A ร่ำรวยขึ้น แต่ตลอดเวลา…เขากลับรู้สึกว่าเขาไม่มีความสุขอย่างที่เคยนึกฝันเลย

คุณ ฺB เป็นนักจัดดอกไม้  คุณตากับคุณยายของคุณบีมีสวนดอกไม้ขนาดใหญ่  ท่านทั้งสองสอนให้หลานสาวรู้จักดอกไม้นานาชนิด  คุณ B คิดว่าการเป็นนักจัดดอกไม้เป็นอาชีพที่จะทำให้เธอมีความสุข เธอจึงเลือกเรียนวิชาจัดดอกไม้นานถึง 10 ปี คุณ ฺB เอาจริงเอาจังกับการจัดดอกไม้มาก พอเธอมีฝีมือดีพอ เธอก็เปิดร้านรับจัดดอกไม้ แล้วทุ่มเทจัดดอกไม้ช่อสวย ๆ อย่างสุดกำลัง ลูกค้าชอบช่อดอกไม้ที่คุณฺ B จัด คุณ ฺB จึงมีงานล้นมือแทบไม่ได้หยุดพัก คุณ B ร่ำรวยจากการจัดดอกไม้ แต่ตลอดเวลา…เธอกลับรู้สึกว่าเธอไม่มีความสุขอย่างที่เคยคิดฝันเลย

คุณ C เป็นหญิงสาวที่ฝันอยากเป็นนักร้องมาตั้งแต่เด็ก เธอฝึกฝนร้องเพลงทุกวันไม่เคยหยุด แถมยังเรียนร้องเพลงอย่างเอาจริงเอาจังนานถึง 10 ปี ครั้นเมื่อเธอมีผลงานเพลง ผู้คนต่างก็ชื่นชอบเพลงที่เธอร้อง คุณ C เป็นนักร้องที่มีงานร้องเพลงทุกวัน และมีคนติดตามผลงานจนเธอกลายเป็นนักร้องแถวหน้า แต่ตลอดเวลา…เธอกลับรู้สึกว่าเธอไม่มีความสุขอย่างที่เคยนึกฝันเลย

นอกจากคุณ A คุณ ฺB และคุณ C แล้ว ชาวเมืองคนอื่น ๆ ที่เอาจริงเอาจัง ล้วนเก่งกาจ ร่ำรวยและได้รับคำชื่นชมไม่แพ้กัน แต่พวกเขากลับไม่มีความสุขเลยสักคน

วันหนึ่ง  ชาวเมืองสังเกตเห็นเด็กน้อยคนหนึ่งเรียกตัวเองว่า “Z…นักมองเมฆ”  

Z เป็นเด็กที่รักการมองเมฆเป็นชีวิตจิตใจ  ชาวเมืองมักเห็น Z นอนมองดูก้อนเมฆที่อยู่บนท้องฟ้าพลางยิ้มให้ก้อนเมฆทุกวันไม่เคยเบื่อ  Z มองเมฆบ้าง พักบ้าง ดูเหมือนไม่เอาจริงเอาจังสักเท่าไหร่  บางทีเขาอาจเป็นนักมองเมฆที่ไม่น่าชื่นชมนัก แต่ชาวเมืองกลับแปลกใจที่แซดดูสดใสและเหมือนมีความสุขมากกว่าชาวเมืองคนอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด

รอยยิ้มบนใบหน้า การทำสิ่งที่รักแบบทีเล่นทีจริงและความสุขที่คนอื่น ๆ ไม่มี ทำให้ชาวเมืองที่เป็นนักอะไรต่อมิอะไรเริ่มครุ่นคิด  พวกเขาคิดว่า บางทีการทุ่มเทแบบสุดกำลังและเอาจริงเอาจังมากเกินไป อาจเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้องนักในการทำสิ่งที่รักที่ชอบ เพราะหากมันเป็นวิธีที่ถูก พวกเขาก็คงมีความสุขไปนานแล้ว

ชาวเมืองจึงตัดสินใจลองทำสิ่งที่ไม่เคยทำ  นั่นคือการทำสิ่งที่รักที่ฝันแบบไม่เอาจริงเอาจังจนเกินไป  ทำแบบเหนื่อยก็พักหนักก็วาง

เมื่อชาวเมืองทดลองเปลี่ยนวิธีทำงานเลียนแบบ Z นักมองเมฆ  เพียงวันแรก…พวกเขาก็เริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

คุณ A รู้สึกว่าการทำอาหารอย่างสบาย ๆ  พักบ้าง ยิ้มบ้าง ช่วยทำให้เขามีความสุขมากขึ้น

คุณ ฺB รู้สึกว่าการค่อย ๆ จัดดอกไม้ แล้วพักชื่นชมความงามของดอกไม้ ทำให้เธอมีความสุขมากขึ้นจริง ๆ

คุณ C รู้สึกว่าการร้องเพลงแบบสบาย ๆ  เลือกร้องเพลงที่ชอบ ในสถานที่ที่ชอบ ทำให้การร้องเพลงเป็นช่วงเวลาที่เธอมีความสุขอย่างวิเศษสุด

ส่วนชาวเมืองคนอื่น ๆ ที่ลดความจริงจังขึงขังในการทำสิ่งที่ชอบลง แล้วเติมรอยยิ้มให้ตัวเองในขณะทำสิ่งเหล่านั้น  ทุกคนก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ผลงานที่ได้แทบไม่ต่างกับตอนที่ทำแบบจริงจังขึงขัง แต่รู้สึกมีความสุขมากกว่าเยอะ”

Z นักมองเมฆดีใจที่เห็นชาวเมืองมีความสุขในสิ่งที่ทำมากขึ้นกว่าเดิม  และเมื่อเขามองขึ้นไปบนท้องฟ้า เขาก็อดยิ้มกว้างไม่ได้  เพราะเมฆที่นักมองเมฆอย่างเขาเห็น มีรูปร่างเหมือนผู้คนในเมืองที่กำลังทำสิ่งที่รักด้วยรอยยิ้มอย่างมีความสุขแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลย

#นิทานนำบุญ

…………….

เด็กน้อยนอนบนสนามหญ้า มองเมฆบนท้องฟ้า ยิ้มอย่างมีความสุข ภาพประกอบนิทานนักมองเมฆ
เด็กน้อยผู้เป็นนักมองเมฆ กำลังนอนชมก้อนเมฆบนท้องฟ้าอย่างเพลิดเพลิน
Posted in นิทานพ่อมดแม่มด, นิทานอบอุ่นหัวใจ, นิทานเด็ก

เวทมนตร์ของเจ้าตัวน้อย

ในบรรดานิทานเกี่ยวกับพ่อมดแม่มดที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ได้แต่งเอาไว้ มีนิทานอยู่ 2 เรื่อง ที่ผมรักมากเป็นพิเศษ เรื่องแรกคือ “จุดจบของแม่มดน้อย” และอีกเรื่องคือนิทานก่อนนอนเรื่องนี้ “เวทมนตร์ของเจ้าตัวน้อย” นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานก่อนนอนในแนวนิทานรักแม่ คือ ลูก ๆ รักแม่และอยากหาของขวัญวันเกิดให้แม่ แต่ของขวัญที่จะทำให้คุณแม่มีความสุขคืออะไร? คงต้องไปหาคำตอบกันในนิทานนะครับ

นิทานเรื่อง  เวทมนตร์ของเจ้าตัวน้อย

โมเม มูมมามและมอมแมมเป็นลูก ๆ ของแม่มดสาวพราวเสน่ห์    คุณแม่ของพวกเขาเป็นแม่มดที่อ่อนโยนและใจดีอย่างยากที่จะหาใครเทียบได้    เด็ก ๆ ทุกคนรักคุณแม่ของพวกเขามาก  เมื่อใกล้ถึงวันเกิดของคุณแม่    พี่น้องทั้งสามจึงตกลงกันว่า พวกเขาจะจัดงานฉลองวันเกิดและมอบของขวัญสุดพิเศษให้แก่คุณแม่ผู้เป็นที่รัก

โมเมซึ่งเป็นพี่สาวคนโตตั้งใจที่จะเนรมิตดอกไม้แสนสวยเพื่อมอบให้คุณแม่เป็นของขวัญวันเกิด ส่วนมูมมามซึ่งเป็นลูกชายคนกลางก็เฝ้าฝึกซ้อมคาถาเพื่อเตรียมเสกขนมเค้กอร่อย ๆ  ให้คุณแม่ผู้ชอบรับประทานขนมหวาน ๆ เป็นชีวิตจิตใจ

ฝ่ายมอมแมมน้องคนเล็กดูน่าเห็นใจเป็นที่สุด  เพราะนอกจากที่เขาจะเด็กกว่าใคร ๆ แล้ว เขายังเพิ่งเข้าเรียนในโรงเรียนอนุบาลเวทมนตร์ได้ไม่นานนัก ด้วยเหตุนี้  อำนาจมนตราของเขาจึงมีอยู่จำกัด  ไม่เพียงพอที่จะเนรมิตของขวัญพิเศษใดใดให้แก่คุณแม่ได้ แต่ด้วยความที่เด็กน้อยอยากจะทำให้คุณแม่รู้ว่าเขารักคุณแม่ไม่แพ้พี่ ๆ    มอมแมมจึงบากบั่นไปขอยืมตำราคาถาวิเศษจากห้องสมุด  แล้วเฝ้าฝึกฝนว่าคาถาตามตำราเล่มนั้นทีละบทสองบท   จนในที่สุด  เขาก็พร้อมที่จะเนรมิตของขวัญชิ้นเล็ก ๆ  เพื่อมอบให้คุณแม่เป็นของขวัญในวันคล้ายวันเกิด

และแล้ว..วันที่ทุก ๆ คนรอคอยก็มาถึง   เด็ก ๆ เชิญคุณแม่มานั่งในห้องนั่งเล่นที่พวกเขาช่วยกันตกแต่งจนกลายเป็นห้องที่แสนน่ารัก  เสียงดนตรีอ่อนหวานจากกล่องดนตรีทำให้บรรยากาศในห้องดูอบอุ่นกระจุ๋มกระจิ๋ม   เด็ก ๆ ให้คุณแม่นั่งที่เก้าอี้ตัวนุ่ม  จากนั้น พวกเขาก็เริ่มว่าคาถาเพื่อเสกของขวัญให้แก่คุณแม่ทีละคน

โมเมท่องคาถางึมงำว่า “โอมมะลุกกุ๊กกุ๋ยดุกดุ๋ยดุกดุ๋ย…ปลูกต้นไม้อย่าลืมใส่ปุ๋ย”   เมื่อโมเมว่าคาถาจบ  รอบ ๆ ตัวของคุณแม่ก็รายล้อมไปด้วยดอกไม้สีรุ้งเต็มไปหมด!

เมื่อมูมมามเห็นพี่สาวเสกดอกไม้มากมายให้คุณแม่   เขาจึงนึกอยากหาทางทำให้คุณแม่พอใจมากขึ้นไปอีก  ด้วยเหตุนี้  มูมมามจึงตั้งใจรวบรวมสมาธิ แล้วร่ายคาถาด้วยเสียงที่หนักแน่นว่า “โอมมะลุกกุ๊กกิ๊กดุ้กดิ้กดุ้กดิ้ก…อยากกินเผ็ดต้องไปกินพริก”   เมื่อสิ้นเสียง…ขนมเค้กขนาดยักษ์ที่สูงถึงเจ็ดชั้นก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าของคุณแม่ทันที!

มอมแมมมองของขวัญของพี่ ๆ ตาปริบ ๆ  ฝีมืออย่างเขาคงไม่สามารถเสกของขวัญดี ๆ อย่างของพี่ ๆ ได้เป็นแน่    แต่ด้วยความรักที่ยิ่งใหญ่เกินตัว    มอมแมมจึงคิดหาของขวัญชิ้นใหม่เพื่อไม่ให้น้อยหน้าพี่ ๆ  

อำนาจเวทมนตร์อันน้อยนิดของพ่อมดตัวเล็ก ๆ จะเนรมิตอะไรให้ถูกใจคุณแม่ได้บ้างไหมหนอ?   มอมแมมเพ่งมองขนมเค้กเจ็ดชั้นของมูมมามอยู่พักใหญ่   ในที่สุด  ความคิดที่แสนวิเศษก็สว่างวาบขึ้นในใจของเด็กน้อยผู้ไม่ยอมจำนนต่ออุปสรรค

มอมแมมค่อย ๆ นึกทบทวนถึงคาถาบทหนึ่งที่เขาเฝ้าฝึกฝนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน   เมื่อคิดได้ เขาก็เริ่มเอ่ยถ้อยคาถาอย่างช้า ๆ ว่า  “โอมมะลุกกุ๊กก๋อยดุกด๋อยดุกด๋อย…ผัดคะน้าใส่น้ำมันหอย”  เมื่อมอมแมมท่องคาถาจบ    ขนมเค้กเจ็ดชั้นก็สว่างไสวไปด้วยเปลวไฟจากเทียนไขแท่งเล็ก ๆ  ซึ่งมีจำนวนเท่ากับอายุของคุณแม่พอดิบพอดีไม่มีขาด

คุณแม่ปลื้มใจมากที่เห็นความตั้งใจของลูก ๆ ทั้งสาม  ส่วนโมเมกับมูมมามต่างก็ภูมิใจในฝีมือของน้องชายตัวกระเปี๊ยกที่ใช้เวทมนตร์ได้ดีชนิดที่พี่ ๆ คาดไม่ถึง  

ความรักของลูก ๆ ทำให้หัวใจของผู้เป็นแม่อิ่มเอมไปด้วยความสุข   

และในค่ำคืนนั้น   สามพี่น้องก็แย่งกันกอดคุณแม่นัวเนียหนุบหนับ   เวลาแห่งรักดำเนินต่อไปนานแสนนาน   จนกระทั่งท้ายที่สุด   เด็ก ๆ ทั้งสามก็นอนหลับปุ๋ยไปในอ้อมกอดของคุณแม่ ท่ามกลางแสงเทียนอันอบอุ่นในราตรีที่แสนวิเศษ

#อ่านนิทานจบเด็ก ๆ อยากให้ของขวัญด้วยการกอดใครดีนะ

#นิทานนำบุญ

………………

Posted in ครอบครัว, นิทาน

บทสัมภาษณ์ในนิตยสารสีสัน

ช่วงต้นปี 2563 เป็นช่วงที่โควิด-19 เริ่มการระบาด เมื่อสถานการณ์เริ่มมีความเสี่ยงน้อยลง รุ่นพี่คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน ธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นคอลัมนิสต์ชื่อดังในนิตยสารสีสัน ได้ติดต่อขอสัมภาษณ์ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ในฐานะ นักแต่งนิทานของไทย ซึ่งตามปกติ ผมหยุดการให้สัมภาษณ์ตามสื่อต่าง ๆ มานานแล้ว แต่เพราะรุ่นพี่ท่านนี้เป็นรุ่นพี่ที่คอยติดตามให้กำลังใจเพจนิทานของผมมาโดยตลอด ดังนั้น เมื่อรุ่นพี่ติดต่อมา ผมจึงตอบตกลงให้สัมภาษณ์ และบทความต่อไปนี้ คือ บทความสัมภาษณ์ที่ตีพิมพ์ในนิตยสารสีสัน ปีที่ 31 ฉบับที่ 8 โดย “ดาวเอื้อมฟ้า” ซึ่งผมถือเป็นเกียรติที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเองบันทึกไว้ในนิตยสารคุณภาพอย่าง “นิตยสารสีสัน” ที่ผมติดตามมาตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษา (ราวปี 253X) อนึ่ง การพูดคุยให้สัมภาษณ์อาจมีบางช่วงบางตอนที่ดูเป็นกันเองมาก (เพราะผมถือว่าผมกับผู้สัมภาษณ์คุ้นเคยกันในระดับหนึ่ง จึงคุยอย่างเปิดใจและตรงไปตรงมามาก ๆ ) หากมีคำพูดใดไม่ค่อยสำรวมระวัง หรือกระทบความรู้สึกของใครก็ตาม ผมต้องขอโทษมา ณ ที่นี้ ท้ายสุด ผมขอขอบคุณทางนิตยสารสีสันที่อนุญาตให้นำบทความนี้มาลงในเว็บไซต์นิทานนำบุญนะครับ ขอเชิญท่านที่สนใจลองอ่านบทความนี้กันดูนะครับ

บทสัมภาษณ์ : นักเล่านิทาน นำบุญ

กาลครั้งหนึ่ง ไม่นานเท่าไหร่ ในยุทธจักรน้ำหมึก ยังมีนักเล่านิทานหนุ่มไฟแรงชื่อว่า นำบุญ นามเป็นบุญ ที่เล่เรื่องราวมากมายในนิตยสาร “ขวัญเรือน” ยาวนานถึง 17 ปีเต็ม

17 ปีกับนิทานกว่า 400 เรื่อง ไม่ใช่เรื่องง่าย เขาหยิบวัตถุดิบมาจากไหน? เคยตื้อตันกับการต้องเขียนต้นฉบับใหม่ ๆ ทุก 15 วันบ้างไหม? วันนี้ยังเขียนนิทานอยู่หรือเปล่า? แล้วเป้าหมายในชีวิตของนักเล่านิทานอย่างเขาคืออะไร?

อดีตนักศึกษาเอกภาพยนตร์ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่เคยสมัครเข้า ทียู แบนด์ เพียงเพื่ออยากได้อัลบั้มเพลงของ ปรัชญ์ สุวรรณศร เคยเล่นละครเวที (แต่ไม่ชอบ) เคยได้ทุนไปศึกษาเรื่องหุ่นที่สวีเดน เคยทำรายการสำหรับเด็ก และแน่นอน – เขียนนิทาน

ตอนนี้ เขาหยุดเขียนนิทานไปแล้ว และนำผลงานเก่า ๆ ที่เขียนไว้ มาลงในเว็บไซต์ส่วนตัว พร้อมกับเพจ “นิทานนำบุญ” ในเฟซบุ๊ก อนาคตเขาอาจเปิดช่องยูทูบ หรืออาจจะมีพอดแคสต์ ให้แฟนคลับนิทานของเขาได้ติดตามกัน

ทั้งนี้ทั้งนั้นด้วยเหตุผลเดียว “ผมรักเด็กจริง ๆ นะ”

“จริง ๆ ผมเคยฝันอยากเป็นนักเขียนนิทาน คืออยากแต่งน่ะ ผมไม่เคยคิดอยากเป็นนักเขียนนะ”

นำบุญเกริ่นกับฉันในบ่ายวันหนึ่งที่บ้านพักของเขาย่านปู่เจ้าสมิงพราย เป็นความฝันของเด็กชายผู้อ่านขวัญเรือนมาแต่เด็ก ๆ ตามผู้เป็นแม่ “ถ้าเราได้เขียนลงขวัญเรือนก็คงดีเนอะ เออ มีความเป็นนักเขียนอยู่ตรงนี้-ที่คิด คิดแบบบาง ๆ แล้วช่วงนั้นแบบว่า…ก่อนที่ผมจะเป็นนักเขียน ผมไปเปิดดูในขวัญเรือน เออ มีคนเขียนอยู่ ไม่เห็นสนุกเลย ถ้าเราได้เขียนคงดีเนอะ คิดแค่นี้เลย”

นักเล่านิทานหนุ่มใหญ่หัวเราะลงลูกคอก่อนลดเลี้ยวไปถึงช่วงที่เขาไม่มีความสุขกับการอยู่ที่สวีเดน ที่ที่เขาควรจะได้เก็บความรู้เรื่องหุ่นและนำกลับมาประยุกต์ใช้สอดรับกับความฝันที่อยากทำงานเกี่ยวกับเด็ก แต่ไม่เป็นอย่างที่หวัง นำบุญตัดสินใจกลับเมืองไทย

“อยู่ประมาณปีหนึ่งแล้วก็พบปัญหาบางอย่างว่าเขาไม่ได้จริงใจกับเรานัก เช่น ให้ทุนไปแต่ไม่สอน เราก็ต้องเรียนรู้เอง เขาบอกว่าไม่มีเวลาสอนนะ ผมก็ไม่เป็นไร ช่วงเช้าผมทำงานด้วยนะครับ เป็นเทคนิคเชี่ยน เพราะภาษาสวีเดนเราไม่ได้ แต่กลางคืนปุ๊บ ผมก็ลงไปทำหุ่นที่ห้องใต้ดิน ดูหุ่นของเพื่อนทีทำหุ่นสไตล์ญี่ปุ่น เป็นหุ่นกลไก ขยับตาขยับปากได้ นำบุญก็นั่งทำ หัดแกะสลักไม้ หัดทำกลไก ซึ่งมันไม่ใช่ผมเลย งานเทคนิคเชี่ยนก็ไม่ใช่ผมเลย แต่ก็หัดทำ ก็คือเรียนรู้น่ะฮะ พอเวลาผ่านไป เขามีเปิดคอร์สระดับสูงเหมือนระดับปริญญาอะไรอย่างนี้ นักเรียนในสวีเดนได้เรียน แต่ผมไม่ได้เรียน ไปอ๊อบเสิร์ฟก็ไม่ได้ ไม่ได้แล้วฉันจะอยู่ทำไม ผมก็เลยกลับมาฝึกที่เมืองไทยดีกว่า”

“กลับมาก็ต้องมองหางาน ตอนนั้น ใจผมน่ะอยากทำงานเด็ก เท้าความหน่อยว่าผมเคยทำโทรทัศน์เด็ก แล้วก็ค้นพบว่าตัวเองรักงานเด็กมาก คือผมอยากทำให้เด็กยิ้ม อยากเห็นเด็กยิ้ม อยากให้เขามีความสุขมาก ๆ เหนื่อยแค่ไหนใจเราก็ยังยิ้มน่ะ อย่างเดียวที่ทำให้ผมมีความสุขได้ในตอนนั้น ทำให้ผมไปยอมเหนื่อยที่สวีเดน อยากจะมีหุ่นมาเล่นกับเด็ก ง่าย ๆ เลย คิดโง่มาก คิดแค่นี้เลย”

น้ำเสียงนุ่ม ๆ ของเขาเจือความสุข-ฉันสัมผัสได้ “พอกลับมา เฮ้ย นิทานมันก็เป็นเรื่องของเด็กนี่หว่า ระหว่างที่คิดก็บังเอิญว่าได้งานที่หนึ่ง เป็นผู้สอนวิทยาศาสตร์ หลักสูตรของแคนาดา กติกาข้อหนึ่งว่า สามารถไปเมืองนอก แคนาดาไม่เคยไป (หัวเราะ) แล้วถ้าเล่นกับของเล่นได้นี่ (ยิ้ม) ของเล่นนี่ของชอบเลย ผมชอบของเด็ก ๆ แล้วก็ต้องสอนเด็กได้ ผมตรงหมดเลยน่ะ ก็ได้งาน”

“จำไม่ได้ว่าทำอยู่กี่เดือน ขวัญเรือนเขามีการเปลี่ยนแปลง นักเขียนเก่าเขาออก แล้วน้องที่ขวัญเรือนเป็นน้องที่วารสารฯ รู้จักกับพี่ดาว รักษิตา จะติดต่อให้พี่ดาวไปเขียน ผมเข้าใจอย่างนั้นนะ แล้วพี่ดาวก็แนะนำว่ามาหานำบุญสิ พี่ดาวรู้จักผมเพราะเมื่อก่อนผมเคยไปเล่านิทานที่ “ร้านหนังสือเล็ก ๆ” มันก็โยง ๆ กันน่ะ น้องที่ขวัญเรือนก็รู้จักผมด้วย เขาก็ติดต่อมา พอโอกาสมา มันชนกันใช่มั๊ยครับ ระหว่างงานประจำซึ่งเลี้ยงชีพได้กับงานนักเขียน”

ตอนแรกนำบุญคิดว่า “น่าจะทำไปพร้อมกันได้” แต่ในความจริง การทุ่มเททำงานที่รัก 2 อย่างพร้อมกันกลับยากกว่าที่คาด “พอเริ่มทำจริง ๆ งานหนักมาก เพราะว่างานสอนมันไม่ใช่แค่สอน แต่ต้องทำบท ต้องไปช่วยเจ้านายขาย แล้วต้องเทรนนิ่งรุ่นน้องให้ขึ้นมาเป็นครูผู้สอน แล้ววิธีการสอนมันยากมาก แต่ผมทำได้ เพราะมันคือชีวิตของผม เหนื่อยแต่ผมมีความสุข เด็กแฮ๊ปปี้มาก พอเวลาว่างปุ๊บก็กลับมาเขียนงาน เขียนนิทาน แล้วดันเป็นนิทานรายปักษ์ 15 วันต้องได้เรื่องหนึ่ง มันเหมือนไก่ ที่บางวันไม่อยากออกไข่ก็ต้องออกให้ได้” เขาหัวเราะก่อนบอกว่า ช่วงแรกก็ยึดสูตรที่คุ้นเคย เรื่องเจ้าหญิงเจ้าชาย ยักษ์ และพ่อมดแม่มด ฯลฯ แล้วก็พบว่า มันยากขึ้นเรื่อย ๆ

“ผมเป็นคนเขียนหนังสือไม่เก่ง ผมเป็นสายพูด ผมจะเล่าเรื่อง ผมจะถนัดใช้กระบวนการคิด ก็จะวางแปลนว่าเราจะอธิบายเรื่องนี้อย่างไร มีส่วนต้น ส่วนกลาง ส่วนท้าย เล่าอย่างนี้จะคล่อง แต่พอเป็นการเขียนปุ๊บ วิชาเขียนข่าวก็สอบคะแนนห่วย”

เสียงหัวเราะเขาฟุ่มเฟือยจริง ๆ

“งานเขียนผมไม่ดี แต่งานไอเดียผมได้ เพราะพอเขียนเสร็จก็ไปถ่ายเป็นภาพยนตร์ ไม่ได้เขียนเรื่องสละสลวย พอมาเจอนิทาน เป็นงานเขียนจริง ๆ เป็นอาชีพนักเขียน แล้วเราไม่ใช่นักเขียน ก็…เอา ลองดู เอารูปประโยค subject+verb+object (หัวเราะ) เพราะฉะนั้น ช่วงแรกนิทานก็จะเป็นคำที่เราคุ้นเคยจากนิทานต่าง ๆ มาเรียงไปเรียงมา คนจะไม่รู้นะ แต่ผมรู้ (หัวเราะเบาๆ) แล้วจะจบลงด้วยว่า “และแล้ว นิทานเรื่องนี้ก็จบลงด้วยความสุข” ทุกเดือน (หัวเราะ) เป็นปีเลยล่ะครับ จนขวัญเรือนบอกพี่ไม่ต้องจบแบบนี้ก็ได้ แล้วเราก็พยายามบิดให้นิทานของเรามีมุมที่มัน…ไม่เหมือนกัน เวลาแต่ง สร้างบทหนัง ก็คิดมุมไปเรื่อย ๆ ให้มันไม่ซ้ำ ไม่ซ้ำกับนิทานที่มีอยู่ในโลก ไม่ซ้ำกับนิทานที่เราเคยแต่ง ก็เลยยากขึ้น ๆ บีบคั้นขึ้นเรื่อย ๆ”

“ได้ไอเดียในการแต่งมาจากไหน เขียนมาเป็น 400 กว่าเรื่องอย่างนี้?” ฉันถาม

เหมือนเดิม – เขาพาฉันย้อนกลับไปวัยเยาว์ของเขา วันเก่า ๆ ที่ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านชานเมืองย่านสมุทรปราการ “จะเมืองก็ไม่เมือง จะบ้านนอกก็ไม่บ้านนอก” แต่ในความรู้สึกก้ำกึ่งนั้น นำบุญบอกว่าสิ่งที่เขามีมันคืออีกดินแดนหนึ่ง ดินแดนที่ทุกอย่างเป็นไปได้ตามแต่เขาจะจินตนาการ “มันคือโลกของผมเอง พอผมคิดแบบนั้นได้ ทุกอย่างก็คลี่คลาย เพราะว่าโลกของผม ต้นไม้ไม่ใช่สีเขียว-ก็ได้ ต้นไม้เป็นสีชมพู มีสัตว์ที่ไม่เหมือนกับสัตว์ที่อื่น พอเราเจอทางของเราว่า นี่คือพื้นที่ของฉัน มันก็ไม่ได้ยากมาก ทีนี้พอมาเขียนนิทาน ก็ยึดตรงนี้ว่า ถ้าผมจะต้องเล่านิทานในแบบของผม มันก็คือโลกของผมไงโลกของผมจะมีนางฟ้าแบบนี้ และนางฟ้าอีกแบบ และอีกแบบ ๆ ๆ มันก็เลยมีนางฟ้าหลายแบบ”

“ผมอาจโชคดีตรงที่ว่า ชีวิตวัยเด็กผมมีพี่น้อง 5 คน เราก็เล่นกันในบ้าน ตอนเด็ก บ้านผมเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่เลี้ยงห่าน ต้องไปเก็บไข่ไก่ทุกเช้า มีบ่อน้ำอยู่หลังบ้าน ลงไปว่ายน้ำกับเป็ด เอาลูกเป็ดลงน้ำแล้วลงไปว่ายน้ำกับเป็ด (หัวเราะ) และก็เดินเล่นกับห่าน แล้วห่านก็ไล่ตอดเรา มีหมา มีงู บางทีก็มีคนงาน มาช่วยทำไอ้นี่เล่นกัน ทำนาฬิกาจากใบมะพร้าว คือ หาเรื่องเล่นทุกวัน แม้กระทั่งห้องที่เรานั่งอยู่ตรงนี้ เอ้า ปิดผ้าม่าน เอาโซฟามาพลิกทำเป็นถ้ำ อยู่ในถ้ำกันเถอะ บ้านเราต้องมีหิมะ เอาแป้งมาโรยเต็มบ้าน เราจะเล่นอย่างนี้แหละครับ โลกของเราคือโลกแห่งการเล่น เพราะฉะนั้น ความทรงจำวัยเด็กจะเยอะมาก ผมจำเรื่องราวชีวิตวัยเด็กได้จนกระทั่งผมเข้ามหาวิทยาลัย”

นั่นเป็นที่มาส่วนหนึ่งของวัตถุดิบในการแต่งนิทานนำบุญ อีกส่วนหนึ่งมาจากความหลงใหลในการ์ตูนที่มีทั้งของไทย อย่าง ชัยพฤกษ์, ตุ๊กตา ของญี่ปุ่นอย่าง แคนดี้จอมแก่น (อ่านตามพี่สาว), กุหลาบแวร์ซาย (อ่านตามเพื่อน) และ โดราเอมอน (ค้นพบเอง) เขาอ่าน “จนกระทั่งผมจำโครงเรื่องได้หมด ถ้าคนนี้เขียนปุ๊บเดี๋ยวจะต้องเป็นแนวนี้ จนเลิกอ่านเลยครับ สิ่งที่เราได้มันอาจจะเป็นการผูกเรื่องด้วย ก็เลยได้หลาย ๆ อย่าง ความทรงจำวัยเด็ก ทั้งประสบการณ์การอ่านวรรณกรรมเยาวชนกับการ์ตูน ได้โครงเรื่องนี้มาผนวกกัน ทำให้เรารู้สึกว่าเราผูกเรื่องได้ เขียนเรื่องได้ แล้วก็หลุดจากกรอบแบบ…เป็นโลกของเราเอง พอสร้างดินแดนได้ มันก็ง่ายขึ้น”

หลังจากนั้น…ทุกอย่างก็หลั่งไหลพรั่งพรูต่อเนื่องมา 17 ปี จากจุดเล็ก ๆ ในความคิด กลั่นออกมาเป็นตัวหนังสือที่เรียงร้อยเป็นเรื่องเล่าความยาวสองหน้ากระดาษ ฉันถามเขาว่าได้พล็อตแต่ละเรื่องมายังไง? เขาบอกว่า “มันอาจจะมาจากทัศนคติพื้นฐานก่อน ว่าเรามองโลกยังไง อย่างเราไม่เชื่อเรื่องที่ว่า เงินซื้อความสุขได้ เขียนยังไงก็เขียนไม่ได้ว่าเงินซื้อความสุขได้ เราเชื่อเรื่องการเกื้อกูลแบ่งปันช่วยเหลือ นิทานผมจะเป็นเรื่องพวกนี้ การใช้สติปัญญาในการแก้ปัญหา นิทานผมจะมีแต่เรื่องแบบนี้ หรือเรื่องการปลูกต้นไม้ ธรรมชาติ เราเชื่อแบบนี้ ข้อสรุปในนิทานแต่ละเรื่องจะวน ๆ อยู่ประมาณนี้แหละครับ เห็นคุณค่าของครอบครัว เห็นคุณค่าของมิตรภาพ เห็นคุณค่าของเพื่อน เพราะเราเพื่อนน้อยไง เราเลยรู้สึกว่านั่นคือสิ่งที่มีค่า”

“เนื่องจากมันมีเวลา 15 วัน เราไม่ได้มีเวลาในการแพลนมากหรอกว่ามันจะอะไร นิทานบางเรื่อวคิดจากการมีตัวละครขึ้นมาก่อน อยู่ ๆ ก็….ต้องมีตัวละครสักตัวหนึ่ง ใครดี ๆ ๆ ๆ (เสียงค่อย ๆ ดังขึ้น) อ๊ะ เป็นเด็กผู้ชายสักคน แล้วเขาเป็นใครล่ะ ผมยังไม่เห็นหน้าเขาเลย ผมเขียนไม่ได้ ก็…เอ้า เด็กหัวฟู ๆ ชื่ออะไรดี ๆ ๆ บางทีชื่อก็มาก่อน ชื่อ ฮันนู ฮันนู เหมือนชื่อเพื่อนที่ฟินแลนด์ เอา ฮันนู นี่แหละเป็นชื่อตัวละครตัวนี้ แต่บุคลิกไม่ใช่เขาเลยนะ ฟังฟู ๆ ทำนิทานสระอูดีกว่าเว้ย ก็กลายเป็น “ฮันนู เป็นเด็กหัวฟู เขาเกิดที่ประเทศเปรู” อะไรอย่างนี้ มันก็จะทำให้เราไล่ต่อไปได้ นิทานบางเรื่องมาจากตัวละครที่ มีบุคลิกบางอย่าง สมมตินะครับ เป็นเด็กกำพร้าที่พ่อแม่ทอดทิ้ง เราอยากเขียนนิทานเด็กกำพร้า นิทานบางเรื่องเป็นเรื่องของคุณตาที่ยิ้มได้ทั้งวัน มองโลกแง่ดีมาก”

“เริ่มจากตรงนี้ จากตัวละคร นี่คือกลุ่มที่เริ่มจากชื่อ แล้วเราก็ฝันต่อ ฝันมีละก้าว เหมือนต่อจิ๊กซอว์น่ะครับ วางจิ๊กซอว์ เปิดเรื่องแบบนี้ โครงเรื่องจะไปไหนยังไม่รู้เลยนะ ด้นไป ตัวที่ 2 วาง คิดเรื่องต่อ ไม่ได้ เอาจิ๊กซอว์ตัวนี้ทิ้ง สร้างตัวใหม่ เช่น ตัวนี้ไปเจอเหตุการณ์ที่ 1 ขึ้นมา มี…เจอแม่มด แม่ป่วยไม่สบาย-นี่เป็นสูตรประจำเลย เด็กคนหนึ่งอาศัยอยู่กับแม่ วันหนึ่งแม่ต้องเจออะไรสักอย่าง แม่ป่วยไม่สบาย (หัวเราะ) เออ พอได้ ๆ แม่ป่วยไม่สบายแล้วยังไงเหรอ มีใครมาบอกว่าต้องเอาอะไรมารักษา มันก็เริ่มก้าวไปไงครับ แต่เราคิดแบบนี้ปุ๊บ เราบอกว่า เฮ้ย ไอ้มุขแม่ป่วย ไม่สบาย มันมีหลายครั้งแล้วนะ เรายกจิ๊กซอว์นี้ออก มองหาตัวอื่น นี่คือสูตรนี้นะครับ คือ สูตรสร้างตัวละครแล้วต่อจิ๊กซอว์ไป”

“กับสูตรประเภทที่ว่า เห็นเหตุการณ์ในสังคม อย่างผมดูพวก อะคาเดมี่ แฟนเทเชีย บางทีก็เป็นเรื่องได้ (หัวเราะ) บางทีดูเรื่องการเมือง อย่างช่วงการเมืองที่มีสีเสื้อเยอะ ๆ ผมก็แต่งเป็นเรื่องเลยนะ แต่งแบบไม่มีใครรู้เลยว่า มันเป็นเรื่องของการทะเลาะเบาะแว้งกันเรื่องความคิดทางการเมือง ผมก็จะหามุมในเรื่องของความกลมเกลียว ในเรื่องของพลัง ในเรื่องของอะไรที่มันดีกว่า เหมือนกับว่าเป็นการเยียวยาตัวเองด้วย และสังคมด้วย ว่าแบบ…สังคมที่ทะเลาะกันเยอะ ๆ แบบนี้ มันไม่ได้สร้างอะไรเลย ปลูกต้นไม้ก็ยังดีกว่า”

“ลึก ๆ ผมเคยวิเคราะห์ตัวเอง คนที่มันมีเพื่อนน้อย มันอยากมีเพื่อนน่ะ อยากมีเพื่อนมาก ๆ เลย ถ้าจะมีชีวิตเล็ก ๆ ที่มีความสุข ก็จะต้องมีเพื่อนดี ๆ มีสังคมน่ารัก งานแนวนี้ โครงเรื่องแนวนี้ จะมีเยอะมาก และเนื่องจากว่านิทานผมจะเป็นโครงสร้างแบบ เกริ่นนำเรื่อง มีปม 3 ปม หนึ่ง-สอง-สาม แล้วปิดท้าย สังเกตก็คือว่า ปมที่ 1-แก้ ปมที่ 2-แก้ ปมที่ 3-ไคลแม็กซ์แก้ ปัง! จบ ได้ ทำไมถึงเป็นแบบนี้ เพราะว่ามีหน้าให้เขียนสองหน้า ต้องจบอย่างสมบูรณ์ในสองหน้า แล้วก็ถ้าเขียนเต็มสองหน้า ภาพประกอบก็จะได้น้อย ก็พยายามแบบว่า…หลัง ๆ อยากใส่ดีเทล เคยมีคนบอกผมว่า “พี่ ๆ เวลาเขียน ต้องเขียนแบบแสงแดดทอประกายระยิบระยับ ต้นไม้แกว่งไกว” ผมพยายามอยู่ปีหนึ่งในการเขียนแบบนี้ ให้มันมีอรรถรส ปรากฎเขียนไปเขียนมา มันไม่ใช่ตัวเรา มันดัดจริตมากเลย (เสียงเข้ม) คือผมรำคาญ”

“สุดท้ายผมแต่งนิทาน นิทานของผมไง ในเมื่อเราหลุดจากกรอบของโลกคนอื่นมาอยู่ที่โลกของผมแล้ว ทำไมผมยังต้องใช้ภาษาแบบคนอื่น ผมพยายามเขียนให้ถูกหลักไวยากรณ์ให้มากที่สุดเท่าที่ความรู้ในการเรียนตั้งแต่ป.1 ถึงปริญญามันมี ผมรู้เท่านี้จริง ๆ ไม่ได้แกล้ง ผมทำเต็มที่แล้ว ถ้าผิดก็ช่วยแนะนำผม ผมรับฟังนะ หลัง ๆ ก็ผ่อนคลาย เป็นภาษาปากบ้าง มีไดอะล็อกที่ตัวละครพูดบ้าง สมัยก่อนไม่มี เป็นแบบแนวเล่า หลัง ๆ ก็จะมีตัวนั้นตัวนี้พูด ผมชอบ แต่ว่ามันขี้โกงน่ะ มันทำให้จบง่าย ก๊อปปี้คำซ้ำแล้วก็เพสต์ มันจะพูดคล้าย ๆ กันน่ะ โครงเรื่องนิทานน่ะ ผมก็ก๊อปปี้-เพสต์ เฮ้ย! นี่เราจะเอาตังค์เขาง่าย ๆ อย่างนี้เชียวหรือ (หัวเราะ)”

สมกับเป็นคนที่อุดมจินตนาการ แถมชำนาญการเล่าเรื่องหาตัวจับยาก ฉันรู้สึกตัวเหมือนเป็นเด็กน้อย ฟังเขาอธิบายเพลินไป

เว็บไซต์ นิทานนำบุญ

“เคยอยากเขียนที่แสดงให้เห็นมุมลบ ๆ ของสังคมมั๊ย?”

“ครั้งหนึ่ง ผมเขียนนิทานที่ไม่ได้จบแบบสดใส และเป็นครั้งเดียวที่บรรณาธิการโทร.มาหา (หัวเราะ) ผมเขียนเรื่องแม่ แต่งนิทานให้แม่ ตอนจบแม่ตาย มันผิดขนบของนิทานเด็กในประเทศไทย แต่ในประเทศอื่นมันโอเค. นิทานไม่ได้เลวร้ายหรอก แต่มันจบด้วยความผิดหวัง แค่นี้ก็โดนแล้ว คือ ขวัญเรือนให้เกียรติมาก แต่บางอันเขาก็จะเตือน มันเป็นนิทานเด็ก นิทานลงในนิตยสาร อย่าจบแบบนี้ดีกว่า แต่เขาก็พิมพ์ให้นะ ผมก็โอเค. ดังนั้น นิทานผมก็จะเป็นแนวไม่รันทด แต่อย่างนิทานเรื่อง “หญิงสาวผู้หลงรักภูเขา” โคตรจะรันทดเลย ดราม่าสุดขีด คือเจ็บปวดมาก มันคือเรื่องชีวิตคนน่ะ มันคือนิยาย ไม่ใช่นิทาน เด็กจะเก็ทแค่แปลก ๆ ว่า ตัวละครมันเป็นผู้หญิงกับภูเขาหลงรักกัน ผู้หญิงหลงรักฝ่ายเดียว แล้ววันหนึ่งผู้หญิงก็ไป แต่ถ้าตีความเป็นเรื่องนิยายผู้ใหญ่ก็…คนสองคนหลงรักกัน คนหนึ่งไม่สนใจ วันหนึ่งเธอไม่สนใจฉัน ฉันก็ไป เธอจะไม่เจอฉันอีกเลยแม้ว่าเธอจะดีขนาดไหน มันก็นิยายโรแมนติกน่ะ ทราจิดี้ด้วยซ้ำ ประมาณนั้น”

“ทีนี้ ถ้าถามว่าเรือ่งที่ดาร์คมาก ๆ ผมอยากเขียนมั้ย คือไม่ใช่อย่างนั้น ลึก ๆ ผมเป็นคนที่มีมุมซูเปอร์ดาร์คเลย อ่านเน็ทเห็นคนด่ากัน ผมก็กล้าพูดได้ว่า ถ้าใครมาด่าผมในเน็ท ผมตามถึงบ้าน ผมเป็นคนขนาดนั้น สุดขั้วไหมครับ ถ้าไม่เคยเข้าวัดจะขนาดไหน ตอนนี้ก็เจริญสติเนาะ มันก็คือความคิดที่ออกมาหลอกเราเฉย ๆ”

เขาหัวเราะหน้าเป็น

“นิทานผมส่วนใหญ่ ไม่ใช่ทุกเรื่อง มาในแนวอ่อนโยน นิทานแนวหวานซะเยอะ มีตลกบ้าง แต่ส่วนใหญ่แบบนุ่มนวล แสนดี ไม่คิดร้ายกับใคร ไม่เหมือนตัวคนแต่งเลย เสร็จแล้วมันก็เหมือนดอกไม้ที่มีสีจาง ๆ” เขาเปรียบตัวเองแบบนั้น “คนอาจจะชอบดอกกุหลาบ ดอกไม้แฟชั่นที่คนนิยมซื้อ แต่ดอกไม้ที่ไม่มีราคา คนบางทีไม่ชอบ ผมเองเป็นคนชอบดอกไม้บ้าน ๆ ผมจะชอบดอกไม้แบบนั้นจริง ๆ นะ เออ เราก็เปลี่ยนเป็นดอกไม้สีจางแล้วกัน ดอกอะไรก็ไม่รู้ นะ โลกของเรานี่ แล้วก็เล่าเรื่องไปว่า คนที่ 1 มาเจอ ไม่ชอบเพราะมันสีจางไป คนที่ 2 มาเจอก็ไม่ชอบเพราะกลิ่นมันจางไป อะไรอย่างนี้ แล้วสุดท้ายวันหนึ่ง มันจะมีคนที่เห็นว่า ดอกไม้สีจางมันมีมุมสวย ๆ ผมคิดว่า ถ้ามีเด็กสักคนที่เห็นเรา เราก็ดีใจแล้ว เหมือนที่ผมโพสต์ลงไปในเพจว่า “ผมมีความสุขที่ได้อ่านนิทานของพี่” หรือ “ผมติดตามพี่ตั้งแต่อยู่ ขวัญเรือน ตอนนี้ผมโตแล้วนะ” แล้วเขาตามมาที่เพจ ส่งข้อความมา ผมก็แบบ…อือ อย่างน้อย สิ่งเล็ก ๆ ที่เราทำน่ะ มันทำให้เด็กได้อะไรบ้าง”

“หรืออย่างที่ผมเคยเล่าในเพจ ผมเคยสอนวิทยาศาสตร์ วันหนึ่งเด็กโตขึ้นมา เรียนจบมหาวิทยาลัย แล้วบอกว่า ค่ายวิทย์ที่ผมเคยทำคือความทรงจำที่ดีที่สุดในวัยเด็กของเขา ซึ่งวันที่ผมรับรู้เรื่องนี้คือวันที่ผมกำลังดาวน์มาก งานผมมันไม่ได้ทำเงินหรอก พูดจริง ๆ เพราะผมไม่รวยน่ะ คือถ้าบ้านผมไม่ซัพพอร์ท ผมก็หมาตัวหนึ่ง หมาจริง ๆ คือไม่มีอะไรเลย เพราะว่ารายได้ที่เห็นมันน้อยมาก แต่เรามุ่งมั่นกับสิ่งนี้ เรารู้สึกว่า เด็กควรจะได้รับสิ่งดี ๆ เหมือนที่เราเคยได้รับตอนเด็ก ควรมีนิตยสารดีๆ มีรายการสำหรับเด็กอย่าง ผึ้งน้อย หรือรายการที่…อย่าง ชัยพฤกษ์การ์ตูน ที่เขาคลีนมาก ๆ คัดทุกอย่างมาให้เด็กแบบ…บริสุทธิ์น่ะ ผมก็อยากทำสื่อแบบนี้ อยากทำมาก (เน้นเสียง) ในสวีเดน ผมไปคุยกับโปรดิวเซอร์ที่โน่น คุยเสร็จผมก็บอกกับตัวเองว่า ผมควรเกิดที่นี่ เพราะเขามีช่องโทรทัศน์แห่งชาติที่มีเงินก้อนแล้วก็เหมือนกับว่าบังคับคุณว่าคุณต้องทำรายการเด็ก เพื่อเด็กจริง ๆ โดยไม่ต้องไปอ้างอิงกับอะไร ผมไม่ต้องปรับชีวิต อาจต้องมีสปอนเซอร์นิดหน่อย แต่ผมไม่ยอม ไท-อิน เลยนะ ผมเคยคุยกับ พี่ซุป (วิวัฒน์ วงศ์ภัทรฐิติ เจ้าของรายการ “ซูเปอร์จิ๋ว”) ซึ่งพี่เขาจะมีความยืดหยุ่นมากกว่าผม เขาเป็นคนรักเด็กมาก ๆ แต่เขาก็ต้องเลี้ยงบริษัทให้อยู่ได้ เขาอยู่กับความเป็นจริงไง แต่ผมจะอยู่กับอุดมการณ์ เป็นแนวสู่ฝันอันยิ่งใหญ่ ดอน กิโฆเต้ มาก เป็นเรื่องที่ผมชอบนะ “สุดมือเอื้อมคว้าข้าจะฝัน” คือผมเลย”

“แล้ววันหนึ่งก็รู้ว่า เราไม่ต้องคว้ามากก็ได้ มันเหนื่อย (หัวเราะ) แต่กว่าเราจะรู้ก็ผ่านมา 20 ปี”

ระยะเวลาที่ผ่านไป บวกประสบการณ์ที่พบเจอในโลกจริง ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ จากชายหนุ่มผู้มองโลกผ่านแว่นตาสีรุ้ง กลายเป็นหนุ่มใหญ่ที่สวมแว่นตาใสธรรมดา โลกที่สวยงามกลายเป็นโหดร้าย ความเชื่อที่เคยมี ลดน้อยลงจนกระทั่งไม่อาจเล่าเรื่องราวใหม่ ๆ ได้

“ผมเริ่มอยู่กับความจริงมากขึ้น เราเห็นความจริงว่าโลกน่ะ ไม่ได้มีแต่เด็กนะ มันมีผู้ใหญ่ด้วย ผู้ใหญ่ที่ดีก็มี ผู้ใหญ่ที่เห็นแก่ตัวมาก ๆ ก็มี ผู้ใหญ่ที่…ใช้คำว่ามนุษย์ดีกว่า มนุษย์ที่เห็นแก่ตัวที่แก้ไขอะไรไม่ได้ก็มี คนที่พร้อมจะให้ทุกคนมันก็ยังมี มันก็อยู่ปะปนกัน การมองโลกแบบนิทานทั้งหมดอาจจะดีกับเด็กในการกล่อมเกลาเขา แต่พอถึงจุดหนึ่งก็ต้องให้เขาเห็นความจริงของโลกว่า โลกจริง ๆ มันมีมุมไหนบ้าง เพื่อเขาจะได้ปลอดภัยจากอันตราย”

“แล้วทำไมถึงหยุดเขียน?” ฉันสงสัย

“ส่วนหนึ่งมันคือความไม่พร้อมของเราด้วย” เขาตอบ “ตอนนั้น ผมอายุ 43 ผมเขียนนิทานมาสามร้อยกว่าเรื่องแล้ว หรือสี่ร้อยประมาณนี้ ผมเริ่มรวมเล่ม โดยลดเงื่อนไขลงที่ว่า ไม่ต้องให้พี่ที่วาดให้ผมที่ขวัญเรือนวาดก็ได้ ผมเคยมีช่วงที่ทำสำนักพิมพ์เอง ลงทุนเอง ซึ่งเหนื่อยมาก เพราะต้องดีลกับนักวาด ทะเลาะกับโรงพิมพ์รุนแรงมาก หลาย ๆ อย่าง แล้วผมรู้สึกว่า ทำไปไม่ได้กำไร แต่มันไม่ได้ขาดทุนมาก ผมหมดเงินกับหนังสือที่ทำเองเป้นครึ่งล้านน่ะ เพื่อ? แล้วเราไปอบรมกับหน่วยงานที่เขาได้เงินจากรัฐมาจัด แล้วจะเอาลิขสิทธิ์เราไปอีกหรือ? คนที่เป็นคนสร้างสรรค์งานจริง ๆ เป็นนักเขียน ตกลงได้อะไร ได้ค่าเบี้ยเลี้ยงการประชุม เดินทางครั้งละพัน ไปหกครั้งได้หกพัน เหรอ? แค่นี้เลยเหรอ? นี่คือสังคมเราหรือวะ? ผมไม่โอเค. ผมไม่ลำบากเรื่องการเงินจริง ๆ นะ แต่ว่าถ้าคนประสานงานได้เงินมากกว่าคนสร้างงาน ผมไม่โอเค (หัวเราะ) ผมพูดแรงมากเลยนะ คุณจะมาหวานใส่ผม มาประสานงาน คุณมีเงินเดือนเดือนละสามหมื่น แล้วผมทำโปรเจ็คท์นี้ ผมได้เงินหมื่นนึง โปรเจ็คเดียวนี่นะ…เพื่อ? ผมไม่ทำ ผมอีโก้ก็อรโก้นะ ผมไม่รู้จะพูดยังไง ผมซัฟเฟอร์ ผมทำไม่ได้”

“เจอบทเรียนแบบนี้บ่อย ๆ จนถึงวัย 43 ผมก็โอเค งั้นเราตั้งหลักใหม่ จะไม่ทำสนพ.เราเองแล้ว เราส่งไปที่สนพ.อื่ร ไปขายเขา เพราะเรามีเรื่องเยอะ ก็ใช้เส้นสายเล็กน้อยแบบ…คือการไปขอเขา ผมไม่เคยไปขอเขาไง ผมไม่ใต้โต๊ะ แต่พอเราตรง ๆ ก็ไม่เคยได้ สุดท้ยายก็มีสนพ.ที่ยอมพิมพ์ ก็ต้องขอบคุณเขามาก ๆ บก.รู้จักกัน ก็ช่วยนำเสนอ ช่วยขัดเกลา ก็ได้หนังสือดี ๆ ออกมาหลายชุด ซึ่งผมก็แฮ็ปปี้ รู้สึกว่าเท่านี้ก็โอเคแล้วสำหรับชีวิตเรา พอดีมีอุบัติเหตุในชีวิต ทั้งเรื่องอาม่า ทั้งเรื่องส่วนตัว เหนื่อยจังเลย ชีวิตมันเหนื่อยจังเลย ชีวิตเข้ามาถึงช่วงกลางคนแล้ว ศรัทธาในเรื่องการทำความดีเริ่มลดถอยลงมาก ๆ ศรัทธาในการทำงานเด็กมันหายไป มันเห็นความจริงของชีวิตว่ามันเป็นยังไง เริ่มไม่เชื่อในสิ่งที่เราพูด”

“เพราะฉะนั้น งานที่ผมเคยเชื่อมาตลอด ผมเริ่มไม่เชื่อ ถ้าผมเริ่มไม่เชื่อ ผมไม่อยากจะเอามันออกไปน่ะ คือผมรักงานทุกชิ้นจริง ๆ นะ มันอาจจะไม่ทุกชิ้น แต่ผมรักมันมาก ผมรักนิทานผมเกินร้อยเรื่อง ผมรักมันจริง ๆ นะ แล้ววันหนึ่งที่ผมไม่มั่นใจในมัน ผมก็ไม่อยากนำมันไปให้เด็กที่ผมรักมากได้อ่าน”

ความขี้เล่นในน้ำเสียงหายไปแล้ว นำบุญยอมรับว่าเขาขาดพลัง ขาดแรงบันดาลใจเช่นเดียวกับความรู้สึกที่ว่าตัวเองเหมาะสมกับการทำงานเด็ก “ผมไม่แน่ใจว่า ผมใช้คำถูกหรือเปล่านะ คือผมเคยคิดมาตลอดตอน…ก่อนเข้าวัดนะครับว่า ถ้าเราเป็นคนดี ไม่ได้อะไรตอบแทนเท่าไหร่ แต่เราก็จะมีชีวิตที่โอเคประมาณหนึ่ง ไม่ได้แย่มาก แต่ปรากฏว่า พอถึงจุดหนึ่งมันก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น ช็อค เฮ้ย! มันไม่ใช่แล้ว เราไปศึกษาความจริงมากขึ้น เราก็เลยรู้ว่ามีอะไรลึกซึ้งมากกว่านิทาน แล้วก็งานเด็กคืองานเพื่อคนอื่น เราทำมามาก ทำมามากจริง ๆ ตลอด 20 ปีของผม และมันไม่ใช่แค่นิทาน แต่มีทั้งการสอนในห้องเรียน การทำรายการโทรทัศน์ด้วย ทำค่ายเจอกับเด็กจริง ๆ ด้วย มันไม่ใช่งานแบบเปเปอร์ในกระดาษ รวมถึงตอนเรียนป.โท ปฐมวัยด้วย”

“และผลลัพธ์ก็คือ เราทำงานเต็มที่ขนาดนั้น แล้วเราเรียนไม่จบ มันก็บอกอะไรเราหลายอย่างว่า ในโลกความจริง ตัวจริง ของจริง ความทุ่มเทของเราจริง ๆ มันไม่ได้บอกว่า เราจะได้ผลแบบ…ดีทั้งหมด จะเรียนเพื่อไปทำให้คนอื่น เรียนเพื่อไปทำหนังสือให้เด็ก ใช่เหรอ? ชีวิตวันนี้ เรายังไม่พบกับความสุขร้อยเปอร์เซ็นต์ แบบ..ความสุขน่ะ เพราะฉะนั้น เราน่าจะใช้ชีวิตตามฝันของเราจริง ๆ

“แล้วความฝันจริง ๆ ของนำบุญ คืออะไร?”

“ฝันผมเล็กมาก ผมอยากมีชีวิตที่เรียบง่าย มีชีวิตเล็ก ๆ อย่างมีความสุข” เขาพูดเสียงเบา “ถ้ามีเพื่อนได้ก็ดี สักคนสองคน สามคน สี่คนก็พอแล้ว ไม่ต้องอะไรมาก ทำงานกระจ๊อกกระแจ๊กไป ถ้าพอมีรายได้ได้-ก็ดี คือผมไม่ได้ฝันอะไรใหญ่ ไม่มีเลยจริง ๆ และถ้าเกิดไปเล่านิทานตามสื่ออะไรก็ตาม เพื่อจะเป็นดารา เพื่อให้โฆษณามาลง มันไม่ได้อยู่ในฝันผมน่ะ คือผมโง่ขนาดที่ว่าต่อมตัวเลขผมมันพัง ผมไม่รู้ว่าเลขหนึ่งหมื่นกับเลขหนึ่งแสนมันต่างกันยังไง คือผมไม่ได้เห็นคุณค่าในพวกนั้น”

“ผมรู้สึกว่า เป้าหมายในชีวิตมันไม่ใช่การมีชื่อเสียง แล้วก็การทำงานด้านเด็ก หากเราทำมากไปกว่านี้ มันจะกินตัวเรา เพราะเราทำมาถึง 20 ปี มันพิสูจน์แล้วว่าเราได้ทำ แต่เราไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้มากนัก ถือว่าเราได้ทำเต็มที่แล้วนะ ถึงเวลาที่เราต้องปล่อย ปล่อยวางแล้วเราไปทำพาร์ทชีวิตส่วนตัวที่เหลือของเรา ซึ่งอาจจะเหลือหนึ่งปี สองปี สิบปี ไม่รู้ ให้มีสุขภาพที่ดีทั้งกายใจ ให้พออยู่ได้ในโลกใบนี้ ในแบบที่มันเป็น”

แม้จะไม่มีนิทานเรื่องใหม่มาเสนอ หากนำบุญก็ตัดสินใจทำเว็บไซต์ http://www.nitannambun.com คัดเลือกนิทานเก่า ๆ ที่เคยเขียนไว่้ มาจัดหมวดหมู่โดยมีเฟซบุ้กเพจ “นิทานนำบุญ” เป็นเหมือนช่องทางในการเชิญชวนให้คนแวะเข้าไปอ่านในเว็บไซต์ และบางที..วันหนึ่งข้างหน้า อาจจะมีช่อง “คุยกับพี่นำบุญ” (อันนี้ฉันคิดเอง) ทางยูทูบ

อันที่จริง ความคิดในการทำเว็บไซต์และเพจไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความต้องการของเขาโดยตรง “เพจนี่เริ่มทำตอนไปเรียนป.โท บังคับทำ ตอนแรกก็มีอยู่แค่ไม่กี่เ่รื่อง พอเพื่อนชวนทำเว็บไซต์ผมก็เอามาต่อยอด เออ ทำไปแบบเรียนรู้ ไม่คิดอะไรมาก ทำเป็นหน้าที่ ถามว่าแฮปปี้ในการทำมากมั้ย ก็ไม่มาก คือผมก็ยังรู้สึกไม่เชื่อในบางอย่าง แต่ค่อย ๆ คลี่คลายขึ้นเรื่อย ๆ ว่า เฮ้ย มันก็ดีนะ เหมือนพอเวลามันผ่าน เราก็เห็นว่าในปัจจุบันนี้ ความจริงของโลกเป็นแบบนี้ แต่ฉันจะไม่ยอมให้ความจริงของโลกมาทำลายสิ่งที่ฉันทำความดีอยู่ ฉันจะทำมันโว้ย” เขาตะโกนใส่โทรศัพท์ของฉันที่ทำหน้าที่บันทึกเสียง “ก็จะเห็นว่าผมอัพถี่อัพบ่อย เพราะผมเริ่มมองเห็นว่า นิทานที่คนไม่มอง คนไม่เคยสนใจ ดอกไม้สีจางที่คนไม่ดู ไม่! เราแค่ทำมันไม่เป็น พอเราทำ SEO ทำให้คนเห็นงานเราได้ เขาก็มาดูงานเราทุกวันทุกคืนเลยนะ เพราะเขาชอบมัน งั้นเราก็ทำให้เขาสิ เราก็ทำให้เขาได้อ่านแบบไม่มีโฆษณาเด้งๆ”

“แล้วผมก็อยากทำยูทูบ มันมีอยู่ในใจว่า อยากทำเป็นพูดคุย วันนี้มีใครเหนื่อยบ้าง ผมก็เหนื่อยเหมือนกันนะ ผมไปสัมภาษณ์คน ๆ หนึ่งมา เขาพูดมากเลย บ้านก็อยู่ในซอยลึกมากเลย แต่เขาก็มีมุมที่น่าสนใจเหมือนกันนะ อยากฟังมั้ย เหนื่อยก็นอนไปได้นะ เดี๋ยวพี่เล่าให้ฟัง อยากทำเรื่องเล่าแบบนี้ เหมือนพอดแคสต์ เหมือนอะไร ผมก็ใช้ชีวิตเล็ก ๆ ริมแม่น้ำโขงของผมไป อัดแบบนี้ใครอยากฟังก็ฟัง ผมไม่ได้คาดหวังอยู่แล้วนี่ ถ้าไม่คาดหวังก็ไม่รู้สึกอะไร ทำแก้เหงา”

“ผมไม่อยากเป็นนำบุญ ผมเป็นใครก็ได้ ผมไม่ได้เกลียดคนฟังเลย ผมหวังดีกับเขา ผมไม่รู้ว่าคนในเพจรู้สึกยังไงกับผม เวลาแจกของผมไม่ได้หวังให้เขาจะมาดูเพจผมมากขึ้น หรือแชร์ออกไป ไม่เคยพูดประโยคนี้ แชรสิบแชร์แล้วให้ไม้จิ้มฟัน ซื้อเองก็ได้ มันไม่ใช่ ทุกอย่างต้องเป็นเงินเป็นผลประโยชน์ มันไม่ใช่ผม ผมไม่เอา นั่นคือส่วนดี ๆ ที่ยังเหลืออยู่ในใจผม ผมคิดอย่างนั้น แต่ผมต้องระวังใจดี ๆ ว่า ถ้าทำอย่างนั้น หมดตัวนะ แล้วผมก็ไม่ขอหน่วยงาน เพราะผมเป็นครีเอเตอร์ ให้ผมสร้างสรรค์งานแล้วต้องไปทำรายงานเพื่อนำเสนอ ไม่เอา ฉันไม่เขียนรายงาน (หัวเราะ)”

ก่อนปิดบทสนทนายาวนานในบ่ายวันนั้น ฉัน-ผู้เสียดายความสามารถในการเล่าเรื่องของเขา-หยอดคำถามสุดท้ายไปว่า…..

“จะกลับมาเขียนนิทานอีกไหม?”

นักแต่งนิทานผู้เล่าเรื่องตัวเองใน “ความฝันของชายที่รักดอกไม้สีจาง” – นิทานเรื่องสุดท้ายที่พิมพ์ในนิตยสารขวัญเรือน – คิดนิดหนึ่งก่อนตอบ – นิทานอาจจะยาก เพราแพสชั่นไม่มี มันหายไป แพสชั่นของนิทานนะครับ เราเขียนมา 415 เรื่อง เรื่องที่ 416 มันเกิดขึ้นมาโดยบังเอิญระหว่างเล่นเน็ตตอนที่คุยกับอาจารย์ที่ม.แห่งหนึ่ง เขาวิ่งทุกเช้า แล้วเขาวิ่งกับเพื่อน เขาบอกเขาต้องวิ่งแบบช้า ๆ เพื่อให้เพื่อนเขาวิ่งทัน เพื่อนเพิ่งหัดวิ่ง ผมก็แต่งนิทาน ปับ ๆ ๆ เสร็จในเวลาสามนาที พิมพ์เสร็จด้วย ส่งให้เลย ผมบอกว่าเอาไปลงเพจผมนะ เพราะว่าสิ่งที่เขาให้มันคือแก่นเรื่อง มันคือธีมที่แข็งแรงมาก อยากอยู่กับเพื่อนให้มีความสุข ก็ผ่อนแรงลงหน่อย คนอื่นอยู่กับเราได้ ก็เป็นเพื่อนกับเราได้ เพื่อนไม่ต้องวิ่งตามเรา เฮ้ย นี่มันพล็อตเรื่องดี ๆ เลยนะ ผมเขียนเสร็จภายในสามนาที พระเจ้า! คือมันไวขนาดนั้นน่ะครับ

“ถามว่าผมอยากทำงานนิทานต่อไปมั้ย ผมถามตัวเองกลับไปว่า นำบุญเขียนนิทานมา 415 เรื่อง มันยังไม่พออีกเหรอ ฮีนส์ คริสเตียน แอนเดอร์สัน แต่งนิทานประมาณสองร้อยกว่าเรื่อง กริมส์ ไม่ได้แต่งแต่รวบรวม อีสปแต่งเองหรือเปล่าไม่รู้ ไม่มีใครบอก หรือรวบรวม เอ้า ยูแต่งเองนะ สี่ร้อยกว่าเรื่อง พอแล้ว และเราเองก็รู้ว่า ช่วงหลัง ๆ นิทานเริ่มวน มันเป็นแค่เปลี่ยนเสื้อ ใช้เทคนิคนำหัวใจ มีนิทานบางเรื่อง ด้วยความเก่งในการแต่ง ใครมันคล้าย แต่ธีมมันแข็งแรง หมัดน็อคมันน็อคได้ มันจึงสวยงาม แต่มันไม่ได้มีความแบบ “วิบวับ” เหมือนช่วงปีแรก ๆ”

“นิทานบางเรื่องมันมาได้ยังไงไม่รู้ คือต้องเป็นตัวละครนี้เท่านั้น และต้องเจอตัวนี้เท่านั้น บทสรุปต้องเป็นแบบนี้เท่านั้น คือ กลม จบ ถ้าไม่ใช่จากนี้ผมจะเฉย ๆ ไม่เจ๋ง เพราะฉะนั้นพอมันเจ๋งปุ๊บ ฉันจะไม่มีวันทำสูตรนี้ได้เจ๋งกว่านี้อีกแล้ว อย่าง “เม่นน้อยกับโยคี” เป็นนิทานทดลอง “วิธีคิดแบบภาพยนตร์ทดลอง” ตอนนั้นจำได้ว่าอ่าน Never Ending Story หน้าแรก ๆ เขาพิมพ์ภาษาไทยเป็นหมึกสองสี แค่นี้เอง “ฉันจะแต่งนิทานสู้ Never Ending Story” (หัวเราะ) ในนิทาน บรรทัดที่คำพูดมันพูดถึงเม่นน้อย ตัวหนังสือจะเป็นสีเขียว โยคีเป็นสีส้ม เม่นน้อยเดินทางไปไหนเจอใครจะเป็นสีเขียวตลอด โยคีเจออะไรจะเป็นสีส้ม สลับกันไปเรื่อย ๆ พอมาผสมกันจะเป็นส้มบวกเขียวจะกลายเป็นสีนี้ สมมตินะครับ หมึกจะรวมกัน นั่นคือเรื่องของหมึก เรื่องมันก็โอเค เทคนิคก็โอเค. โห เจ๋งว่ะ คิดได้ไง เขียนแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว”

เขายิ้มนิด ๆ แล้วทิ้งท้ายก่อนจบบทสนทนาในบ่ายนั้นด้วยบทสรุปที่ว่า…..

“ผมเป็นนักเขียนนิทานเด็ก ผมไม่ได้เขียนหนังสือสละสลวยเหมือนคนอื่น แต่ผมเชื่อว่าคุณค่ามันมี อย่างน้อยมันก็ทำให้เด็กบางคนยิ้มได้จริง ๆ ทำให้เด็กบางคนบอกว่า หนูจะไม่ทำแบบนี้ เขาพูดเอง แม่ไม่ได้สอน ผมโอเคมากเลย เพราะผมไม่ได้ทำให้พ่อแม่มาสอน แต่ตั้งใจให้เด็กรู้สึกกับเรื่องนั้นเอง”

#นิทานนำบุญ

………………………………………………………………………………….

หมายเหตุจากนำบุญ : เมื่อผมได้อ่านบทสัมภาษณ์อีกครั้งตอนที่นำมาลงในเว็บไซต์ ผมเห็นว่ามีข้อความบางช่วงที่พาดพิงถึงนิทานในขวัญเรือนของผู้แต่งท่านอื่น ซึ่งผมคิดว่า เป็นถ้อยคำที่ไม่สมควรเลย (เพราะงานของทุกคนล้วนมีคุณค่าในแบบของตัวเอง และผมก็ไม่ได้ติดตามอ่านนิทานของท่านเหล่านั้นอย่างจริงจัง) ด้วยเหตุนี้ ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) จึงขออภัยหากมีข้อความใดที่ดูเหมือนเป็นการล่วงเกิน ขอโทษจริง ๆ ครับ 🙂

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานตลก, นิทานเด็ก

นิทานเรื่อง ยอดมนุษย์ตัวน้อย

นิทานเรื่อง “ยอดมนุษย์ตัวน้อย” เป็นนิทานที่น่าจะจัดอยู่ในหมวด “นิทานชวนยิ้ม” หรือ “นิทานตลก ๆ ก่อนนอน” เพราะเป็นนิทานที่มีความ “เพี้ยน” อยู่พอสมควร แม้จะไม่ทำให้เด็ก ๆ หัวเราะเอิ๊กอ๊าก แต่ก็น่าจะทำให้ยิ้มและอารมณ์ดีได้ หวังว่านิทานตลก ๆ ก่อนนอนเรื่องนี้ จะทำให้เด็ก ๆ นอนฝันดีนะครับ

มาอ่านนิทานเรื่อง “ยอดมนุษย์ตัวน้อย”ด้วยกันนะครับ

…………….

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานตลก, นิทานนำบุญ

นิทานตลก ๆ ก่อนนอน : ฮุฮุฮุฮู

“ฮุฮุฮุฮู” เป็นนิทานตลก ๆ ก่อนนอนเรื่องแรก ๆ ที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่ง จริง ๆ แล้วต้องขอสารภาพว่า การแต่งนิทานตลกเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับผม เพราะเรื่องที่ทำให้คนหนึ่งขำ อาจไม่ใช่เรื่องชวนขำสำหรับคนอื่น ๆ ดังนั้น การแต่งนิทานเรื่องนี้จึงเป็นการเดาใจเด็ก ๆ ว่าเรื่องแบบไหนที่จะทำให้เด็ก ๆ ยิ้มได้ ซึ่งหลังจากแต่งนิทานเรื่องนี้แล้ว และได้ทดลองเล่าให้เด็ก ๆ ฟังในหลาย ๆ โอกาส ผมก็พบว่า นิทานเรื่อง “ฮุฮุฮุฮู” เป็นนิทานที่สร้างความสุขให้เด็ก ๆ ได้มาก ซึ่งถ้าคุณพ่อคุณแม่ไม่เชื่อ ก็ลองอ่านนิทานเรื่องนี้ร่วมกับลูก ๆ นะครับ

มาอ่านนิทานเรื่อง “ฮุฮุฮุฮู” กันนะครับ

คืนต่อมา พวกโจรก็พากันกลับมายังทางเข้าหมู่บ้านอีกครั้ง  คราวนี้ พวกโจรตั้งใจมากขึ้นกว่าเดิม แต่จนแล้วจนรอด เมื่อพวกหมาพร้อมใจกันส่งเสียงร้องว่า “ฮุ ฮุ ฮุ ฮู แปลว่า ผีมา ฮุ ฮุ ฮุ ฮู แปลว่า ผีมา”  พวกโจรก็ได้แต่ตกใจ แล้วก็วิ่งหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต

หนึ่งปีผ่านไปไวเหมือนโกหก พวกโจรมาที่ทางเข้าหมู่บ้านทุกๆ คืน แต่ก็ต้องตกใจและวิ่งหนีกลับบ้านไปทุกๆ ครั้ง  พวกโจรคิดว่าพวกเขาคงไม่เหมาะที่จะเป็นโจรอีกแล้ว  ในที่สุด โจรทั้งสองคนก็กลับตัวกลับใจเป็นคนดี

เมื่อคนในหมู่บ้านรักสงบ เห็นว่าโจรไม่มาปล้นพวกเขาสักที คนในหมู่บ้านจึงเริ่มสบายใจและกลับมาดำเนินชีวิตอย่างเป็นปกติสุขกันอีกครั้ง  ส่วนบรรดาๆ หมาๆ ก็ได้แต่ภูมิใจ ที่พวกมันได้ปกป้องเจ้านายที่พวกมันรัก และทำให้พวกโจรกลับตัวเป็นคนดีได้สำเร็จ

และแล้วนิทานเรื่องนี้ก็จบลงอย่างมีความสุข แต่ข่าวลือเรื่อง ฮุ ฮุ ฮุ ฮู แปลว่า ผีมา ก็ยังคงแพร่สะพัด และสืบเนื่องต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน โดยแทบจะไม่มีใครรู้เลยว่า  นั่นคืออุบายของหมาที่มีไว้เพื่อใช้หลอกโจร

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, เด็ก

ประวัติ : ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน

ในโลกของนิทาน ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เชื่อว่า ชื่อของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน (บางคนออกเสียงว่า แอนเดอร์สัน หรือ แอนเดอร์เซน) รวมทั้งผลงานนิทานของเขา เช่น นิทานก่อนนอนเรื่อง ลูกเป็ดขี้เหร่ (The Ugly Duckling) หรือ เงือกน้อย (The Little Mermaid) น่าจะเป็นชื่อที่คุ้นหูของเด็ก ๆ และนักอ่านอยู่พอสมควร และในฐานะที่ผมเป็นนักแต่งนิทานคนหนึ่ง การได้เขียนบทความเกี่ยวกับนักแต่งนิทานระดับโลกอย่างฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน เพื่อเผยแพร่ในเว็บไซต์ “นิทานนำบุญ” นี้ ถือว่าเป็นเกียรติและเป็นการแสดงความคารวะต่อนักแต่งนิทานชั้นครู ดังนั้น เรามาทำความรู้จักกับ ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน ไปพร้อม ๆ กันนะครับ

ข้อมูลจากหนังสือ “เบื้องลึกเทพนิยายโลก ชีวิตจริง ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน” (Hans Christian Andersen and The True Story of My Life) ซึ่ง ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน เขียนเล่าเรื่องชีวิตของตัวเอง ระบุว่า ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน เกิดในประเทศเดนมาร์ก เมื่อวันที่ 2 เมษายน ค.ศ.1805 (หรือเทียบเท่ากับ พ.ศ. 2348 ซึ่งตรงกับรัชกาลที่ 1 ในประเทศไทย ) เขาเกิดในครอบครัวที่ยากจน มีคุณพ่อเป็นช่างทำรองเท้า ที่ชอบงานด้านกวี และรักลูกมาก ในวันอาทิตย์ พ่อของแอนเดอร์เสนมักเล่นสนุกกับลูกชาย ทั้งการทำแว่นสามมิติให้เล่น ทำโรงละครที่เปลี่ยนฉากได้ให้เล่น รวมทั้งอ่านบทละครและนิทานอาหรับราตรีให้ลูกชายฟัง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ (รวมทั้งธรรมชาติในบ้านชนบทของแอนเดอร์เสน) หล่อหลอมให้เขามีความสนใจในเรื่องละคร การเขียน รวมถึงการแต่งนิทานในที่สุด

เมื่อมองชีวิตของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน ซึ่งมีชีวิตอยู่ในชนบทของเดนมาร์กเมื่อราว 200 ปีก่อน ชีวิตของเขาน่าจะเป็นชีวิตแบบ “ปกติ” ของคนส่วนใหญ่ในยุคนั้น คือ มีฐานะยากจน มีความศรัทธาในศาสนาสูงและมีการศึกษาน้อย (เพราะโอกาสที่คนเมื่อ 200 กว่าปีก่อนจะได้เรียนหนังสือต้องเป็นเรื่องที่พิเศษจริง ๆ) แต่นิสัยของแอนเดอร์เสนที่พิเศษกว่าใคร น่าจะเป็นเรื่องความเป็นคนที่มีจินตนาการสูง มีความฝันอยากเป็นนักแสดงละคร เป็นคนรักการอ่าน มีความจำที่ดีถึงขนาดที่สามารถจำบทละครฉากต่าง ๆ ได้ขึ้นใจ และที่น่าสนใจมากคือ มีความกล้าในการแต่งกลอนหรือเขียนเรื่องราวต่าง ๆ ทั้ง ๆ ที่มีความรู้เรื่องภาษาไม่มากนัก และมีความกล้าที่จะออกเดินทางไกลเพื่อทำความฝันให้เป็นจริง

คุณสมบัติต่าง ๆ ของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน ทำให้เขาได้รับความเมตตาจากผู้ใหญ่หลาย ๆ คนที่ยินดีให้ความรู้ด้านภาษาแก่เขา แต่ในขณะเดียวกัน ผลงานในช่วงแรก ๆ ของเขาก็โดนดูถูกและเย้ยหยันในเรื่องคุณภาพของงานและการใช้ภาษาที่ผิดพลาดอยู่เสมอ ๆ

การสร้างสรรค์ผลงานด้านการเขียนทั้ง ๆ ที่มีความรู้ที่จำกัด รวมทั้งการต้องเผชิญกับการดูถูกซ้ำแล้วซ้ำเล่า สะท้อนให้เห็นชีวิตทั้งในด้านความมุ่งมั่นและความขมขื่นของแอนเดอร์เสน

ผลงานในยุคแรก ๆ ของเขา (ราวปลายปี 1828 -1839) ไม่ใช่นิทานเด็กอย่างที่หลาย ๆ คนคิด แต่งานในยุคแรก ๆ ของเขา เป็นการแต่งบทละครและนวนิยาย ซึ่งกว่าที่ผลงานของเขาจะเริ่มได้รับการยอมรับ มันก็ใช้เวลานับ 10 ปีเลยทีเดียว

ในปี 1835 หลังจากที่นิยายเรื่อง “นักแสดงสด” ที่ ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน แต่ง ได้รับการตีพิมพ์ เขาได้เริ่มแต่งและพิมพ์นิทานสำหรับเด็กเล่มแรกออกมา นิทานชุดแรกเกือบทั้งหมดนำมาจากนิทานที่เคยได้ฟังตอนเด็ก ๆ (ยกเว้นเรื่องสุดท้ายที่สนุกที่สุด) ต่อมา เขาก็เริ่มแต่งนิทานเรื่องใหม่ ๆ เองเกือบทุกเรื่อง โดยออกหนังสือนิทานเล่มใหม่ทุกปีในวันคริสต์มาส ซึ่งทำให้ต้นคริสต์มาสทุกต้นในเดนมาร์กมีหนังสือนิทานเด็กของเขาวางอยู่ด้วยเสมอ (มีข้อมูลระบุว่า นิทานเรื่องแรกที่เขาแต่งมีชื่อว่า “เทียน” ซึ่งแต่งในช่วงปี 1820-1830)

นิทานของแอนเดอร์เสนได้รับความนิยมมาก มีนักแสดงบางคนนำนิทานของเขาไปจัดแสดงบนเวที นอกจากนี้ นิทานเรื่อง ทหารดีบุก คนเลี้ยงหมู และ ลูกข่างกับลูกบอล ก็เคยถูกนำไปเล่าบนเวทีละครหลวงและโรงละครเอกชน ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี

ตลอดช่วงชีวิตการทำงานของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน เขาได้พบเจอกับผู้คนมากมาย ผู้คนจำนวนหนึ่งช่วยสนับสนุนและให้กำลังใจเขา ผู้คนอีกจำนวนหนึ่งดูถูกและพยายามกดเขาให้ต่ำลง แอนเดอร์เสนเดินทางไปยังประเทศต่าง ๆ ในยูโรปเพื่อพักใจเป็นระยะ ๆ รวมทั้งเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ใหม่ ๆ และพบเจอกับบุคคลสำคัญ ๆ ในแวดวงวรรณกรรมในประเทศต่าง ๆ (รวมทั้งนักแต่งนิทานอย่างพี่น้องตระกูลกริมม์) การทำงานอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผลงานช่วยเบิกทางให้ผู้คนยอมรับเขามากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในหมู่ประชาชนทั่วไป นักเขียน บุคคลสำคัญ รวมถึงพระมหากษัตริย์

หนังสือเรื่อง “เบื้องลึกเทพนิยายโลก ชีวิตจริง ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน” ทำให้ได้เห็นว่า ชีวิตของ ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน เหมือนการเดินทางไกล ที่ก้าวไปด้วยความศรัทธาที่มั่นคงต่อพระเจ้า และการสร้างผลงานอย่างไม่หยุดหย่อน ซึ่งเมื่อเขามุ่งมั่นก้าวเดินไปในทางที่ถูกต้อง ท้ายที่สุด เขาก็ได้รับการยอมรับ และกลายเป็นนักเขียนขวัญใจของเด็กหลาย ๆ คนในยุคนั้น รวมถึงเด็กอีกนับล้านคนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน


ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน กลายเป็นนักเขียนและบุคคลสำคัญของเดนมาร์กและของโลก (ในขณะที่ผู้คนจำนวนมากที่เย้ยหยันและดูถูกเขา จากโลกนี้ไปโดยไม่มีใครจดจำได้) แอนเดอร์เสนแต่งนิทานไว้ทั้งหมด 156 เรื่อง โดยได้รับการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ มากกว่า 125 ภาษา ซึ่งจุดเด่นของนิทานของแอนเดอร์เสนคือ เป็นนิทานที่เหมาะสำหรับเด็ก แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นนิทานที่มีเนื้อหาสอนใจและให้แง่คิดที่ลึกซึ้งสำหรับผู้ใหญ่

หลังจากที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ได้อ่านหนังสือ “เบื้องลึกเทพนิยายโลก ชีวิตจริง ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน” จนจบ ผมก็รู้สึกว่า ชีวิตของนักแต่งนิทาน อาจมีอะไรหลาย ๆ อย่างที่คล้ายกัน ทั้งในแง่การเป็นคนที่ต้องมีความมุ่งมั่นมาก ๆ อดทนมาก ๆ และมีจินตนาการมาก ๆ แม้คนจำนวนหนึ่งจะมองว่า อาชีพนักแต่งนิทานเป็นอาชีพที่ไม่มีความหมายอะไรมากนัก (และเป็นอาชีพที่ได้ค่าตอบแทนน้อย) แต่มันก็น่าจะเป็นอาชีพที่มีคุณค่าอยู่พอสมควร เพราะอย่างน้อยที่สุด ผลงานนิทานที่ฝากเอาไว้ ก็น่าจะช่วยสร้างรอยยิ้มและความสุข (รวมทั้งให้ข้อคิดบางอย่าง) แก่ผู้อ่าน แม้ตัวผู้แต่งจะจากโลกนี้ไปแล้ว

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานเสริมความมั่นใจ : เจ้าหนูตัวจิ๋ว

นิทานเรื่อง “เจ้าหนูตัวจิ๋ว” เป็นนิทานเพี้ยน ๆ อีกเรื่อง ที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ตั้งชื่อตัวละครให้แปลกไปจากปกติ เช่น การตั้งชื่อฮิปโปว่า “ฮิปโป๋” (มีไม้จัตวา) ยีราฟ ว่า “ยีหลับ” (เสียงราฟกับหลับฟังแล้วคล้าย ๆ กันแต่ออกจะตลกหน่อยๆ) จิงโจ้ ว่า “จิงโจ๋” (ฟังแล้วออกแนวเก๋าโจ๋จิ๊กโก๋ พี่นำบุญว่าตลกดี) แถมแต่งนิทานให้ตัวละครเอก (หนูจิ๋ว) เป็นคนพูดเล่าเรื่อง

การอ่านออกเสียงหรือเล่านิทานเรื่องนี้ให้น่ารักน่าชัง ขอแนะนำให้ลองสมมติว่าตัวเองเป็นเจ้าหนูตัวจิ๋ว แล้วอ่านแบบออดอ้อนหน่อย ๆ น่าสงสารนิด ๆ จะทำให้ได้บรรยากาศในการฟังมากขึ้น

อนึ่ง นิทานเรื่องนี้ เคยพิมพ์เป็นหนังสือภาพโดยสำนักพิมพ์สถาพรบุ้กส์ ซึ่งหลาย ๆ โรงเรียนมีอยู่ในห้องเรียนหรือห้องสมุด เพราะนอกจากการเป็นนิทานตลก ๆ ก่อนนอนแล้ว นิทานเรื่องนี้ ยังมีข้อคิดที่ส่งเสริม EF เรื่องความมั่นใจในตัวเอง ซึ่งนิทานจะทำให้เด็ก ๆ ตระหนักว่า “ถึงเราจะตัวเล็ก แต่เราก็มีพลังและทำประโยชน์ได้นะ”

นิทานเรื่อง เจ้าหนูตัวจิ๋ว

ผมชื่อจิ๋ว  ผมเป็นลูกหนูตัวกระจิ๋วหลิว

ผมตัวเล็กจริง ๆ นะ  เล็กขนาดที่ลมพัดก็ยังปลิว

ผมมีเพื่อนรักอยู่ 3 ตัว ชื่อ ฮิปโป๋, ยีหลับและจิงโจ๋

ฮิปโป๋เป็นลูกฮิปโป  ยีหลับเป็นลูกยีราฟ   ส่วนจิงโจ๋เป็นลูกของจิงโจ้

ฮิปโป๋, ยีหลับ, จิงโจ๋เกิดพร้อม ๆ กับผม

แต่เพื่อน ๆ ตัวโตและแข็งแรงกว่าผมมาก

เวลาต้องยกของหนัก ๆ  เพื่อนของผมยกกันได้สบาย

แต่ผมกลับรู้สึกว่า มันหนักแทบตาย

หนูตัวกระจิ๋วหลิวอย่างผม ไม่มีอะไรเทียบกับเพื่อน ๆ ได้เลย

ผมช่างไม่มีค่าไม่มีความหมาย…เสียจริง ๆ

เมื่อเพื่อน ๆ รู้ว่าผมน้อยใจที่ตัวกระจิ๋วหลิว

เพื่อน ๆ จึงมาปลอบและชวนผมไปเล่นให้หายหน้านิ่ว

ฮิปโป๋ชวนผมไปว่ายน้ำ

แต่ผมว่ายน้ำได้ไม่นาน…ก็หมดแรง  ผมจึงต้องขี่หลังฮิปโป๋ขึ้นฝั่ง (ก่อนที่จะจมน้ำปุ๋ง ๆ)

พอหายเหนื่อย  ยีหลับก็ชวนผมไปเก็บผลไม้

ผมกระโดดเท่าไหร่…ก็เก็บผลไม้ไม่ถึง

ไม่เหมือนกับยีหลับที่แค่ยืดคอนิดหน่อย ก็เก็บผลไม้ได้ตั้งเยอะแยะ

(เห็นไหม ผมไม่ได้เรื่องเลยนะ)

เมื่อจิงโจ๋เห็นผมกระโดดดุ๋ง ๆ ได้  มันเลยชวนผมไปกระโดดไล่จับกันกลางทุ่งหญ้า

แต่ผมกระโดดได้ไม่นาน…แรงก็หมด

ท้ายที่สุด ผมเลยต้องเข้าไปนอนในถุงหน้าท้องของจิงโจ๋  แล้วหลับปุ๋ยไปโดยไม่รู้ตัว

ในความฝัน  ผมเห็นเพื่อน ๆ  พากันเบื่อผม

เพราะหนูตัวจิ๋วอย่างผม…ไม่มีค่า  ไม่มีประโยชน์

จริง ๆ แล้ว ผมก็อยากตัวโตเหมือนเพื่อน ๆ นะ…แต่ผมตัวโตได้แค่นี้

หนูตัวกระจิ๋วหลิวอย่างผมช่างไม่คู่ควรจะเป็นเพื่อนกับใคร ๆ เอาเสียเลย

เวลาเดินไปอย่างช้า ๆ   ผมหลับไปนานเท่าไรก็ไม่รู้

แต่เมื่อผมตื่น แล้วโผล่หัวออกมาจากถุงหน้าท้องของจิงโจ๋ ผมก็พบว่า

ตัวผมกับเพื่อน ๆ ถูกนายพรานใจร้ายจับมาขังเอาไว้ในกรงเหล็ก

พวกเราถูกขังเอาไว้ในบ้านหลังเล็ก  ๆ เพื่อรอส่งไปขายในตลาดมืด

ตอนที่ผมตื่น…นายพรานไม่อยู่

ฮิปโป๋, ยีหลับและจิงโจ๋จึงช่วยกันออกแรงดันให้ลูกกรงพัง เพื่อจะได้หนีไปเสียให้พ้น ๆ

แต่อนิจจา…ไม่ว่าเพื่อนตัวใหญ่ของผมจะออกแรงสักเท่าไร

ลูกกรงเหล็กก็ไม่มีทีท่าว่าจะหักหรือพังเลยสักนิด

สุดท้าย  เพื่อน ๆ ของผมจึงได้แต่นั่งคอตกและยอมจำนนต่อโชคชะตา

ในขณะนั้นเอง

หนูตัวจิ๋วอย่างผมก็มองเห็นกุญแจวางอยู่นอกกรงขัง

ถ้าผมหยิบกุญแจมาไขประตูกรงได้

เพื่อน ๆ ก็คงออกจากกรงได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องพังลูกกรงอย่างที่พยายามกันอยู่

แต่หนูตัวกระจิ๋วหลิว ที่ไร้ค่าไร้ประโยชน์อย่างผม…จะช่วยเพื่อน ๆ ได้ยังไงกันนะ

ในเสี้ยววินาทีนั้น 

ความคิดบางอย่างก็สว่างวาบขึ้นในใจของผม

“ก็เพราะผมเป็นหนูตัวจิ๋วยังไงล่ะ…ผมจึงน่าจะช่วยเพื่อน ๆ ได้”

เมื่อผมคิดดังนั้น ผมเลยกระโดดออกจากถุงหน้าท้องของเจ้าจิงโจ๋

แล้วใช้ความจิ๋วของผม 

เดินลอดซี่ลูกกรงออกไปอย่างสบาย ๆ   จากนั้น ก็หยิบกุญแจมาไขกรง

พร้อมกับเปิดประตูให้เพื่อน ๆ ได้เป็นอิสระ

เพื่อน ๆ ดีใจกันมากที่ได้ออกจากกรงขัง

พวกเรารีบหนีออกจากบ้าน  แล้วไปบอกเพื่อนสัตว์ให้ระวังนายพรานที่เข้ามาป้วนเปี้ยนในป่า

เมื่อเหตุร้ายผ่านไป  ผมรู้เลยว่า เพื่อน ๆ ต่างก็ภูมิใจในตัวผม

ถึงผมจะเกิดมาตัวกระจิ๋วหลิว  แต่ผมก็มีค่ามีความหมาย และมีประโยชน์ในแบบที่ผมเป็น

ผมดีใจที่ผมเป็นผม…เป็นหนูตัวจิ๋ว ที่มีข้อดีในแบบจิ๋ว ๆ

ใคร ๆ ต่างก็มีข้อดีในแบบที่ตัวเองเป็นทั้งนั้น

ผมภูมิใจในตัวเองมาก  ส่วนเพื่อน ๆ ก็ดีใจที่เห็นผมมีความสุขและยิ้มจนตาหยีได้เสียที

#นิทานนำบุญ

………………….

Posted in #นิทานน่ารัก, นิทานก่อนนอน, นิทานตลกก่อนนอน

กระต่ายน้อยเพื่อนรัก : นิทานก่อนนอนชวนยิ้ม อบอุ่นหัวใจ

ย้อนกลับไปราว 20 ปีก่อน ตอนที่ผมคิดจะแต่งนิทานเรื่องนี้ ตอนนั้น ผมยังไม่มีโครงเรื่องใด ๆ อยู่ในหัว มีแค่…ความคิดที่อยากจะบอกเด็ก ๆ ว่า มดตัวเล็ก ๆ สามารถแบกของใหญ่ ๆ ที่ใหญ่กว่าตัวของมันได้นะ

จุดเริ่มต้นของความคิดดูเป็นวิทยาศาสตร์ธรรมชาติมาก ๆ ซึ่งอาจเป็นเพราะผมเรียนสายวิทยาศาสตร์ แถมยังเคยเป็นผู้สอนวิทยาศาสตร์ แต่พอคิดไปคิดมา นิทานที่ได้กลับเป็นนิทานตลก ชวนยิ้ม ซึ่งในมุมมองของผม นี่คือนิทานที่น่ารักที่สุด อ่อนหวานที่สุด และแปลกประหลาดที่สุด ที่อ่านแล้วน่าจะทำให้นอนหลับฝันดี

นิทานเรื่องนี้ไม่ค่อยได้รับความนิยมนักในเว็บไซต์นิทานนำบุญ แต่ผมยังคงรักนิทานเรื่องนี้มาก และเชื่อว่า ถ้าผู้อ่านได้อ่านนิทานที่ดูคล้ายนิทานธรรมดา ๆ เรื่องนี้อย่างตั้งใจ ผู้อ่านน่าจะสัมผัสได้ถึงความพิเศษที่ซ่อนอยู่ในความเรียบง่ายของนิทานก่อนนอนเรื่องนี้ครับ

นานมาแล้ว มีกระต่ายน้อยตัวหนึ่งเป็นกระต่ายนิสัยดีที่มีเพื่อนฝูงรักใคร่มากมาย

วันหนึ่ง…ใกล้ ๆ กับช่วงปีใหม่  กระต่ายน้อยหิ้วตะกร้าใบใหญ่เดินเข้าไปในป่าเพื่อไปหาเพื่อน ๆ  แต่ระหว่างทาง มีหมาป่าตัวหนึ่งบังเอิญมาพบกระต่ายน้อยเข้า  หมาป่าจอมเกเรจึงตรงเข้าไปหาเรื่องกระต่ายน้อย พร้อมกับแย่งตะกร้ามาจากมือของเจ้ากระต่าย! 

ครั้นเมื่อกระต่ายน้อยร้องขอตะกร้าคืนจากหมาป่า  หมาป่าก็แกล้งทำเป็นตั้งเงื่อนไขว่า  ถ้ากระต่ายน้อยอยากได้ตะกร้าคืน กระต่ายน้อยจะต้อง“นอน”ลงกับพื้นแล้วเคลื่อนที่ไปยังริมทะเลสาบโดยห้ามขยับเขยื้อนตัวเป็นอันขาด?  เมื่อไปถึงแล้ว กระต่ายน้อยจะต้อง“เดิน”บนผิวน้ำไปยังเกาะที่อยู่กลางทะเลสาบ แล้ว“บิน”ขึ้นไปบนยอดเขาสูงชันที่อยู่บนเกาะเพื่อเก็บดอกไม้มาแลกกับตะกร้า

เมื่อกระต่ายน้อยได้ฟัง มันก็ทำตาแดง ๆ เหมือนจะร้องไห้ เพราะใคร ๆ ก็คงรู้ดีอยู่แล้วว่า เงื่อนไขของเจ้าหมาป่าเป็นเรื่องที่ไม่มีใครทำได้   

อย่างไรก็ตาม กระต่ายน้อยก็ยังอยากได้ตะกร้าใบสำคัญกลับคืนมา มันจึงนอนลงกับพื้น (ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่าควรทำอะไรต่อ) แล้วภาวนาขอให้ตัวของมันเคลื่อนที่ไปยังริมทะเลสาบได้เอง!

ทันใดนั้น…สิ่งไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เพราะจู่ ๆ กระต่ายน้อยที่นอนอยู่เฉย ๆ ก็ค่อย ๆ เคลื่อนที่ไปยังทะเลสาบโดยที่มันไม่ได้ขยับตัวเลยแม้สักนิด 

หมาป่าตกตะลึงต่อสิ่งที่ได้เห็น  เจ้ากระต่ายเองก็แปลกใจไม่ใช่น้อย แต่เมื่อมันชำเลืองไปดูที่ข้างตัว มันก็ต้องอมยิ้ม เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นผลงานของเหล่ามดเพื่อนรักที่ช่วยกันแบกตัวของเจ้ากระต่ายให้เคลื่อนที่ไปยังทะเลสาบคล้ายกับเวลาที่มดช่วยกันแบกของนั่นเอง

เมื่อกระต่ายมาถึงทะเลสาบ มันก็ลุกขึ้นยืนและคิดว่ามันจะ “เดิน” ไปยังเกาะกลางน้ำได้อย่างไร ในขณะที่กระต่ายน้อยกำลังคิดอยู่นั้น มันก็มองเห็นอะไรบางอย่างคล้ายกับแผ่นหิน โผล่ขึ้นมาจากผืนน้ำโดยทอดตัวเป็นแนวยาวไปยังเกาะกลางทะเลสาบ เมื่อกระต่ายน้อยมองดูชัด ๆ  มันจึงพบว่า แผ่นหินเหล่านั้นแท้จริงแล้วก็คือคุณเต่าเพื่อนของมันที่รวมพลังกันมาช่วยเหลือ 

เมื่อกระต่ายน้อยเห็นไมตรีจิตของคุณเต่าทั้งหลาย มันจึงส่งยิ้มให้แล้วเดินบนหลังเต่าข้ามน้ำไปยังเกาะที่อยู่กลางทะเลสาบอย่างไม่รอช้า

ฝ่ายหมาป่าที่ยืนมองอยู่ไกล ๆ นั้น  เมื่อมันเห็นกระต่ายเดินบนน้ำได้  มันก็ตกใจถึงกับอ้าปากค้าง

ครั้นเมื่อกระต่ายน้อยเดินข้ามน้ำไปถึงเกาะกลางทะเลสาบ มันก็เงยหน้ามองภูเขาที่สูงชันพลางถอนหายใจและคิดว่ามันคงไม่มีทาง”บิน”ขึ้นไปเก็บดอกไม้ได้เป็นแน่ 

แต่ก่อนที่กระต่ายน้อยจะหมดหวัง  ฝูงนกตัวกระจิริดที่เป็นเพื่อนของกระต่ายน้อยก็ย่องออกมาจากพุ่มไม้ แล้วบอกให้กระต่ายน้อยทำท่ากระพือหู จากนั้น พวกมันก็ช่วยกันใช้ปากจิกที่ขนปุย ๆ ของกระต่ายน้อยแล้วกระพือปีกพาเพื่อนของพวกมันบินขึ้นไปเก็บดอกไม้ที่อยู่บนยอดเขา  

เมื่อหมาป่าที่มองอยู่ไกล ๆ เห็นกระต่ายน้อยบินได้อีก  หมาป่าก็งุนงงจนต้องหยิกตัวเองไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ครั้นเมื่อกระต่ายน้อยนำดอกไม้จากยอดเขามามอบให้  แทนที่จะหมาป่าจะทำตามสัญญา  มันกลับโมโหจนควันออกหู แล้วตั้งท่าจะจับกระต่ายน้อยกินเป็นอาหาร

แต่กระต่ายน้อยยังโชคดี  เพราะเมื่อหมาป่าตั้งท่าจะทำร้าย  คุณสิงโตและคุณช้างซึ่งเป็นเพื่อนของกระต่ายน้อยก็พากันวิ่งออกมาจากป่าลึกพร้อมกับร้องไล่หมาป่าให้ไปเสียให้พ้น ๆ  หมาป่าตกใจมากที่เห็นสิงโตและช้าง แถมยังมีเสียงฝีเท้าของสัตว์อื่น ๆ ที่ดังตามมาอีก  หมาป่าจึงรีบทิ้งตะกร้าแล้ววิ่งหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต   

ในเวลาต่อมา  รอบตัวของกระต่ายน้อยก็แวดล้อมไปด้วยเพื่อนสัตว์ต่าง ๆ เต็มไปหมด  สัตว์ทั้งหลายเห็นกระต่ายน้อยร้องไห้จึงช่วยกันปลอบด้วยความเป็นห่วง แต่กระต่ายน้อยบอกเพื่อน ๆ ว่า จริง ๆ แล้วมันไม่ได้ร้องไห้เพราะเสียขวัญ แต่มันซึ้งใจที่ได้รู้ว่าเพื่อน ๆ รักมันมากขนาดไหน 

เมื่อพูดจบ  กระต่ายน้อยก็ไปหยิบตะกร้า แล้วนำตุ๊กตาไหมพรมรูปเพื่อนสัตว์ต่าง ๆ ที่มันใช้เวลาถักอยู่นานหลายเดือน ส่งมอบให้แก่เพื่อน ๆ ทุกตัวเพื่อเป็นของขวัญในวันปีใหม่ 

เมื่อสัตว์ต่าง ๆ ได้รับตุ๊กตาจากกระต่ายน้อย  สัตว์ทุกตัวก็น้ำตาคลอด้วยความซาบซึ้ง  เพราะตุ๊กตาทุกตัวถักขึ้นจากความรักที่กระต่ายน้อยมีต่อเพื่อน ๆ  (ด้วยเหตุนี้กระมัง กระต่ายน้อยจึงยอมให้หมาป่าเอาตะกร้าใบสำคัญนี้ไปไม่ได้)

สัตว์ทุกตัวดีใจที่ได้เป็นเพื่อนกับกระต่ายน้อย  ส่วนกระต่ายน้อยก็ดีใจที่มีเพื่อนดี ๆ เช่นนี้ หลังจากนั้น สัตว์ทั้งหมดก็พากันไปฉลองวันปีใหม่ที่บ้านของคุณสิงโต แล้วสัตว์ทุกตัวก็สัญญาว่า พวกมันจะเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน…ตลอดไป

Posted in Uncategorized

เบื้องหลังหนังสั้น : ก-ฮ

เบื้องหลังหนังสั้นเรื่อง ก-ฮ


หลังจากที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ได้นำหนังสั้นที่เคยทำสมัยเรียนป.ตรี ที่คณะวารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์ (ปี 2536) มาให้ชมกัน วันนี้ ผมจึงขอเขียนเล่าเบื้องหลังของหนังสั้นเรื่องนี้ให้อ่านกันครับ จำได้ว่าตอนที่ทำ ผมคิดอะไร ๆไว้เยอะมาก (แต่สร้างผลงานได้ตรงใจแค่ประมาณนึงเท่านั้น ถือเป็นแบบฝึกหัดนึงในชีวิตนะครับ)
….
แก่นเรื่อง (Theme) : เด็กไม่มีทางหลุดพ้นจากอำนาจของผู้ใหญ่ได้ (อำนาจที่ผมคิด แบ่งเป็นพระเดชและพระคุณ)
…..
เนื้อเรื่อง : ในครอบครัวเล็ก ๆ ครอบครัวหนึ่ง มีพ่อ แม่ และลูกวัย 5 ขวบ (พ่อเป็นตัวแทนอำนาจที่เรียกว่าพระเดช ส่วนแม่เป็นตัวแทนอำนาจที่เรียกว่าพระคุณ เด็กน้อยในเรื่องอายุจริงตอนนั้นเพิ่ง 4 ขวบ ยังเขียนหนังสือไม่ได้ แต่ใจสู้มาก)

พ่อมักสอนให้ลูกทำตามสิ่งที่พ่อสอน ส่วนแม่คอยให้ความรักและความห่วงใยต่อลูกเสมอ (การจับมือลูกคัดก.ไก่ตามเส้นประ และการให้ลูกเดินตามรางรถไฟ เป็นสัญลักษณ์ของการใช้อำนาจของผู้ใหญ่ที่มีต่อเด็ก) ช่วงต้นเรื่องเป็นการปูเรื่องให้เห็นการใช้อำนาจของผู้ใหญ่ทั้งพระเดชและพระคุณ

วันหนึ่ง พ่อทำม้าก้านกล้วยกับปืนก้านกล้วยให้ลูก พร้อมสอนให้ลูกกล้าหาญ กล้าปกป้องคนที่อ่อนแอกว่า แต่เมื่อพ่อกับแม่ออกจากบ้าน จู่ๆ ม้าก้านกล้วยก็มีชีวิต แล้วมันก็พาเด็กน้อยให้เดินทางออกนอกบ้าน นอกคำสั่งให้อยู่บ้าน และให้ฟังเสียงหัวใจของตัวเอง (ในหนังจะมีฉากที่เด็กเขียนด.เด็กในแบบของตัวเอง แล้วแม่เข้ามาปราม พร้อมกับจับมือให้เขียนตามรอยประอีก)

วันหนึ่ง ดอกทานตะวัน ซึ่งเป็นตัวแทนความหวัง ความฝัน ความเป็นตัวตนของเด็ก กำลังจะถูกรถไฟพุ่งเข้าใส่ เจ้าม้าก้านกล้วยก็ปลุกความกล้่าให้เด็กเข้าไปปกป้องดอกทานตะวัน ซึ่งเป็นการท้าทายอำนาจของรถไฟ (และคนขับรถไฟอย่างพ่อ)

เด็กน้อยภูมิใจที่ได้แสดงความกล้าหาญอย่างที่พ่อของเขาสอน แต่พ่อโกรธที่เด็กน้อยทำเรื่องอันตรายที่ไม่สมควรทำแบบนั้น เมื่อพ่อทำโทษลูกอย่างรุนแรง ลูกจึงตัดสินใจหนีออกจากบ้าน และในหนังมีฉากที่เด็กน้อยวิ่งออกจากรางรถไฟไป

หลังจากนั้น เด็กน้อยไปพักอยู่ในวัด ส่วนแม่ซึ่งเป็นตัวแทนความรักก็ออกตามหาลูกน้อยด้วยความขมขื่น แม่ทุกข์มากจนต้องไหว้วิงวอนให้พระช่วย เด็กน้อยแอบมองแม่ที่ทุกข์ระทม ในที่สุด เด็กน้อยก็ตัดสินใจออกจากที่ซ่อน แล้วกลับเข้าสู่กรอบหรือรางรถไฟอีกครั้ง (ฉากสุดท้ายที่วัด จะเห็นผ้าสีเหลืองมัดที่ม้าก้านกล้วยอีกครั้ง และฉากสุดท้ายที่รางรถไฟ จะเห็นดอกทานตะวันแห้งตายอยู่ตรงนั้น)

ในตอนจบ เด็กน้อยคัดตัว ฮ.นกฮูก พยัญชนะตัวสุดท้าย ตามรอยประด้วยตัวเอง เขาพูดในสิ่งที่พ่อสอน แต่แววตาสดใสของเขาได้หายไปราวกับคนที่ไร้ชีวิต

หมายเหตุ

1) ช่วงวัยรุ่น เราอาจมีความคิดความเชื่อบางอย่าง ตามประสบการณ์ชีวิตที่เรามีอยู่อย่างจำกัด แต่เมื่อเราเติบโตขึ้น (และถ้าโชคดี มีโอกาสเรียนรู้และเข้าใจโลกมากขึ้น) เราอาจเห็นความไร้เดียงสาในวัยหนึ่งของตัวเอง และนึกขำที่เราในวัยนั้น ช่างไม่เข้าใจชีวิตเลยจริงๆ
2. สีเสื้อในเรื่องมีการออกแบบสีเอาไว้ (แต่คงเห็นไม่ชัด) สีเสื้อตอนต้นเรื่องและตอนท้ายเรื่องจะใช้สีม่วงแต่เข้มต่างกัน ช่วงกลางที่เด็กทำตามหัวใจตัวเอง เสื้อจะเป็นสีเหลือง (สีตรงข้่ามกับม่วง) เริ่มจากเหลืองอ่อน แล้วเข้มขึ้น เข้มขึ้น ซึ่งในฉากที่ยืนขวางรถไฟ เสื้อจะสีเหลืองเข้มที่สุด (ไอเดียเรื่องการใช้สีเป็นสัญญลักษณ์ในหนัง ได้แนวทางมาจากหนังจีนเรื่องจูโด้)
3. หนังเรื่อง ก- ฮ ไม่ใช่หนังสำหรับเด็กเลย แต่เป็นหนังแนวดราม่า (หนังชีวิต)ที่พูดเรื่องเด็กกับอำนาจในครอบครัว (ตอนวัยรุ่น พี่นำบุญสนใจเรื่องเด็กในแง่การคุ้มครองเด็ก เวลาเห็นเด็กโดนทำร้ายหรือโดนทิ้งก็จะทุกข์มาก) การทำหนังเรื่องนี้ ทำให้พี่นำบุญได้บทเรียนดี ๆ หลายๆอย่าง และรู้สึกว่า การทำหนังเป็นการถ่ายทอดความคิดที่ “เอาแต่ใจ” ตัวเองมากเกินไปหน่อย แถมเสียเงินเยอะมาก ดังนั้น ไปเล่าความฝันผ่านสื่อแบบอื่น น่าจะเหมาะกับตัวเองมากกว่า ก-ฮ จึงเป็นหนังสั้นเรื่องเดียวที่ทำ และไม่รู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ทำหนังสั้นต่อจากเรื่องนี้อีกเลย

Posted in เรื่องเล่า

หนังสั้น : ก-ฮ

ปี 2536 ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เรียนอยู่ชั้นปีสุดท้ายที่คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตามปกติแล้ว หลักสูตรของคณะวารสารศาสตร์ฯ ใช้เวลาเรียน 4 ปี แต่เนื่องจากผมมีความสนใจใน 2 สาขาวิชา คือ วิชาด้านโฆษณา และวิชาด้านภาพยนตร์ ผมจึงเลือกเรียนวิชาของทั้งสองสาขาจนสามารถเลือกจบได้ทั้งสองเอก ในเวลา 5 ปี ซึ่งสุดท้าย ผมได้ตัดสินใจเลือกจบเอกภาพยนตร์ โดยการทำหนังสั้นสารนิพนธ์ เรื่อง ก-ฮ ซึ่งเป็นการทำหนังสั้นขนาดยาว ที่เริ่มตั้งแต่การวางแผนโครงการ การเขียนบท การคัดเลือกตัวแสดง การวางแผนถ่ายทำ การออกแบบเสื้อผ้าและอุปกรณ์ประกอบฉาก การถ่ายทำ การกำกับการแสดง การตัดต่อและการพากย์เสียง ซึ่งเป็นการศึกษากระบวนการทำหนังสั้นทั้งกระบวนการและได้นำความรู้จากการเรียนตลอด 5 ปีมาใช้อย่างเต็มที่

หนังสั้นเรื่อง ก-ฮ ใช้งบประมาณการถ่ายทำราว 8 หมื่นบาท (เป็นทุนส่วนตัว) โดยเงินเกือบครึ่งหนึ่งหมดไปกับค่าฟิล์มถ่ายหนัง 16 มิลลิเมตร (หากจำไม่ผิด ในสมัยนั้น ฟิล์มถ่ายหนังความยาวหนึ่งนาที ราคาราว 1000 บาท) โดยหนังสั้นเรื่องนี้ใช้กล้องถ่ายหนังแบบไขลานของคณะวารสารศาสตร์ฯ ซึ่งมีสภาพไม่สมบูรณ์นัก และมีการเช่ากล้องถ่ายหนังจากสตูดิโอภายนอกมาใช้ในบางฉากที่ต้องการถ่ายทำฉากต่อเนื่องที่ยาวเกินความสามารถของกล้องไขลาน นอกจากนี้ การล้างฟิล์มในยุคนั้นก็ถือว่าเป็นอุปสรรคในการทำงานมาก เพราะร้านที่รับล้างฟิล์มถ่ายหนังมีเพียง 1-2 ร้าน ซึ่งคุณภาพในการล้างฟิล์มบางม้วน ทำให้ต้องยกกองเพื่อถ่ายซ่อมใหม่ทั้งหมด และสีสันหรือความคมชัดของฟิล์มแต่ละม้วนที่ได้ออกมา ก็เรียกได้ว่า “ต้องภาวนา” ให้ออกมาพอใช้ได้ก็ยังดี!

หลังจากยุคที่ผมทำหนังสั้นเรื่องนี้ไม่กี่ปี การใช้กล้องวิดีโอในการถ่ายหนังสั้นและการตัดต่อด้วยคอมพิวเตอร์ก็เริ่มเข้ามา (สมัยที่ถ่ายด้วยฟิล์ม 16 มิลลิเมตร การตัดต่อในแลปที่ต้องการให้มีเทคนิคพิเศษ เช่น Fade in – Fade out – Dissolve หรืออะไรก็ตาม คิดราคาเทคนิคละ 500 บาทต่อจุดที่ต้องการใส่เทคนิค) หนังสั้นเรื่อง ก-ฮ จึงน่าจะเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ของการเรียนภาพยนตร์ในยุคเก่า ที่มีความท้าทายตามข้อจำกัดในยุคสมัยนั้น และอาจเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจเกี่ยวกับการทำหนังสั้นของนักศึกษาในอดีตพอสมควร

หนังสั้นสารนิพนธ์ : ก-ฮ (ปี 2536)

อนึ่ง ในการศึกษาเรื่องการทำหนังสั้นครั้งนี้ ผมในฐานะของนักศึกษาที่เป็นเจ้าของโครงการ ต้องขอขอบพระคุณคณาจารย์ โดยเฉพาะอาจารย์ที่ปรึกษา พี่ ๆ เจ้าหน้าที่ของคณะ เพื่อน ๆ ที่มาช่วยเป็นทีมงานในการถ่ายทำ และนักแสดงทุกคน ที่มีส่วนทำให้หนังสั้นเรื่อง ก-ฮ สำเร็จลุล่วงลงได้ ความทรงจำในวันนั้น ยังคงประทับใจมาถึงวันนี้ครับ ขอบคุณจริง ๆ

ประสบการณ์สำคัญที่ได้จากการทำหนังสั้นเรื่อง ก-ฮ ที่น่าสนใจมากคือ ในช่วงวัยที่ผมทำหนังเรื่องนี้ ผมภูมิใจและรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้ “ยอดเยี่ยมเหลือเกิน” แต่เมื่อเวลาผ่านไป การได้ย้อนกลับมาดูงานของตัวเองใหม่ ทำให้เห็น “ความไม่ยอดเยี่ยม” หรือ “ความไม่เอาไหน” ปรากฏอยู่เต็มไปหมด ประสบการณ์ครั้งนี้จึงสอนผมว่า ผลงานของเราที่เราเชื่อมั่นว่าถูกหรือดีในช่วงเวลาหนึ่ง อาจไม่ใช่ความจริงเสมอไป เพราะในช่วงเวลานั้น เราอาจประเมินผลงานโดย “หลง” เข้าข้างตัวเองอย่างไม่รู้ตัว

หมายเหตุ : ถ้ามีโอกาส ผมจะนำสารนิพนธ์ของหนังสั้นเรื่องนี้ มาให้อ่านกันนะครับ เนื้อหาค่อนข้างน่าสนใจ เพราะเป็นการอธิบายแนวคิดของหนังสั้นเรื่องนี้ รวมทั้งสัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่ซ่อนไว้ในเรื่อง ซึ่งน่าจะเป็นแนวทางที่ผู้สนใจสามารถศึกษาเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการเขียนบทหนังสั้นต่อไปได้ครับ