Posted in การละเมิดลิขสิทธิ์และการปกป้องผลงาน, ทิศทางเว็บไซต์นิทานนำบุญ, เรื่องเล่าจากพี่นำบุญ

เรื่องเล่าจากพี่นำบุญ

วันที่ผมเขียนบทความนี้ตรงกับวันที่ 5 ธันวาคม 2565

ผมเขียนบทความครั้งก่อนเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2564 ตอนนั้น ผมคิดว่าเว็บไซต์นิทานนำบุญคงลงตัวแล้ว เพราะมีนิทานมากถึง 320 เรื่อง น่าจะพอใช้งานได้ทั้งปี แถมมีเงินค่ากาแฟจากผู้อ่านไว้ดูแลเว็บไซต์ ดังนั้น ผมน่าจะปล่อยมือจากการพัฒนาเว็บไซต์ แล้วเอาเวลาไปทำสื่อในช่องทางอื่นเพื่อหารายได้ให้ตัวเองบ้าง

แต่หลังจากที่เขียนบทความในครั้งนั้น จนกระทั่งถึงวันนี้ (ราวปีเศษ) มีเรื่องราวเกิดขึ้นหลายเรื่อง ทั้งดีและแย่ บางเรื่องทำให้รู้สึกอยากปิดเว็บไซต์ เพราะรู้สึกว่ามันแย่จริง ๆ

วันนี้ ผมจึงขอมาเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น รวมถึงทิศทางที่จะเกิดขึ้นต่อไปในปีหน้าให้ได้ทราบกันครับ

เรื่องทั่วไป

ในเรื่องความเป็นไปของเว็บ นับตั้งแต่ต้นปี 65 ที่ผมโพสต์นิทานไว้ 10 เรื่อง จากนั้น ผมก็แทบจะไม่ได้โพสต์นิทานเรื่องใหม่ ๆ อีกเลย ในตอนแรก ผมคิดว่าคนอ่านจะลดลงเมื่อไม่ได้โพสต์นิทานเรื่องใหม่ แต่ปรากฎว่า ยอดของผู้ที่เข้าใช้งานเว็บไซต์มีมากขึ้น คือมากถึง 3600 คนในบางวัน (แต่เดิมมีราว 3000 คน)

ในเรื่องการขอสปอนเซอร์สนับสนุนเว็บไซต์ หลังจากที่มีผู้สนับสนุนมา 3 ราย ผมก็ไม่เคยขอการสนับสนุนจากที่ไหนอีก ผมคิดว่าการไปขอสปอนเซอร์มาสนับสนุนเว็บไซต์เล็ก ๆ ไม่น่าจะเป็นแนวทางที่ผมสะดวกใจนัก ส่วนตัวแล้วผมค่อนข้างเกรงใจที่จะขอเงินก้อนใหญ่ ๆ จากใครก็ตาม

ในเรื่องการทำเว็บไซต์ใหม่หรือทำช่องยูทูบช่องใหม่ ในช่วง 1ปีที่ผ่านมา ผมรู้สึกได้ว่าร่างกายของผมเสื่อมลงตามวัย สายตามองจอนาน ๆ ไม่ค่อยไหว เสียงเริ่มไม่ทนทาน เวลาอ่านออกเสียง เสียงมักแหบและทุ้มลง ซึ่งแต่ก่อนทำได้ดีกว่านี้ ส่วนแรงจูงใจในการสร้างคอนเทนต์มีไม่มากเท่ากับตอนที่เริ่มทำเว็บไซต์นิทานนำบุญ การทำเว็บไซต์ใหม่หรือช่องยูทูบใหม่จึงไม่คืบหน้านัก

เรื่องบั่นทอนจิตใจ

ปีที่ผ่านมา เป็นปีที่มีเรื่องบั่นทอนจิตใจหลายเรื่อง หลัก ๆ คือการถูกละเมิดลิขสิทธิ์โดยนำนิทานไปใช้ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การนำนิทานนำบุญไปทำคลิป การนำไปเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ชื่อดัง การนำไปทำอีบุ๊คแล้วเผยแพร่ในอินเทอร์เน็ต การนำชื่อนิทานนำบุญไปหลอกคน การหารายได้ด้วยการรับจ้างแต่งนิทาน แต่นำนิทานจากในเว็บนี้ไปส่งให้ผู้จ้าง ฯลฯ ซึ่งคนที่ละเมิดลิขสิทธิ์มีทั้งคนทั่วไป อาจารย์มหาวิทยาลัย นักศึกษา นักเรียนมัธยมทั้งม.ต้นและม.ปลาย

การถูกละเมิดลิขสิทธิ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และการต้องคอยแจ้งให้ลบหรือหาทางให้แพลตฟอร์มต่าง ๆ ช่วยลบ เป็นเรื่องที่ทำให้เสียทั้งความรู้สึกและเสียเวลามาก บางครั้งผมก็คิดว่า ถ้าตัวเองไม่ทำเว็บไซต์ คนเหล่านี้ก็คงก๊อปปี้นิทานไปเผยแพร่ไม่ได้ การทำเว็บไซต์แบบไม่ได้หวังผลกำไร แค่อยากให้เด็ก ๆ มีนิทานอ่าน กลายเป็นการเปิดช่องให้คนอื่นเอาเปรียบตัวผม เรื่องแบบนี้พอเจอบ่อย ๆ ก็ทำใจยอมรับลำบาก

ส่วนอีกเรื่องหนักกว่าและทำให้รู้สึกแย่กว่า คือ ผมได้ไปแจ้งความคดีละเมิดลิขสิทธิ์ไว้ 1 คดี ตอนเดือนธันวาคม ปี 2564 ตอนนี้ เกือบครบหนึ่งปี คดีไม่มีคืบหน้า หลักฐานที่ส่งไปมีความชัดเจนว่าใครเป็นผู้กระทำผิด แต่เรื่องเงียบอย่างประหลาด ทักไลน์สอบถาม เจ้าหน้าที่่ก็ไม่ตอบ ผมเคยไปสอบปากคำ สิ่งที่น่าสนใจคือ ผมต้องหาหลักฐานยืนยันว่าตัวเองเป็นคนแต่งนิทานเอง! (ทำให้ต้องค้นหาไฟล์ต้นฉบับ หาหนังสือที่ตีพิมพ์นิทานครั้งแรกไปยืนยัน) ดูเหมือนว่า อาชีพนักเขียนนิทานนี้ไม่มีค่า และไม่ได้รับการคุ้มครองใด ๆ ทุกขั้นตอน ทั้งเสียเวลาและมีค่าใช้จ่าย ในอนาคต เมื่อต้องฟ้องต่อ ผมก็ต้องจ้างทนายให้ดำเนินการอีก ซึ่งเป็นเงินก้อนใหญ่มาก

การทำเว็บไซต์แล้วถูกละเมิด รวมเข้ากับการที่กฎหมายไม่ได้คุ้มครองเราอย่างที่ควรจะเป็น ทำให้ผมถามตัวเองว่า “ผมกำลังทำอะไรอยู่” เพราะเว็บไซต์นิทานนำบุญไม่ใช่เว็บที่ทำขึ้นเพื่อสร้างรายได้ แต่ทำไปทำมา เหมือนตัวผมจะต้องเสียเงิน เสียเวลา เสียอารมณ์ กับสิ่งที่เกิดตามมา ความรู้สึกแบบนี้บั่นทอนให้ตัวเองอยากปิดเว็บไซต์ครับ มันเป็นความรู้สึกแย่ ๆ ในช่วงปีนี้

อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่า เด็ก ๆ ไม่ได้ทำอะไรผิด ทำไมผมจึงต้องปิดเว็บไซต์ที่ทำให้เขามีช่วงเวลาดี ๆ กับพ่อแม่ล่ะ? ดังนั้น ผมจึงตั้งใจที่จะอดทน และสู้ต่อไปให้สุดทาง

เรื่องที่สร้างกำลังใจ

ในช่วงปีที่รู้สึกแย่ ๆ สิ่งที่ทำให้ผมมีกำลังใจเสมอ คือ ข้อความที่คุณพ่อคุณแม่ทักมาเล่าให้ฟังว่า ลูก ๆ มีความสุขกับนิทานในเว็บไซต์นี้มาก หลายคนเล่าว่าลูก ๆ ยังคอยนิทานเรื่องใหม่ ๆ เสมอ บางคนเล่าว่า…นิทานในเว็บไซต์นี้ทำให้ตัวเองซึ่งมีอาการซึมเศร้าจนนอนแทบไม่ได้ ได้ผ่อนคลายจากความทุกข์ไปได้บ้าง

นอกจากนี้ ในปี 2565 เว็บไซต์นิทานนำบุญยังได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติในฐานะสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ประเภทสื่อออนไลน์ จากกองทุนสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กระทรวงวัฒนธรรม รางวัลนี้เป็นรางวัลใหญ่ระดับประเทศ ซึ่งสื่อที่ได้รางวัลต้องผ่านการคัดกรองจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนมาก การได้รางวัลนี้เป็นเครื่องยืนยันว่า นิทานและเว็บไซต์นิทานนำบุญมีคุณภาพและดีสำหรับเด็ก

ที่สำคัญ การได้รางวัลนี้ น่าจะเปลียนทัศนติเพื่อนรุ่นน้องป.โทที่เคยดูถูกคนแก่ ๆ อย่างพี่นำบุญว่า “พี่นำบุญได้แต่ชื่นชมผลงานในอดีตของตัวเอง” รางวัลนี้จึงน่าจะทำให้เขาได้เห็นคุณค่าในความพยายามของผู้อื่นได้บ้าง เพราะแม้พี่นำบุญจะเกิดก่อนยุคดิจิทัล แต่เมื่อพี่นำบุญพยายาม มันก็ทำให้เกิดเว็บไซต์ที่มีคุณภาพและเป็นประโยชน์ต่อสังคมได้จริง ๆ (ตามกำลังของคนในวัยพี่นำบุญ)

ทิศทางในอนาคตของเว็บไซต์นิทานนำบุญ

หลังจากที่ผมพบเจอเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์และกลไกทางกฎหมายที่ไม่คุ้มครองนักเขียนอย่างที่ควรจะเป็น รวมทั้งได้เห็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นเมื่อมีการฟ้องร้อง และหากต้องการพัฒนาเว็บไซต์ต่อ ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายจิปาถะเกิดขึ้นอีก ดังนั้น ผมจึงคิดว่า “ถ้าเราอยากให้เว็บไซต์นิทานนำบุญอยู่ได้อย่างมั่นคง เราควรมองโลกตามความเป็นจริงมากขึ้น การปรารถนาดีต่อเด็กแบบเดิมเป็นสิ่งที่ดี แต่ควรอยู่กับความเป็นจริงมาก ๆ”

หลายคนอาจไม่รู้ว่า อาชีพนักเขียนนิทาน มีรายได้จาก 2 ทาง คือ รายได้ที่เกิดขึ้นตอนส่งต้นฉบับนิทานให้นิตยสาร และ รายได้จากการให้เช่าใช้ลิขสิทธิ์

รายได้แรกเป็นเงินราว 2000 บาทต่อเรื่อง (หักภาษี ณ ที่จ่ายจะเหลือราว 1900 บาท) ถือว่าน้อยมาก

รายได้อีกส่วนมาจากการให้เช่าลิขสิทธิ์ (สมมติมีสำนักพิมพ์อยากนำนิทานไปใช้พิมพ์เป็นหนังสือ นักเขียนจะได้เงินราว 5-10% ของราคาปกหนังสือ คูณด้วยจำนวนพิมพ์ คิดเป็นรายได้คร่าว ๆ อยู่ที่ประมาณ 2-3 หมื่นบาท (ต่อเรื่อง)

อาชีพนักเขียนนิทานจึงคล้ายกับการปลูกต้นไม้ เราได้เงินค่าปลูกต้นไม้เล็กน้อยพอเป็นค่าแรง จากนั้น เราต้องรอให้ต้นไม้ออกดอกออกผล ถ้าคนชอบใจดอกผลแล้วมาขอซื้อ เราจึงจะเริ่มมีรายได้เพิ่มเติมที่อาจเก็บกินไปได้เรื่อย ๆ ซึ่งอาจจะช่วยให้ชีวิตบั้นปลายไม่ลำบากมากนัก (แต่ถ้าคนไม่ชอบดอกผลของต้นไม้ที่เราปลูก งานที่ทำก็แทบจะสูญเปล่า)

ผมมองภาพความเป็นจริง แม้ผมพอจะมีเงินดูแลตัวเองอยู่บ้าง แต่เมื่อต้องมีการฟ้องร้องคดีความต่าง ๆ หรือต้องการพัฒนาเว็บไซต์ในอนาคต (เช่น จ่ายเงินค่าแอพพลิเคชั่น ซื้อภาพที่มีลิขสิทธิ์มาใช้งาน หรือจ้างคนมาช่วยทำงานในส่วนที่เราทำไม่ได้) หากผมไม่อยู่กับความเป็นจริง ผมคงต้องนำเงินเก็บมาใช้ ซึ่งอาจทำให้ตัวเองลำบากมากในช่วงบั้นปลายของชีวิต

ผมจึงนั่งคิดกลับไปกลับมาอยู่หลายวัน ในที่สุด ผมก็ตัดสินใจว่า ผมอยากลองสมมติให้เว็บไซต์นิทานนำบุญ เป็นเหมือนบ้านหรือออฟฟิศของนักเขียนนิทานคนหนึ่ง (ผมเอง) ในบ้านจะมีผลงานนิทานจัดแสดงไว้ ให้ผู้อ่านที่แวะเข้ามาได้เยี่ยมชม หากได้อ่านนิทานเรื่องไหนแล้วชอบใจ ก็สามารถโอนเงินให้กำลังใจนักเขียนได้ตามสะดวก (ถ้าไม่สะดวก ก็ไม่มีปัญหาใด ๆ เพราะที่นี่ยินดีต้อนรับเสมอครับ)

กรณีนี้อาจดูคล้ายกับโครงการเลี้ยงกาแฟ (ตามที่เคยเล่าให้ฟังแล้ว) แต่คราวนี้ เป็นการใช้คุณค่าของนิทานแต่ละเรื่อง เพื่อตอบแทนการทำงานของผู้แต่งนิทาน (ผมเอง) ซึ่งมันก็น่าจะคล้าย ๆ กับเป็นค่าลิขสิทธิ์ หรือทรัพย์สินทางปัญญา ที่ตอบแทนผู้สร้างผลงานนั่นเอง 🙂

ภาพน่าจะออกมาประมาณนี้ครับ ซึ่งผมจะลงไว้ในตอนท้ายของนิทานแต่ละเรื่อง เพื่อไม่ให้รบกวนสายตาของผู้อ่าน ใครสะดวกจะสนับสนุนก็ยินดี ส่วนใครไม่สะดวกก็ไม่มีปัญหาใด ๆ ครับ

โดยส่วนตัวแล้ว ผมเองก็อยากรู้ว่า เมื่อเวลาผ่านไปถึงจุดหนึ่ง ผลงานนิทานหรือผลของต้นไม้ที่ผมได้ปลูกเอาไว้ มีค่าจริง ๆ รึเปล่า มีค่ามากน้อยแค่ไหน และผมจะดูแลชีวิตบั้นปลายของตัวเองด้วยนิทานเหล่านี้ได้ไหม

………

ทิศทางของปีหน้า (2566) และน่าจะเป็นปีต่อ ๆ ไป จึงเป็นการจัดระบบเว็บไซต์นิทานนำบุญให้เป็นจริงเป็นจังมากขึ้น หากที่นี่เป็นเสมือนบ้านหรือออฟฟิศ (ที่มีรายได้เข้ามาหล่อเลี้ยงมากพอ และผมสามารถปกป้องผลงานจากการละเมิดลิขสิทธิ์ได้โดยที่ไม่ลำบากตัวเองมากนัก) บางที ผมอาจมีกำลังในการทำอะไร ๆ ต่อไปได้อีก

อย่างไรก็ตาม ปี 2566 ผมจะพยายามทำคลิปวิดีโอเล่านิทานลงในช่องยูทูบมากขึ้น และคงทำไปเรื่อย ๆ ตามกำลัง จนกว่าเว็บตัดต่อที่เข้าไปใช้งานจะเริ่มเก็บเงิน ก็คงต้องพัก เพราะผมไม่เคยเตรียมทุนในส่วนนี้ไว้เลย (ปัจจุบัน เขายังให้ใช้แบบฟรีอยู่ครับ)

ส่วนนิทานในเว็บไซต์นิทานนำบุญ ผมเตรียมนิทานที่ตัวเองแต่งไว้ส่วนหนึ่ง เตรียมลงในช่วงปีใหม่ (ความล่าช้าเกิดจากการหาภาพปกทีตรงกับนิทานไม่ได้) และในระหว่างปี หากมีเงินเข้ามาสนับสนุนมากพอ ผมก็อาจจะจ้างคนมาช่วยพิมพ์นิทาน แปลนิทานพื้นบ้านหรือนิทานนานาชาติ เพื่อนำมาลงในเว็บไซต์เพิ่มเติมอีก

ส่วนการแต่งนิทานเรื่องใหม่ ๆ มาลงในเว็บไซต์ ถือเป็นเรื่องใหญ่ ที่ผมยังไม่กล้ารับปาก เพราะปกติแล้ว ผมแต่งนิทานได้ราวเดือนละ 2 เรื่อง (เดือนละ 2 เรื่องก็เครียดแล้ว) การแบกความเครียดโดยไม่มีรายได้ ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำในวัยขนาดนี้ (52 ขวบ) และการแต่งนิทาน 2 เรื่องต่อเดือนเพื่อให้เลี้ยงตัวเองให้ได้ ผมคิดว่าราคาค่าแต่งคงต้องแพงพอสมควร ซึ่งก็เป็นเรื่องที่…เป็นไปได้ยาก ดังนั้น จึงขอดูสถานการณ์ไปก่อนนะครับ หากต้นไม้ที่ปลูกไว้งอกงามดี ผมอาจใช้เวลาช่วงบั้นปลายชีวิต แต่งนิทานในแบบที่ไม่เคยแต่งมาให้อ่านกันขอรอดูสถานการณ์ไปก่อนนะครับ

ท้ายนี้ เนื่องในโอกาสใกล้วันปีใหม่ ผมขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย ให้ช่วยคุ้มครองทุก ๆ ท่าน ให้มีความสุขกายสบายใจ คิดสิ่งดี ๆ สิ่งใด ก็ขอให้สมความปรารถนา

ด้วยความรัก

นำบุญ นามเป็นบุญ

……..

#อ่านเรื่องเล่าของปีก่อนได้จากลิงค์ข้างล่างนี้ครับ

https://bit.ly/3ma2RI9

Posted in การจัดการลิขสิทธิ์นิทาน, การพัฒนาเว็บไซต์เพื่อเด็ก, ทิศทางเว็บไซต์นิทานนำบุญ

ทิศทางของเว็บไซต์ในปี2565

สวัสดีครับ … ผมเขียนบันทึกนี้ในวันที่ 26 ธันวาคม 2564 เพื่อแจ้งทิศทางของเว็บไซต์นิทานนำบุญให้คุณผู้อ่านได้ทราบ

ปัจจุบัน เว็บไซต์นิทานนำบุญมีนิทานอยู่ประมาณ 300 เรื่อง ในปี 2565 ผมจึงตั้งใจที่จะลงนิทานเรื่องใหม่ ๆ น้อยลง แต่จะพยายามจัดหมวดหมู่ของนิทานให้ค้นหาได้ง่ายขึ้น และจะตรวจทานความถูกต้องทางภาษาของนิทานแต่ละเรื่อง รวมทั้งเติมรายละเอียดในส่วนเกริ่นนำหรือในส่วนท้ายของนิทาน เพื่อให้นิทานแต่ละเรื่องมีความสมบูรณ์มากขึ้น จึงขอแจ้งและขออภัยมา ณ ที่นี้ครับ

ในส่วนของโครงการเลี้ยงกาแฟปีละ 1 บาท เนื่องจากปีที่ผ่านมา ทางเว็บไซต์ได้รับเงินเลี้ยงกาแฟมาราวสามหมื่นบาท (อ่านได้จากลิงค์นี้ https://bit.ly/32Dw4Uc ) ซึ่งน่าจะใช้ดูแลเว็บไซต์ได้อีก 8 ปี ด้วยเหตุนี้เอง ในปี 2565 ผมจึงขอหยุดรับการเลี้ยงกาแฟ โดยจะค่อย ๆ นำเลขบัญชีออกจากเว็บไซต์ เพราะผมไม่อยากรบกวนผู้อ่านและไม่อยากถือเงินเอาไว้มากเกินไป ขอบคุณทุกท่านที่ช่วยกันดูแลเว็บไซต์นี้นะครับ

ในปี 2564 ผมพบปัญหาน่าหนักใจเกี่ยวกับการละเมิดลิขสิทธิ์นิทานนำบุญอย่างรุนแรง และเรื่องการแอบอ้างชื่อ “นิทานนำบุญ” ในการประกาศเชิญชวนผู้คนให้สมัครเข้าทำงาน “คัดลอกนิทาน” ซึ่งมีลักษณะเป็นการกระทำที่ไม่สุจริต

ในส่วนของปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ มีคนนำนิทานจากเว็บไซต์นิทานนำบุญไปทำคลิปลงในสื่อออนไลน์ต่าง ๆ โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นจำนวนมาก ซึ่งผู้กระทำผิดบางคนเล่าว่า เห็นนิทานส่งต่อกันมาทางไลน์ (ไม่มีชื่อผู้แต่ง) จึงก๊อปนิทานมาลงในบทความของตนเอง และเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ชื่อดังอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์! กรณีที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ผมวิตกว่า หากปล่อยให้มีการละเมิดต่อไปเรื่อย ๆ นิทานที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญาของผม จะถูกละเมิดจนผู้คนคิดว่าเป็นนิทานที่ไม่มีผู้แต่งและไม่มีลิขสิทธิ์ ดังนั้น ในปี 2565 ผมจึงจำเป็นต้องแจ้งความดำเนินคดีอย่างจริงจัง ซึ่งปกติ เวลาที่ผมขายลิขสิทธิ์ให้สำนักพิมพ์ นิทาน 1 เรื่องที่นำไปพิมพ์หนังสือ 1 เล่ม (พิมพ์ 3000 ฉบับ) ผู้สร้างสรรค์จะได้รับค่าลิขสิทธิ์ 10% ของราคาปก คูณด้วยยอดพิมพ์ (ราว 30,000 บาท) ดังนั้น ผู้ที่ละเมิดลิขสิทธิ์นิทานนำบุญจึงอาจถูกดำเนินคดีและเสียเงินเป็นจำนวนมาก (นอกจากนี้ ยังอาจมีโทษทางอาญาด้วยครับ) ซึ่งการดำเนินคดีอย่างจริงจังอาจช่วยแก้ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ไปได้บ้าง

ส่วนปัญหาเรื่องการแอบอ้างชื่อ “นิทานนำบุญ” ในการประกาศรับจ้างที่ไม่สุจริต ผมในฐานะผู้จัดทำเว็บไซต์นิทานนำบุญขอยืนยันว่า ผมไม่มีความเกี่ยวข้องกับการประกาศรับจ้างงานดังกล่าว และจะทำการรวบรวมหลักฐานเพื่อแจ้งความโดยเร็วที่สุด

ในส่วนของแผนงานปี 2565 ผมตั้งใจที่จะเริ่มทำคอนเทนต์นิทานลงในยูทูบ โดยมีกลุ่มผู้ชมเป็นคนทุกเพศทุกวัย (ไม่เน้นไปที่กลุ่มเด็ก) ซึ่งหากทำได้สำเร็จและเป็นที่นิยมของผู้ชม ก็อาจทำให้ผมมีรายได้มาทำอะไรสนุก ๆ ได้อีก ปี 2565 จึงเป็นปีที่น่าจะยุ่งมากและต้องแก้ปัญหาอะไรค่อนข้างมาก แต่ผมสัญญาว่า ถ้าได้ลงคลิปในยูทูบเมื่อไหร่ ก็จะนำมาแชร์ให้ได้ติดตามกันด้วยครับ

สุดท้าย โครงการหนังสืออีบุ้คที่ผมทำขาย ผมตั้งใจที่จะหยุดขายเพื่อลดภาระของน้องชายที่ต้องมาทำหน้าที่ขายแทนผม ดังนั้น หากใครอยากอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับวิธีแต่งนิทานของผม คงต้องรีบสั่งซื้อกันหน่อยตามช่องทางที่อยู่ในภาพข้างล่างนี้ เพราะปลายเดือนมกราคม…เมื่อเลิกขายแล้ว หนังสือเล่มนี้ก็จะไม่มีกลับมาจำหน่ายอีกเลยครับ

Posted in เรื่องเล่าจากพี่นำบุญ

เรื่องเล่าจากพี่นำบุญ

วันที่ผมเขียนบทความนี้ตรงกับวันที่ 23 ตุลาคม 2564

หากย้อนไปในเดือนตุลาคมเมื่อ 4 ปีก่อน เป็นช่วงที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เพิ่งเริ่มหัดทำเว็บไซต์นี้ในวิชาเรียนระดับปริญญาโท โดยเป็นการทำเว็บไซต์ที่ผมไม่มีความรู้พื้นฐานใด ๆ เลย ทั้งในแง่การสร้างเว็บไซต์ การเขียนคอนเทนต์ การทำภาพประกอบ การหา KEYWORD การทำ SEO และอื่น ๆ

ในตอนนั้น ความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ที่ผมมี คือ การเสียบปลั๊ก กดปุ่มสตาร์ท เปิด Word พิมพ์นิทาน กดเข้าเฟซบุ๊ก  กดดูยูทูบ และการโหลดคลิปจากยูทูบมาดู (ซึ่งตอนนั้น ผมยังใช้การแชร์ไวไฟจากโทรศัพท์มือถือเพื่อการเล่นเน็ต และไปใช้เน็ตความเร็วสูงที่มหาวิทยาลัยในการโหลดคลิปยูทูบมาดูที่บ้าน เพราะเสียดายเงิน) เรียกได้ว่า ผมเป็นคุณลุงตกยุคที่เริ่มมาทำสื่อดิจิทัลเป็นครั้งแรกแบบงงที่สุด

ในตอนนั้น อาจารย์ให้ทำเว็บไซต์ด้วย WordPress โดยให้คิดแนวทางของเว็บไซต์ ตั้งชื่อเว็บไซต์ และต้องมีคอนเทนต์ 2-3 คอนเทนต์อยู่ในเว็บไซต์ ซึ่งในการสร้างเว็บไซต์ อาจารย์ได้เชิญอาจารย์พิเศษมาเป็นคนแนะนำและให้เริ่มสร้างไปทีละขั้นตอนพร้อม ๆ กัน (ผมเลยเปิดเว็บไซต์ได้สำเร็จ)

เมื่อสร้างเว็บไซต์ได้แล้ว นักศึกษาแต่ละคนก็ต้องแยกย้ายกันไปเขียนคอนเทนต์เพื่อนำมาใส่ในเว็บไซต์ของตัวเอง ซึ่งผมไม่เคยอ่านบทความในเว็บไซต์ต่าง ๆ มาก่อน (ปกติอ่านหนังสือกับเนื้อหาในเพจต่าง ๆ) จึงนึกภาพไม่ออกเลยว่า บทความในเว็บไซต์ควรเขียนอย่างไร ใช้ภาษาอย่างไร ทำภาพประกอบอย่างไร พาดหัวอย่างไร แถมยังไม่เข้าใจว่า “คอนเทนต์” หมายถึงอะไร (ตอนนั้นผมแปลว่า บทความ จึงคิดว่า คือ ข้อเขียนเหมือนบทความในหนังสือ ไม่เกี่ยวกับภาพประกอบ และคงใช้วิธีเขียนแบบการเขียนเรียงความก็ได้)

ผมใช้เวลาทำเว็บไซต์และลงคอนเทนต์ 2-3 คอนเทนต์นานมาก ปุ่มต่าง ๆ ในการปรับแต่งหน้าเว็บไซต์เป็นเรื่องใหม่ที่ผมไม่เข้าใจเลยจริง ๆ (โชคดีที่มีเพื่อนบางคนช่วยแนะนำและปรับแก้ให้ในเบื้องต้น) หนำซ้ำ ผมเข้าเว็บหา Keyword เพื่อนำมาเขียนคอนเทนต์ตามที่อาจารย์สั่ง แต่ด้วยความไม่เข้าใจ ผมจึงหา Keyword ในเว็บนั้นนานเกินไป (คือหาติดต่อกันราว 8 ชั่วโมง) จนเว็บขึ้นข้อความว่า “ลุงค้นหาKeyword มากเกินไป ต้องหยุดพักเป็นเวลา 24 ชั่วโมงจึงจะกลับมาใช้งานได้ใหม่” และผมอาจกดอะไรผิดพลาดไป ทำให้ต้องเสียเงินเพิ่ม จนเป็นเรื่องเป็นราวต้องขอยกเลิกการใช้งานกับทาง Google (เพราะกลัวจะทำผิดแล้วเขาตัดเงินจนหมดบัญชี)

หลังจากที่ส่งเว็บไซต์ให้อาจารย์ตรวจและจบวิชานั้นไป ผมก็ทิ้งเว็บไซต์ไว้เฉย ๆ มุ่งเรียนปริญญาโทให้จบ ตั้งใจทำวิทยานิพนธ์ และมุ่งที่จะนำวุฒิไปสมัครเป็นอาจารย์สอนด้านนิเทศศาสตร์ดิจิทัลในมหาวิทยาลัยต่างจังหวัด

เมื่อผมเรียนจบปริญญาโท และรอเวลาที่ทางมหาวิทยาลัยจะเปิดรับสมัครอาจารย์ ผมมีเวลาว่างจึงคิดว่า ถ้าเราอยากเป็นอาจารย์ด้านนี้ นอกจากความรู้เชิงวิชาการแล้ว เราก็ควรมีทักษะในการทำสื่อดิจิทัลที่ดีพอที่จะนำไปแนะนำนักศึกษาได้ ดังนั้น ผมจึงตัดสินใจกลับมาทำเว็บไซต์อีกครั้ง (หลังจากหยุดไปเกือบ 2 ปี) โดยตั้งใจว่า จะทำเว็บไซต์นี้ให้เป็นเว็บไซต์นิทาน เพื่อให้เด็ก ๆ มีแหล่งรวมนิทานดี ๆ เอาไว้อ่านแบบฟรี ๆ โดยที่ตัวผมไม่คาดหวังว่าจะต้องได้อะไรตอบแทน (ยกเว้นแค่คาดหวังว่าตัวเองจะได้เรียนรู้วิธีทำสื่อเว็บไซต์เพื่อนำความรู้ไปบอกเล่าให้นักศึกษาฟัง) ซึ่งในช่วงแรก ผมก็ยังคงทำคอนเทนต์อย่างงง ๆ เหมือนเดิม ทำทั้งคอนเทนต์นิทานและบทความเกี่ยวกับความรู้ด้านการศึกษาปฐมวัย (เพื่อดึงคนเข้ามาอ่านให้ได้มากที่สุด) ซึ่งหลังจากที่ทำไปหลายเดือน ยอดผู้ชมก็ขึ้นมาที่ 20 คนต่อวัน หรือราววันละ 70 วิว (ตอนนั้นคือดีใจมากแล้ว)

ในช่วงนั้น ผมพยายามทำภาพประกอบเพิ่ม โดยหาภาพฟรีจากเว็บไซต์ Pixabay การหาภาพให้ตรงกับนิทานหรือบทความที่เขียนเป็นเรื่องยาก แต่ผมก็พยายามทำ ทำจนมีคนเข้าชมเว็บไซต์มากขึ้น ราว 50 คนต่อวัน หรือราววันละ 100 วิว ผมดีใจมากจึงนำตัวเลขไปอวดเพื่อน แต่ต่อมา เพื่อนได้นำตัวเลขยอดผู้รับชมและยอดวิวของเว็บท่องเที่ยวที่เพื่อนทำมาให้ดู ซึ่งตัวเลขยอดผู้เข้าชมราว 1000 คนของเพื่อน ทำให้ผมได้รู้ว่า “ผมเหมือนกบในกะลา” เพราะโลกเกี่ยวกับสื่อดิจิทัลของผมคับแคบมาก (แล้วยังคิดจะไปเป็นอาจารย์สอนนักศึกษาอีก) เมื่อผมรู้แบบนี้ ผมจึงตัดสินใจครั้งสำคัญ โดยการหาคอร์สเรียนออนไลน์เกี่ยวกับการทำเว็บไซต์ และการทำ SEO เพื่อให้เว็บไซต์เข้าถึงผู้อ่านได้มากขึ้น จากนั้น ผมก็ปรับปรุง Content และเรียนรู้วิธีใช้แอพพลิเคชั่นในการสร้างภาพปก ซึ่งภาพปกที่ผู้อ่านเห็นอยู่ในปัจจุบัน บางภาพเกิดจากการนำภาพฟรีไปปรับแต่งผ่านแอพต่าง ๆ มากถึง 5 แอพ!

หลังจากการเรียนวิชาทำเว็บไซต์และการทำ SEO เรียบร้อย ผมก็ลองนำความรู้มาใช้ ซึ่งผลที่ตามมาคือ ยอดผู้ชมพุ่งจาก 50 คนต่อวัน กลายเป็น 1000 คนต่อวัน และทะยานขึ้นสู่ยอดราว 2000 คนต่อวันในเวลาแค่ 1-2 เดือน

ในช่วงนั้น ผมพยายามสร้างคอนเทนต์โดยลงนิทานมากขึ้นเรื่อย ๆ และทำภาพปกอย่างเต็มความสามารถ(ในขณะนั้น) รวมทั้งมีการปรับปรุงเว็บไซต์ จัดหมวดหมู่นิทานใหม่หลายรอบ จนปัจจุบัน มียอดเข้าชมนิทานราว 2800-3600 คนต่อวัน และมียอดวิวราว 10,000 วิวทุกวัน (ปัจจุบัน ยอดวิวรวมของเว็บไซต์อยู่ที่ 4 ล้านเศษ)

การทำเว็บไซต์นิทานนำบุญ ทำให้ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับการทำสื่อดิจิทัลในหลายแง่มุม ผมได้เข้าใจความหมายของคำว่า “Content is the king” ชัดเจนขึ้น เข้าใจความสำคัญของการทำ SEO และการทำงานของ Google รวมทั้งได้ค้นพบสิ่งที่สำคัญและมีค่ามากที่สุด ในชีวิตของคนทำสื่อสำหรับเด็ก นั่นก็คือ……เมื่อเราตั้งใจทำสื่อที่มีคุณภาพดีสำหรับเด็กและทำด้วยความจริงใจ ทำเพื่อให้ ไม่ใช่ทำเพื่อหาประโยชน์ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่พ่อแม่และเด็ก ๆ (รวมทั้งผู้อ่านท่านอื่น ๆ ) สัมผัสได้ ซึ่งมันทำให้ผมได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากพ่อแม่และผู้อ่านจำนวนมาก และทำให้ผมได้พบว่า ผู้อ่านส่วนใหญ่ของเว็บไซต์คือ คุณพ่อคุณแม่ที่นำนิทานในเว็บไซต์ไปอ่านให้ลูกฟังก่อนนอน

ในช่วงหนึ่ง ที่ผมนำคอนเทนต์ไปแชร์ในเพจนิทานนำบุญ ช่วงนั้น มีคุณพ่อคุณแม่ คุณครู และผู้อ่านที่ติดตามนิทานทักมาพูดคุยในกล่องข้อความและชื่นชมนิทานนำบุญเป็นจำนวนมาก (ทำให้ผมรู้ว่า ผู้อ่านถนัดสื่อสารกับเราผ่านทางเพจมากกว่าทางเว็บไซต์ และมีผู้อ่านจำนวนมากติดตามนิทานนำบุญมานานเกิน 2 ปี และอยากขอบคุณการทำเว็บไซต์นี้มาโดยตลอด) การที่นิทานในเว็บไซต์นิทานนำบุญได้รับเกียรติให้เป็นส่วนหนึ่งในช่วงเวลาพิเศษของหลาย ๆ ครอบครัว ทำให้ผม (ในฐานะผู้แต่งนิทานและผู้ทำเว็บไซต์) รู้สึกขอบคุณและรู้สึกว่าตัวเองมีประโยชน์ต่อผู้อื่น

หลังจากที่เว็บไซต์เริ่มมีผู้ชมเข้ามาติดตามเป็นจำนวนมากอย่างสม่ำเสมอราว 3000 คน ผมจึงเกิดความคิดว่า ถ้าผมทำให้เว็บไซต์นิทานนำบุญอยู่ได้อย่างยั่งยืนด้วยกำลังของผู้อ่าน ก็คงจะดีมาก ๆ กล่าวคือ ก่อนหน้านี้ ผมจะนำเงินของตัวเองจ่ายค่าแพคเกจของ WordPress และค่า URL ชื่อเว็บไซต์ (ราว 4000 บาทต่อปี) เงิน 4000 บาทต่อปีสำหรับผมถือเป็นเงินก้อนใหญ่พอสมควร และถ้าวันหนึ่งผมไม่อยู่แล้ว เว็บไซต์นี้ก็อาจล้มหายตายจากไปด้วย ดังนั้น ช่วงปลายปี 2563 ผมจึงคิดโครงการเชิญชวนให้ผู้อ่าน ช่วยเลี้ยงกาแฟผมคนละ 1 บาทต่อปี เพื่อที่ผมจะได้นำเงินค่ากาแฟนั้นมาจ่ายเป็นค่าดูแลเว็บไซต์ ซึ่งหลังจากที่ผมเริ่มโครงการดังกล่าวไปได้ราว 1 ปี ผลที่เกิดขึ้น ปรากฏตามข้อความที่ผมโพสต์ไว้ในเพจนิทานนำบุญ วันที่ 4 ตุลาคม 2564 ดังต่อไปนี้

ภาพการคำนวณค่าใช้จ่าย หลังจากไปอัพเดทสมุดบัญชีธนาคาร


วันนี้ พี่นำบุญแวะไปธนาคารเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน
เป้าหมายหลักในการแวะไป คือ การอัพเดทสมุดบัญชี ที่ใช้รับค่ากาแฟจากทุก ๆ คน
ยอดตัวเลขล่าสุด ทำให้ตกใจนิดหน่อย คือยอดขึ้นมาที่เลข 5
แต่บัญชีนี้ เป็นบัญชีที่มีเงินส่วนตัวของพี่นำบุญค้างอยู่ (เพราะเป็นบัญชีที่ใช้จ่ายค่าตู้นิรภัยของธนาคาร)
และในเดือนกรกฎา พี่นำบุญได้จ่ายเงินผ่านบัตรเครดิตเป็นค่าดูแลเว็บ ด้วยเงินตัวเองในอีกบัญชีหนึ่ง
สรุปว่า ยอดเงินค่ากาแฟที่เหลือสุทธิในบัญชีนี้ เป็นเงิน
31, 036 บาท
…..
ปกติค่าแพกเกจและค่าโฮสต่อปีที่ใช้จะอยู่ที่ปีละ 3, 978 บาท ดังนั้น ยอดเงินที่มีอยู่ จึงน่าจะใช้ดูแลเว็บนิืทานนำบุญให้อยู่ต่อไปได้อีกอย่างน้อย 8 ปีครับ
…..
ขอบคุณกำลังใจและความเชื่อใจที่มอบให้นะครับ พี่นำบุญยังคงยืนยันว่า เงินค่ากาแฟทั้งหมด จะไม่เอามาใช้ส่วนตัว แต่ขอใช้ดูแลเว็บตามที่เคยให้สัญญาไว้
ถ้าวันนึงไม่อยู่ ก็จะฝากน้องชายให้ช่วยดูแลต่อ
ความตั้งใจที่ดี ทำให้เว็บไซต์นิทานนำบุญ กลายเป็นเว็บไซต์สำหรับเด็กและครอบครัว ที่อยู่ได้ด้วยกำลังของคนอ่านอย่างแท้จริง
ขอบคุณทุก ๆ ท่านที่ช่วยกันสร้างตำนานสื่อสำหรับเด็กบทนี้ให้เกิดขึ้นนะครับ

(หมายเหตุ : วันที่ 1 มกราคม 2565 ผมตัดสินใจปิดโครงการเลี้ยงกาแฟ เพราะคิดว่าได้รับการสนับสนุนมามากพอสมควรแล้ว ถ้าในช่วงปีที่ 7หรือ 8 หากจำเป็นต้องใช้เงินเพื่อดูแลเว็บไซต์ต่อไป ผมก็อาจจะมาขอการสนับสนุนใหม่นะครับ)

…………………………………..

หลังจากที่ผมได้เห็นว่า โครงการเลี้ยงกาแฟทำให้เว็บไซต์นิทานนำบุญ กลายเป็นเว็บไซต์ที่อยู่ได้ด้วยกำลังของผู้อ่านอย่างค่อนข้างยั่งยืนได้ ผมก็นึกถึงข้อความของผู้อ่านบางคนที่โอนเงินมาและถามผมเมื่อทราบว่า ผมจะนำเงินทั้งหมดไว้ใช้เพื่อดูแลเว็บ โดยไม่นำเข้ากระเป๋า ผู้อ่านถามว่า “แล้วพี่นำบุญเอาเงินที่ไหนใช้จ่ายคะ”

คำถามจากความห่วงใยในเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ผมไม่เคยนึกถึงมาก่อน เพราะตอนที่เริ่มทำเว็บไซต์นิทานนำบุญ ผมก็คิดว่า ทำเพื่อให้เด็ก ๆ มีแหล่งรวมนิทานเอาไว้อ่าน ซึ่งเมื่อพ่อแม่จำนวนมากได้มาเห็นและนำไปอ่านให้ลูกฟังก่อนนอนจริง ๆ มันก็ทำให้ผมรู้สึกว่า สิ่งที่ตัวเองตั้งใจไว้มันประสบความสำเร็จแล้ว (ผมไม่ได้คิดถึงเรื่องรายได้ของตัวเองเลย)

ยิ่งพอเว็บไซต์อยู่ได้ด้วยกำลังของผู้อ่านอย่างยั่งยืน ผมก็ยิ่งรู้สึกว่า นี่คือความสำเร็จจริง ๆ ของคนทำสื่อ เพราะเว็บไซต์นิทานนำบุญเป็นสื่อสำหรับเด็ก ต้นทุนต่ำ แต่มีความตั้งใจสูง การที่เว็บไซต์นี้อยู่ได้อย่างค่อนข้างยั่งยืนด้วยกำลังของผู้อ่าน จึงเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ว่า สื่อที่ดีและมีประโยชน์ต่อเด็ก ไม่จำเป็นต้องใช้เงินมาก เว็บไซต์นิทานนำบุญจึงเป็นเสมือนโมเดลของการทำเว็บไซต์ต้นทุนต่ำที่มีประโยชน์ต่อสังคม และอยู่ได้อย่างยั่งยืนด้วยกำลังของผู้อ่านอย่างแท้จริง (ซึ่งสิ่งนี้คือความภูมิใจมาก ๆ ของผมครับ)

เมื่อผมนึกถึงสิ่งที่ผู้อ่านทักถาม ผมจึงคิดต่อไปว่า หากผมลองทำโครงการหารายได้จากเว็บไซต์ เพื่อพิสูจน์แนวคิดบางอย่างว่า หากมีคนทำเว็บไซต์ขึ้นมาโดยเริ่มจากการคิดถึงประโยชน์ของผู้อ่าน เมื่อมีผู้อ่านพอสมควรและเว็บไซต์ได้รับการสนับสนุนจากผู้อ่านให้อยู่ได้อย่างยั่งยืนแล้ว หากคนทำเว็บไซต์จะหารายได้ให้ตัวเอง (เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว เช่น ค่าอาหาร ค่าอินเตอร์เน็ต ค่าซ่อมคอมพิวเตอร์) มันจะมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน (ถ้าทำให้เกิดรายได้จริง มันอาจเกิดโมเดลของการทำสื่อเพื่อส่วนรวม แต่สามารถหล่อเลี้ยงคนทำสื่อให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ ซึ่งอาจทำให้ผู้ที่สนใจหันมาทำสื่อแนวนี้มากขึ้นก็ได้ครับ)

แนวทางการหารายได้จากเว็บไซต์ที่ผมคิด ประกอบด้วย

  1. การขายสินค้า (เช่น ทำอีบุ๊คขาย หรือ หาสินค้ามาขาย)
  2. การขายพื้นที่โฆษณาให้ผู้ประกอบการรายย่อย (โดยเลือกที่เหมาะกับเด็กและครอบครัว)
  3. หาองค์กรธุรกิจมาเป็นผู้สนับสนุนเว็บไซต์ ในรูปแบบการสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคม (Corporate Social Responsibility)

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ผมได้ทำคลิปวิดีโอที่พูดถึงเรื่องเหล่านี้ไว้ ดังนี้ครับ

หลังจากทำคลิปออกมาแล้ว ผมได้นำสินค้าชิ้นแรกที่ทำไว้ออกมาวางจำหน่ายที่หน้าเพจ คือ หนังสืออีบุ๊กเรื่อง “นักเขียนนิทานและวิธีแต่งนิทานของเขา” ซึ่งเป็นหนังสือเล่มสำคัญที่ผมดีใจมากที่ได้เขียนออกมาจนจบ เพราะมันเป็นเสมือนหนังสือบันทึกวิธีคิดและการทำงานในฐานะนักเขียนนิทานของผม ผมคิดว่า โลกของเรามีนักเขียนนิทานสำหรับเด็กไม่มากนัก การที่ผมเป็นนักเขียนนิทานและได้เล่าเรื่องราวรวมถึงวิธีคิดนิทานในแบบของผมให้ทุกคนได้อ่าน จึงเป็นหนังสือที่มีความหมายต่อตัวผม (อีบุ๊กฉบับนี้จะขายถึงวันที่ 31 มกราคม 2565 เท่านั้นครับ)

https://bit.ly/3qE5yT5

ในส่วนของการขายโฆษณา เมื่อผู้อ่านไม่ได้คัดค้านเรื่องการหารายได้จากขายพื้นที่โฆษณา ผมจึงลองกำหนดเงื่อนไขในการลงโฆษณาในเว็บไซต์นิทานนำบุญ โดยเป้าหมายไม่ใช่เรื่องการทำกำไรแบบร่ำรวย (สังเกตได้จากอัตราค่าโฆษณาที่ถูกมาก คือ 200 บาทต่อเดือน หรือเฉลี่ยวันละ 6 บาทเศษ) ซึ่งการตั้งราคาแบบนี้ น่าจะช่วยให้ผู้อ่านที่มีกิจการเล็ก ๆ หรือทำสินค้าขายในครัวเรือน สามารถซื้อโฆษณาได้โดยไม่ลำบากเกินไป ซึ่งการลงโฆษณาในเว็บไซต์นิทานนำบุญ ที่มียอดวิววันละ 10000 วิว ก็อาจช่วยให้กิจการหรือสินค้านั้น ๆ เป็นที่รู้จักในวงกว้างได้มากขึ้น

ผลจากการชักชวนให้ผู้สนใจลงโฆษณา ปรากฏว่า ณ วันนี้ มีผู้สนใจลงโฆษณาแล้ว 2 ราย ซึ่งทั้งสองรายมีความปรารถนาดีและอยากสนับสนุนการทำเว็บไซต์นิทานสำหรับเด็ก โดยข้าวมันไก่ไหหน่ำหนั่ง ต้องการให้กำลังใจเว็บไซต์เล็ก ๆ ที่ทำประโยชน์เพื่อสังคม ส่วนกิจการ Rose Corner เป็นธุรกิจของคุณแม่ที่อ่านนิทานนำบุญกับลูกอยู่แล้ว เมื่อเห็นการเปิดรับโฆษณาจึงให้การสนับสนุนทันที (ขอบคุณมาก ๆ นะครับ)

https://www.facebook.com/hainumnangchickenrice
https://www.facebook.com/rosecornergarden

ในขณะเดียวกัน รุ่นพี่ของผมซึ่งเป็นนักเขียนนิทานก็เอ่ยปากว่า อยากซื้อโฆษณาด้วย โดยโฆษณาชิ้นแรกจะเป็นการโฆษณาให้ร้านขนมเบเกอรี่เล็ก ๆ ที่รู้จักกัน ส่วนอีกชิ้นจะขอซื้อโฆษณาเพื่อประชาสัมพันธ์เว็บไซต์นิทานของตัวเอง (จริง ๆ คืออยากสนับสนุนการทำงานของผม)

https://bit.ly/3qoMfi8

ผมไม่แน่ใจว่าโครงการลงโฆษณาในเว็บไซต์นิทานนำบุญจะดำเนินไปได้ด้วยดีขนาดไหน แต่เมื่อครบ 1 ปี ผมจะมาสรุปผลว่า แนวคิดเกี่ยวกับ “คนทำเว็บไซต์จะหารายได้ให้ตัวเองจากการทำเว็บไซต์ได้จริงหรือไม่” ยังไงรอติดตามกันนะครับ

สุดท้ายนี้ ผมขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่ช่วยทำให้นิทานที่ผมแต่งมีค่ามากขึ้น เพราะนิทานที่เขียนเสร็จแล้วและวางไว้เฉย ๆ คงไม่มีค่าเท่ากับนิทานที่มีคุณพ่อคุณแม่นำไปอ่านกับลูก หรือ นิทานที่คุณครูนำไปอ่านกับนักเรียน รวมทั้งการที่น้อง ๆ บางคนนำนิทานนำบุญไปอ่านให้แฟนฟังก่อนนอน ขอบคุณทุก ๆ คนนะครับ

#นิทานนำบุญ

…………………

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานอีสป

กระต่ายกับเต่า: นิทานอมตะก่อนนอนที่ให้ข้อคิดเรื่องความพยายามและมิตรภาพ

นิทานอมตะเรื่อง “กระต่ายกับเต่า” เป็นนิทานก่อนนอนยอดนิยมที่เด็ก ๆ ทั่วโลกรู้จัก นิทานเรื่องนี้มีข้อคิดสอนใจที่เหมาะกับเด็ก แถมไม่มีฉากรุนแรงใด ๆ นิทานเรื่องนี้จึงเป็นขวัญใจของคุณพ่อคุณแม่และคุณครูอีกด้วย การนำนิทานเรื่อง “กระต่ายกับเต่า” มาเล่าใหม่ในแบบนิทานนำบุญ ถือว่าเป็นเกียรติของเว็บไซต์นิทานนำบุญ ที่ได้มีโอกาสแสดงความเคารพต่อผู้แต่งดั้งเดิม คือ อีสป (Aesop) นักเล่านิทานชาวกรีกในสมัยโบราณ หวังว่านิทานอีสปเรื่องกระต่ายกับเต่าที่เล่าในแบบนิทานนำบุญ จะทำให้เด็ก ๆ มีความสุขกันนะครับ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีกระต่ายตัวหนึ่งเป็นกระต่ายที่มีนิสัยไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ คือว่า มันเป็นกระต่ายที่ขี้โอ่ ชอบโอ้อวด แล้วก็ชอบท้าคนนู้นคนนี้แข่งขันอะไรต่อมิอะไรไปเรื่อย และที่แย่ที่สุดก็คือว่า มันค่อนข้างจะเจ้าเล่ห์ คือว่า มันจะคอยไปท้าคนนู้นคนนี้แข่ง ในสิ่งที่แข่งอย่างไรมันก็ชนะอยู่แล้ว

ยกตัวอย่างเช่น มันเคยไปยั่วช้าง ท้าทายนู่น ท้าทายนี่ ให้ช้างแข่งขันด้วย พอช้างรับคำท้า มันก็ท้าช้างแข่งขันกันว่า ใครจะขนนุ่มกว่ากัน! หือ…แข่งขนนุ่มเนี่ยนะ! พอให้คนอื่นตัดสิน ยังไง้ ยังไง กระต่ายก็ชนะ เพราะกระต่ายมันขนนุ่มกว่าช้างอยู่แล้ว พอกระต่ายมันชนะ มันก็จะแลบลิ้นปลิ้นตาหลอกช้าง “บรู้ว ๆ ” พร้อมกับพูดว่า “ขี้แพ้ ขี้แพ้ ขี้แพ้ ขี้แพ้” และนี่ก็คือนิสัยของเจ้ากระต่าย

หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง มีอยู่ครั้งหนึ่ง เจ้ากระต่ายมันแสบมาก มันไปท้าเด็ก ๆ ท้าแข่งขันกับเด็ก ๆ มันก็จะเริ่มจากการไปพูดจาดูถูกเด็ก ๆ เพื่อท้าทายให้เด็ก ๆ ยอมแข่งขันด้วย พอเด็ก ๆ หลงกลทนไม่ไหว เผลอไปรับคำท้าของมัน มันก็บอกเด็ก ๆ ว่า “งั้นเรามาแข่งกินแครอทกันดีกว่า”

โถ! ใคร ๆ ก็รู้ดีอยู่แล้วว่า เจ้ากระต่ายมันเชี่ยวชาญเรื่องการกินแครอทมากกว่าใคร ๆ ส่วนเด็ก ๆ ก็ไม่ค่อยเชี่ยวชาญการกินแครอทสักเท่าไร สุดท้าย เด็ก ๆ ก็แพ้กระต่าย พอแพ้แล้ว เจ้ากระต่ายก็แลบลิ้นปลิ้นตาหลอก “บรู้ว ๆ” จากนั้น มันก็พูดว่า “ขี้แพ้ ขี้แพ้ ขี้แพ้ ขี้แพ้” ดูสิ กระต่ายมันช่างร้ายจริง ๆ

อยู่มาวันหนึ่ง เจ้ากระต่ายจอมซ่า มันก็ไปเจอเต่าตัวหนึ่ง คลานต้วมเตี้ยม ต้วมเตี้ยม มันก็คิดแผนในใจว่า “เราจะต้องท้าแข่งกับเจ้าเต่า”

เมื่อคิดแบบนั้นแล้ว มันก็เลยไปล้อเลียนเต่าว่า “เต่าต้วมเตี้ยมติงต๊องตุ๊ต๊ะตุ้งติ้งตุ๊ดตู่ตึ่งตึงตึ๊ง มาแข่งอะไรกันหน่อยมั๊ยล่ะ”

เจ้าเต่ามองกระต่ายด้วยความงุนงง แล้วก็ถามกลับไปอย่างยานคางว่า “จะมาท้าแข่งอะไรเหรอ” เต่าคลานก็ช้า พูดก็ช้า

กระต่ายฟังจบก็หลอกเต่าให้หลงกลต่อไปว่า “กล้ามาแข่งมั๊ยล่ะ”

“ก็ได้ ก็ได้ แข่งก็ได้” เต่าตอบ

เมื่อเต่าหลงกลยอมแข่ง กระต่ายจึงบอกว่า “งั้นเรามาวิ่งแข่งกัน โอ่ย โอ๊ย โอย”

เต่าหลงกลตกปากรับคำไปแล้ว พอมันรู้ว่าต้องวิ่งแข่ง แล้วมันจะชนะได้อย่างไร แต่ในเมื่อรับปากแล้ว มันจึงต้องยอมแข่งด้วย

เมื่อเต่ายอมแข่ง กระต่ายจึงเรียกให้สัตว์ต่าง ๆ มาเป็นพยานในการแข่งขัน โดยเจ้าหมาจิ้งจอกมาทำหน้าที่ให้สัญญาณเริ่มแข่งขันที่จุดเริ่มต้น ส่วนสิงโตเจ้าป่าทำหน้าที่ดูว่าใครถึงเส้นชัยก่อน

เมื่อหมาจิ้งจอกให้สัญญาณเริ่มการแข่งขัน กระต่ายก็วิ่งปรู้ดนำหน้าออกไปจนเกือบจะถึงเส้นชัย ส่วนเต่าก็ยังคงคลานต้วมเตี้ยม ๆ อยู่บริเวณจุดเริ่มต้น

แต่กระต่ายมันประมาท ยังไม่ยอมเข้าเส้นชัย เพราะมันมีนิสัยชอบล้อเลียนเย้ยหยันคนอื่น มันจึงวิ่งปรู้ดกลับมาหาเต่า แล้วก็กระโดดดึ๋ง ๆ ๆ รอบตัวเต่า จากนั้น มันก็กระโดดข้ามกระดอง ดึ๋ง ดึ๋ง ดึ๋ง ข้ามกระดองไป ข้ามกระดองมา โชว์ลีลาท่ายากสารพัด แหม! ก็มันรู้อยู่แล้วว่า ยังไง้ ยังไง มันก็ต้องชนะ เพราะว่าเต่ามันคลานช้ามาก ๆ

กระต่ายกระโดดไปกระโดดมา กระโดดมากระโดดไป กระโดดไปกระโดดมา กระโดดมากระโดดไป กระโดดจนเบื่อ เพราะขนาดกระต่ายวิ่งไปวิ่งกลับ แล้วมากระโดดเล่นแบบนี้ เต่าก็ยังคลานไปไม่ถึงไหน กระต่ายกระโดดไปนาน ๆ เข้า ก็ชักเหนื่อย มันจึงบอกเต่าว่า “เธออยากคลานก็คลานไปก่อนนะเจ้าเต่าต้วมเตี้ยม เดี๋ยวฉันนอนพักเอาแรงสักชั่วโมงสองชั่วโมงนะ ยังไงเธอก็ยังไปไม่ถึงไหนหรอก”

พอคิดเช่นนั้น กระต่ายจึงไปหาที่เหมาะ ๆ ตรงโคนต้นไม้ แล้วก็ล้มตัวลงนอนเกาพุงแกรก ๆ ด้วยความสบายใจ ลมพัดมาเย็น ๆ เอื่อย ๆ กระต่ายก็เริ่มเคลิ้ม ประกอบเจ้ากระต่ายวิ่งไปจนเกือบถึงเส้นชัยแล้วก็วิ่งกลับมา แถมยังมีการกระโดดรอบตัวเต่า มันจึงเริ่มเหนื่อยเริ่มล้า พอมันเหนื่อยมันล้า มันจึงหลับ แต่ไม่ใช่การหลับแบบนอนกลางวัน มันหลับลึก หลับสนิทเหมือนนอนอยู่ที่บ้านเลย แถมมันยังฝันอีกว่า มันวิ่งชนะเต่า แล้วมันก็ล้อเลียนเต่าด้วยการแลบลิ้นปลิ้นตา “บรู้ว ๆ ” จากนั้น มันก็พูดว่า “ขี้แพ้ ขี้แพ้ ขี้แพ้ ขี้แพ้” ดูสิ ขนาดตอนหลับ กระต่ายก็ยังไม่ทื้งนิสัยชอบเยาะเย้ยผู้อื่น

ครั้นเวลาผ่านไป กระต่ายก็ตื่นขึ้นมา มันมองไปรอบ ๆ ตัว แสงก็ยังสว่างเหมือนช่วงก่อนที่มันจะนอนหลับ มันจึงคิดว่า มันคงหลับไปไม่เกินชั่วโมงแน่ ๆ แต่เมื่อมันหันไปมองที่เส้นชัย มันก็ตกใจจนหูตั้งโด่ เพราะว่า เต่าคู่แข่งของมัน คลานจนเกือบไปถึงเส้นชัยอยู่แล้ว

กระต่ายจึงรีบสอบถามหมาจิ้งจอกที่อยู่ใกล้ ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น ครั้นเมื่อหมาจิ้งจอกบอกกระต่ายว่า กระต่ายเผลอนอนหลับไปข้ามวันข้ามคืน ในขณะที่เจ้าเต่าคลานไปเรื่อย ๆ เอื่อย ๆ ข้ามวันข้ามคืนเช่นกัน กระต่ายจึงตระหนักว่ามันประมาทพลาดท่า มันจึงรีบวิ่งปรู๊ดตรงไปที่เส้นชัยทันที

แต่อนิจจา ในขณะที่เจ้ากระต่ายไล่หลังไปจนเกือบถึงเส้นชัย เจ้าเต่าก็ยืดหัวจากกระดองเข้าแตะเส้นชัย และชนะเจ้ากระต่ายไปอย่างหวุดหวิดแบบเส้นยาแดงผ่าแปด

เมื่อกระต่ายแพ้ สัตว์ต่าง ๆ ก็เดินมาหากระต่าย แล้วก็แลบลิ้นปลิ้นตาหลอก “บรู้ว ๆ” จากนั้น สัตว์ต่าง ๆ ก็พูดพร้อมกันว่า “ขี้แพ้ ขี้แพ้ ขี้แพ้ ขี้แพ้”

กระต่ายเจ็บใจที่ถูกเย้ยหยัน มันเพิ่งเข้าใจความรู้สึกของคนที่แพ้และถูกคนอื่นเยาะเย้ยเป็นครั้งแรก มันรู้สึกผิดที่ตลอดมา มันมักเยาะเย้ยผู้อื่นโดยไม่เคยเอาใจเขามาใส่ใจตัวเองเลย

ส่วนเจ้าเต่า ถึงมันจะชนะ แต่มันก็ไม่ได้แลบลิ้นปลิ้นตาใส่กระต่ายเลย มันกลับหันมาหากระต่าย แล้วบอกกระต่ายว่า “เราแข่งกันเสร็จแล้ว ฉันว่านะ อย่าคิดมากเลย ว่าใครแพ้ใครชนะ ฉันว่านะ แทนที่เราจะเป็นคู่แข่งกัน เรามาเป็นเพื่อนกันน่าจะดีกว่านะ”

กระต่ายยิ้มและขอบใจเต่าที่เต่าไม่ล้อเลียนมัน แม้ความประมาทของกระต่าย จะทำให้กระต่ายพ่ายแพ้ก็จริง แต่การพ่ายแพ้ครั้งนี้ ทำให้กระต่ายได้บทเรียนครั้งสำคัญ ดังนั้น กระต่ายจึงตกปากรับคำเป็นเพื่อนกับเต่า และหลังจากนั้นเป็นต้นมา กระต่ายก็พยายามปรับปรุงนิสัยของตัวเอง และไม่เคยท้าใคร ๆ แข่งขันอะไรอีกเลย

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • อย่าดูถูกผู้อื่น เพราะทุกคนมีคุณค่าในแบบของตนเอง
  • ความพยายามอย่างสม่ำเสมอ ย่อมชนะความเก่งที่ขาดวินัย
  • ความพ่ายแพ้สามารถเป็นครูที่ดีที่สุด
  • มิตรภาพสำคัญกว่าการเอาชนะ

#นิทานนำบุญ

Posted in นิทานพ่อมดแม่มด, นิทานอบอุ่นหัวใจ, นิทานเด็ก

เวทมนตร์ของเจ้าตัวน้อย

ในบรรดานิทานเกี่ยวกับพ่อมดแม่มดที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ได้แต่งเอาไว้ มีนิทานอยู่ 2 เรื่อง ที่ผมรักมากเป็นพิเศษ เรื่องแรกคือ “จุดจบของแม่มดน้อย” และอีกเรื่องคือนิทานก่อนนอนเรื่องนี้ “เวทมนตร์ของเจ้าตัวน้อย” นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานก่อนนอนในแนวนิทานรักแม่ คือ ลูก ๆ รักแม่และอยากหาของขวัญวันเกิดให้แม่ แต่ของขวัญที่จะทำให้คุณแม่มีความสุขคืออะไร? คงต้องไปหาคำตอบกันในนิทานนะครับ

นิทานเรื่อง  เวทมนตร์ของเจ้าตัวน้อย

โมเม มูมมามและมอมแมมเป็นลูก ๆ ของแม่มดสาวพราวเสน่ห์    คุณแม่ของพวกเขาเป็นแม่มดที่อ่อนโยนและใจดีอย่างยากที่จะหาใครเทียบได้    เด็ก ๆ ทุกคนรักคุณแม่ของพวกเขามาก  เมื่อใกล้ถึงวันเกิดของคุณแม่    พี่น้องทั้งสามจึงตกลงกันว่า พวกเขาจะจัดงานฉลองวันเกิดและมอบของขวัญสุดพิเศษให้แก่คุณแม่ผู้เป็นที่รัก

โมเมซึ่งเป็นพี่สาวคนโตตั้งใจที่จะเนรมิตดอกไม้แสนสวยเพื่อมอบให้คุณแม่เป็นของขวัญวันเกิด ส่วนมูมมามซึ่งเป็นลูกชายคนกลางก็เฝ้าฝึกซ้อมคาถาเพื่อเตรียมเสกขนมเค้กอร่อย ๆ  ให้คุณแม่ผู้ชอบรับประทานขนมหวาน ๆ เป็นชีวิตจิตใจ

ฝ่ายมอมแมมน้องคนเล็กดูน่าเห็นใจเป็นที่สุด  เพราะนอกจากที่เขาจะเด็กกว่าใคร ๆ แล้ว เขายังเพิ่งเข้าเรียนในโรงเรียนอนุบาลเวทมนตร์ได้ไม่นานนัก ด้วยเหตุนี้  อำนาจมนตราของเขาจึงมีอยู่จำกัด  ไม่เพียงพอที่จะเนรมิตของขวัญพิเศษใดใดให้แก่คุณแม่ได้ แต่ด้วยความที่เด็กน้อยอยากจะทำให้คุณแม่รู้ว่าเขารักคุณแม่ไม่แพ้พี่ ๆ    มอมแมมจึงบากบั่นไปขอยืมตำราคาถาวิเศษจากห้องสมุด  แล้วเฝ้าฝึกฝนว่าคาถาตามตำราเล่มนั้นทีละบทสองบท   จนในที่สุด  เขาก็พร้อมที่จะเนรมิตของขวัญชิ้นเล็ก ๆ  เพื่อมอบให้คุณแม่เป็นของขวัญในวันคล้ายวันเกิด

และแล้ว..วันที่ทุก ๆ คนรอคอยก็มาถึง   เด็ก ๆ เชิญคุณแม่มานั่งในห้องนั่งเล่นที่พวกเขาช่วยกันตกแต่งจนกลายเป็นห้องที่แสนน่ารัก  เสียงดนตรีอ่อนหวานจากกล่องดนตรีทำให้บรรยากาศในห้องดูอบอุ่นกระจุ๋มกระจิ๋ม   เด็ก ๆ ให้คุณแม่นั่งที่เก้าอี้ตัวนุ่ม  จากนั้น พวกเขาก็เริ่มว่าคาถาเพื่อเสกของขวัญให้แก่คุณแม่ทีละคน

โมเมท่องคาถางึมงำว่า “โอมมะลุกกุ๊กกุ๋ยดุกดุ๋ยดุกดุ๋ย…ปลูกต้นไม้อย่าลืมใส่ปุ๋ย”   เมื่อโมเมว่าคาถาจบ  รอบ ๆ ตัวของคุณแม่ก็รายล้อมไปด้วยดอกไม้สีรุ้งเต็มไปหมด!

เมื่อมูมมามเห็นพี่สาวเสกดอกไม้มากมายให้คุณแม่   เขาจึงนึกอยากหาทางทำให้คุณแม่พอใจมากขึ้นไปอีก  ด้วยเหตุนี้  มูมมามจึงตั้งใจรวบรวมสมาธิ แล้วร่ายคาถาด้วยเสียงที่หนักแน่นว่า “โอมมะลุกกุ๊กกิ๊กดุ้กดิ้กดุ้กดิ้ก…อยากกินเผ็ดต้องไปกินพริก”   เมื่อสิ้นเสียง…ขนมเค้กขนาดยักษ์ที่สูงถึงเจ็ดชั้นก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าของคุณแม่ทันที!

มอมแมมมองของขวัญของพี่ ๆ ตาปริบ ๆ  ฝีมืออย่างเขาคงไม่สามารถเสกของขวัญดี ๆ อย่างของพี่ ๆ ได้เป็นแน่    แต่ด้วยความรักที่ยิ่งใหญ่เกินตัว    มอมแมมจึงคิดหาของขวัญชิ้นใหม่เพื่อไม่ให้น้อยหน้าพี่ ๆ  

อำนาจเวทมนตร์อันน้อยนิดของพ่อมดตัวเล็ก ๆ จะเนรมิตอะไรให้ถูกใจคุณแม่ได้บ้างไหมหนอ?   มอมแมมเพ่งมองขนมเค้กเจ็ดชั้นของมูมมามอยู่พักใหญ่   ในที่สุด  ความคิดที่แสนวิเศษก็สว่างวาบขึ้นในใจของเด็กน้อยผู้ไม่ยอมจำนนต่ออุปสรรค

มอมแมมค่อย ๆ นึกทบทวนถึงคาถาบทหนึ่งที่เขาเฝ้าฝึกฝนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน   เมื่อคิดได้ เขาก็เริ่มเอ่ยถ้อยคาถาอย่างช้า ๆ ว่า  “โอมมะลุกกุ๊กก๋อยดุกด๋อยดุกด๋อย…ผัดคะน้าใส่น้ำมันหอย”  เมื่อมอมแมมท่องคาถาจบ    ขนมเค้กเจ็ดชั้นก็สว่างไสวไปด้วยเปลวไฟจากเทียนไขแท่งเล็ก ๆ  ซึ่งมีจำนวนเท่ากับอายุของคุณแม่พอดิบพอดีไม่มีขาด

คุณแม่ปลื้มใจมากที่เห็นความตั้งใจของลูก ๆ ทั้งสาม  ส่วนโมเมกับมูมมามต่างก็ภูมิใจในฝีมือของน้องชายตัวกระเปี๊ยกที่ใช้เวทมนตร์ได้ดีชนิดที่พี่ ๆ คาดไม่ถึง  

ความรักของลูก ๆ ทำให้หัวใจของผู้เป็นแม่อิ่มเอมไปด้วยความสุข   

และในค่ำคืนนั้น   สามพี่น้องก็แย่งกันกอดคุณแม่นัวเนียหนุบหนับ   เวลาแห่งรักดำเนินต่อไปนานแสนนาน   จนกระทั่งท้ายที่สุด   เด็ก ๆ ทั้งสามก็นอนหลับปุ๋ยไปในอ้อมกอดของคุณแม่ ท่ามกลางแสงเทียนอันอบอุ่นในราตรีที่แสนวิเศษ

#อ่านนิทานจบเด็ก ๆ อยากให้ของขวัญด้วยการกอดใครดีนะ

#นิทานนำบุญ

………………

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานตลก, นิทานเด็ก

นิทานเรื่อง ยอดมนุษย์ตัวน้อย

นิทานเรื่อง “ยอดมนุษย์ตัวน้อย” เป็นนิทานที่น่าจะจัดอยู่ในหมวด “นิทานชวนยิ้ม” หรือ “นิทานตลก ๆ ก่อนนอน” เพราะเป็นนิทานที่มีความ “เพี้ยน” อยู่พอสมควร แม้จะไม่ทำให้เด็ก ๆ หัวเราะเอิ๊กอ๊าก แต่ก็น่าจะทำให้ยิ้มและอารมณ์ดีได้ หวังว่านิทานตลก ๆ ก่อนนอนเรื่องนี้ จะทำให้เด็ก ๆ นอนฝันดีนะครับ

มาอ่านนิทานเรื่อง “ยอดมนุษย์ตัวน้อย”ด้วยกันนะครับ

…………….

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานตลก, นิทานนำบุญ

นิทานตลก ๆ ก่อนนอน : ฮุฮุฮุฮู

“ฮุฮุฮุฮู” เป็นนิทานตลก ๆ ก่อนนอนเรื่องแรก ๆ ที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่ง จริง ๆ แล้วต้องขอสารภาพว่า การแต่งนิทานตลกเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับผม เพราะเรื่องที่ทำให้คนหนึ่งขำ อาจไม่ใช่เรื่องชวนขำสำหรับคนอื่น ๆ ดังนั้น การแต่งนิทานเรื่องนี้จึงเป็นการเดาใจเด็ก ๆ ว่าเรื่องแบบไหนที่จะทำให้เด็ก ๆ ยิ้มได้ ซึ่งหลังจากแต่งนิทานเรื่องนี้แล้ว และได้ทดลองเล่าให้เด็ก ๆ ฟังในหลาย ๆ โอกาส ผมก็พบว่า นิทานเรื่อง “ฮุฮุฮุฮู” เป็นนิทานที่สร้างความสุขให้เด็ก ๆ ได้มาก ซึ่งถ้าคุณพ่อคุณแม่ไม่เชื่อ ก็ลองอ่านนิทานเรื่องนี้ร่วมกับลูก ๆ นะครับ

มาอ่านนิทานเรื่อง “ฮุฮุฮุฮู” กันนะครับ

คืนต่อมา พวกโจรก็พากันกลับมายังทางเข้าหมู่บ้านอีกครั้ง  คราวนี้ พวกโจรตั้งใจมากขึ้นกว่าเดิม แต่จนแล้วจนรอด เมื่อพวกหมาพร้อมใจกันส่งเสียงร้องว่า “ฮุ ฮุ ฮุ ฮู แปลว่า ผีมา ฮุ ฮุ ฮุ ฮู แปลว่า ผีมา”  พวกโจรก็ได้แต่ตกใจ แล้วก็วิ่งหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต

หนึ่งปีผ่านไปไวเหมือนโกหก พวกโจรมาที่ทางเข้าหมู่บ้านทุกๆ คืน แต่ก็ต้องตกใจและวิ่งหนีกลับบ้านไปทุกๆ ครั้ง  พวกโจรคิดว่าพวกเขาคงไม่เหมาะที่จะเป็นโจรอีกแล้ว  ในที่สุด โจรทั้งสองคนก็กลับตัวกลับใจเป็นคนดี

เมื่อคนในหมู่บ้านรักสงบ เห็นว่าโจรไม่มาปล้นพวกเขาสักที คนในหมู่บ้านจึงเริ่มสบายใจและกลับมาดำเนินชีวิตอย่างเป็นปกติสุขกันอีกครั้ง  ส่วนบรรดาๆ หมาๆ ก็ได้แต่ภูมิใจ ที่พวกมันได้ปกป้องเจ้านายที่พวกมันรัก และทำให้พวกโจรกลับตัวเป็นคนดีได้สำเร็จ

และแล้วนิทานเรื่องนี้ก็จบลงอย่างมีความสุข แต่ข่าวลือเรื่อง ฮุ ฮุ ฮุ ฮู แปลว่า ผีมา ก็ยังคงแพร่สะพัด และสืบเนื่องต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน โดยแทบจะไม่มีใครรู้เลยว่า  นั่นคืออุบายของหมาที่มีไว้เพื่อใช้หลอกโจร

#นิทานนำบุญ

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานความรัก, นิทานเด็ก

นิทานความรัก : ปาฏิหาริย์กระต่ายผีเสื้อ

นิทานก่อนนอนเรื่อง ปาฏิหาริย์กระต่ายผีเสื้อ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีกระต่ายน้อยตัวหนึ่งเป็นกระต่ายที่ชอบอ่านหนังสือมากเป็นพิเศษ  เจ้ากระต่ายน้อยมักจะหอบหนังสือไปนอนอ่านเล่นในทุ่งดอกไม้ทุก ๆ วัน   กลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่โชยมาตามสายลม  ทำให้ช่วงเวลาในการอ่านหนังสือของเธออบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความสดชื่น

วันหนึ่ง  ในขณะที่เจ้ากระต่ายตัวน้อยกำลังนอนอ่านหนังสืออยู่เพลิน ๆ  มีผีเสื้อแปลกหน้าบินตรงเข้ามาเกาะที่หน้าผากของเจ้ากระต่ายน้อย ราวกับว่ามันอยากจะขออ่านหนังสือด้วย  แม้กระต่ายน้อยขนปุยจะเพิ่งเคยพบกับผีเสื้อตัวนี้เป็นครั้งแรก   แต่เธอกลับรู้สึกผูกพันกับเจ้าผีเสื้ออย่างประหลาด 

Continue reading “นิทานความรัก : ปาฏิหาริย์กระต่ายผีเสื้อ”
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานความรัก, นิทานอ่านให้แฟนฟัง

นิทานความรัก : มารหนุ่มกับหญิงสาว

ตอนที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ยังเป็นเด็ก  ผมชอบอ่านการ์ตูนมาก  แถมยังเคยฝันอยากเป็นนักเขียนการ์ตูนและทำสำนักพิมพ์เพื่อพิมพ์หนังสือการ์ตูนอีกด้วย แต่เพราะผมรวาดรูปไม่ค่อยเก่ง  ความฝันเรื่องการเป็นนักเขียนการ์ตูนจึงเป็นจริงได้ยาก 

แต่แล้ววันหนึ่ง ผมมีโอกาสได้รู้จักกับ บ.ก.ซัน  แห่งสำนักพิมพ์ Let’s Comic  ซึ่งถือเป็นสำนักพิมพ์การ์ตูนไทยที่ดังมากในยุคหนึ่ง หลังจากได้สนิทสนมกับน้อง ๆ นักเขียนการ์ตูนหลาย ๆ คนในสำนักพิมพ์  เช่น ไตรภัค  เดอะดวง  moondog และ โน้ต  ในที่สุด  ผมก็มีโอกาสได้ทำหนังสือการ์ตูนเล่มแรกกับทางเล็ดส์ คอมมิค อย่างไม่คาดฝัน  ซึ่งเป็นการนำนิทานที่ผมแต่ง ไปให้น้องนักเขียนการ์ตูนชื่อดังทั้ง 4 คน นำไปเขียนเป็นการ์ตูน  (ความดีของการ์ตูนแต่ละเรื่องต้องยกให้น้อง ๆ แต่ละคน เพราะทุกคนพัฒนานิทานไปในทิศทางที่ตนเห็นสมควร ซึ่งทำให้ได้การ์ตูนสำหรับวัยรุ่นที่สนุกมากถึง 4 เรื่อง ที่รวมอยู่ในหนังสือการ์ตูนชื่อ “ดินแดนรูปหัวใจ”)  304009_10150404994445953_1012636914_n

ในนิทานทั้ง 4 เรื่องนั้น  มีนิทานเรื่องเดียวที่ผมแต่งขึ้นใหม่เพื่อใช้กับหนังสือการ์ตูนวัยรุ่นเล่มนี้  นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานก่อนนอนเกี่ยวกับความรัก ที่มีเนื้อเรื่องน่าตื่นเต้นและซาบซึ้ง เหมาะกับทั้งเด็กชอบฟังเรื่องผจญภัยและผู้ใหญ่ที่อยากอ่านนิทานความรักให้แฟนฟัง  ผู้ที่ได้อ่านการ์ตูนเรื่องนี้ในหนังสือดินแดนรูปหัวใจ ส่วนใหญ่จะชอบกัน (เพราะคุณโน้ต นักวาดการ์ตูน ถ่ายทอดผลงานออกมาได้ดีมาก)  แต่ในส่วนของนิทานต้นฉบับ  น่าจะมีคนเคยอ่านน้อยมาก  ดังนั้น  ผมจึงนำนิทานความรักเรื่องนี้มาให้อ่านกัน 

Continue reading “นิทานความรัก : มารหนุ่มกับหญิงสาว”
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสัตว์, นิทานอบอุ่นหัวใจ, นิทานเด็ก, นิทานแฝงข้อคิด

หมูชีต้าร์ | นิทานเด็กแสนอบอุ่น สอนเรื่องความพยายามและการพัฒนาตนเอง

ความพยายามที่จะพัฒนาตัวเองเป็นสิ่งที่สำคัญมาก  ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร  แค่เรามีความตั้งใจที่จะปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น แล้วลงมือทำ นั่นก็เป็นสิ่งที่วิเศษที่สุดแล้ว”

ตอนที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เป็นนักแต่งนิทาน วันหนึ่ง ผมนึกอยากแต่งนิทานเกี่ยวกับสัตว์ที่ตัวเองไม่เคยนำมาใช้เป็นตัวละคร   คิดไปคิดมา  ชื่อของเสือชีต้าร์ก็แว่บขึ้นมาในใจ  ตอนนั้น ผมยังไม่เคยแต่งนิทานเกี่ยวกับเสือชีต้าร์เลย   แต่ถ้าจะแต่งนิทานเกี่ยวกับเสือชีต้าร์  ผมควรจะหาตัวละครอีกสักตัวมาเป็นตัวละครในนิทานด้วย  เสือควรคู่กับตัวอะไร?  จู่ ๆ คำว่า “หมูชีต้าร์” ก็ขึ้นเกิดขึ้นโดยที่ยังไม่มีเนื้อเรื่องใด ๆ เลย  หมูเป็นสัตว์ตัวอ้วนอุ้ยอ้าย ส่วนเสือชีตาร์เป็นสัตว์ที่วิ่งเร็วว่องไว  ผมว่าชื่อนี้เท่ดี  ไม่เหมือนใคร  พอได้ชื่อนิทานว่า “หมูชีต้าร์” ผมจึงคิดเนื้อเรื่องต่อ จนได้เรื่องออกมา ดังนิทานต่อไปนี้  ลองไปอ่านกันดูนะครับ

Continue reading “หมูชีต้าร์ | นิทานเด็กแสนอบอุ่น สอนเรื่องความพยายามและการพัฒนาตนเอง”