Posted in ครอบครัว, ความรัก, นิทานก่อนนอน, นิทานนำบุญ, นิทานาสอนใจเด็ก, นิทานเด็ก

ฉันชอบเธออย่างที่เธอเป็นมากที่สุด

“แอปเปิ้ล แอปเปิ้ล แอปเปิ้ล มะละกอ มะละกอ มะละกอ

กล้วย กล้วย กล้วย ส้ม ส้ม ส้ม

แอปเปิ้ล มะละกอ กล้วย ส้ม”

แอปเปิ้ลเป็นเด็กที่ชอบทำกิจกรรมกลางแจ้ง ยิ่งถ้าวันไหนได้ปลูกผักในสวน แอปเปิ้ลจะอยู่ในสวนได้ทั้งวัน

กล้วยเป็นเด็กที่ชอบศึกษาหาความรู้ ถ้าวันไหนกล้วยได้อยู่บ้านอ่านหนังสือหรือได้ไปห้องสมุด กล้วยจะมีความรู้สึกเหมือนได้ท่องเที่ยวไปในโลกกว้าง

เมื่อถึงวันเกิดของลูก ๆ คุณแม่เห็นว่าลูก ๆ เป็นเด็กที่น่ารัก ไม่ดื้อไม่ซน และใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์เสมอ คุณแม่จึงซื้อของขวัญเป็นตุ๊กตามาฝากลูกสาวคนละหนึ่งตัว

มะละกอได้ตุ๊กตาหมีที่มีชุดเป็นลายดอกไม้แสนอ่อนหวาน

ส่วนส้มไม่ได้ตุ๊กตาหมีเหมือนพี่ ๆ แต่เธอได้ตุ๊กตาเด็กไม่ใส่เสื้อแถมมีหัวจุก ซึ่งพี่ ๆ พากันร้องเพลงว่า “จ่อกกวิก กวิก กวิก กวิก กวิก กวิก กวิก กวิก กวิก จ่อก จ่อก กวิก กูลิติแกว็ด” กันอย่างสนุกสนาน

ในเวลาต่อมา เมื่อคุณแม่ไม่อยู่ มีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคนไม่คาดคิด

ในขณะเดียวกัน ตุ๊กตาหมีของมะละกอก็ส่งยิ้มให้มะละกอ พอมะละกอเห็น เธอก็ตาโตด้วยความประหลาดใจ แต่เธอก็ยิ้มตอบด้วยความดีใจ ที่จะได้มีเพื่อนเล่น

ส่วนตุ๊กตาเด็กหัวจุกที่ดูคล้ายกุมารทองของส้มนั้น มันรู้สึกว่าตัวของมันไม่น่ารักเหมือนตุ๊กตาตัวอื่น ๆ แถมมันยังไม่มีเสื้อใส่เสียด้วย เมื่อสบโอกาส เจ้าตุ๊กตาก็พยายามส่งยิ้มให้ส้มอย่างเจียมตัว แต่เมื่อส้มมองมาที่มัน ส้มกลับมีสีหน้านิ่งเฉย!

ในวินาทีนั้น ส้มเพิ่งได้สติเพราะมัวแต่คิดอะไรบางอย่างอยู่ในหัว ส้มเพิ่งสังเกตเห็นว่าตุ๊กตาของเธอมีชีวิต และมีสีหน้าแปลก ๆ ด้วยเหตุนี้ ส้มจึงพูดกับตุ๊กตาว่า “เธอเป็นอะไรไปเหรอ ปวดห้องน้ำรึเปล่าจ๊ะ?”

ส้มมองเจ้าตุ๊กตาหัวจุกของเธอด้วยความเอ็นดู จากนั้น ส้มก็บอกกับเจ้าตุ๊กตาหัวจุกว่า

เจ้าตุ๊กตาหัวจุกเขินจนหน้าแดงไปหมด เพราะตลอดเวลา มันไม่เคยรู้สึกว่ามันมีค่าสำหรับใครเลย แต่ในวันนี้ มันรู้สึกว่า ตัวมันมีค่าจริง ๆ เมื่อได้อยู่กับเพื่อนใหม่ที่เห็นคุณค่าของมัน

ครั้นเมื่อคุณแม่กลับมา เด็กทุกคนก็ไม่ลืมที่จะไปหอมแก้มคุณแม่ เพราะนอกจากคุณแม่จะมอบของขวัญแสนพิเศษให้กับลูก ๆ ทุกคนแล้ว คุณแม่ยังรู้ใจลูก ๆ ทุกคนอย่างทะลุปรุโปร่ง

ถ้าใครจะหอม ขอฝากหอมด้วยสักสองสามฟอด จากนั้น ก็ขอให้ทุกคนเข้านอนอย่างมีความสุขนะจ๊ะ

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • ทุกคนมีคุณค่าในแบบของตัวเอง แม้จะไม่เหมือนใคร
  • การยอมรับความแตกต่างคือพื้นฐานของความรักแท้จริง
  • ความคิดสร้างสรรค์สามารถเปลี่ยนสิ่งธรรมดาให้กลายเป็นสิ่งพิเศษ

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานนำบุญ, นิทานอบอุ่นหัวใจ

พลังวิเศษของกูรูบูจู้ : นิทานก่อนนอน แนวแฟนตาซีอบอุ่นใจ

แต่สำหรับนิทานเรื่อง “พลังวิเศษของกูรูบูจู้” นิทานแฟนตาซีเรื่องใหม่จากผู้แต่งนำบุญ นามเป็นบุญ ความแฟนตาซีในเรื่องนี้กลับมีความอบอุ่นที่ต่างออกไป นิทานนำบุญไม่เพียงแค่พาผู้อ่านเข้าสู่โลกเวทมนตร์ แต่ยังแฝงความละมุนละไมความอบอุ่น และความซนแบบมีเสน่ห์ ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผู้เขียน ทำให้นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานแฟนตาซีที่มีหัวใจ และมีความหมายลึกซึ้งเกินกว่าการผจญภัยทั่วไป

นิทานเรื่อง “พลังวิเศษของกูรูบูจู้” เป็นนิทานก่อนนอนเรื่องใหม่ ที่พี่นำบุญแต่งขึ้นในวันที่ 24 สิงหาคม 2566 ถือเป็นนิทานเรื่องใหม่เรื่องที่ 4 หลังจากหยุดแต่งนิทานมาตั้งแต่ตอนที่นิตยสารขวัญเรือนปิดตัวลง นิทานเรื่องนี้แต่งขึ้นที่จังหวัดนครพนม ในช่วงที่มีการประกวดนางงามจักรวาล ซึ่งแอนโทเนียได้ตำแหน่งรองชนะเลิศ ด้วยความซนของผู้แต่ง จึงนำชื่อของเธอมาตั้งเป็นชื่อตัวละคร และยังมีอะไรซน ๆ ซ่อนอยู่ในนิทานเรื่องนี้อีกหลายจุด ที่รอดักรอยยิ้มของผู้อ่านอยู่เป็นระยะ ๆ

กูรูบูจู้เป็นสัตว์ที่เป็นมิตรและชอบเล่นกับสัตว์ป่าอื่น ๆ มาก แต่กูรูบูจู้ไม่ใช่สัตว์ที่เกิดตามธรรมชาติมันเป็นผลงานการเนรมิตของนักเวทย์ที่ชื่อว่า “แอนโทเนีย”

แม้กูรูบูจู้จะเป็นสัตว์ที่เกิดขึ้นจากเวทมนตร์ แต่กูรูบูจู้มีความแตกต่างจากสัตว์เนรมิตของนักเวทย์คนอื่น ๆ นั่นก็คือ มันเป็นสัตว์เนรมิตที่ “มีหัวใจ” และรู้จักการส่งมอบความรัก

กูรูบูจู้เป็นสัตว์เนรมิตที่แอนโทเนียรักมากที่สุด ส่วนกูรูบูจู้ก็รักและถือว่าแอนโทเนียเป็นแม่ของมันด้วยเหตุนี้เอง กูรูบูจี้จึงตั้งใจที่จะเป็นสัตว์เนรมิตที่ดี และต้องการปกป้องแอนโทเนียให้ปลอดภัยจากผู้ที่ไม่หวังดีทั้งหลาย

แต่การจับกูรูบูจู้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะกูรูบูจู้มีอาวุธเป็นเขา แถมยังบินได้ ที่สำคัญ มันมีความผูกพันกับแอนโทเนียมาก จึงมักอยู่ใกล้ ๆ เธอเสมอ หากใครคิดจะไปลักพาตัวหรือจับกูรูบูจู้ แอนโทเนียก็คงปกป้องกูรูบูจู้ด้วยเวทมนตร์ของเธออย่างเต็มที่

วันนั้น นักเวทย์คนหนึ่งได้ปลอมตัวมาหลอกกูรูบูจู้ว่า ในป่าเวทมนตร์มีสมุนไพรที่สามารถรักษาแอนโทเนียให้หายป่วยได้ ส่วนนักเวทย์คนอื่น ๆ ก็ซ่อนตัวอยู่ในป่าเวทมนตร์ เพื่อรอเวลาในการจับตัวกูรูบูจู้มาศึกษา

แต่เมื่อมันไปถึงที่หมาย มันกลับพบว่าไม่มีสมุนไพรใด ๆ อยู่ที่นั่น มีก็แต่เหล่านักเวทย์จอมเจ้าเล่ห์ที่ซ่อนตัวอยู่ และทุกคนก็รวมพลังเวทมนตร์ เพื่อสะกดไม่ให้กูรูบูจู้ขยับปีกหรือใช้เขาในการต่อสู้ ในที่สุด กูรูบูจู้ก็ถูกจับนักเวทย์ทั้งหลายต่างพากันกระหยิ่มยิ้มย่องที่จับกูรูบูจู้ได้สำเร็จ

ครั้นเมื่อสัตว์เหล่านั้นได้สัมผัสกับความอบอุ่น และความจริงใจจากหัวใจของกูรูบูจู้ พวกมันก็เริ่มรู้สึกเหมือนเลือดลมในร่างเนรมิตของพวกมันเริ่มไหลเวียน จนพวกมันเริ่มรู้สึกถึงความมีชีวิตอย่างแท้จริง และพวกมันก็เริ่มตระหนักถึงความสำคัญ ของการส่งมอบความรักให้แก่ผู้อื่น

พวกสัตว์เนรมิตช่วยกันหาวิธีพากูรูบูจู้หนีออกจากห้องเวทมนตร์ลึกลับอยู่สักพัก ในที่สุด พวกมันก็ทำได้สำเร็จ

เมื่อกูรูบูจู้หนีการติดตามมาจนเข้าเขตบ้านของแอนโทเนีย แอนโทเนียซึ่งยังคงป่วยอยู่ได้ยินเสียงผิดปกติจึงลุกขึ้นมาดูเหตุการณ์ที่หน้าต่าง

เมื่อกูรูบูจู้เห็นแอนโทเนีย มันก็รีบโผเข้าหาวงแขนอันอบอุ่นนั้น ส่วนแอนโทเนียก็กอดเจ้ากูรูบูจู้สัตว์เนรมิตที่เธอรักเหมือนลูกเอาไว้ในอ้อมอก

แต่ก่อนที่เหล่านักเวทย์จะลงมือ สัตว์เนรมิตทั้งหลายก็ทำเรื่องที่เหล่านักเวทย์คาดไม่ถึง นั่นคือ พวกมันพากันโผเข้ากอดเหล่านักเวทย์ ซึ่งเปรียบเสมือนพ่อแม่ผู้สร้างชีวิตให้แก่มัน

ครั้นเมื่อเหล่านักเวทย์ถูกสัตว์เนรมิตที่ตนเองสร้างโผเข้ากอดและส่งมอบความรักให้ หัวใจอันหยาบกระด้างของพวกเขาก็ค่อย ๆ ละมุนละไมมากขึ้น

ในที่สุด เรื่องราวท้ั้งหมดก็จบลงอย่างมีความสุข

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

นิทานเรื่อง นูอินกับลูกนกดึกดำบรรพ์

นิทานก่อนนอนเรื่อง นูอินกับลูกนกดึกดำบรรพ์ เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งเมื่อวันที่ 16 เดือนตุลาคม 2549 เพื่อส่งไปตีพิมพ์ในนิตยสารขวัญเรือน นับถึงวันนี้ (19 มกราคม 2566) ก็ผ่านมาแล้วประมาณ 17 ปี นานมากเลยนะครับ นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานก่อนนอนสั้น ๆ ผมคิดว่าตัวละครน่าสนใจดี เด็กคนไหนชอบเรื่องราวเกี่ยวกับไดโนเสาร์อาจจะชอบนิทานเรื่องนี้เป็นพิเศษ ขอให้มีความสุขกับการอ่านนิทานนะครับ

นิทานเรื่อง นูอินกับลูกนกดึกดำบรรพ์

          นูอินเป็นเด็กยุคหิน   พ่อกับแม่ของนูอินมีลูกเพียงคนเดียว  นูอินจึงเหงาและอยากจะมีใครสักคนเป็นเพื่อน

          อยู่มาวันหนึ่ง  นูอินพบลูกนกดึกดำบรรพ์ตกลงมาจากรังบนยอดไม้  เจ้าลูกนกได้รับบาดเจ็บ   มันส่งเสียงร้องอย่างน่าสงสาร  นูอินอยากช่วยเจ้าลูกนก  เขาจึงอุ้มลูกนกดึกดำบรรพ์กลับไปรักษาตัวที่ถ้ำซึ่งเป็นบ้านของเขา

         

นูอินเฝ้าดูแลลูกนกตั้งแต่เช้าจรดค่ำตามคำแนะนำของพ่อกับแม่  ยิ่งนานวัน…นูอินก็ยิ่งผูกพันกับเจ้าลูกนกมากขึ้นเรื่อย ๆ  จวบจนเมื่อเจ้าลูกนกหายจากอาการบาดเจ็บ  เด็กน้อยผู้โดดเดี่ยวจึงตัดสินใจเลี้ยงลูกนกเอาไว้เป็นเพื่อนของเขา

          ทุก ๆ วัน  นูอินจะคอยหาของกินอร่อย ๆ มาให้เจ้าลูกนกไม่เคยขาด  เขาชอบนำดอกไม้,ฝุ่นสีและลูกปัดหินมาตกแต่งตามเนื้อตัวของเจ้าลูกนกให้ดูสวยโดดเด่น   นูอินมีความสุขมากที่ได้เล่นสนุกกับเจ้าลูกนก  เขามักจะอุ้มเจ้าลูกนกไปเดินเที่ยวในที่ต่าง ๆ อยู่เสมอ ๆ

          เมื่อผู้คนเห็นลูกนกแสนสวยของนูอิน  พวกเขาก็พากันมาห้อมล้อมและขอแตะเนื้อต้องตัวเจ้าลูกนกเป็นการใหญ่  นูอินไม่อยากให้ใครมายุ่งกับลูกนกที่เขารัก  ดังนั้น นูอินจึงเลิกพาเจ้าลูกนกออกไปเดินเล่นนอกถ้ำอีก

          นับจากวันนั้น  เจ้าลูกนกก็จำต้องอุดอู้อยู่แต่ในถ้ำและคอยเป็นเพื่อนเล่นกับนูอินเพียงผู้เดียว  แม้เจ้าลูกนกจะรักนูอินมาก แต่มันก็ไม่มีความสุขเอาเสียเลย  เพราะจริง ๆ แล้วมันฝันที่จะโผบินไปบนฟากฟ้าเพื่อมีโอกาสกลับไปอยู่กับฝูงนกซึ่งเป็นเพื่อนพ้องพี่น้องของมัน

          ในขณะที่นูอินมีความสุขที่ได้อยู่กับเจ้าลูกนกเพื่อนรัก  แต่เจ้าลูกนกกลับเซื่องซึมไร้ชีวิตชีวาลงเรื่อย ๆ   ไม่ช้าไม่นานนัก  เจ้าลูกนกก็เริ่มป่วยกระเสาะกระแสะ  จนท้ายที่สุด…มันก็ไม่มีเรี่ยวแรงแม้กระทั่งจะส่งเสียงร้องทักนูอินดังที่มันเคยทำได้

          เมื่อนูอินเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้น  เขาจึงเที่ยวหาสมุนไพรดี ๆ มารักษาเจ้าลูกนกอย่างสุดความสามารถ  แต่จนแล้วจนรอด เจ้าลูกนกก็ไม่มีทีท่าว่าจะแข็งแรงขึ้นเลยแม้แต่น้อย  มิหนำซ้ำ มันยังอ่อนแรงลงจนดูเหมือนว่ามันกำลังจะลาจากโลกนี้ไป 

          นูอินห่วงเจ้าลูกนกจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ  พ่อกับแม่ของนูอินเห็นท่าไม่เข้าที  ท่านทั้งสองจึงเชิญคุณหมอให้มาช่วยตรวจอาการของเจ้าลูกนกโดยด่วน

          คุณหมอยุคหินเป็นคุณหมอที่เก่งมาก  คุณหมอตรวจเจ้าลูกนกไม่นานก็รู้ว่ามันป่วยเพราะเหงาและอยากกลับไปอยู่กับพวกของมัน  เมื่อนูอินรู้สาเหตุที่ทำให้เจ้าลูกนกไม่สบาย  เขาก็รู้สึกผิดที่รั้งเจ้าลูกนกเอาไว้โดยไม่ได้คิดถึงจิตใจของมันบ้าง 

          แม้นูอินจะรักเจ้าลูกนกมาก  แต่ความรักคือการให้…ไม่ใช่การครอบครองเป็นเจ้าของ ด้วยเหตุนี้  นูอินจึงกระซิบบอกเจ้าลูกนกทั้งน้ำตาว่า ถ้าลูกนกแข็งแรงขึ้น  เขาจะยอมปล่อยให้เจ้าลูกนกกลับไปใช้ชีวิตอิสระอยู่กับเพื่อนๆ และครอบครัวของมัน

          เจ้าลูกนกดีใจมากที่ได้ฟังคำพูดของนูอิน  เพราะนอกจากมันจะเป็นสิ่งที่เจ้าลูกนกต้องการแล้ว  มันยังแสดงให้เห็นถึงความปรารถนาดีที่นูอินมีให้แก่มันอย่างเต็มเปี่ยม  

          หลังจากนั้นไม่นาน  เจ้าลูกนกจึงค่อย ๆ แข็งแรงขึ้นจนกระทั่งมันมีแรงพอที่จะบินออกไปสู่แผ่นฟ้าอันกว้างใหญ่ได้

          นูอินมีความสุขที่เห็นเจ้าลูกนกหายป่วย  แม้การปล่อยให้เจ้าลูกนกกลับไปอยู่กับพวกพ้องพี่น้องของมันจะทำให้นูอินรู้สึกเหงา ๆ  แต่เขาก็เชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด  เพราะการทำให้เพื่อนมีความสุขเป็นหน้าที่ของเพื่อนที่ดี  

#นิทานนำบุญ

Posted in นิทาน, เด็ก

นิทานเรื่อง วงดอกไม้ประดับเมือง

นิทานก่อนนอนเรื่อง วงดอกไม้ประดับเมือง เป็นนิทานเรื่องที่ 5 ในชุด หมู่บ้านย้อนเวลา การอ่านให้สนุก คือต้องอ่านนิทานเรื่องอื่น ๆ ก่อน แล้วจึงค่อยมาอ่านนิทานเรื่อง “วงดอกไม้ประดับเมือง” ซึ่งนิทานเหล่านั้น อยู่ในหมวด “นิทานชุดพิเศษ” ตามลิงค์ด้านล่างนี้

https://bit.ly/3GhMBid

นิทานเรื่อง วงดอกไม้ประดับเมือง

          ลิโลกับลุลาเป็นเด็กน้อยที่เกิดและเติบโตในเมืองซึ่งเต็มไปด้วยต้นไม้และดอกไม้  พวกเขามักเล่นสนุกอยู่ท่ามกลางต้นไม้และดอกไม้ได้ทั้งวันแบบไม่รู้เบื่อ  แม้ต้นไม้และดอกไม้ในเมืองของลิโลกับลุลาจะเป็นต้นไม้และดอกไม้ธรรมดา ๆ ไม่แตกต่างจากเมืองอื่น ๆ  แต่สำหรับเด็ก ๆ อย่างพวกเขา การได้เล่นอยู่ท่ามกลางต้นไม้และดอกไม้เป็นเสมือนกับการได้ผจญภัยอยู่ในดินแดนแสนงามที่มีสิ่งมหัศจรรย์ให้ค้นพบได้ไม่เว้นแต่ละวัน 

            อยู่มาวันหนึ่ง  พระราชากับพระราชินีผู้ปกครองเมืองของลิโลกับลุลาทรงได้ฟังนิทานเกี่ยวกับชายคนหนึ่งที่สร้างเอกลักษณ์ให้กับเกาะของตนด้วยการปลูกต้นไม้ซึ่งผลัดกันออกดอกต่างสีสันในแต่ละฤดูกาล  จนทำให้เกาะของเขาเสมือนเปลี่ยนสีได้ในทุกฤดู และทำให้ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศพากันหลั่งไหลมาชื่นชมความงามของเกาะจนชายคนนั้นมีรายได้และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น  พระราชากับพระราชินีทรงอยากให้ชาวเมืองมีรายได้จากนักท่องเที่ยวและมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นบ้าง  ทั้งสองพระองค์จึงประกาศให้ชาวเมืองช่วยกันคิดหาวิธีสร้างเอกลักษณ์ให้แก่เมือง

            หลังจากที่พระราชากับพระราชินีป่าวประกาศ  ชาวเมืองทุกคน รวมทั้งลิโลกับลุลา ก็ครุ่นคิดหาวิธีสร้างเอกลักษณ์ให้เมืองกันไปต่าง ๆ นานา  จากนั้น  พวกเขาก็นำความคิดมาเสนอต่อพระราชากับพระราชินีที่พวกเขาเคารพรัก

            ชาวเมืองบางคนเสนอให้พระราชาซื้อต้นไม้หายากมาปลูกให้ทั่วเมือง  ชาวเมืองบางคนห่วงว่าการซื้อต้นไม้หายากจะสิ้นเปลือง จึงเสนอให้พระราชาหาต้นอ่อนของต้นไม้หายากที่มีราคาถูกกว่ามาเพาะเลี้ยง ซึ่งเมื่อมันโตก็น่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ไม่ต่างกัน  ชาวเมืองบางคนคิดว่าการรอให้ต้นอ่อนของต้นไม้หายากเติบโตอาจใช้เวลามากเกินไปจึงเสนอว่า การเลียนแบบนิทานด้วยการปลูกต้นไม้ธรรมดา ๆ ที่ออกดอกสลับสีกันในแต่ละฤดูอาจเป็นวิธีที่ง่ายกว่า ประหยัดกว่าและดึงดูดนักท่องเที่ยวได้รวดเร็วกว่า  ซึ่งในขณะที่ชาวเมืองผลัดกันเสนอความคิด  ลิโลกับลุลาก็แอบปลีกตัวไปช่วยกันเก็บดอกไม้และใบไม้ที่ร่วงอยู่ตามพื้น แล้วนำมาเตรียมทำบางสิ่งบางอย่างที่พวกเขาเชื่อว่าน่าจะช่วยสร้างเอกลักษณ์ให้แก่เมืองของพวกเขาได้

เมื่อเวลาผ่านไป  หลังจากที่ผู้ใหญ่คนสุดท้ายเสนอความคิดเรียบร้อยแล้ว  ลิโลกับลุลาก็ลุกขึ้นยืนแล้วลิโลก็เป็นตัวแทนกล่าวว่า “การที่พวกเราได้เล่นและคลุกคลีอยู่กับต้นไม้ดอกไม้ทุก ๆ วัน ทำให้พวกเราค้นพบว่า ต้นไม้และดอกไม้สามารถนำมาทำสิ่งมหัศจรรย์ได้มากมาย ซึ่งสิ่งที่พวกเราเชื่อว่าจะสร้างให้เมืองของเรามีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร ทั้งยังทำได้ไว ประหยัด สวยงาม และชวนนักท่องเที่ยวมาทำร่วมกันได้ ก็คือ การทำ วงดอกไม้ประดับเมือง แบบนี้ขอรับ”

          เมื่อลิโลพูดจบ  เด็กทั้งสองก็ลงมือจัดเรียงใบไม้และดอกไม้เป็นวงที่พื้น  ลิโลทำวงดอกไม้โดยเน้นสีที่ฉูดฉาดมีพลังแบบเด็กผู้ชาย  ส่วนลุลาทำวงดอกไม้โดยใช้สีที่อ่อนหวานตามแบบของเด็กผู้หญิง   เด็กทั้งสองใช้เวลาเรียงใบไม้และดอกไม้เป็นวงอยู่สักพัก  ในที่สุด  วงดอกไม้ประดับเมืองที่ทำจากใบไม้และดอกไม้ก็ปรากฏต่อหน้าของทุก ๆ คน และทำให้พระราชา พระราชินี รวมทั้งชาวเมืองทุกคนต่างตกตะลึงในความงามที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า

            พระราชา พระราชินี รวมทั้งชาวเมืองทุกคนแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเลยว่า  เพียงแค่การนำดอกไม้และใบไม้ที่ร่วงหล่นมาจัดเรียงกันเป็นวง จะทำให้เกิดวงดอกไม้ที่สวยงามได้มากถึงเพียงนี้  ซึ่งหากชาวเมืองแต่ละคนลงมือทำบ้าง ก็คงได้วงดอกไม้ที่งดงามแตกต่างกันไปตามฝีมือของแต่ละคน  และสามารถใช้ประดับเมืองจนนักท่องเที่ยวอยากแวะเวียนมาดูได้อย่างไม่รู้เบื่อ

            ในที่สุด  พระราชากับพระราชินีก็ตกลงใจที่จะใช้วงดอกไม้ประดับเมืองเป็นเอกลักษณ์ในการดึงดูดนักท่องเที่ยว  โดยพระราชาทรงขอร้องให้ชาวเมืองช่วยกันเก็บดอกไม้และใบไม้ที่ร่วงหล่นมาจัดเป็นวงดอกไม้ประดับเมืองทุก ๆ วัน  ส่วนพระราชินีก็ทรงเสนอแนะให้จัดเทศกาลงานประกวดวงดอกไม้ประจำปี โดยเชิญชวนให้คนต่างถิ่นเข้ามาร่วมสนุกด้วย 

หนึ่งปีต่อมา  ชื่อเสียงของเมืองเล็ก ๆ ที่มีวงดอกไม้ประดับเมืองตกแต่งอยู่ตามจุดต่าง ๆ ก็เป็นที่เลื่องลือไปทั่วทุกสารทิศ  แน่นอนว่า ผู้คนต่างพากันหลั่งไหลมาเยี่ยมชมและทำให้ชาวเมืองมีรายได้จากนักท่องเที่ยวตามที่พระราชากับพระราชินีทรงหวังเอาไว้  ส่วนลิโลกับลุลาก็ภูมิใจที่พวกเขามีโอกาสแสดงความมหัศจรรย์ของต้นไม้ดอกไม้ให้ทุกคนได้เห็น และมีส่วนทำให้ทุก ๆ คนในเมืองมีความสุขเพิ่มมากขึ้น

#นิทานนำบุญ

………………….

Posted in ข้อคิด, นิทาน, เด็ก

นิทานเรื่อง สามทหารเสือ

กลางเดือนธันวาคม อากาศเริ่มหนาว พี่นำบุญเลยนำนิทานเรื่องใหม่มาฝากเด็ก ๆ ครับ (เป็นนิทานที่เคยพิมพ์ในนิตยสารขวัญเรือนมาแล้ว)

นิทานเรื่องนี้แต่งในแนวนิทานอีสป เนื้อเรื่องจะเป็นแนวนิทานสอนใจสั้น ๆ ที่มีตัวละครเป็นสัตว์ นิทานแนวนิทานอีสปเป็นนิทานที่พี่นำบุญแต่งเอาไว้น้อยมาก เพราะคิดว่าโลกมีนิทานแนวนิทานอีสปมากพอแล้ว แต่ในวันนึง พี่นำบุญอยากท้าทายตัวเอง เลยลองแต่งนิทานแนวนี้ออกมาบ้าง หวังว่าคงพอใช้ได้นะครับ ขอให้มีความสุขกับนิทานเรื่องนี้ครับ

นิทานเรื่อง สามทหารเสือ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีสิงโตตัวหนึ่งเป็นเจ้าป่าซึ่งคอยดูแลปกป้องป่าให้สงบสุขมาเป็นเวลาช้านาน  ครั้นเมื่อสิงโตแก่ตัวลงจนเขี้ยวเล็บเริ่มสึกกร่อน  เหล่านายพรานที่เคยเกรงกลัวสิงโตก็พากันเข้ามาในป่าแล้วเที่ยวไล่ล่าสัตว์ต่าง ๆ เล่นอย่างสนุกสนาน   เมื่อสิงโตเห็นว่าตัวของมันแก่ชราเกินกว่าจะปกป้องป่าตามลำพังได้  มันจึงไปขอร้องเสือโคร่ง, เสือดาวและเสือดำให้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ

เสือโคร่ง, เสือดาวและเสือดำต่างเคารพสิงโตในฐานะที่เป็นเจ้าป่าอาวุโส  พวกมันจึงยอมมาช่วยโดยไม่หวังสิ่งใด ๆ ตอบแทน   แต่สิงโตเจ้าป่าไม่อยากเอาเปรียบเสือทั้งสาม  มันจึงเสนอที่จะสั่งการให้สัตว์ในป่าผลัดกันหาอาหารมาให้เสือทั้งสามกินทุก ๆ มื้อ

หลังจากที่สิงโตกับเหล่าเสือตกลงกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว   เสือโคร่ง, เสือดาวและเสือดำก็เริ่มออกลาดตระเวนไปทั่วทั้งป่า โดยหมายจะสั่งสอนนายพรานทั้งหลายที่บังอาจรุกล้ำเข้ามาในเขตปกครองของสิงโตเฒ่า 

นอกจากนี้  เสือโคร่ง, เสือดาวและเสือดำยังต้องการให้สัตว์ป่าน้อยใหญ่ได้ฝึกฝนการดูแลตัวเอง  ดังนั้น พวกมันจึงสั่งให้สัตว์ต่าง ๆ แบ่งหน้าที่กันเป็นเวรยามเฝ้าระวังการบุกรุกของเหล่านายพรานด้วย  

นับจากวันนั้นเป็นต้นมา   ไม่ว่านายพรานจะแอบลอบเข้ามาในป่า ณ จุดใด  พวกเขาก็จะพบเสือโคร่ง, เสือดาวและเสือดำปรากฏกายต้อนรับด้วยเขี้ยวขาว ๆ และกรงเล็บอันแหลมคม ณ ที่นั้น ๆ เสมอ   ไม่นานนัก…ป่าที่เคยมีนายพรานเข้ามาก่อความไม่สงบก็กลับคืนสู่สภาพปกติได้อีกครั้ง

แม้พวกสัตว์จะได้ความสงบสุขกลับคืนมา  แต่การที่พวกมันยังคงต้องผลัดเปลี่ยนกันเป็นเวรยาม รวมทั้งต้องหาอาหารมาเลี้ยงเสือทั้งสาม ทำให้สัตว์ทั้งหลายรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง  

“เมื่อไม่มีนายพรานมารังควาญ งานระแวดระวังภัยต่าง ๆ ก็น่าจะสิ้นสุดลงได้แล้ว”  

พวกสัตว์จอมขี้เกียจคิดเช่นนั้นเพราะพวกมันอยากมีชีวิตสุขสบายที่ไม่ต้องรับผิดชอบงานใด ๆ  เลยแม้สักอย่าง  ด้วยเหตุนี้เอง  สัตว์ทั้งหลายจึงรวมตัวกันแล้วเดินทางไปหาสิงโต เพื่อขอให้สิงโตเจ้าป่าขับไล่เสือโคร่ง, เสือดาวและเสือดำไปเสียให้พ้น ๆ

สิงโตพยายามทัดทานและชี้ให้สัตว์ป่าเหล่านั้นเห็นถึงผลร้ายที่อาจจะตามมาในอนาคต  แต่จนแล้วจนรอด  สัตว์ทั้งหลายก็ยังคงดื้อดึงและพยายามกดดันให้สิงโตเจ้าป่าขับไล่เสือทั้งสามไปโดยเร็วที่สุด  

สิงโตเสียใจที่ความพยายามของมันไร้ผล   มันจึงจำใจต้องขอให้เสือทั้งสามยุติภารกิจปกป้องป่าดังที่มันเคยขอร้องเอาไว้

หลังจากที่เสือโคร่ง, เสือดาวและเสือดำลาสิงโตไปได้ไม่นาน  สิงโตเจ้าป่าก็ล้มป่วยลงด้วยความชรา   จนในที่สุด  สิงโตผู้เฝ้าดูแลป่ามาตลอดชั่วชีวิตก็หมดลมหายใจและจากสัตว์ทั้งหลายไปอย่างสงบ 

เมื่อนายพรานได้ข่าวว่าในป่าไม่มีทั้งสิงโตและเหล่าเสือคอยปกป้อง  พวกนายพรานจึงบุกเข้ามาในป่าอีกครั้ง แล้วทำการไล่ล่าสัตว์ป่าน้อยใหญ่กันอย่างสบายใจไร้ผู้ขัดขวาง

มาถึงตอนนี้…แทนที่เหล่าสัตว์จอมขี้เกียจจะแค่ทำงานโดยผลัดเปลี่ยนกันดูแลป่าคนละเล็กละน้อย   พวกมันกลับต้องคอยซ่อนตัวและวิ่งหนีกระสุนปืนของเหล่านายพรานจนแทบไม่มีเวลาได้พัก 

สัตว์ป่าทั้งหมดต่างรู้สึกเสียใจต่อความโง่เขลาเบาปัญญาของตัวเองที่ดื้อดึงไม่ยอมฟังคำเตือนของสิงโตเจ้าป่า   พวกมันอยากให้เสือโคร่ง, เสือดาวและเสือดำกลับมาช่วยปกป้องป่าดังเดิมอีก  แต่น่าเสียดาย….เพราะทุกสิ่งทุกอย่างได้สายเกินแก้ไปเสียแล้ว   

#นิทานนำบุญ

…………………………….

Posted in การละเมิดลิขสิทธิ์และการปกป้องผลงาน, ทิศทางเว็บไซต์นิทานนำบุญ, เรื่องเล่าจากพี่นำบุญ

เรื่องเล่าจากพี่นำบุญ

วันที่ผมเขียนบทความนี้ตรงกับวันที่ 5 ธันวาคม 2565

ผมเขียนบทความครั้งก่อนเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2564 ตอนนั้น ผมคิดว่าเว็บไซต์นิทานนำบุญคงลงตัวแล้ว เพราะมีนิทานมากถึง 320 เรื่อง น่าจะพอใช้งานได้ทั้งปี แถมมีเงินค่ากาแฟจากผู้อ่านไว้ดูแลเว็บไซต์ ดังนั้น ผมน่าจะปล่อยมือจากการพัฒนาเว็บไซต์ แล้วเอาเวลาไปทำสื่อในช่องทางอื่นเพื่อหารายได้ให้ตัวเองบ้าง

แต่หลังจากที่เขียนบทความในครั้งนั้น จนกระทั่งถึงวันนี้ (ราวปีเศษ) มีเรื่องราวเกิดขึ้นหลายเรื่อง ทั้งดีและแย่ บางเรื่องทำให้รู้สึกอยากปิดเว็บไซต์ เพราะรู้สึกว่ามันแย่จริง ๆ

วันนี้ ผมจึงขอมาเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น รวมถึงทิศทางที่จะเกิดขึ้นต่อไปในปีหน้าให้ได้ทราบกันครับ

เรื่องทั่วไป

ในเรื่องความเป็นไปของเว็บ นับตั้งแต่ต้นปี 65 ที่ผมโพสต์นิทานไว้ 10 เรื่อง จากนั้น ผมก็แทบจะไม่ได้โพสต์นิทานเรื่องใหม่ ๆ อีกเลย ในตอนแรก ผมคิดว่าคนอ่านจะลดลงเมื่อไม่ได้โพสต์นิทานเรื่องใหม่ แต่ปรากฎว่า ยอดของผู้ที่เข้าใช้งานเว็บไซต์มีมากขึ้น คือมากถึง 3600 คนในบางวัน (แต่เดิมมีราว 3000 คน)

ในเรื่องการขอสปอนเซอร์สนับสนุนเว็บไซต์ หลังจากที่มีผู้สนับสนุนมา 3 ราย ผมก็ไม่เคยขอการสนับสนุนจากที่ไหนอีก ผมคิดว่าการไปขอสปอนเซอร์มาสนับสนุนเว็บไซต์เล็ก ๆ ไม่น่าจะเป็นแนวทางที่ผมสะดวกใจนัก ส่วนตัวแล้วผมค่อนข้างเกรงใจที่จะขอเงินก้อนใหญ่ ๆ จากใครก็ตาม

ในเรื่องการทำเว็บไซต์ใหม่หรือทำช่องยูทูบช่องใหม่ ในช่วง 1ปีที่ผ่านมา ผมรู้สึกได้ว่าร่างกายของผมเสื่อมลงตามวัย สายตามองจอนาน ๆ ไม่ค่อยไหว เสียงเริ่มไม่ทนทาน เวลาอ่านออกเสียง เสียงมักแหบและทุ้มลง ซึ่งแต่ก่อนทำได้ดีกว่านี้ ส่วนแรงจูงใจในการสร้างคอนเทนต์มีไม่มากเท่ากับตอนที่เริ่มทำเว็บไซต์นิทานนำบุญ การทำเว็บไซต์ใหม่หรือช่องยูทูบใหม่จึงไม่คืบหน้านัก

เรื่องบั่นทอนจิตใจ

ปีที่ผ่านมา เป็นปีที่มีเรื่องบั่นทอนจิตใจหลายเรื่อง หลัก ๆ คือการถูกละเมิดลิขสิทธิ์โดยนำนิทานไปใช้ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การนำนิทานนำบุญไปทำคลิป การนำไปเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ชื่อดัง การนำไปทำอีบุ๊คแล้วเผยแพร่ในอินเทอร์เน็ต การนำชื่อนิทานนำบุญไปหลอกคน การหารายได้ด้วยการรับจ้างแต่งนิทาน แต่นำนิทานจากในเว็บนี้ไปส่งให้ผู้จ้าง ฯลฯ ซึ่งคนที่ละเมิดลิขสิทธิ์มีทั้งคนทั่วไป อาจารย์มหาวิทยาลัย นักศึกษา นักเรียนมัธยมทั้งม.ต้นและม.ปลาย

การถูกละเมิดลิขสิทธิ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และการต้องคอยแจ้งให้ลบหรือหาทางให้แพลตฟอร์มต่าง ๆ ช่วยลบ เป็นเรื่องที่ทำให้เสียทั้งความรู้สึกและเสียเวลามาก บางครั้งผมก็คิดว่า ถ้าตัวเองไม่ทำเว็บไซต์ คนเหล่านี้ก็คงก๊อปปี้นิทานไปเผยแพร่ไม่ได้ การทำเว็บไซต์แบบไม่ได้หวังผลกำไร แค่อยากให้เด็ก ๆ มีนิทานอ่าน กลายเป็นการเปิดช่องให้คนอื่นเอาเปรียบตัวผม เรื่องแบบนี้พอเจอบ่อย ๆ ก็ทำใจยอมรับลำบาก

ส่วนอีกเรื่องหนักกว่าและทำให้รู้สึกแย่กว่า คือ ผมได้ไปแจ้งความคดีละเมิดลิขสิทธิ์ไว้ 1 คดี ตอนเดือนธันวาคม ปี 2564 ตอนนี้ เกือบครบหนึ่งปี คดีไม่มีคืบหน้า หลักฐานที่ส่งไปมีความชัดเจนว่าใครเป็นผู้กระทำผิด แต่เรื่องเงียบอย่างประหลาด ทักไลน์สอบถาม เจ้าหน้าที่่ก็ไม่ตอบ ผมเคยไปสอบปากคำ สิ่งที่น่าสนใจคือ ผมต้องหาหลักฐานยืนยันว่าตัวเองเป็นคนแต่งนิทานเอง! (ทำให้ต้องค้นหาไฟล์ต้นฉบับ หาหนังสือที่ตีพิมพ์นิทานครั้งแรกไปยืนยัน) ดูเหมือนว่า อาชีพนักเขียนนิทานนี้ไม่มีค่า และไม่ได้รับการคุ้มครองใด ๆ ทุกขั้นตอน ทั้งเสียเวลาและมีค่าใช้จ่าย ในอนาคต เมื่อต้องฟ้องต่อ ผมก็ต้องจ้างทนายให้ดำเนินการอีก ซึ่งเป็นเงินก้อนใหญ่มาก

การทำเว็บไซต์แล้วถูกละเมิด รวมเข้ากับการที่กฎหมายไม่ได้คุ้มครองเราอย่างที่ควรจะเป็น ทำให้ผมถามตัวเองว่า “ผมกำลังทำอะไรอยู่” เพราะเว็บไซต์นิทานนำบุญไม่ใช่เว็บที่ทำขึ้นเพื่อสร้างรายได้ แต่ทำไปทำมา เหมือนตัวผมจะต้องเสียเงิน เสียเวลา เสียอารมณ์ กับสิ่งที่เกิดตามมา ความรู้สึกแบบนี้บั่นทอนให้ตัวเองอยากปิดเว็บไซต์ครับ มันเป็นความรู้สึกแย่ ๆ ในช่วงปีนี้

อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่า เด็ก ๆ ไม่ได้ทำอะไรผิด ทำไมผมจึงต้องปิดเว็บไซต์ที่ทำให้เขามีช่วงเวลาดี ๆ กับพ่อแม่ล่ะ? ดังนั้น ผมจึงตั้งใจที่จะอดทน และสู้ต่อไปให้สุดทาง

เรื่องที่สร้างกำลังใจ

ในช่วงปีที่รู้สึกแย่ ๆ สิ่งที่ทำให้ผมมีกำลังใจเสมอ คือ ข้อความที่คุณพ่อคุณแม่ทักมาเล่าให้ฟังว่า ลูก ๆ มีความสุขกับนิทานในเว็บไซต์นี้มาก หลายคนเล่าว่าลูก ๆ ยังคอยนิทานเรื่องใหม่ ๆ เสมอ บางคนเล่าว่า…นิทานในเว็บไซต์นี้ทำให้ตัวเองซึ่งมีอาการซึมเศร้าจนนอนแทบไม่ได้ ได้ผ่อนคลายจากความทุกข์ไปได้บ้าง

นอกจากนี้ ในปี 2565 เว็บไซต์นิทานนำบุญยังได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติในฐานะสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ประเภทสื่อออนไลน์ จากกองทุนสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กระทรวงวัฒนธรรม รางวัลนี้เป็นรางวัลใหญ่ระดับประเทศ ซึ่งสื่อที่ได้รางวัลต้องผ่านการคัดกรองจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนมาก การได้รางวัลนี้เป็นเครื่องยืนยันว่า นิทานและเว็บไซต์นิทานนำบุญมีคุณภาพและดีสำหรับเด็ก

ที่สำคัญ การได้รางวัลนี้ น่าจะเปลียนทัศนติเพื่อนรุ่นน้องป.โทที่เคยดูถูกคนแก่ ๆ อย่างพี่นำบุญว่า “พี่นำบุญได้แต่ชื่นชมผลงานในอดีตของตัวเอง” รางวัลนี้จึงน่าจะทำให้เขาได้เห็นคุณค่าในความพยายามของผู้อื่นได้บ้าง เพราะแม้พี่นำบุญจะเกิดก่อนยุคดิจิทัล แต่เมื่อพี่นำบุญพยายาม มันก็ทำให้เกิดเว็บไซต์ที่มีคุณภาพและเป็นประโยชน์ต่อสังคมได้จริง ๆ (ตามกำลังของคนในวัยพี่นำบุญ)

ทิศทางในอนาคตของเว็บไซต์นิทานนำบุญ

หลังจากที่ผมพบเจอเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์และกลไกทางกฎหมายที่ไม่คุ้มครองนักเขียนอย่างที่ควรจะเป็น รวมทั้งได้เห็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นเมื่อมีการฟ้องร้อง และหากต้องการพัฒนาเว็บไซต์ต่อ ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายจิปาถะเกิดขึ้นอีก ดังนั้น ผมจึงคิดว่า “ถ้าเราอยากให้เว็บไซต์นิทานนำบุญอยู่ได้อย่างมั่นคง เราควรมองโลกตามความเป็นจริงมากขึ้น การปรารถนาดีต่อเด็กแบบเดิมเป็นสิ่งที่ดี แต่ควรอยู่กับความเป็นจริงมาก ๆ”

หลายคนอาจไม่รู้ว่า อาชีพนักเขียนนิทาน มีรายได้จาก 2 ทาง คือ รายได้ที่เกิดขึ้นตอนส่งต้นฉบับนิทานให้นิตยสาร และ รายได้จากการให้เช่าใช้ลิขสิทธิ์

รายได้แรกเป็นเงินราว 2000 บาทต่อเรื่อง (หักภาษี ณ ที่จ่ายจะเหลือราว 1900 บาท) ถือว่าน้อยมาก

รายได้อีกส่วนมาจากการให้เช่าลิขสิทธิ์ (สมมติมีสำนักพิมพ์อยากนำนิทานไปใช้พิมพ์เป็นหนังสือ นักเขียนจะได้เงินราว 5-10% ของราคาปกหนังสือ คูณด้วยจำนวนพิมพ์ คิดเป็นรายได้คร่าว ๆ อยู่ที่ประมาณ 2-3 หมื่นบาท (ต่อเรื่อง)

อาชีพนักเขียนนิทานจึงคล้ายกับการปลูกต้นไม้ เราได้เงินค่าปลูกต้นไม้เล็กน้อยพอเป็นค่าแรง จากนั้น เราต้องรอให้ต้นไม้ออกดอกออกผล ถ้าคนชอบใจดอกผลแล้วมาขอซื้อ เราจึงจะเริ่มมีรายได้เพิ่มเติมที่อาจเก็บกินไปได้เรื่อย ๆ ซึ่งอาจจะช่วยให้ชีวิตบั้นปลายไม่ลำบากมากนัก (แต่ถ้าคนไม่ชอบดอกผลของต้นไม้ที่เราปลูก งานที่ทำก็แทบจะสูญเปล่า)

ผมมองภาพความเป็นจริง แม้ผมพอจะมีเงินดูแลตัวเองอยู่บ้าง แต่เมื่อต้องมีการฟ้องร้องคดีความต่าง ๆ หรือต้องการพัฒนาเว็บไซต์ในอนาคต (เช่น จ่ายเงินค่าแอพพลิเคชั่น ซื้อภาพที่มีลิขสิทธิ์มาใช้งาน หรือจ้างคนมาช่วยทำงานในส่วนที่เราทำไม่ได้) หากผมไม่อยู่กับความเป็นจริง ผมคงต้องนำเงินเก็บมาใช้ ซึ่งอาจทำให้ตัวเองลำบากมากในช่วงบั้นปลายของชีวิต

ผมจึงนั่งคิดกลับไปกลับมาอยู่หลายวัน ในที่สุด ผมก็ตัดสินใจว่า ผมอยากลองสมมติให้เว็บไซต์นิทานนำบุญ เป็นเหมือนบ้านหรือออฟฟิศของนักเขียนนิทานคนหนึ่ง (ผมเอง) ในบ้านจะมีผลงานนิทานจัดแสดงไว้ ให้ผู้อ่านที่แวะเข้ามาได้เยี่ยมชม หากได้อ่านนิทานเรื่องไหนแล้วชอบใจ ก็สามารถโอนเงินให้กำลังใจนักเขียนได้ตามสะดวก (ถ้าไม่สะดวก ก็ไม่มีปัญหาใด ๆ เพราะที่นี่ยินดีต้อนรับเสมอครับ)

กรณีนี้อาจดูคล้ายกับโครงการเลี้ยงกาแฟ (ตามที่เคยเล่าให้ฟังแล้ว) แต่คราวนี้ เป็นการใช้คุณค่าของนิทานแต่ละเรื่อง เพื่อตอบแทนการทำงานของผู้แต่งนิทาน (ผมเอง) ซึ่งมันก็น่าจะคล้าย ๆ กับเป็นค่าลิขสิทธิ์ หรือทรัพย์สินทางปัญญา ที่ตอบแทนผู้สร้างผลงานนั่นเอง 🙂

ภาพน่าจะออกมาประมาณนี้ครับ ซึ่งผมจะลงไว้ในตอนท้ายของนิทานแต่ละเรื่อง เพื่อไม่ให้รบกวนสายตาของผู้อ่าน ใครสะดวกจะสนับสนุนก็ยินดี ส่วนใครไม่สะดวกก็ไม่มีปัญหาใด ๆ ครับ

โดยส่วนตัวแล้ว ผมเองก็อยากรู้ว่า เมื่อเวลาผ่านไปถึงจุดหนึ่ง ผลงานนิทานหรือผลของต้นไม้ที่ผมได้ปลูกเอาไว้ มีค่าจริง ๆ รึเปล่า มีค่ามากน้อยแค่ไหน และผมจะดูแลชีวิตบั้นปลายของตัวเองด้วยนิทานเหล่านี้ได้ไหม

………

ทิศทางของปีหน้า (2566) และน่าจะเป็นปีต่อ ๆ ไป จึงเป็นการจัดระบบเว็บไซต์นิทานนำบุญให้เป็นจริงเป็นจังมากขึ้น หากที่นี่เป็นเสมือนบ้านหรือออฟฟิศ (ที่มีรายได้เข้ามาหล่อเลี้ยงมากพอ และผมสามารถปกป้องผลงานจากการละเมิดลิขสิทธิ์ได้โดยที่ไม่ลำบากตัวเองมากนัก) บางที ผมอาจมีกำลังในการทำอะไร ๆ ต่อไปได้อีก

อย่างไรก็ตาม ปี 2566 ผมจะพยายามทำคลิปวิดีโอเล่านิทานลงในช่องยูทูบมากขึ้น และคงทำไปเรื่อย ๆ ตามกำลัง จนกว่าเว็บตัดต่อที่เข้าไปใช้งานจะเริ่มเก็บเงิน ก็คงต้องพัก เพราะผมไม่เคยเตรียมทุนในส่วนนี้ไว้เลย (ปัจจุบัน เขายังให้ใช้แบบฟรีอยู่ครับ)

ส่วนนิทานในเว็บไซต์นิทานนำบุญ ผมเตรียมนิทานที่ตัวเองแต่งไว้ส่วนหนึ่ง เตรียมลงในช่วงปีใหม่ (ความล่าช้าเกิดจากการหาภาพปกทีตรงกับนิทานไม่ได้) และในระหว่างปี หากมีเงินเข้ามาสนับสนุนมากพอ ผมก็อาจจะจ้างคนมาช่วยพิมพ์นิทาน แปลนิทานพื้นบ้านหรือนิทานนานาชาติ เพื่อนำมาลงในเว็บไซต์เพิ่มเติมอีก

ส่วนการแต่งนิทานเรื่องใหม่ ๆ มาลงในเว็บไซต์ ถือเป็นเรื่องใหญ่ ที่ผมยังไม่กล้ารับปาก เพราะปกติแล้ว ผมแต่งนิทานได้ราวเดือนละ 2 เรื่อง (เดือนละ 2 เรื่องก็เครียดแล้ว) การแบกความเครียดโดยไม่มีรายได้ ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำในวัยขนาดนี้ (52 ขวบ) และการแต่งนิทาน 2 เรื่องต่อเดือนเพื่อให้เลี้ยงตัวเองให้ได้ ผมคิดว่าราคาค่าแต่งคงต้องแพงพอสมควร ซึ่งก็เป็นเรื่องที่…เป็นไปได้ยาก ดังนั้น จึงขอดูสถานการณ์ไปก่อนนะครับ หากต้นไม้ที่ปลูกไว้งอกงามดี ผมอาจใช้เวลาช่วงบั้นปลายชีวิต แต่งนิทานในแบบที่ไม่เคยแต่งมาให้อ่านกันขอรอดูสถานการณ์ไปก่อนนะครับ

ท้ายนี้ เนื่องในโอกาสใกล้วันปีใหม่ ผมขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย ให้ช่วยคุ้มครองทุก ๆ ท่าน ให้มีความสุขกายสบายใจ คิดสิ่งดี ๆ สิ่งใด ก็ขอให้สมความปรารถนา

ด้วยความรัก

นำบุญ นามเป็นบุญ

……..

#อ่านเรื่องเล่าของปีก่อนได้จากลิงค์ข้างล่างนี้ครับ

https://bit.ly/3ma2RI9

Posted in การจัดการลิขสิทธิ์นิทาน, การพัฒนาเว็บไซต์เพื่อเด็ก, ทิศทางเว็บไซต์นิทานนำบุญ

ทิศทางของเว็บไซต์ในปี2565

สวัสดีครับ … ผมเขียนบันทึกนี้ในวันที่ 26 ธันวาคม 2564 เพื่อแจ้งทิศทางของเว็บไซต์นิทานนำบุญให้คุณผู้อ่านได้ทราบ

ปัจจุบัน เว็บไซต์นิทานนำบุญมีนิทานอยู่ประมาณ 300 เรื่อง ในปี 2565 ผมจึงตั้งใจที่จะลงนิทานเรื่องใหม่ ๆ น้อยลง แต่จะพยายามจัดหมวดหมู่ของนิทานให้ค้นหาได้ง่ายขึ้น และจะตรวจทานความถูกต้องทางภาษาของนิทานแต่ละเรื่อง รวมทั้งเติมรายละเอียดในส่วนเกริ่นนำหรือในส่วนท้ายของนิทาน เพื่อให้นิทานแต่ละเรื่องมีความสมบูรณ์มากขึ้น จึงขอแจ้งและขออภัยมา ณ ที่นี้ครับ

ในส่วนของโครงการเลี้ยงกาแฟปีละ 1 บาท เนื่องจากปีที่ผ่านมา ทางเว็บไซต์ได้รับเงินเลี้ยงกาแฟมาราวสามหมื่นบาท (อ่านได้จากลิงค์นี้ https://bit.ly/32Dw4Uc ) ซึ่งน่าจะใช้ดูแลเว็บไซต์ได้อีก 8 ปี ด้วยเหตุนี้เอง ในปี 2565 ผมจึงขอหยุดรับการเลี้ยงกาแฟ โดยจะค่อย ๆ นำเลขบัญชีออกจากเว็บไซต์ เพราะผมไม่อยากรบกวนผู้อ่านและไม่อยากถือเงินเอาไว้มากเกินไป ขอบคุณทุกท่านที่ช่วยกันดูแลเว็บไซต์นี้นะครับ

ในปี 2564 ผมพบปัญหาน่าหนักใจเกี่ยวกับการละเมิดลิขสิทธิ์นิทานนำบุญอย่างรุนแรง และเรื่องการแอบอ้างชื่อ “นิทานนำบุญ” ในการประกาศเชิญชวนผู้คนให้สมัครเข้าทำงาน “คัดลอกนิทาน” ซึ่งมีลักษณะเป็นการกระทำที่ไม่สุจริต

ในส่วนของปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ มีคนนำนิทานจากเว็บไซต์นิทานนำบุญไปทำคลิปลงในสื่อออนไลน์ต่าง ๆ โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นจำนวนมาก ซึ่งผู้กระทำผิดบางคนเล่าว่า เห็นนิทานส่งต่อกันมาทางไลน์ (ไม่มีชื่อผู้แต่ง) จึงก๊อปนิทานมาลงในบทความของตนเอง และเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ชื่อดังอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์! กรณีที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ผมวิตกว่า หากปล่อยให้มีการละเมิดต่อไปเรื่อย ๆ นิทานที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญาของผม จะถูกละเมิดจนผู้คนคิดว่าเป็นนิทานที่ไม่มีผู้แต่งและไม่มีลิขสิทธิ์ ดังนั้น ในปี 2565 ผมจึงจำเป็นต้องแจ้งความดำเนินคดีอย่างจริงจัง ซึ่งปกติ เวลาที่ผมขายลิขสิทธิ์ให้สำนักพิมพ์ นิทาน 1 เรื่องที่นำไปพิมพ์หนังสือ 1 เล่ม (พิมพ์ 3000 ฉบับ) ผู้สร้างสรรค์จะได้รับค่าลิขสิทธิ์ 10% ของราคาปก คูณด้วยยอดพิมพ์ (ราว 30,000 บาท) ดังนั้น ผู้ที่ละเมิดลิขสิทธิ์นิทานนำบุญจึงอาจถูกดำเนินคดีและเสียเงินเป็นจำนวนมาก (นอกจากนี้ ยังอาจมีโทษทางอาญาด้วยครับ) ซึ่งการดำเนินคดีอย่างจริงจังอาจช่วยแก้ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ไปได้บ้าง

ส่วนปัญหาเรื่องการแอบอ้างชื่อ “นิทานนำบุญ” ในการประกาศรับจ้างที่ไม่สุจริต ผมในฐานะผู้จัดทำเว็บไซต์นิทานนำบุญขอยืนยันว่า ผมไม่มีความเกี่ยวข้องกับการประกาศรับจ้างงานดังกล่าว และจะทำการรวบรวมหลักฐานเพื่อแจ้งความโดยเร็วที่สุด

ในส่วนของแผนงานปี 2565 ผมตั้งใจที่จะเริ่มทำคอนเทนต์นิทานลงในยูทูบ โดยมีกลุ่มผู้ชมเป็นคนทุกเพศทุกวัย (ไม่เน้นไปที่กลุ่มเด็ก) ซึ่งหากทำได้สำเร็จและเป็นที่นิยมของผู้ชม ก็อาจทำให้ผมมีรายได้มาทำอะไรสนุก ๆ ได้อีก ปี 2565 จึงเป็นปีที่น่าจะยุ่งมากและต้องแก้ปัญหาอะไรค่อนข้างมาก แต่ผมสัญญาว่า ถ้าได้ลงคลิปในยูทูบเมื่อไหร่ ก็จะนำมาแชร์ให้ได้ติดตามกันด้วยครับ

สุดท้าย โครงการหนังสืออีบุ้คที่ผมทำขาย ผมตั้งใจที่จะหยุดขายเพื่อลดภาระของน้องชายที่ต้องมาทำหน้าที่ขายแทนผม ดังนั้น หากใครอยากอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับวิธีแต่งนิทานของผม คงต้องรีบสั่งซื้อกันหน่อยตามช่องทางที่อยู่ในภาพข้างล่างนี้ เพราะปลายเดือนมกราคม…เมื่อเลิกขายแล้ว หนังสือเล่มนี้ก็จะไม่มีกลับมาจำหน่ายอีกเลยครับ

Posted in เรื่องเล่าจากพี่นำบุญ

เรื่องเล่าจากพี่นำบุญ

วันที่ผมเขียนบทความนี้ตรงกับวันที่ 23 ตุลาคม 2564

หากย้อนไปในเดือนตุลาคมเมื่อ 4 ปีก่อน เป็นช่วงที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เพิ่งเริ่มหัดทำเว็บไซต์นี้ในวิชาเรียนระดับปริญญาโท โดยเป็นการทำเว็บไซต์ที่ผมไม่มีความรู้พื้นฐานใด ๆ เลย ทั้งในแง่การสร้างเว็บไซต์ การเขียนคอนเทนต์ การทำภาพประกอบ การหา KEYWORD การทำ SEO และอื่น ๆ

ในตอนนั้น ความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ที่ผมมี คือ การเสียบปลั๊ก กดปุ่มสตาร์ท เปิด Word พิมพ์นิทาน กดเข้าเฟซบุ๊ก  กดดูยูทูบ และการโหลดคลิปจากยูทูบมาดู (ซึ่งตอนนั้น ผมยังใช้การแชร์ไวไฟจากโทรศัพท์มือถือเพื่อการเล่นเน็ต และไปใช้เน็ตความเร็วสูงที่มหาวิทยาลัยในการโหลดคลิปยูทูบมาดูที่บ้าน เพราะเสียดายเงิน) เรียกได้ว่า ผมเป็นคุณลุงตกยุคที่เริ่มมาทำสื่อดิจิทัลเป็นครั้งแรกแบบงงที่สุด

ในตอนนั้น อาจารย์ให้ทำเว็บไซต์ด้วย WordPress โดยให้คิดแนวทางของเว็บไซต์ ตั้งชื่อเว็บไซต์ และต้องมีคอนเทนต์ 2-3 คอนเทนต์อยู่ในเว็บไซต์ ซึ่งในการสร้างเว็บไซต์ อาจารย์ได้เชิญอาจารย์พิเศษมาเป็นคนแนะนำและให้เริ่มสร้างไปทีละขั้นตอนพร้อม ๆ กัน (ผมเลยเปิดเว็บไซต์ได้สำเร็จ)

เมื่อสร้างเว็บไซต์ได้แล้ว นักศึกษาแต่ละคนก็ต้องแยกย้ายกันไปเขียนคอนเทนต์เพื่อนำมาใส่ในเว็บไซต์ของตัวเอง ซึ่งผมไม่เคยอ่านบทความในเว็บไซต์ต่าง ๆ มาก่อน (ปกติอ่านหนังสือกับเนื้อหาในเพจต่าง ๆ) จึงนึกภาพไม่ออกเลยว่า บทความในเว็บไซต์ควรเขียนอย่างไร ใช้ภาษาอย่างไร ทำภาพประกอบอย่างไร พาดหัวอย่างไร แถมยังไม่เข้าใจว่า “คอนเทนต์” หมายถึงอะไร (ตอนนั้นผมแปลว่า บทความ จึงคิดว่า คือ ข้อเขียนเหมือนบทความในหนังสือ ไม่เกี่ยวกับภาพประกอบ และคงใช้วิธีเขียนแบบการเขียนเรียงความก็ได้)

ผมใช้เวลาทำเว็บไซต์และลงคอนเทนต์ 2-3 คอนเทนต์นานมาก ปุ่มต่าง ๆ ในการปรับแต่งหน้าเว็บไซต์เป็นเรื่องใหม่ที่ผมไม่เข้าใจเลยจริง ๆ (โชคดีที่มีเพื่อนบางคนช่วยแนะนำและปรับแก้ให้ในเบื้องต้น) หนำซ้ำ ผมเข้าเว็บหา Keyword เพื่อนำมาเขียนคอนเทนต์ตามที่อาจารย์สั่ง แต่ด้วยความไม่เข้าใจ ผมจึงหา Keyword ในเว็บนั้นนานเกินไป (คือหาติดต่อกันราว 8 ชั่วโมง) จนเว็บขึ้นข้อความว่า “ลุงค้นหาKeyword มากเกินไป ต้องหยุดพักเป็นเวลา 24 ชั่วโมงจึงจะกลับมาใช้งานได้ใหม่” และผมอาจกดอะไรผิดพลาดไป ทำให้ต้องเสียเงินเพิ่ม จนเป็นเรื่องเป็นราวต้องขอยกเลิกการใช้งานกับทาง Google (เพราะกลัวจะทำผิดแล้วเขาตัดเงินจนหมดบัญชี)

หลังจากที่ส่งเว็บไซต์ให้อาจารย์ตรวจและจบวิชานั้นไป ผมก็ทิ้งเว็บไซต์ไว้เฉย ๆ มุ่งเรียนปริญญาโทให้จบ ตั้งใจทำวิทยานิพนธ์ และมุ่งที่จะนำวุฒิไปสมัครเป็นอาจารย์สอนด้านนิเทศศาสตร์ดิจิทัลในมหาวิทยาลัยต่างจังหวัด

เมื่อผมเรียนจบปริญญาโท และรอเวลาที่ทางมหาวิทยาลัยจะเปิดรับสมัครอาจารย์ ผมมีเวลาว่างจึงคิดว่า ถ้าเราอยากเป็นอาจารย์ด้านนี้ นอกจากความรู้เชิงวิชาการแล้ว เราก็ควรมีทักษะในการทำสื่อดิจิทัลที่ดีพอที่จะนำไปแนะนำนักศึกษาได้ ดังนั้น ผมจึงตัดสินใจกลับมาทำเว็บไซต์อีกครั้ง (หลังจากหยุดไปเกือบ 2 ปี) โดยตั้งใจว่า จะทำเว็บไซต์นี้ให้เป็นเว็บไซต์นิทาน เพื่อให้เด็ก ๆ มีแหล่งรวมนิทานดี ๆ เอาไว้อ่านแบบฟรี ๆ โดยที่ตัวผมไม่คาดหวังว่าจะต้องได้อะไรตอบแทน (ยกเว้นแค่คาดหวังว่าตัวเองจะได้เรียนรู้วิธีทำสื่อเว็บไซต์เพื่อนำความรู้ไปบอกเล่าให้นักศึกษาฟัง) ซึ่งในช่วงแรก ผมก็ยังคงทำคอนเทนต์อย่างงง ๆ เหมือนเดิม ทำทั้งคอนเทนต์นิทานและบทความเกี่ยวกับความรู้ด้านการศึกษาปฐมวัย (เพื่อดึงคนเข้ามาอ่านให้ได้มากที่สุด) ซึ่งหลังจากที่ทำไปหลายเดือน ยอดผู้ชมก็ขึ้นมาที่ 20 คนต่อวัน หรือราววันละ 70 วิว (ตอนนั้นคือดีใจมากแล้ว)

ในช่วงนั้น ผมพยายามทำภาพประกอบเพิ่ม โดยหาภาพฟรีจากเว็บไซต์ Pixabay การหาภาพให้ตรงกับนิทานหรือบทความที่เขียนเป็นเรื่องยาก แต่ผมก็พยายามทำ ทำจนมีคนเข้าชมเว็บไซต์มากขึ้น ราว 50 คนต่อวัน หรือราววันละ 100 วิว ผมดีใจมากจึงนำตัวเลขไปอวดเพื่อน แต่ต่อมา เพื่อนได้นำตัวเลขยอดผู้รับชมและยอดวิวของเว็บท่องเที่ยวที่เพื่อนทำมาให้ดู ซึ่งตัวเลขยอดผู้เข้าชมราว 1000 คนของเพื่อน ทำให้ผมได้รู้ว่า “ผมเหมือนกบในกะลา” เพราะโลกเกี่ยวกับสื่อดิจิทัลของผมคับแคบมาก (แล้วยังคิดจะไปเป็นอาจารย์สอนนักศึกษาอีก) เมื่อผมรู้แบบนี้ ผมจึงตัดสินใจครั้งสำคัญ โดยการหาคอร์สเรียนออนไลน์เกี่ยวกับการทำเว็บไซต์ และการทำ SEO เพื่อให้เว็บไซต์เข้าถึงผู้อ่านได้มากขึ้น จากนั้น ผมก็ปรับปรุง Content และเรียนรู้วิธีใช้แอพพลิเคชั่นในการสร้างภาพปก ซึ่งภาพปกที่ผู้อ่านเห็นอยู่ในปัจจุบัน บางภาพเกิดจากการนำภาพฟรีไปปรับแต่งผ่านแอพต่าง ๆ มากถึง 5 แอพ!

หลังจากการเรียนวิชาทำเว็บไซต์และการทำ SEO เรียบร้อย ผมก็ลองนำความรู้มาใช้ ซึ่งผลที่ตามมาคือ ยอดผู้ชมพุ่งจาก 50 คนต่อวัน กลายเป็น 1000 คนต่อวัน และทะยานขึ้นสู่ยอดราว 2000 คนต่อวันในเวลาแค่ 1-2 เดือน

ในช่วงนั้น ผมพยายามสร้างคอนเทนต์โดยลงนิทานมากขึ้นเรื่อย ๆ และทำภาพปกอย่างเต็มความสามารถ(ในขณะนั้น) รวมทั้งมีการปรับปรุงเว็บไซต์ จัดหมวดหมู่นิทานใหม่หลายรอบ จนปัจจุบัน มียอดเข้าชมนิทานราว 2800-3600 คนต่อวัน และมียอดวิวราว 10,000 วิวทุกวัน (ปัจจุบัน ยอดวิวรวมของเว็บไซต์อยู่ที่ 4 ล้านเศษ)

การทำเว็บไซต์นิทานนำบุญ ทำให้ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับการทำสื่อดิจิทัลในหลายแง่มุม ผมได้เข้าใจความหมายของคำว่า “Content is the king” ชัดเจนขึ้น เข้าใจความสำคัญของการทำ SEO และการทำงานของ Google รวมทั้งได้ค้นพบสิ่งที่สำคัญและมีค่ามากที่สุด ในชีวิตของคนทำสื่อสำหรับเด็ก นั่นก็คือ……เมื่อเราตั้งใจทำสื่อที่มีคุณภาพดีสำหรับเด็กและทำด้วยความจริงใจ ทำเพื่อให้ ไม่ใช่ทำเพื่อหาประโยชน์ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่พ่อแม่และเด็ก ๆ (รวมทั้งผู้อ่านท่านอื่น ๆ ) สัมผัสได้ ซึ่งมันทำให้ผมได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากพ่อแม่และผู้อ่านจำนวนมาก และทำให้ผมได้พบว่า ผู้อ่านส่วนใหญ่ของเว็บไซต์คือ คุณพ่อคุณแม่ที่นำนิทานในเว็บไซต์ไปอ่านให้ลูกฟังก่อนนอน

ในช่วงหนึ่ง ที่ผมนำคอนเทนต์ไปแชร์ในเพจนิทานนำบุญ ช่วงนั้น มีคุณพ่อคุณแม่ คุณครู และผู้อ่านที่ติดตามนิทานทักมาพูดคุยในกล่องข้อความและชื่นชมนิทานนำบุญเป็นจำนวนมาก (ทำให้ผมรู้ว่า ผู้อ่านถนัดสื่อสารกับเราผ่านทางเพจมากกว่าทางเว็บไซต์ และมีผู้อ่านจำนวนมากติดตามนิทานนำบุญมานานเกิน 2 ปี และอยากขอบคุณการทำเว็บไซต์นี้มาโดยตลอด) การที่นิทานในเว็บไซต์นิทานนำบุญได้รับเกียรติให้เป็นส่วนหนึ่งในช่วงเวลาพิเศษของหลาย ๆ ครอบครัว ทำให้ผม (ในฐานะผู้แต่งนิทานและผู้ทำเว็บไซต์) รู้สึกขอบคุณและรู้สึกว่าตัวเองมีประโยชน์ต่อผู้อื่น

หลังจากที่เว็บไซต์เริ่มมีผู้ชมเข้ามาติดตามเป็นจำนวนมากอย่างสม่ำเสมอราว 3000 คน ผมจึงเกิดความคิดว่า ถ้าผมทำให้เว็บไซต์นิทานนำบุญอยู่ได้อย่างยั่งยืนด้วยกำลังของผู้อ่าน ก็คงจะดีมาก ๆ กล่าวคือ ก่อนหน้านี้ ผมจะนำเงินของตัวเองจ่ายค่าแพคเกจของ WordPress และค่า URL ชื่อเว็บไซต์ (ราว 4000 บาทต่อปี) เงิน 4000 บาทต่อปีสำหรับผมถือเป็นเงินก้อนใหญ่พอสมควร และถ้าวันหนึ่งผมไม่อยู่แล้ว เว็บไซต์นี้ก็อาจล้มหายตายจากไปด้วย ดังนั้น ช่วงปลายปี 2563 ผมจึงคิดโครงการเชิญชวนให้ผู้อ่าน ช่วยเลี้ยงกาแฟผมคนละ 1 บาทต่อปี เพื่อที่ผมจะได้นำเงินค่ากาแฟนั้นมาจ่ายเป็นค่าดูแลเว็บไซต์ ซึ่งหลังจากที่ผมเริ่มโครงการดังกล่าวไปได้ราว 1 ปี ผลที่เกิดขึ้น ปรากฏตามข้อความที่ผมโพสต์ไว้ในเพจนิทานนำบุญ วันที่ 4 ตุลาคม 2564 ดังต่อไปนี้

ภาพการคำนวณค่าใช้จ่าย หลังจากไปอัพเดทสมุดบัญชีธนาคาร


วันนี้ พี่นำบุญแวะไปธนาคารเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน
เป้าหมายหลักในการแวะไป คือ การอัพเดทสมุดบัญชี ที่ใช้รับค่ากาแฟจากทุก ๆ คน
ยอดตัวเลขล่าสุด ทำให้ตกใจนิดหน่อย คือยอดขึ้นมาที่เลข 5
แต่บัญชีนี้ เป็นบัญชีที่มีเงินส่วนตัวของพี่นำบุญค้างอยู่ (เพราะเป็นบัญชีที่ใช้จ่ายค่าตู้นิรภัยของธนาคาร)
และในเดือนกรกฎา พี่นำบุญได้จ่ายเงินผ่านบัตรเครดิตเป็นค่าดูแลเว็บ ด้วยเงินตัวเองในอีกบัญชีหนึ่ง
สรุปว่า ยอดเงินค่ากาแฟที่เหลือสุทธิในบัญชีนี้ เป็นเงิน
31, 036 บาท
…..
ปกติค่าแพกเกจและค่าโฮสต่อปีที่ใช้จะอยู่ที่ปีละ 3, 978 บาท ดังนั้น ยอดเงินที่มีอยู่ จึงน่าจะใช้ดูแลเว็บนิืทานนำบุญให้อยู่ต่อไปได้อีกอย่างน้อย 8 ปีครับ
…..
ขอบคุณกำลังใจและความเชื่อใจที่มอบให้นะครับ พี่นำบุญยังคงยืนยันว่า เงินค่ากาแฟทั้งหมด จะไม่เอามาใช้ส่วนตัว แต่ขอใช้ดูแลเว็บตามที่เคยให้สัญญาไว้
ถ้าวันนึงไม่อยู่ ก็จะฝากน้องชายให้ช่วยดูแลต่อ
ความตั้งใจที่ดี ทำให้เว็บไซต์นิทานนำบุญ กลายเป็นเว็บไซต์สำหรับเด็กและครอบครัว ที่อยู่ได้ด้วยกำลังของคนอ่านอย่างแท้จริง
ขอบคุณทุก ๆ ท่านที่ช่วยกันสร้างตำนานสื่อสำหรับเด็กบทนี้ให้เกิดขึ้นนะครับ

(หมายเหตุ : วันที่ 1 มกราคม 2565 ผมตัดสินใจปิดโครงการเลี้ยงกาแฟ เพราะคิดว่าได้รับการสนับสนุนมามากพอสมควรแล้ว ถ้าในช่วงปีที่ 7หรือ 8 หากจำเป็นต้องใช้เงินเพื่อดูแลเว็บไซต์ต่อไป ผมก็อาจจะมาขอการสนับสนุนใหม่นะครับ)

…………………………………..

หลังจากที่ผมได้เห็นว่า โครงการเลี้ยงกาแฟทำให้เว็บไซต์นิทานนำบุญ กลายเป็นเว็บไซต์ที่อยู่ได้ด้วยกำลังของผู้อ่านอย่างค่อนข้างยั่งยืนได้ ผมก็นึกถึงข้อความของผู้อ่านบางคนที่โอนเงินมาและถามผมเมื่อทราบว่า ผมจะนำเงินทั้งหมดไว้ใช้เพื่อดูแลเว็บ โดยไม่นำเข้ากระเป๋า ผู้อ่านถามว่า “แล้วพี่นำบุญเอาเงินที่ไหนใช้จ่ายคะ”

คำถามจากความห่วงใยในเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ผมไม่เคยนึกถึงมาก่อน เพราะตอนที่เริ่มทำเว็บไซต์นิทานนำบุญ ผมก็คิดว่า ทำเพื่อให้เด็ก ๆ มีแหล่งรวมนิทานเอาไว้อ่าน ซึ่งเมื่อพ่อแม่จำนวนมากได้มาเห็นและนำไปอ่านให้ลูกฟังก่อนนอนจริง ๆ มันก็ทำให้ผมรู้สึกว่า สิ่งที่ตัวเองตั้งใจไว้มันประสบความสำเร็จแล้ว (ผมไม่ได้คิดถึงเรื่องรายได้ของตัวเองเลย)

ยิ่งพอเว็บไซต์อยู่ได้ด้วยกำลังของผู้อ่านอย่างยั่งยืน ผมก็ยิ่งรู้สึกว่า นี่คือความสำเร็จจริง ๆ ของคนทำสื่อ เพราะเว็บไซต์นิทานนำบุญเป็นสื่อสำหรับเด็ก ต้นทุนต่ำ แต่มีความตั้งใจสูง การที่เว็บไซต์นี้อยู่ได้อย่างค่อนข้างยั่งยืนด้วยกำลังของผู้อ่าน จึงเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ว่า สื่อที่ดีและมีประโยชน์ต่อเด็ก ไม่จำเป็นต้องใช้เงินมาก เว็บไซต์นิทานนำบุญจึงเป็นเสมือนโมเดลของการทำเว็บไซต์ต้นทุนต่ำที่มีประโยชน์ต่อสังคม และอยู่ได้อย่างยั่งยืนด้วยกำลังของผู้อ่านอย่างแท้จริง (ซึ่งสิ่งนี้คือความภูมิใจมาก ๆ ของผมครับ)

เมื่อผมนึกถึงสิ่งที่ผู้อ่านทักถาม ผมจึงคิดต่อไปว่า หากผมลองทำโครงการหารายได้จากเว็บไซต์ เพื่อพิสูจน์แนวคิดบางอย่างว่า หากมีคนทำเว็บไซต์ขึ้นมาโดยเริ่มจากการคิดถึงประโยชน์ของผู้อ่าน เมื่อมีผู้อ่านพอสมควรและเว็บไซต์ได้รับการสนับสนุนจากผู้อ่านให้อยู่ได้อย่างยั่งยืนแล้ว หากคนทำเว็บไซต์จะหารายได้ให้ตัวเอง (เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว เช่น ค่าอาหาร ค่าอินเตอร์เน็ต ค่าซ่อมคอมพิวเตอร์) มันจะมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน (ถ้าทำให้เกิดรายได้จริง มันอาจเกิดโมเดลของการทำสื่อเพื่อส่วนรวม แต่สามารถหล่อเลี้ยงคนทำสื่อให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ ซึ่งอาจทำให้ผู้ที่สนใจหันมาทำสื่อแนวนี้มากขึ้นก็ได้ครับ)

แนวทางการหารายได้จากเว็บไซต์ที่ผมคิด ประกอบด้วย

  1. การขายสินค้า (เช่น ทำอีบุ๊คขาย หรือ หาสินค้ามาขาย)
  2. การขายพื้นที่โฆษณาให้ผู้ประกอบการรายย่อย (โดยเลือกที่เหมาะกับเด็กและครอบครัว)
  3. หาองค์กรธุรกิจมาเป็นผู้สนับสนุนเว็บไซต์ ในรูปแบบการสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคม (Corporate Social Responsibility)

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ผมได้ทำคลิปวิดีโอที่พูดถึงเรื่องเหล่านี้ไว้ ดังนี้ครับ

หลังจากทำคลิปออกมาแล้ว ผมได้นำสินค้าชิ้นแรกที่ทำไว้ออกมาวางจำหน่ายที่หน้าเพจ คือ หนังสืออีบุ๊กเรื่อง “นักเขียนนิทานและวิธีแต่งนิทานของเขา” ซึ่งเป็นหนังสือเล่มสำคัญที่ผมดีใจมากที่ได้เขียนออกมาจนจบ เพราะมันเป็นเสมือนหนังสือบันทึกวิธีคิดและการทำงานในฐานะนักเขียนนิทานของผม ผมคิดว่า โลกของเรามีนักเขียนนิทานสำหรับเด็กไม่มากนัก การที่ผมเป็นนักเขียนนิทานและได้เล่าเรื่องราวรวมถึงวิธีคิดนิทานในแบบของผมให้ทุกคนได้อ่าน จึงเป็นหนังสือที่มีความหมายต่อตัวผม (อีบุ๊กฉบับนี้จะขายถึงวันที่ 31 มกราคม 2565 เท่านั้นครับ)

https://bit.ly/3qE5yT5

ในส่วนของการขายโฆษณา เมื่อผู้อ่านไม่ได้คัดค้านเรื่องการหารายได้จากขายพื้นที่โฆษณา ผมจึงลองกำหนดเงื่อนไขในการลงโฆษณาในเว็บไซต์นิทานนำบุญ โดยเป้าหมายไม่ใช่เรื่องการทำกำไรแบบร่ำรวย (สังเกตได้จากอัตราค่าโฆษณาที่ถูกมาก คือ 200 บาทต่อเดือน หรือเฉลี่ยวันละ 6 บาทเศษ) ซึ่งการตั้งราคาแบบนี้ น่าจะช่วยให้ผู้อ่านที่มีกิจการเล็ก ๆ หรือทำสินค้าขายในครัวเรือน สามารถซื้อโฆษณาได้โดยไม่ลำบากเกินไป ซึ่งการลงโฆษณาในเว็บไซต์นิทานนำบุญ ที่มียอดวิววันละ 10000 วิว ก็อาจช่วยให้กิจการหรือสินค้านั้น ๆ เป็นที่รู้จักในวงกว้างได้มากขึ้น

ผลจากการชักชวนให้ผู้สนใจลงโฆษณา ปรากฏว่า ณ วันนี้ มีผู้สนใจลงโฆษณาแล้ว 2 ราย ซึ่งทั้งสองรายมีความปรารถนาดีและอยากสนับสนุนการทำเว็บไซต์นิทานสำหรับเด็ก โดยข้าวมันไก่ไหหน่ำหนั่ง ต้องการให้กำลังใจเว็บไซต์เล็ก ๆ ที่ทำประโยชน์เพื่อสังคม ส่วนกิจการ Rose Corner เป็นธุรกิจของคุณแม่ที่อ่านนิทานนำบุญกับลูกอยู่แล้ว เมื่อเห็นการเปิดรับโฆษณาจึงให้การสนับสนุนทันที (ขอบคุณมาก ๆ นะครับ)

https://www.facebook.com/hainumnangchickenrice
https://www.facebook.com/rosecornergarden

ในขณะเดียวกัน รุ่นพี่ของผมซึ่งเป็นนักเขียนนิทานก็เอ่ยปากว่า อยากซื้อโฆษณาด้วย โดยโฆษณาชิ้นแรกจะเป็นการโฆษณาให้ร้านขนมเบเกอรี่เล็ก ๆ ที่รู้จักกัน ส่วนอีกชิ้นจะขอซื้อโฆษณาเพื่อประชาสัมพันธ์เว็บไซต์นิทานของตัวเอง (จริง ๆ คืออยากสนับสนุนการทำงานของผม)

https://bit.ly/3qoMfi8

ผมไม่แน่ใจว่าโครงการลงโฆษณาในเว็บไซต์นิทานนำบุญจะดำเนินไปได้ด้วยดีขนาดไหน แต่เมื่อครบ 1 ปี ผมจะมาสรุปผลว่า แนวคิดเกี่ยวกับ “คนทำเว็บไซต์จะหารายได้ให้ตัวเองจากการทำเว็บไซต์ได้จริงหรือไม่” ยังไงรอติดตามกันนะครับ

สุดท้ายนี้ ผมขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่ช่วยทำให้นิทานที่ผมแต่งมีค่ามากขึ้น เพราะนิทานที่เขียนเสร็จแล้วและวางไว้เฉย ๆ คงไม่มีค่าเท่ากับนิทานที่มีคุณพ่อคุณแม่นำไปอ่านกับลูก หรือ นิทานที่คุณครูนำไปอ่านกับนักเรียน รวมทั้งการที่น้อง ๆ บางคนนำนิทานนำบุญไปอ่านให้แฟนฟังก่อนนอน ขอบคุณทุก ๆ คนนะครับ

#นิทานนำบุญ

…………………

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานอีสป

กระต่ายกับเต่า: นิทานอมตะก่อนนอนที่ให้ข้อคิดเรื่องความพยายามและมิตรภาพ

นิทานอมตะเรื่อง “กระต่ายกับเต่า” เป็นนิทานก่อนนอนยอดนิยมที่เด็ก ๆ ทั่วโลกรู้จัก นิทานเรื่องนี้มีข้อคิดสอนใจที่เหมาะกับเด็ก แถมไม่มีฉากรุนแรงใด ๆ นิทานเรื่องนี้จึงเป็นขวัญใจของคุณพ่อคุณแม่และคุณครูอีกด้วย การนำนิทานเรื่อง “กระต่ายกับเต่า” มาเล่าใหม่ในแบบนิทานนำบุญ ถือว่าเป็นเกียรติของเว็บไซต์นิทานนำบุญ ที่ได้มีโอกาสแสดงความเคารพต่อผู้แต่งดั้งเดิม คือ อีสป (Aesop) นักเล่านิทานชาวกรีกในสมัยโบราณ หวังว่านิทานอีสปเรื่องกระต่ายกับเต่าที่เล่าในแบบนิทานนำบุญ จะทำให้เด็ก ๆ มีความสุขกันนะครับ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีกระต่ายตัวหนึ่งเป็นกระต่ายที่มีนิสัยไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ คือว่า มันเป็นกระต่ายที่ขี้โอ่ ชอบโอ้อวด แล้วก็ชอบท้าคนนู้นคนนี้แข่งขันอะไรต่อมิอะไรไปเรื่อย และที่แย่ที่สุดก็คือว่า มันค่อนข้างจะเจ้าเล่ห์ คือว่า มันจะคอยไปท้าคนนู้นคนนี้แข่ง ในสิ่งที่แข่งอย่างไรมันก็ชนะอยู่แล้ว

ยกตัวอย่างเช่น มันเคยไปยั่วช้าง ท้าทายนู่น ท้าทายนี่ ให้ช้างแข่งขันด้วย พอช้างรับคำท้า มันก็ท้าช้างแข่งขันกันว่า ใครจะขนนุ่มกว่ากัน! หือ…แข่งขนนุ่มเนี่ยนะ! พอให้คนอื่นตัดสิน ยังไง้ ยังไง กระต่ายก็ชนะ เพราะกระต่ายมันขนนุ่มกว่าช้างอยู่แล้ว พอกระต่ายมันชนะ มันก็จะแลบลิ้นปลิ้นตาหลอกช้าง “บรู้ว ๆ ” พร้อมกับพูดว่า “ขี้แพ้ ขี้แพ้ ขี้แพ้ ขี้แพ้” และนี่ก็คือนิสัยของเจ้ากระต่าย

หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง มีอยู่ครั้งหนึ่ง เจ้ากระต่ายมันแสบมาก มันไปท้าเด็ก ๆ ท้าแข่งขันกับเด็ก ๆ มันก็จะเริ่มจากการไปพูดจาดูถูกเด็ก ๆ เพื่อท้าทายให้เด็ก ๆ ยอมแข่งขันด้วย พอเด็ก ๆ หลงกลทนไม่ไหว เผลอไปรับคำท้าของมัน มันก็บอกเด็ก ๆ ว่า “งั้นเรามาแข่งกินแครอทกันดีกว่า”

โถ! ใคร ๆ ก็รู้ดีอยู่แล้วว่า เจ้ากระต่ายมันเชี่ยวชาญเรื่องการกินแครอทมากกว่าใคร ๆ ส่วนเด็ก ๆ ก็ไม่ค่อยเชี่ยวชาญการกินแครอทสักเท่าไร สุดท้าย เด็ก ๆ ก็แพ้กระต่าย พอแพ้แล้ว เจ้ากระต่ายก็แลบลิ้นปลิ้นตาหลอก “บรู้ว ๆ” จากนั้น มันก็พูดว่า “ขี้แพ้ ขี้แพ้ ขี้แพ้ ขี้แพ้” ดูสิ กระต่ายมันช่างร้ายจริง ๆ

อยู่มาวันหนึ่ง เจ้ากระต่ายจอมซ่า มันก็ไปเจอเต่าตัวหนึ่ง คลานต้วมเตี้ยม ต้วมเตี้ยม มันก็คิดแผนในใจว่า “เราจะต้องท้าแข่งกับเจ้าเต่า”

เมื่อคิดแบบนั้นแล้ว มันก็เลยไปล้อเลียนเต่าว่า “เต่าต้วมเตี้ยมติงต๊องตุ๊ต๊ะตุ้งติ้งตุ๊ดตู่ตึ่งตึงตึ๊ง มาแข่งอะไรกันหน่อยมั๊ยล่ะ”

เจ้าเต่ามองกระต่ายด้วยความงุนงง แล้วก็ถามกลับไปอย่างยานคางว่า “จะมาท้าแข่งอะไรเหรอ” เต่าคลานก็ช้า พูดก็ช้า

กระต่ายฟังจบก็หลอกเต่าให้หลงกลต่อไปว่า “กล้ามาแข่งมั๊ยล่ะ”

“ก็ได้ ก็ได้ แข่งก็ได้” เต่าตอบ

เมื่อเต่าหลงกลยอมแข่ง กระต่ายจึงบอกว่า “งั้นเรามาวิ่งแข่งกัน โอ่ย โอ๊ย โอย”

เต่าหลงกลตกปากรับคำไปแล้ว พอมันรู้ว่าต้องวิ่งแข่ง แล้วมันจะชนะได้อย่างไร แต่ในเมื่อรับปากแล้ว มันจึงต้องยอมแข่งด้วย

เมื่อเต่ายอมแข่ง กระต่ายจึงเรียกให้สัตว์ต่าง ๆ มาเป็นพยานในการแข่งขัน โดยเจ้าหมาจิ้งจอกมาทำหน้าที่ให้สัญญาณเริ่มแข่งขันที่จุดเริ่มต้น ส่วนสิงโตเจ้าป่าทำหน้าที่ดูว่าใครถึงเส้นชัยก่อน

เมื่อหมาจิ้งจอกให้สัญญาณเริ่มการแข่งขัน กระต่ายก็วิ่งปรู้ดนำหน้าออกไปจนเกือบจะถึงเส้นชัย ส่วนเต่าก็ยังคงคลานต้วมเตี้ยม ๆ อยู่บริเวณจุดเริ่มต้น

แต่กระต่ายมันประมาท ยังไม่ยอมเข้าเส้นชัย เพราะมันมีนิสัยชอบล้อเลียนเย้ยหยันคนอื่น มันจึงวิ่งปรู้ดกลับมาหาเต่า แล้วก็กระโดดดึ๋ง ๆ ๆ รอบตัวเต่า จากนั้น มันก็กระโดดข้ามกระดอง ดึ๋ง ดึ๋ง ดึ๋ง ข้ามกระดองไป ข้ามกระดองมา โชว์ลีลาท่ายากสารพัด แหม! ก็มันรู้อยู่แล้วว่า ยังไง้ ยังไง มันก็ต้องชนะ เพราะว่าเต่ามันคลานช้ามาก ๆ

กระต่ายกระโดดไปกระโดดมา กระโดดมากระโดดไป กระโดดไปกระโดดมา กระโดดมากระโดดไป กระโดดจนเบื่อ เพราะขนาดกระต่ายวิ่งไปวิ่งกลับ แล้วมากระโดดเล่นแบบนี้ เต่าก็ยังคลานไปไม่ถึงไหน กระต่ายกระโดดไปนาน ๆ เข้า ก็ชักเหนื่อย มันจึงบอกเต่าว่า “เธออยากคลานก็คลานไปก่อนนะเจ้าเต่าต้วมเตี้ยม เดี๋ยวฉันนอนพักเอาแรงสักชั่วโมงสองชั่วโมงนะ ยังไงเธอก็ยังไปไม่ถึงไหนหรอก”

พอคิดเช่นนั้น กระต่ายจึงไปหาที่เหมาะ ๆ ตรงโคนต้นไม้ แล้วก็ล้มตัวลงนอนเกาพุงแกรก ๆ ด้วยความสบายใจ ลมพัดมาเย็น ๆ เอื่อย ๆ กระต่ายก็เริ่มเคลิ้ม ประกอบเจ้ากระต่ายวิ่งไปจนเกือบถึงเส้นชัยแล้วก็วิ่งกลับมา แถมยังมีการกระโดดรอบตัวเต่า มันจึงเริ่มเหนื่อยเริ่มล้า พอมันเหนื่อยมันล้า มันจึงหลับ แต่ไม่ใช่การหลับแบบนอนกลางวัน มันหลับลึก หลับสนิทเหมือนนอนอยู่ที่บ้านเลย แถมมันยังฝันอีกว่า มันวิ่งชนะเต่า แล้วมันก็ล้อเลียนเต่าด้วยการแลบลิ้นปลิ้นตา “บรู้ว ๆ ” จากนั้น มันก็พูดว่า “ขี้แพ้ ขี้แพ้ ขี้แพ้ ขี้แพ้” ดูสิ ขนาดตอนหลับ กระต่ายก็ยังไม่ทื้งนิสัยชอบเยาะเย้ยผู้อื่น

ครั้นเวลาผ่านไป กระต่ายก็ตื่นขึ้นมา มันมองไปรอบ ๆ ตัว แสงก็ยังสว่างเหมือนช่วงก่อนที่มันจะนอนหลับ มันจึงคิดว่า มันคงหลับไปไม่เกินชั่วโมงแน่ ๆ แต่เมื่อมันหันไปมองที่เส้นชัย มันก็ตกใจจนหูตั้งโด่ เพราะว่า เต่าคู่แข่งของมัน คลานจนเกือบไปถึงเส้นชัยอยู่แล้ว

กระต่ายจึงรีบสอบถามหมาจิ้งจอกที่อยู่ใกล้ ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น ครั้นเมื่อหมาจิ้งจอกบอกกระต่ายว่า กระต่ายเผลอนอนหลับไปข้ามวันข้ามคืน ในขณะที่เจ้าเต่าคลานไปเรื่อย ๆ เอื่อย ๆ ข้ามวันข้ามคืนเช่นกัน กระต่ายจึงตระหนักว่ามันประมาทพลาดท่า มันจึงรีบวิ่งปรู๊ดตรงไปที่เส้นชัยทันที

แต่อนิจจา ในขณะที่เจ้ากระต่ายไล่หลังไปจนเกือบถึงเส้นชัย เจ้าเต่าก็ยืดหัวจากกระดองเข้าแตะเส้นชัย และชนะเจ้ากระต่ายไปอย่างหวุดหวิดแบบเส้นยาแดงผ่าแปด

เมื่อกระต่ายแพ้ สัตว์ต่าง ๆ ก็เดินมาหากระต่าย แล้วก็แลบลิ้นปลิ้นตาหลอก “บรู้ว ๆ” จากนั้น สัตว์ต่าง ๆ ก็พูดพร้อมกันว่า “ขี้แพ้ ขี้แพ้ ขี้แพ้ ขี้แพ้”

กระต่ายเจ็บใจที่ถูกเย้ยหยัน มันเพิ่งเข้าใจความรู้สึกของคนที่แพ้และถูกคนอื่นเยาะเย้ยเป็นครั้งแรก มันรู้สึกผิดที่ตลอดมา มันมักเยาะเย้ยผู้อื่นโดยไม่เคยเอาใจเขามาใส่ใจตัวเองเลย

ส่วนเจ้าเต่า ถึงมันจะชนะ แต่มันก็ไม่ได้แลบลิ้นปลิ้นตาใส่กระต่ายเลย มันกลับหันมาหากระต่าย แล้วบอกกระต่ายว่า “เราแข่งกันเสร็จแล้ว ฉันว่านะ อย่าคิดมากเลย ว่าใครแพ้ใครชนะ ฉันว่านะ แทนที่เราจะเป็นคู่แข่งกัน เรามาเป็นเพื่อนกันน่าจะดีกว่านะ”

กระต่ายยิ้มและขอบใจเต่าที่เต่าไม่ล้อเลียนมัน แม้ความประมาทของกระต่าย จะทำให้กระต่ายพ่ายแพ้ก็จริง แต่การพ่ายแพ้ครั้งนี้ ทำให้กระต่ายได้บทเรียนครั้งสำคัญ ดังนั้น กระต่ายจึงตกปากรับคำเป็นเพื่อนกับเต่า และหลังจากนั้นเป็นต้นมา กระต่ายก็พยายามปรับปรุงนิสัยของตัวเอง และไม่เคยท้าใคร ๆ แข่งขันอะไรอีกเลย

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • อย่าดูถูกผู้อื่น เพราะทุกคนมีคุณค่าในแบบของตนเอง
  • ความพยายามอย่างสม่ำเสมอ ย่อมชนะความเก่งที่ขาดวินัย
  • ความพ่ายแพ้สามารถเป็นครูที่ดีที่สุด
  • มิตรภาพสำคัญกว่าการเอาชนะ

#นิทานนำบุญ

Posted in นิทานพ่อมดแม่มด, นิทานอบอุ่นหัวใจ, นิทานเด็ก

เวทมนตร์ของเจ้าตัวน้อย

ในบรรดานิทานเกี่ยวกับพ่อมดแม่มดที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ได้แต่งเอาไว้ มีนิทานอยู่ 2 เรื่อง ที่ผมรักมากเป็นพิเศษ เรื่องแรกคือ “จุดจบของแม่มดน้อย” และอีกเรื่องคือนิทานก่อนนอนเรื่องนี้ “เวทมนตร์ของเจ้าตัวน้อย” นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานก่อนนอนในแนวนิทานรักแม่ คือ ลูก ๆ รักแม่และอยากหาของขวัญวันเกิดให้แม่ แต่ของขวัญที่จะทำให้คุณแม่มีความสุขคืออะไร? คงต้องไปหาคำตอบกันในนิทานนะครับ

นิทานเรื่อง  เวทมนตร์ของเจ้าตัวน้อย

โมเม มูมมามและมอมแมมเป็นลูก ๆ ของแม่มดสาวพราวเสน่ห์    คุณแม่ของพวกเขาเป็นแม่มดที่อ่อนโยนและใจดีอย่างยากที่จะหาใครเทียบได้    เด็ก ๆ ทุกคนรักคุณแม่ของพวกเขามาก  เมื่อใกล้ถึงวันเกิดของคุณแม่    พี่น้องทั้งสามจึงตกลงกันว่า พวกเขาจะจัดงานฉลองวันเกิดและมอบของขวัญสุดพิเศษให้แก่คุณแม่ผู้เป็นที่รัก

โมเมซึ่งเป็นพี่สาวคนโตตั้งใจที่จะเนรมิตดอกไม้แสนสวยเพื่อมอบให้คุณแม่เป็นของขวัญวันเกิด ส่วนมูมมามซึ่งเป็นลูกชายคนกลางก็เฝ้าฝึกซ้อมคาถาเพื่อเตรียมเสกขนมเค้กอร่อย ๆ  ให้คุณแม่ผู้ชอบรับประทานขนมหวาน ๆ เป็นชีวิตจิตใจ

ฝ่ายมอมแมมน้องคนเล็กดูน่าเห็นใจเป็นที่สุด  เพราะนอกจากที่เขาจะเด็กกว่าใคร ๆ แล้ว เขายังเพิ่งเข้าเรียนในโรงเรียนอนุบาลเวทมนตร์ได้ไม่นานนัก ด้วยเหตุนี้  อำนาจมนตราของเขาจึงมีอยู่จำกัด  ไม่เพียงพอที่จะเนรมิตของขวัญพิเศษใดใดให้แก่คุณแม่ได้ แต่ด้วยความที่เด็กน้อยอยากจะทำให้คุณแม่รู้ว่าเขารักคุณแม่ไม่แพ้พี่ ๆ    มอมแมมจึงบากบั่นไปขอยืมตำราคาถาวิเศษจากห้องสมุด  แล้วเฝ้าฝึกฝนว่าคาถาตามตำราเล่มนั้นทีละบทสองบท   จนในที่สุด  เขาก็พร้อมที่จะเนรมิตของขวัญชิ้นเล็ก ๆ  เพื่อมอบให้คุณแม่เป็นของขวัญในวันคล้ายวันเกิด

และแล้ว..วันที่ทุก ๆ คนรอคอยก็มาถึง   เด็ก ๆ เชิญคุณแม่มานั่งในห้องนั่งเล่นที่พวกเขาช่วยกันตกแต่งจนกลายเป็นห้องที่แสนน่ารัก  เสียงดนตรีอ่อนหวานจากกล่องดนตรีทำให้บรรยากาศในห้องดูอบอุ่นกระจุ๋มกระจิ๋ม   เด็ก ๆ ให้คุณแม่นั่งที่เก้าอี้ตัวนุ่ม  จากนั้น พวกเขาก็เริ่มว่าคาถาเพื่อเสกของขวัญให้แก่คุณแม่ทีละคน

โมเมท่องคาถางึมงำว่า “โอมมะลุกกุ๊กกุ๋ยดุกดุ๋ยดุกดุ๋ย…ปลูกต้นไม้อย่าลืมใส่ปุ๋ย”   เมื่อโมเมว่าคาถาจบ  รอบ ๆ ตัวของคุณแม่ก็รายล้อมไปด้วยดอกไม้สีรุ้งเต็มไปหมด!

เมื่อมูมมามเห็นพี่สาวเสกดอกไม้มากมายให้คุณแม่   เขาจึงนึกอยากหาทางทำให้คุณแม่พอใจมากขึ้นไปอีก  ด้วยเหตุนี้  มูมมามจึงตั้งใจรวบรวมสมาธิ แล้วร่ายคาถาด้วยเสียงที่หนักแน่นว่า “โอมมะลุกกุ๊กกิ๊กดุ้กดิ้กดุ้กดิ้ก…อยากกินเผ็ดต้องไปกินพริก”   เมื่อสิ้นเสียง…ขนมเค้กขนาดยักษ์ที่สูงถึงเจ็ดชั้นก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าของคุณแม่ทันที!

มอมแมมมองของขวัญของพี่ ๆ ตาปริบ ๆ  ฝีมืออย่างเขาคงไม่สามารถเสกของขวัญดี ๆ อย่างของพี่ ๆ ได้เป็นแน่    แต่ด้วยความรักที่ยิ่งใหญ่เกินตัว    มอมแมมจึงคิดหาของขวัญชิ้นใหม่เพื่อไม่ให้น้อยหน้าพี่ ๆ  

อำนาจเวทมนตร์อันน้อยนิดของพ่อมดตัวเล็ก ๆ จะเนรมิตอะไรให้ถูกใจคุณแม่ได้บ้างไหมหนอ?   มอมแมมเพ่งมองขนมเค้กเจ็ดชั้นของมูมมามอยู่พักใหญ่   ในที่สุด  ความคิดที่แสนวิเศษก็สว่างวาบขึ้นในใจของเด็กน้อยผู้ไม่ยอมจำนนต่ออุปสรรค

มอมแมมค่อย ๆ นึกทบทวนถึงคาถาบทหนึ่งที่เขาเฝ้าฝึกฝนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน   เมื่อคิดได้ เขาก็เริ่มเอ่ยถ้อยคาถาอย่างช้า ๆ ว่า  “โอมมะลุกกุ๊กก๋อยดุกด๋อยดุกด๋อย…ผัดคะน้าใส่น้ำมันหอย”  เมื่อมอมแมมท่องคาถาจบ    ขนมเค้กเจ็ดชั้นก็สว่างไสวไปด้วยเปลวไฟจากเทียนไขแท่งเล็ก ๆ  ซึ่งมีจำนวนเท่ากับอายุของคุณแม่พอดิบพอดีไม่มีขาด

คุณแม่ปลื้มใจมากที่เห็นความตั้งใจของลูก ๆ ทั้งสาม  ส่วนโมเมกับมูมมามต่างก็ภูมิใจในฝีมือของน้องชายตัวกระเปี๊ยกที่ใช้เวทมนตร์ได้ดีชนิดที่พี่ ๆ คาดไม่ถึง  

ความรักของลูก ๆ ทำให้หัวใจของผู้เป็นแม่อิ่มเอมไปด้วยความสุข   

และในค่ำคืนนั้น   สามพี่น้องก็แย่งกันกอดคุณแม่นัวเนียหนุบหนับ   เวลาแห่งรักดำเนินต่อไปนานแสนนาน   จนกระทั่งท้ายที่สุด   เด็ก ๆ ทั้งสามก็นอนหลับปุ๋ยไปในอ้อมกอดของคุณแม่ ท่ามกลางแสงเทียนอันอบอุ่นในราตรีที่แสนวิเศษ

#อ่านนิทานจบเด็ก ๆ อยากให้ของขวัญด้วยการกอดใครดีนะ

#นิทานนำบุญ

………………