Posted in นิทานนำบุญ, นิทานโลก, บทความ

นักแต่งนิทานที่ถูกลืม: เรื่องจริงของโลกนิทาน

ตอนที่ผมเป็นเด็ก ผมเข้าใจมาตลอดว่า นิทานอีสปคือนิทานที่แต่งโดย Aesop และนิทานกริมส์ก็คือนิทานที่แต่งโดย Brothers Grimm

แต่เมื่อผมเติบโตขึ้น ได้มาเป็นนักแต่งนิทาน และเริ่มค้นคว้านิทานนานาชาติเพื่อนำมาลงในเว็บไซต์ “นิทานนำบุญ” ผมจึงพบว่า…ความเข้าใจนั้นอาจไม่ถูกต้องนัก

นักวิชาการจำนวนไม่น้อยเชื่อว่า อีสปอาจไม่ได้มีตัวตนอยู่จริง นิทานอีสปจึงอาจเป็นเพียงชื่อที่ใช้เรียกนิทานกรีกโบราณ ซึ่งถูกเล่าขานและถ่ายทอดต่อกันมา ก่อนจะมีผู้รวบรวมและเรียบเรียงในภายหลัง

ในขณะที่นิทานกริมส์ Brothers Grimm เองก็ไม่ได้ “แต่ง” นิทานเหล่านั้นขึ้นใหม่ หากแต่เป็นผู้รวบรวมนิทานพื้นบ้านของเยอรมนี แล้วนำมาเรียบเรียงให้เป็นหนังสือที่ผู้คนอ่านกันมาจนถึงทุกวันนี้

เมื่อค้นคว้าต่อไป ผมก็พบว่า ยังมีนักเขียนนิทานอีกจำนวนมากที่ทำงานในลักษณะเดียวกัน คือการรวบรวมนิทานพื้นบ้านของตนเอง แล้วนำมาเรียบเรียงเผยแพร่

ส่วนนิทานจากเอเชียจำนวนมากที่เราคุ้นเคย ก็มักถูกระบุเพียงว่าเป็น “นิทานพื้นบ้าน” โดยไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง

ไป ๆ มา ๆ นิทานอมตะที่เรารู้จักกันดี เช่น ซินเดอเรลล่า สโนว์ไวท์ หนูน้อยหมวกแดง เจ้าหญิงนิทรา ราพันเซล แฮนเซลกับเกรเทล เจ้าชายกบ ลูกหมูสามตัว หรือแจ็คผู้ฆ่ายักษ์ กลับเป็นนิทานที่เราไม่รู้ว่าใครคือผู้สร้างสรรค์ขึ้นเป็นคนแรก

นักแต่งนิทานจึงดูเหมือนเป็นบุคคลที่ถูกมองข้าม ราวกับไม่มีตัวตนอยู่เบื้องหลังเรื่องเล่าเหล่านั้น

แต่ก็ยังมีนักเขียนบางคน ที่เป็นทั้ง “ผู้แต่ง” และ “ผู้เขียน” นิทานของตนเองอย่างชัดเจน ทำให้นิทานของพวกเขามีลายเซ็นทางความคิดและจิตวิญญาณที่เด่นชัด

Hans Christian Andersen คือหนึ่งในนั้น เขาเขียนนิทานมากกว่า 150 เรื่อง และนิทานของเขาเต็มไปด้วยมุมมอง ความรู้สึก และสำนวนเฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็น เงือกน้อย ลูกเป็ดขี้เหร่ ราชินีหิมะ หรือ เด็กหญิงขายไม้ขีดไฟ ล้วนสะท้อนตัวตนของผู้เขียนอย่างชัดเจน

นอกจากนั้น ยังมีนักเขียนอย่าง Oscar Wilde และ Ivana Brlić-Mažuranić ที่แม้จะมีผลงานไม่มากนัก แต่ผลงานของพวกเขาก็ได้รับการยอมรับ และยังคงมี “ตัวตนของผู้แต่ง” ฝังอยู่ในนิทานอย่างชัดเจน

ในช่วงที่ผมได้อ่านนิทานของนักเขียนเหล่านี้ ผมรู้สึกเหมือนได้พบเพื่อนร่วมอาชีพ ได้เห็นวิธีคิด วิธีเล่า และบางครั้งก็ได้สังเกต “สิ่งที่ถูกซ่อนเอาไว้” ในรายละเอียดของนิทาน

นอกจากนี้ ผมยังได้อ่านบทวิเคราะห์จากนักวิชาการหลายคน บางคนพยายามเชื่อมโยงนิทานเข้ากับชีวิตของผู้แต่ง บางคนตีความว่านิทานแต่ละเรื่องสะท้อนความคิดหรือประสบการณ์บางอย่างของผู้เขียน

ผมอ่านแล้วก็มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

แต่เมื่อย้อนกลับมามองตัวเอง ในฐานะนักแต่งนิทานที่เขียนผลงานมากกว่า 400 เรื่อง สิ่งหนึ่งที่ผมมั่นใจคือ “ไม่มีใครเข้าใจที่มาของนิทานได้ดีเท่ากับคนที่แต่งมันขึ้นมา” เพราะนิทานแต่ละเรื่อง อาจมีที่มาที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง บางเรื่องเกิดจากประสบการณ์ชีวิต บางเรื่องเกิดจากมุมมองต่อโลก บางเรื่องหยิบยืมจากชีวิตของคนอื่น และบางเรื่องก็เป็นเพียงการสร้างขึ้นจาก “แก่นความคิด” ที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่ต้น

น่าเสียดายที่นักเขียนอย่าง Hans Christian Andersen ไม่ได้บันทึกไว้ว่า นิทานแต่ละเรื่องของเขามีที่มาอย่างไร

ผมจึงคิดว่า ในเมื่อผมเองก็เป็นนักแต่งนิทานคนหนึ่ง ที่มีผลงานจำนวนไม่น้อย การได้เขียนเล่าถึง “เบื้องหลัง” ของนิทานที่ผมแต่ง ก็น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับคนอ่าน

แม้ว่าวันนี้ “นิทานนำบุญ” จะยังไม่ได้เป็นนิทานที่โด่งดังในระดับโลก แต่สำหรับผม นิทานเหล่านี้มีตัวตน มีที่มา และมีความหมาย และผมก็คงเป็นคนเดียวที่สามารถเล่าเรื่องเหล่านั้นได้

หากวันหนึ่ง นิทานสักเรื่องสามารถสร้างความประทับใจให้เด็กคนหนึ่งได้ เรื่องเล่าเบื้องหลังเหล่านี้ ก็อาจช่วยเติมเต็มความเข้าใจ และคลายความสงสัยบางอย่างในใจของเขา

ผมจึงตั้งใจจะค่อย ๆ เล่าเรื่องราวของนิทานนำบุญแต่ละเรื่อง…ไปเรื่อย ๆ ถ้าใครอยากฟังเรื่องของนิทานเรื่องไหน ก็สามารถบอกผมไว้ได้ แล้วผมจะลองกลับไปค้นความทรงจำ และนำมันมาเล่าให้ฟังครับ

เผื่อว่าวันหนึ่ง ผมจะเป็นนักแต่งนิทาน…ที่ไม่ถูกลืม

เมื่อพูดถึงนิทานเรื่องแรก หลายคนอาจคิดว่า นิทานเรื่องแรกที่ผมแต่งคือนิทานเรื่องแรกที่ตีพิมพ์ในนิตยสารขวัญเรือน แต่ในความเป็นจริง ก่อนที่จะมีโอกาสได้เป็นนักเขียนนิทานให้กับนิตยสารขวัญเรือน ผมเคยแต่งนิทานมาแล้ว 1 เรื่อง

นิทานเรื่องแรกที่ผมแต่ง มีชื่อว่า “อัศวินกระดาษวิเศษ”

ที่มาของนิทานเรื่องนี้ เริ่มขึ้นในช่วงปี 2537-2538 ตอนนั้นผมทำงานเป็นพิธีกรใส่ชุดหุ่นแมสคอตในรายการโทรทัศน์ชื่อ “บ้านน้อยซอยเก้า” รายการนี้เป็นรายการเด็กที่มีงบประมาณจำกัด ผมเห็นพี่ ๆ ทีมงานทำงานกันอย่างหนัก จึงอาสาช่วยแต่งนิทานสำหรับใช้เล่าในรายการ เพื่อแบ่งเบาภาระงานของพี่ ๆ

เมื่อเริ่มคิดจะแต่งนิทาน ผมก็นั่งคิดว่า เราควรแต่งนิทานเกี่ยวกับอะไรดี ที่เด็ก ๆ ฟังแล้วชอบ และสามารถนำไปต่อยอดเป็นกิจกรรมในช่วงต่อไปของรายการได้

ตอนนั้น ผมคิดถึงกิจกรรมพับกระดาษ หรือออริกามิ เพราะกระดาษเป็นอุปกรณ์ที่หาได้ง่าย และเล่นสนุกได้หลายอย่าง การพับกระดาษจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของนิทานเรื่องนี้

เมื่อได้สารตั้งต้นแล้ว ผมก็เริ่มคิดโครงเรื่องแบบง่าย ๆ ตามประสามือใหม่หัดแต่งนิทาน เป็นนิทานแนวบุกตะลุยผจญภัย ประเภทที่เจ้าหญิงถูกจับ แล้วมีพระเอกตามไปช่วย นิทานแนวนี้แต่งอย่างไรเด็กก็ชอบ ผมจึงตัดสินใจเลือกแต่งนิทานแนวนี้

เมื่อรู้แล้วว่านิทานจะเป็นแนวผจญภัยฝ่าด่านไปช่วยเจ้าหญิง และสิ่งสำคัญในการช่วยเจ้าหญิงคือ “การพับกระดาษ” ผมจึงเริ่มคิดต่อว่า พระเอกควรพับอะไรดี ที่จะช่วยให้เรื่องดำเนินต่อไปได้

ขั้นตอนนี้ จะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย

ถ้าคิดแบบง่ายที่สุด แค่ให้พระเอกพับกระดาษเป็นดาบวิเศษ แล้วใช้ดาบวิเศษจัดการกับผู้ร้าย เรื่องก็คงจบได้ไม่ยาก แต่ผมกลับรู้สึกว่า นิทานแบบนั้นมันยังไม่น่าสนใจพอ

แม้ตอนนั้นผมจะเป็นมือใหม่ในการแต่งนิทาน แต่ผมก็อยากแต่งนิทานที่เด็กฟังแล้วสนุก และมีอะไรบางอย่างที่น่าจดจำ

ผมคิดว่า ความสนุกของนิทานเรื่องนี้ น่าจะอยู่ตรง “การลุ้น” ว่าพระเอกจะพับกระดาษเป็นอะไร และสิ่งที่พับขึ้นมาจะช่วยแก้ปัญหาหรือฝ่าด่านได้อย่างไร นี่น่าจะเป็นจุดที่ทำให้เด็ก ๆ อยากติดตามเรื่องราวไปจนจบ

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ผมก็เริ่มวางโครงเรื่องให้ชัดขึ้น

เรื่องเริ่มจากมียักษ์มาจับเจ้าหญิงไป พระราชาจึงประกาศหาคนมาช่วยเจ้าหญิง แต่พอคิดมาถึงตรงนี้ ผมก็เกิดคำถามขึ้นว่า “ทำไมพระราชาไม่ยกทัพไปช่วยเอง?”

คำตอบที่ผมคิดได้คือ ยักษ์ตัวนี้ต้องดุร้ายมาก แข็งแกร่งมาก หรือมีเวทมนตร์บางอย่างที่ทำให้ไม่มีใครสามารถจัดการได้ง่าย ๆ

การพยายามคิดให้เนื้อเรื่องมีเหตุผลรองรับ ทำให้นิทานเริ่มมีความแข็งแรงขึ้น และเมื่อผมกำหนดให้ยักษ์เป็นตัวร้ายที่เก่งและน่ากลัวจริง ๆ นิทานผจญภัยเรื่องนี้ก็เริ่มมีความท้าทายมากขึ้นตามไปด้วย

ต่อมาคือการสร้างพระเอก

ตอนแรกผมคิดจะให้พระเอกเป็นเจ้าชาย แต่คิดไปคิดมา ผมกลับรู้สึกว่า ถ้าให้พระเอกเป็นคนธรรมดา ที่มีกระดาษวิเศษเพียงแผ่นเดียว ซึ่งสามารถพับให้กลายเป็นอะไรก็ได้ตามใจปรารถนา น่าจะน่าสนใจกว่า

แต่ผมก็ใส่เงื่อนไขเพิ่มเข้าไปว่า พระเอกจะต้อง “ใช้ความคิด” ในการพับกระดาษ ไม่ใช่พับแบบมั่ว ๆ

และตรงนี้เอง ที่ทำให้นิทานเริ่มมีแก่นเรื่องขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว นั่นคือ “การใช้ความคิด สามารถช่วยให้เราแก้ปัญหาได้”

พอคิดได้แบบนี้ ผมก็รู้สึกว่านิทานเรื่องนี้เริ่มมีคุณค่ามากขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องเล่าสนุก ๆ ที่ฟังแล้วผ่านไป

เมื่อได้โครงเรื่องหลักแล้ว ผมก็เริ่มวางเส้นทางการผจญภัย ให้พระเอกเดินทางจากวังไปยังถ้ำของยักษ์บนภูเขา

สิ่งแรกที่พระเอกพับ คือเครื่องบินกระดาษ เพื่อใช้บินไปยังภูเขา แต่ผมไม่อยากให้เรื่องจบง่ายเกินไป จึงเพิ่มอุปสรรคระหว่างทาง เพื่อให้พระเอกได้พับกระดาษหลายครั้ง และเด็ก ๆ จะได้ลุ้นไปด้วยว่า ครั้งต่อไปพระเอกจะพับอะไร

ครั้งที่สอง ผมให้พระเอกพับกระดาษเป็นกบภูเขา เพื่อขี่ขึ้นไปยังปากถ้ำของยักษ์ จากนั้นก็เพิ่มอุปสรรคอีกอย่าง คือสุนัขต้องคำสาปที่เฝ้าปากถ้ำอยู่ เพื่อให้พระเอกได้พับกระดาษอีกครั้ง ซึ่งผมเลือกให้พับเป็น “ปืนสามเหลี่ยม”

การกำหนดให้พระเอกต้องพับกระดาษหลายครั้ง กลายเป็นลูกเล่นสำคัญที่ช่วยเพิ่มความสนุกให้กับนิทาน และผมยังใช้คำซ้ำอย่าง “พับ…พับ…แล้วก็พับ” ในช่วงที่ตัวละครพับกระดาษ เพื่อให้เด็ก ๆ มีส่วนร่วมในการพูดตาม หรืออย่างน้อยก็ช่วยเพิ่มจังหวะลุ้นให้กับการเล่าเรื่อง

จริง ๆ แล้ว เมื่อเรื่องดำเนินมาถึงตอนที่พระเอกไปถึงปากถ้ำและจัดการสุนัขเฝ้าถ้ำได้แล้ว ฉากต่อไปก็ควรจะเป็นฉากสำคัญ คือการเผชิญหน้ากับยักษ์เพื่อช่วยเจ้าหญิง

แต่ตอนนั้น ผมจำได้ว่า ตัวเองถามตัวเองว่า

“ถ้าให้พระเอกพับกระดาษเป็นอาวุธวิเศษไปสู้กับยักษ์ นิทานเรื่องนี้ก็คงไม่ต่างจากนิทานทั่วไป”

ผมจึงเริ่มคิดว่า เราอยากแต่งนิทานธรรมดาเหมือนคนอื่น หรือเราอยากแต่งนิทานที่พิเศษไม่เหมือนใคร

แน่นอนว่า…ผมเลือกอย่างหลัง

แล้วจู่ ๆ ความทรงจำวัยเด็กเกี่ยวกับหนังสือปริศนาท้าสมองก็ผุดขึ้นมาในหัว ผมจำได้ว่า เคยมีเกมที่ท้าทายให้พับกระดาษให้เกิน 7 หรือ 8 ทบ ซึ่งตอนเด็ก ๆ ผมรู้สึกตื่นเต้นกับมันมาก

ผมจึงคิดว่า ถ้านำสิ่งนี้มาใส่ไว้ในนิทาน เด็ก ๆ ที่ฟังก็น่าจะตื่นเต้นเหมือนกัน และที่สำคัญ มันจะทำให้นิทานเกี่ยวกับการพับกระดาษเรื่องนี้ แตกต่างจากนิทานเรื่องอื่นทันที

ถ้าสังเกตให้ดี วิธีแก้ปัญหาด้วยการท้าทายให้ยักษ์พับกระดาษให้เกิน 8 ทบ ก็ยังสอดคล้องกับแก่นเรื่องเดิม คือ “การใช้ความคิดเพื่อแก้ปัญหา”

นั่นหมายความว่า ทุกอย่างในนิทานเริ่มเชื่อมโยงกันโดยธรรมชาติ ทั้งโครงเรื่อง ตัวละคร วิธีแก้ปัญหา และข้อคิดของเรื่อง

เมื่อผมแต่งนิทานเสร็จและนำไปเล่าในรายการโทรทัศน์ สิ่งที่เกิดขึ้นหลังเด็ก ๆ ฟังจบ คือเด็กทุกคนอยากลองพับกระดาษให้เกิน 8 ทบด้วยตัวเอง

และเมื่อพวกเขาทำไม่ได้แบบเดียวกับยักษ์ เด็ก ๆ ก็จะรู้สึกทึ่งกับสติปัญญาของพระเอกในเรื่อง

หลังจากนั้น ทุกครั้งที่ผมมีโอกาสเล่านิทานเรื่องนี้ให้เด็กฟัง สิ่งที่เกิดขึ้นก็มักจะเหมือนเดิม คือเด็ก ๆ จะขอลองพับกระดาษตามเสมอ

ต่อมา เมื่อผมได้เขียนนิทานลงในนิตยสารขวัญเรือน ผมจึงนำนิทานเรื่องนี้กลับมาเขียนและเผยแพร่อีกครั้งในวงกว้าง

ในขณะที่ผมเขียนบทความนี้ ผมเพิ่งสังเกตว่า ตัวเองมีความเพี้ยนไม่ใช่เล่น

จริง ๆ แล้ว การแต่งนิทานในฐานะมือสมัครเล่น มันไม่จำเป็นต้องเล่นท่ายากขนาดนี้ก็ได้ แค่แต่งนิทานแนวพระเอกบุกฝ่าด่านไปช่วยเจ้าหญิง ก็น่าจะเพียงพอแล้ว

แต่พอมองย้อนกลับไป ผมกลับเห็นวิธีคิดของตัวเองชัดมาก ว่าผมไม่ได้คิดแค่ “เล่าเรื่องให้จบ”

ผมคิดทั้งแนวเรื่อง โครงเรื่อง ตัวละคร แก่นเรื่อง จังหวะลุ้นของเด็ก การมีส่วนร่วมของคนฟัง การใช้คำซ้ำ รวมถึงท่าไม้ตายเรื่อง “พับกระดาษ 8 ทบ” ที่ทำให้นิทานเรื่องนี้มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร

และทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นกับนิทานเรื่องแรกที่ผมแต่ง

ทั้งที่ในวันนั้น ผมยังไม่รู้เลยว่า วันหนึ่งตัวเองจะกลายมาเป็นนักแต่งนิทานอาชีพ

ตอนที่ผมเป็นเด็ก ทุกครั้งที่ครอบครัวซื้อนิตยสารขวัญเรือนเข้าบ้าน ผมจะรีบเปิดไปอ่านนิทานที่อยู่ท้ายเล่มทันที เหมือนมันเป็น “ของขวัญสุดพิเศษสำหรับเด็ก” ที่ต้องรอนานถึง 15 วันกว่าจะได้อ่านสักครั้ง

ผมสารภาพตรง ๆ ว่า ทุกวันนี้จำเนื้อเรื่องนิทานที่อ่านตอนเด็กไม่ได้เลยสักเรื่อง แต่ผมจำความรู้สึกได้ มันเป็นความรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่เห็นขวัญเรือนฉบับใหม่มาวางอยู่ในบ้าน แล้วเรารีบคว้านิตยสารไปนั่งเปิดอ่านนิทานในนั้น

ตอนที่ผมเรียนจบปริญญาตรีและเริ่มสนใจงานด้านเด็กอย่างจริงจัง ผมเคยคิดเล่น ๆ ว่า ถ้าวันหนึ่งตัวเองได้แต่งนิทานลงขวัญเรือนก็คงดีนะ แต่ตอนนั้นมันเป็นเพียงความฝัน เพราะสำหรับผม ขวัญเรือนคือนิตยสารอันดับต้น ๆ ของเมืองไทย การจะได้เขียนนิทานลงในนั้นจึงเป็นเรื่องที่ไกลเกินเอื้อม

แต่แล้วจู่ ๆ ในช่วงที่ผมเริ่มทำงานเป็นผู้สอนวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กประถม (และเป็นผู้จัดการ) ในบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งซื้อแฟรนไชส์หลักสูตรจากแคนาดามาใช้สอนเด็ก ผมกลับได้รับการชักชวนจากนิตยสารขวัญเรือน ให้เป็นนักเขียนนิทานที่ต้องส่งต้นฉบับทุก ๆ 15 วัน

โอกาสครั้งนั้นเป็นเรื่องที่ไม่คาดฝันมาก แม้ผมจะกังวลว่าตัวเองจะเขียนนิทานได้ไหม และยิ่งคิดว่าต้องส่งต้นฉบับทุก 15 วัน ทั้งที่งานประจำก็หนักมาก ผมก็ยิ่งไม่แน่ใจว่า ตัวเองจะทำไหวหรือเปล่า

แต่เมื่อใคร่ครวญอยู่พักใหญ่ ในที่สุด ผมก็ตัดสินใจรับงาน และเริ่มต้นการเป็นนักเขียนนิทานให้ขวัญเรือนในปี พ.ศ. 2542

การเป็นนักเขียนนิทานให้ขวัญเรือน เป็นเรื่องที่ทำให้ผมกังวลมาก เพราะขวัญเรือนเต็มไปด้วยผลงานของนักเขียนชั้นแนวหน้าของประเทศไทย ขณะที่ตัวผมเองเป็นคนถนัด “พูด” มากกว่า “เขียน”

แม้จะเรียนจบจากคณะวารสารศาสตร์ฯ ธรรมศาสตร์ แต่สิ่งที่เราเรียนกันส่วนใหญ่คือการเขียนบทด้วยภาษาพูด ไม่ใช่ภาษาเขียนแบบงานวรรณกรรม ดังนั้น พอผมต้องมาเขียนในฐานะ “นักเขียนจริง ๆ” สิ่งที่กังวลจึงไม่ใช่แค่การคิดนิทานเรื่องใหม่ ๆ เท่านั้น แต่คือการเขียนออกมาให้เป็นภาษาเขียนที่ถูกต้องด้วย

เมื่อเริ่มรับงาน ผมก็เข้าสู่วงจรของ “หนุ่มรายปักษ์” ทันที คือใช้เวลาทั้ง 15 วันคิดและเขียนนิทานเรื่องใหม่ เพื่อให้นิตยสารสามารถปิดเล่มและตีพิมพ์ได้ทันเวลา

หลายคนอาจไม่รู้ว่า ในช่วง 10 ปีแรก ผมใช้เวลาเกือบทั้ง 15 วันไปกับนิทานแต่ละเรื่อง ทั้งที่นิทานยาวเพียงประมาณ 2 หน้ากระดาษ A4 เท่านั้น

ผมพยายามใช้แทบทุกนาทีที่มีอยู่กับการคิดนิทานและเขียนมันออกมาให้ดีที่สุด เหมือนผมต้องแบกนิทานติดตัวไปทุกที่…ทุกลมหายใจ

เมื่อนึกย้อนกลับไปถึงนิทานเรื่องแรกที่เขียนให้ขวัญเรือน นิทานเรื่องนั้นมีชื่อว่า “แม่มดใจดี”

ผมจำได้ว่า ตอนเริ่มคิดนิทานเรื่องนี้ ผมเริ่มจากการอยากแต่งนิทานที่มี “แม่มด” เป็นตัวเอก

เมื่ออยากให้แม่มดเป็นตัวเอก ผมก็คิดต่อว่า แม่มดคนนี้น่าจะเป็น “คนดี” และถ้าเป็นแม่มดที่ดี เธอก็ควรแตกต่างจากภาพจำของแม่มดทั่วไป ที่มักแก่ น่ากลัว และใจร้าย

พอคิดได้แบบนี้ ตัวละคร “แม่มดใจดี” จึงค่อย ๆ ถือกำเนิดขึ้น เธอเป็นแม่มดสาวแสนสวย ใจดี และชอบใส่ชุดสีขาว

เมื่อได้ตัวละครหลักแล้ว ผมก็คิดต่อว่า แม่มดต้องอยู่คู่กับเวทมนตร์ แม่มดทั่วไปใช้เวทมนตร์ทำเรื่องชั่วร้าย แล้วแม่มดใจดีควรใช้เวทมนตร์ทำอะไรดีนะ?

แน่นอนว่า ถ้าแม่มดใจร้ายใช้เวทมนตร์ทำร้ายคน แม่มดใจดีก็ควรใช้เวทมนตร์ช่วยเหลือคน

แต่แค่นั้นยังไม่พอ เพราะสิ่งที่แม่มดทำควรเป็นสิ่งที่เด็กอ่านแล้วรู้สึกสนุกด้วย

ผมคิดไปคิดมา จนมาลงตัวที่ “การทำขนม” เพราะขนมเป็นสิ่งที่เด็กส่วนใหญ่ชอบอยู่แล้ว

เมื่อเริ่มเห็นภาพตัวละครชัดขึ้น ขั้นต่อไปคือการคิดโครงเรื่อง

ผมเริ่มจากการวางให้แม่มดสาวแสนสวยคนนี้ เป็นแม่มดที่ชอบทำแต่สิ่งดี ๆ และชอบทำขนม

แต่เมื่อเธอแตกต่างจากแม่มดตนอื่น สิ่งที่ตามมาจึงน่าจะเป็นความอิจฉา การนินทา หรือการถูกมองว่าแปลกแยก

ผมจึงคิดต่อว่า แม่มดใจดีควรตอบสนองต่อสิ่งเหล่านี้อย่างไร เธอควรปะทะกลับ หรือควรทำในสิ่งที่ตัวเองรักต่อไปโดยไม่สนใจคำพูดของคนอื่น

สุดท้าย ผมเลือกให้แม่มดยังคงทำขนมต่อไป โดยไม่สนใจคำว่าร้ายของแม่มดตนอื่น และผมก็เลือกให้ขนมของเธอน่ากินมาก จนแม่มดที่เคยนินทาอยากกินขนมจนตัวสั่น

เมื่อแต่งมาถึงตรงนี้ ผมก็เริ่มมองเห็นว่า ถ้าเราให้แม่มดใจดีตั้งเงื่อนไขว่า “ใครอยากชิมขนม ต้องทำความดีมาแลก” และเมื่อเหล่าแม่มดใจร้ายได้ลองทำความดี พวกเธอก็ค้นพบความสุขบางอย่างขึ้นมา

ตรงนี้เอง ที่ผมเริ่มเห็นแก่นเรื่องของนิทาน “การทำความดี ทำให้เกิดความสุข” ว้าว…มันเป็นแก่นเรื่องธรรมดา ๆ แต่ผมรู้สึกว่ามันดีมากเลยนะ

เมื่อเห็นภาพรวมของนิทานชัดขึ้น ผมจึงเริ่มเติมรายละเอียดเพื่อให้เด็ก ๆ สนุกมากขึ้น โดยเฉพาะการตั้งชื่อขนมแปลก ๆ ที่ฟังแล้วทั้งขำและชวนสงสัย

วิธีนี้เป็นสิ่งที่ผมเคยสัมผัสจากงานของโรอัลด์ ดาห์ล เขามักสร้างคำประหลาด ๆ ที่อ่านแล้วไม่เข้าใจทั้งหมด แต่รู้สึกสนุก เช่น scrumdiddlyumptious หรือ whizzpopping

แต่ในการแต่งนิทานของผม ผมไม่ได้เปิดหนังสือของเขาเพื่อลอกเลียนอะไรนะครับ ผมเพียงได้รับแรงบันดาลใจจาก “ความรู้สึกสนุกของภาษา” แล้วนำมาคิดต่อในแบบของตัวเอง โดยเลือกตั้งชื่อขนมหรืออาหารให้เกี่ยวกับผีหรือเรื่องสยองขวัญแทน

เมื่อคิดโครงเรื่องได้แล้ว สิ่งที่ยากที่สุดกลับไม่ใช่การคิดนิทาน แต่คือ “การเขียน”

ในเวลานั้น ผมไม่มั่นใจเลยว่าสิ่งที่ตัวเองเขียนถูกต้องตามหลักภาษาหรือเปล่า ผมไม่แน่ใจว่า สิ่งที่คิดอยู่ในหัวควรถ่ายทอดออกมาเป็นภาษาพูดหรือภาษาเขียน รูปประโยคที่ผมมีในหัวก็ยังจำกัดมาก

ผมจึงค่อย ๆ เขียนนิทานทีละคำ ทีละประโยค พยายามทำให้มันเป็นภาษาเขียนที่ดีที่สุดเท่าที่ตัวเองจะทำได้

ผมอยากให้ทุกคนลองจินตนาการดูว่า ถ้าเราต้องเขียนงานลงในนิตยสารที่เต็มไปด้วยนักเขียนระดับประเทศ นักเขียนชั้นครู และนักเขียนอาชีพ ทั้งที่ตัวเราเองยังเป็นเพียง “มือใหม่หัดเขียน” เราจะรู้สึกเกร็งขนาดไหน

และนั่นก็คือสิ่งที่ผมรู้สึกอยู่ตลอดเวลา

ผมอยู่กับความรู้สึกแบบนี้นานหลายปี ความอ่อนหัดของตัวเอง ทำให้ผมพยายามเขียนนิทานทุกเรื่องอย่างสุดชีวิต ก่อนจะยอมส่งต้นฉบับให้ขวัญเรือน ผมจะแก้แล้วแก้อีก แก้จนถึงวันสุดท้าย เรียกได้ว่า ผมทุ่มเต็มที่กับนิทานทุกเรื่องจริง ๆ

และในช่วง 10 ปีแรกของการเขียนนิทาน ผมไม่เคยกล้าเรียกตัวเองว่า “นักเขียน” เลย เพราะผมรู้ดีว่า ตัวเองยังไม่เก่งพอสำหรับคำนั้น

นี่คือเรื่องราวเท่าที่ผมนึกได้ เกี่ยวกับนิทานเรื่องแรกที่ผมเขียนลงในนิตยสารขวัญเรือน รวมถึงความรู้สึกนึกคิดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น

ตอนนั้น ผมเองก็ไม่มั่นใจว่า นิทานที่เขียนจะถูกใจกองบรรณาธิการหรือเปล่า และไม่รู้ด้วยซ้ำว่า จะได้เขียนต่ออีกกี่ฉบับ สิ่งเดียวที่ผมทำได้ในวันนั้น คือ “ทำให้ดีที่สุด”

และนี่คือผลงานเรื่องแรกของนักเขียนนิทานมือใหม่คนนั้น

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ตี้ตี้กับถูถู

นิทานก่อนนอนสั้น ๆ เรื่อง “ตี้ตี้กับถูถู” เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งในช่วงปีแรก ๆ ของการเป็นนักเขียนนิทาน นิทานเรื่องนี้มีเนื้อเรื่องเบา ๆ ไม่ซับซ้อน แต่น่าจะสร้างรอยยิ้มให้เด็ก ๆ ได้ เมื่ออ่านนิทานจบแล้ว ขอให้นอนหลับฝันดีนะครับ

นิทานเรื่อง ตี้ตี้กับถูถู

กาลครั้งหนึ่งมีเด็กคนหนึ่งชื่อว่าตี้ตี้  แม่ของตี้ตี้เป็นช่างทำตุ๊กตา   ตี้ตี้มักจะเฝ้าดูแม่ทำตุ๊กตาอยู่เสมอ  จนกระทั่งวันหนึ่ง ตี้ตี้เกิดอยากมีตุ๊กตาเป็นของตัวเอง  เขาจึงลองหาเศษผ้าเหลือ ๆ ที่แม่ทิ้งแล้ว เอามาเย็บเข้าด้วยกันแบบเดียวกับที่แม่ทำ  จนในที่สุด  ตุ๊กตาตัวแรกในชีวิตของตี้ตี้ก็ถือกำเนิดขึ้น

ตุ๊กตาของตี้ตี้มีชื่อว่าถูถู   ถูถูเป็นตุ๊กตาหน้าตาเด๋อ ๆ   ตาของถูถูดูคล้ายกับหมีแพนด้า  แต่หูที่ยืดยาวออกมาทำให้มันดูคล้ายกับกระต่าย  แถมจมูกของถูถูยังแบะ ๆ แบน ๆ อย่างกับจมูกของหมูเสียอีก  ไป ๆ มา ๆ  ถูถูก็เลยกลายเป็นตุ๊กตาที่มีหน้าตาตลกที่สุดในโลก

ตี้ตี้รักตุ๊กตาของเขามาก  ตี้ตี้มักจะพาถูถูออกไปเดินเล่นทุก ๆ เช้า   ภาพของเด็กน้อยที่เดินจูงตุ๊กตาหน้าตาประหลาด ทำให้ใครต่อใครอดยิ้มไม่ได้ด้วยความเอ็นดู  ตี้ตี้มักจะพาถูถูเดินเข้าไปในสวนดอกไม้ แล้วทั้งคู่ก็มักจะพากันเก็บดอกไม้เพื่อนำไปฝากแม่

อยู่มาวันหนึ่ง  ในขณะที่ตี้ตี้กำลังเก็บดอกไม้  มีทหารใจร้ายค่อย ๆ ย่องเข้ามาในสวนแล้วแอบขโมยถูถูไปโดยที่ตี้ตี้ไม่รู้ตัว  ทหารคนนี้หวังที่จะได้รางวัลจากเจ้าหญิงองค์น้อยเพราะเจ้าหญิงองค์น้อยมักจะให้รางวัลคนที่นำของเล่นแปลก ๆ ไปถวาย  เมื่อถูถูหายไป  ตี้ตี้ก็ได้ร้องไห้จนกินไม่ได้นอนไม่หลับ  แม่ของตี้ตี้สงสารตี้ตี้มาก แต่ท่านก็ไม่รู้ว่าจะช่วยตี้ตี้ได้อย่างไร

เจ้าหญิงองค์น้อยทรงชอบถูถูมากกว่าของเล่นชิ้นใด ๆ ที่พระองค์เคยมีมา  เจ้าหญิงให้รางวัลแก่ทหารใจร้ายจนทหารใจร้ายยิ้มไม่หุบ เจ้าหญิงองค์น้อยพาถูถูเดินไปทุก ๆ ที่  พระองค์หาเสื้อผ้าดี ๆ ให้ถูถูใส่  เจ้าหญิงมีความสุขมากที่มีถูถูอยู่ใกล้ ๆ  แต่พระองค์ไม่รู้เลยว่า ถูถูกำลังเศร้าใจเพราะมันได้ยินเสียงตี้ตี้เพื่อนรักของมันกำลังร้องไห้ด้วยความโศกเศร้า

เมื่อเจ้าหญิงนอนหลับ  ถูถูก็ค่อย ๆ ลุกขึ้นจากเตียงแล้วเขียนจดหมายเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เจ้าหญิงฟัง  ถูถูขอโทษเจ้าหญิงที่ต้องแอบหนีเจ้าหญิงไปในขณะที่เจ้าหญิงกำลังนอนหลับ  ถูถูเดาว่าเจ้าหญิงคงไม่ยอมให้มันกลับบ้านแน่ ๆ เพราะเจ้าหญิงรักมันมาก  แต่มันเป็นเรื่องจำเป็นจริง ๆ ที่มันต้องรีบกลับไปหาตี้ตี้ เพราะตี้ตี้กำลังร้องไห้อย่างน่าสงสาร

และทันทีที่ตี้ตี้เห็นถูถู  ตี้ตี้ก็โผเข้ากอดถูถูด้วยความดีใจ  ทั้งตี้ตี้และถูถูต่างมีความสุขที่ได้พบกันอีกครั้ง  แต่แม่ของตี้ตี้กลับรู้สึกกังวลใจเพราะนางไม่รู้ว่าเจ้าหญิงจะตามมาเอาถูถูกลับคืนไปหรือไม่

โชคดีที่เจ้าหญิงองค์น้อยเป็นเจ้าหญิงที่แสนดี  แม้ว่าพระองค์จะเสียใจที่ถูถูหนีกลับไปหาตี้ตี้  แต่พระองค์ก็ไม่ได้โกรธตี้ตี้หรือถูถูเลยแม้สักนิด  เจ้าหญิงสั่งให้ทหารดีจัดการทำโทษทหารใจร้ายในข้อหาขโมยของเด็ก  แล้วพระองค์ก็เขียนจดหมายจ่าหน้าถึงตี้ตี้และถูถูโดยจดหมายฉบับนั้นมีข้อความว่า

“ถึงตี้ตี้กับถูถู…ฉันขอโทษที่มีส่วนทำให้เธอทั้งสองไม่สบายใจ  เพื่อนรักก็ควรได้อยู่กับเพื่อนรัก  ฉันขอให้เธอทั้งสองเป็นเพื่อนที่รักกันตลอดไปนะ  ถ้ามีเวลาว่างแวะมาเยี่ยมเยียนฉันด้วย  ฉันเหงาและอยากจะเลี้ยงขนมพวกเธอเพื่อเป็นการไถ่โทษ…จากเจ้าหญิง”

ตี้ตี้และถูถูดีใจมากที่ได้รับจดหมายจากเจ้าหญิง  ทั้งสองตกลงกันว่าจะไปเยี่ยมเจ้าหญิงให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้  และเพื่อที่จะทำให้เจ้าหญิงไม่เหงาอีกต่อไป  ตี้ตี้จึงลงมือทำตุ๊กตาตัวที่สองเพื่อมอบให้แก่เจ้าหญิงแสนดีโดยเฉพาะ   

 และแล้ว  นิทานเรื่องนี้ก็จบลงอย่างมีความสุข

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

เจ้าชายแห่งเมืองของเล่น

นิทานก่อนนอนเรื่อง “เจ้าชายแห่งเมืองของเล่น” เป็นนิทานที่ผมแต่งในช่วงปีแรก ๆ ของการเป็นนักแต่งนิทานให้กับนิตยสารขวัญเรือน นิทานก่อนนอนเรื่องนี้ถือว่าเป็นนิทานที่ผมแต่งด้วยความยากลำบาก เพราะในช่วงนั้น ทักษะในการเขียนหนังสือของผมมีค่อนข้างจำกัด กว่าจะเขียนนิทานแต่ละย่อหน้าเพื่ออธิบายสิ่งที่ตัวเองคิดออกมาได้ จึงใช้เวลามากจริง ๆ แถมยังต้องพยายามไม่ให้คนอ่านเบื่อก่อนที่จะถึงจุดสำคัญของเรื่องในช่วงท้ายเรื่อง เรียกว่ากว่าจะเขียนนิทานเรื่องนี้เสร็จ ผมก็เกือบถอดใจไปหลายต่อหลายครั้ง อย่างไรก็ตาม ผมหวังว่านิทานที่เกี่ยวกับเจ้าชายและของเล่นเรื่องนี้ จะถูกใจเด็ก ๆ บ้างนะครับ

นิทานเรื่อง เจ้าชายแห่งเมืองของเล่น

กาลครั้งหนึ่งในอาณาจักรแลปป์ที่หนาวเหน็บ มีเจ้าชายกำพร้าผู้ทรงพระปรีชาสามารถพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า “เจ้าชายรัสมุส”

เจ้าชายรัสมุสเป็นเจ้าชายที่มีพรสวรรค์ในการคิดและการออกแบบของเล่นแปลก ๆ ซึ่งเมื่อผู้คนในอาณาจักรแลปป์ นำของเล่นต้นแบบที่เจ้าชายทรงคิดขึ้นไปทำออกขาย  ของเล่นเหล่านั้นก็จะกลายเป็นของเล่นชิ้นโปรดของเด็ก ๆ ทั่วโลกในเวลาอันรวดเร็ว

เจ้าชายรัสมุสมักจะขลุกอยู่ในห้องส่วนพระองค์ ซึ่งตั้งอยู่บนหอคอยยอดปราสาทตั้งแต่เช้าจรดค่ำ  มีเพียงแม่นมและพี่เลี้ยง 2-3 คนเท่านั้นที่ได้รับอนญาตให้ขึ้นไปปรนนิบัติพระองค์ ในยามที่พระองค์ทรงต้องการความช่วยเหลือ เจ้าชายรัสมุสมักจะนั่งทรงงานทั้งกลางวันและกลางคืนจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน  เจ้าชายน้อยพยายามอยู่ตลอดเวลาที่จะคิดของเล่นชนิดใหม่ ๆ ให้ได้เร็วที่สุด เพื่อที่ประชาชนผู้ยากไร้ของพระองค์จะได้มีของเล่นต้นแบบ สำหรับการทำออกขาย เพื่อนำรายได้ไปจุนเจือครอบครัวของพวกเขาให้มีความสุข    

แม้งานของเจ้าชายรัสมุสจะเป็นงานสร้างของเล่นเพื่อทำให้เด็ก ๆ ทั่วโลกมีความสุข  แต่เจ้าชายรัสมุสเองกลับไม่เคยมีความสุขจากการเล่นของเล่นที่ตนเองคิดขึ้นเลยแม้สักครั้ง 

ภาระและหน้าที่ในฐานะเจ้าชายผู้เป็นความหวังของประชาชนชาวแลปป์ ทำให้เจ้าชายรัสมุสต้องยอมเสียสละตนเองในการทำงานอย่างหนักและทนแบกรับความเครียดทั้งหมดเอาไว้แต่เพียงผู้เดียว

จนกระทั่งวันหนึ่ง  แม่นมผู้รักเจ้าชายรัสมุสปานดวงใจก็ทนเห็นเจ้าชายองค์น้อยต้องจมอยู่ในความเคร่งเครียดเช่นนั้นต่อไปไม่ไหว แม่นมจึงนำเรื่องราวที่เกิดขึ้น ไปหารือกับเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่เพื่อขอความช่วยเหลือ

ทันทีที่เสนาบดีทราบเรื่องที่เกิดขึ้น  เสนาบดีจึงป่าวประกาศให้ข้าราชการ ทหาร และประชาชนช่วยกันหาวิธีทำให้เจ้าชายรัสมุสมีความสุขมากกว่าที่เป็นอยู่ เสนาบดีขอร้องให้ทุก ๆ คนช่วยกันคิดหาของเล่นที่พิเศษสุด  และส่งมันมาให้เจ้าชายองค์น้อย  เพื่อเป็นของขวัญในวันคล้ายวันเกิดของพระองค์ซึ่งกำลังจะมาถึง

แน่นอน…ผู้คนต่างพากันส่งของเล่นมาให้เจ้าชายอย่างล้นหลาม  แต่มันเป็นความจริงที่แสนเศร้า ที่เจ้าชายรัสมุสกลับไม่ทรงรู้สึกสนุกกับของเล่นที่พระองค์ได้รับเลยแม้แต่ชิ้นเดียว

ความตั้งใจของแม่นมและเสนาบดีกลายเป็นสิ่งที่ไร้ค่า  เจ้าชายรัสมุสยังคงโหมงานหนักและเคร่งเครียดกับภาระอันหนักอึ้งของพระองค์จนลืมความสดใสของชีวิตวัยเด็กไปจนเกือบหมดสิ้น  แต่โชคยังดีที่จู่ ๆ ทหารยามซึ่งรักษาการณ์อยู่ที่หน้าประตูเมืองได้นำข่าวดีซึ่งเป็นความหวังครั้งสุดท้ายมาแจ้งให้แม่นมและเสนาบดีทราบว่า มีเด็กผู้ชายหน้าตามอมแมมคนหนึ่งยืนยันที่จะขอมอบของเล่นชิ้นพิเศษให้แก่เจ้าชายรัสมุสด้วยตัวของเขาเอง

ทั้งแม่นมและเสนาบดีผู้สิ้นหวังต่างหมดแรงที่จะคัดค้านหรือทำการใด ๆ อีกต่อไป  ด้วยเหตุนี้ เสนาบดีจึงอนุญาตให้แม่นมและทหารยามพาเด็กน้อยที่ตั้งใจจะนำของขวัญมามอบให้แก่เจ้าชายขึ้นไปยังห้องส่วนพระองค์ของเจ้าชายรัสมุสได้เป็นกรณีพิเศษ

เมื่อเด็กน้อยได้พบกับเจ้าชาย  เด็กน้อยก็คุกเข่าเพื่อทำความเคารพเจ้าชายผู้มีพระคุณต่อประชาชนชาวแลปป์ทุก ๆ คน  จากนั้น เด็กน้อยก็บอกให้เจ้าชายทราบว่า  เขาได้นำเอาของเล่นชิ้นพิเศษมามอบให้แก่เจ้าชายด้วย…ซึ่งของเล่นที่เขานำมามอบให้แก่เจ้าชายนั้น  มันไม่ใช่ของเล่นธรรมดา ๆ แต่มันเป็นของเล่นชิ้นพิเศษซึ่งมีชื่อเรียกว่า “เด็กมอมแมมชาวแลปป์”

เจ้าชายรู้สึกแปลกใจกับของเล่นที่เด็กน้อยนำมาถวาย

“เด็กมอมแมมชาวแลปป์คือของเล่นแบบไหนกันหนอ?”  เจ้าชายคิด 

แต่ทันทีที่เด็กน้อยชวนเจ้าชายไปเล่นของเล่นต่าง ๆ ที่อยู่ในห้องของพระองค์  ของเล่นที่เจ้าชายเคยรู้สึกว่ามันเป็นของเล่นที่น่าเบื่อ…ก็กลับกลายมาเป็นของเล่นแสนวิเศษทันทีเมื่อพระองค์ได้มาเล่นกับ “เด็กมอมแมมชาวแลปป์” ที่อยู่ตรงหน้า

เจ้าชายรัสมุสรู้ซึ้งในวินาทีนั้นว่า  เด็กมอมแมมชาวแลปป์เป็นสิ่งที่วิเศษเพียงใด

และนับจากนั้นเป็นต้นมา  ความสุขตามประสาเด็ก ก็กลับคืนสู่ชีวิตของเจ้าชายรัสมุสอีกครั้ง 

แม้เจ้าชายรัสมุสจะยังทรงคิดค้นของเล่นชนิดใหม่ ๆ อยู่เสมอ  แต่พระองค์ก็ไม่ลืมที่จะแบ่งเวลาเพื่อเล่นสนุกกับเพื่อนของพระองค์ซึ่งมักเรียกตัวเองว่า “เด็กมอมแมมชาวแลปป์

ในที่สุด  เจ้าชายผู้คอยสร้างของเล่นเพื่อให้เด็ก ๆ มีความสุขก็มีความสุขเช่นเดียวกับเด็กคนอื่น ๆ ทั่วโลก

#นิทานนำบุญ

…………………….

Posted in ครอบครัว, นิทาน

บทสัมภาษณ์ในนิตยสารสีสัน

ช่วงต้นปี 2563 เป็นช่วงที่โควิด-19 เริ่มการระบาด เมื่อสถานการณ์เริ่มมีความเสี่ยงน้อยลง รุ่นพี่คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน ธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นคอลัมนิสต์ชื่อดังในนิตยสารสีสัน ได้ติดต่อขอสัมภาษณ์ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ในฐานะ นักแต่งนิทานของไทย ซึ่งตามปกติ ผมหยุดการให้สัมภาษณ์ตามสื่อต่าง ๆ มานานแล้ว แต่เพราะรุ่นพี่ท่านนี้เป็นรุ่นพี่ที่คอยติดตามให้กำลังใจเพจนิทานของผมมาโดยตลอด ดังนั้น เมื่อรุ่นพี่ติดต่อมา ผมจึงตอบตกลงให้สัมภาษณ์ และบทความต่อไปนี้ คือ บทความสัมภาษณ์ที่ตีพิมพ์ในนิตยสารสีสัน ปีที่ 31 ฉบับที่ 8 โดย “ดาวเอื้อมฟ้า” ซึ่งผมถือเป็นเกียรติที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเองบันทึกไว้ในนิตยสารคุณภาพอย่าง “นิตยสารสีสัน” ที่ผมติดตามมาตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษา (ราวปี 253X) อนึ่ง การพูดคุยให้สัมภาษณ์อาจมีบางช่วงบางตอนที่ดูเป็นกันเองมาก (เพราะผมถือว่าผมกับผู้สัมภาษณ์คุ้นเคยกันในระดับหนึ่ง จึงคุยอย่างเปิดใจและตรงไปตรงมามาก ๆ ) หากมีคำพูดใดไม่ค่อยสำรวมระวัง หรือกระทบความรู้สึกของใครก็ตาม ผมต้องขอโทษมา ณ ที่นี้ ท้ายสุด ผมขอขอบคุณทางนิตยสารสีสันที่อนุญาตให้นำบทความนี้มาลงในเว็บไซต์นิทานนำบุญนะครับ ขอเชิญท่านที่สนใจลองอ่านบทความนี้กันดูนะครับ

บทสัมภาษณ์ : นักเล่านิทาน นำบุญ

กาลครั้งหนึ่ง ไม่นานเท่าไหร่ ในยุทธจักรน้ำหมึก ยังมีนักเล่านิทานหนุ่มไฟแรงชื่อว่า นำบุญ นามเป็นบุญ ที่เล่เรื่องราวมากมายในนิตยสาร “ขวัญเรือน” ยาวนานถึง 17 ปีเต็ม

17 ปีกับนิทานกว่า 400 เรื่อง ไม่ใช่เรื่องง่าย เขาหยิบวัตถุดิบมาจากไหน? เคยตื้อตันกับการต้องเขียนต้นฉบับใหม่ ๆ ทุก 15 วันบ้างไหม? วันนี้ยังเขียนนิทานอยู่หรือเปล่า? แล้วเป้าหมายในชีวิตของนักเล่านิทานอย่างเขาคืออะไร?

อดีตนักศึกษาเอกภาพยนตร์ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่เคยสมัครเข้า ทียู แบนด์ เพียงเพื่ออยากได้อัลบั้มเพลงของ ปรัชญ์ สุวรรณศร เคยเล่นละครเวที (แต่ไม่ชอบ) เคยได้ทุนไปศึกษาเรื่องหุ่นที่สวีเดน เคยทำรายการสำหรับเด็ก และแน่นอน – เขียนนิทาน

ตอนนี้ เขาหยุดเขียนนิทานไปแล้ว และนำผลงานเก่า ๆ ที่เขียนไว้ มาลงในเว็บไซต์ส่วนตัว พร้อมกับเพจ “นิทานนำบุญ” ในเฟซบุ๊ก อนาคตเขาอาจเปิดช่องยูทูบ หรืออาจจะมีพอดแคสต์ ให้แฟนคลับนิทานของเขาได้ติดตามกัน

ทั้งนี้ทั้งนั้นด้วยเหตุผลเดียว “ผมรักเด็กจริง ๆ นะ”

“จริง ๆ ผมเคยฝันอยากเป็นนักเขียนนิทาน คืออยากแต่งน่ะ ผมไม่เคยคิดอยากเป็นนักเขียนนะ”

นำบุญเกริ่นกับฉันในบ่ายวันหนึ่งที่บ้านพักของเขาย่านปู่เจ้าสมิงพราย เป็นความฝันของเด็กชายผู้อ่านขวัญเรือนมาแต่เด็ก ๆ ตามผู้เป็นแม่ “ถ้าเราได้เขียนลงขวัญเรือนก็คงดีเนอะ เออ มีความเป็นนักเขียนอยู่ตรงนี้-ที่คิด คิดแบบบาง ๆ แล้วช่วงนั้นแบบว่า…ก่อนที่ผมจะเป็นนักเขียน ผมไปเปิดดูในขวัญเรือน เออ มีคนเขียนอยู่ ไม่เห็นสนุกเลย ถ้าเราได้เขียนคงดีเนอะ คิดแค่นี้เลย”

นักเล่านิทานหนุ่มใหญ่หัวเราะลงลูกคอก่อนลดเลี้ยวไปถึงช่วงที่เขาไม่มีความสุขกับการอยู่ที่สวีเดน ที่ที่เขาควรจะได้เก็บความรู้เรื่องหุ่นและนำกลับมาประยุกต์ใช้สอดรับกับความฝันที่อยากทำงานเกี่ยวกับเด็ก แต่ไม่เป็นอย่างที่หวัง นำบุญตัดสินใจกลับเมืองไทย

“อยู่ประมาณปีหนึ่งแล้วก็พบปัญหาบางอย่างว่าเขาไม่ได้จริงใจกับเรานัก เช่น ให้ทุนไปแต่ไม่สอน เราก็ต้องเรียนรู้เอง เขาบอกว่าไม่มีเวลาสอนนะ ผมก็ไม่เป็นไร ช่วงเช้าผมทำงานด้วยนะครับ เป็นเทคนิคเชี่ยน เพราะภาษาสวีเดนเราไม่ได้ แต่กลางคืนปุ๊บ ผมก็ลงไปทำหุ่นที่ห้องใต้ดิน ดูหุ่นของเพื่อนทีทำหุ่นสไตล์ญี่ปุ่น เป็นหุ่นกลไก ขยับตาขยับปากได้ นำบุญก็นั่งทำ หัดแกะสลักไม้ หัดทำกลไก ซึ่งมันไม่ใช่ผมเลย งานเทคนิคเชี่ยนก็ไม่ใช่ผมเลย แต่ก็หัดทำ ก็คือเรียนรู้น่ะฮะ พอเวลาผ่านไป เขามีเปิดคอร์สระดับสูงเหมือนระดับปริญญาอะไรอย่างนี้ นักเรียนในสวีเดนได้เรียน แต่ผมไม่ได้เรียน ไปอ๊อบเสิร์ฟก็ไม่ได้ ไม่ได้แล้วฉันจะอยู่ทำไม ผมก็เลยกลับมาฝึกที่เมืองไทยดีกว่า”

“กลับมาก็ต้องมองหางาน ตอนนั้น ใจผมน่ะอยากทำงานเด็ก เท้าความหน่อยว่าผมเคยทำโทรทัศน์เด็ก แล้วก็ค้นพบว่าตัวเองรักงานเด็กมาก คือผมอยากทำให้เด็กยิ้ม อยากเห็นเด็กยิ้ม อยากให้เขามีความสุขมาก ๆ เหนื่อยแค่ไหนใจเราก็ยังยิ้มน่ะ อย่างเดียวที่ทำให้ผมมีความสุขได้ในตอนนั้น ทำให้ผมไปยอมเหนื่อยที่สวีเดน อยากจะมีหุ่นมาเล่นกับเด็ก ง่าย ๆ เลย คิดโง่มาก คิดแค่นี้เลย”

น้ำเสียงนุ่ม ๆ ของเขาเจือความสุข-ฉันสัมผัสได้ “พอกลับมา เฮ้ย นิทานมันก็เป็นเรื่องของเด็กนี่หว่า ระหว่างที่คิดก็บังเอิญว่าได้งานที่หนึ่ง เป็นผู้สอนวิทยาศาสตร์ หลักสูตรของแคนาดา กติกาข้อหนึ่งว่า สามารถไปเมืองนอก แคนาดาไม่เคยไป (หัวเราะ) แล้วถ้าเล่นกับของเล่นได้นี่ (ยิ้ม) ของเล่นนี่ของชอบเลย ผมชอบของเด็ก ๆ แล้วก็ต้องสอนเด็กได้ ผมตรงหมดเลยน่ะ ก็ได้งาน”

“จำไม่ได้ว่าทำอยู่กี่เดือน ขวัญเรือนเขามีการเปลี่ยนแปลง นักเขียนเก่าเขาออก แล้วน้องที่ขวัญเรือนเป็นน้องที่วารสารฯ รู้จักกับพี่ดาว รักษิตา จะติดต่อให้พี่ดาวไปเขียน ผมเข้าใจอย่างนั้นนะ แล้วพี่ดาวก็แนะนำว่ามาหานำบุญสิ พี่ดาวรู้จักผมเพราะเมื่อก่อนผมเคยไปเล่านิทานที่ “ร้านหนังสือเล็ก ๆ” มันก็โยง ๆ กันน่ะ น้องที่ขวัญเรือนก็รู้จักผมด้วย เขาก็ติดต่อมา พอโอกาสมา มันชนกันใช่มั๊ยครับ ระหว่างงานประจำซึ่งเลี้ยงชีพได้กับงานนักเขียน”

ตอนแรกนำบุญคิดว่า “น่าจะทำไปพร้อมกันได้” แต่ในความจริง การทุ่มเททำงานที่รัก 2 อย่างพร้อมกันกลับยากกว่าที่คาด “พอเริ่มทำจริง ๆ งานหนักมาก เพราะว่างานสอนมันไม่ใช่แค่สอน แต่ต้องทำบท ต้องไปช่วยเจ้านายขาย แล้วต้องเทรนนิ่งรุ่นน้องให้ขึ้นมาเป็นครูผู้สอน แล้ววิธีการสอนมันยากมาก แต่ผมทำได้ เพราะมันคือชีวิตของผม เหนื่อยแต่ผมมีความสุข เด็กแฮ๊ปปี้มาก พอเวลาว่างปุ๊บก็กลับมาเขียนงาน เขียนนิทาน แล้วดันเป็นนิทานรายปักษ์ 15 วันต้องได้เรื่องหนึ่ง มันเหมือนไก่ ที่บางวันไม่อยากออกไข่ก็ต้องออกให้ได้” เขาหัวเราะก่อนบอกว่า ช่วงแรกก็ยึดสูตรที่คุ้นเคย เรื่องเจ้าหญิงเจ้าชาย ยักษ์ และพ่อมดแม่มด ฯลฯ แล้วก็พบว่า มันยากขึ้นเรื่อย ๆ

“ผมเป็นคนเขียนหนังสือไม่เก่ง ผมเป็นสายพูด ผมจะเล่าเรื่อง ผมจะถนัดใช้กระบวนการคิด ก็จะวางแปลนว่าเราจะอธิบายเรื่องนี้อย่างไร มีส่วนต้น ส่วนกลาง ส่วนท้าย เล่าอย่างนี้จะคล่อง แต่พอเป็นการเขียนปุ๊บ วิชาเขียนข่าวก็สอบคะแนนห่วย”

เสียงหัวเราะเขาฟุ่มเฟือยจริง ๆ

“งานเขียนผมไม่ดี แต่งานไอเดียผมได้ เพราะพอเขียนเสร็จก็ไปถ่ายเป็นภาพยนตร์ ไม่ได้เขียนเรื่องสละสลวย พอมาเจอนิทาน เป็นงานเขียนจริง ๆ เป็นอาชีพนักเขียน แล้วเราไม่ใช่นักเขียน ก็…เอา ลองดู เอารูปประโยค subject+verb+object (หัวเราะ) เพราะฉะนั้น ช่วงแรกนิทานก็จะเป็นคำที่เราคุ้นเคยจากนิทานต่าง ๆ มาเรียงไปเรียงมา คนจะไม่รู้นะ แต่ผมรู้ (หัวเราะเบาๆ) แล้วจะจบลงด้วยว่า “และแล้ว นิทานเรื่องนี้ก็จบลงด้วยความสุข” ทุกเดือน (หัวเราะ) เป็นปีเลยล่ะครับ จนขวัญเรือนบอกพี่ไม่ต้องจบแบบนี้ก็ได้ แล้วเราก็พยายามบิดให้นิทานของเรามีมุมที่มัน…ไม่เหมือนกัน เวลาแต่ง สร้างบทหนัง ก็คิดมุมไปเรื่อย ๆ ให้มันไม่ซ้ำ ไม่ซ้ำกับนิทานที่มีอยู่ในโลก ไม่ซ้ำกับนิทานที่เราเคยแต่ง ก็เลยยากขึ้น ๆ บีบคั้นขึ้นเรื่อย ๆ”

“ได้ไอเดียในการแต่งมาจากไหน เขียนมาเป็น 400 กว่าเรื่องอย่างนี้?” ฉันถาม

เหมือนเดิม – เขาพาฉันย้อนกลับไปวัยเยาว์ของเขา วันเก่า ๆ ที่ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านชานเมืองย่านสมุทรปราการ “จะเมืองก็ไม่เมือง จะบ้านนอกก็ไม่บ้านนอก” แต่ในความรู้สึกก้ำกึ่งนั้น นำบุญบอกว่าสิ่งที่เขามีมันคืออีกดินแดนหนึ่ง ดินแดนที่ทุกอย่างเป็นไปได้ตามแต่เขาจะจินตนาการ “มันคือโลกของผมเอง พอผมคิดแบบนั้นได้ ทุกอย่างก็คลี่คลาย เพราะว่าโลกของผม ต้นไม้ไม่ใช่สีเขียว-ก็ได้ ต้นไม้เป็นสีชมพู มีสัตว์ที่ไม่เหมือนกับสัตว์ที่อื่น พอเราเจอทางของเราว่า นี่คือพื้นที่ของฉัน มันก็ไม่ได้ยากมาก ทีนี้พอมาเขียนนิทาน ก็ยึดตรงนี้ว่า ถ้าผมจะต้องเล่านิทานในแบบของผม มันก็คือโลกของผมไงโลกของผมจะมีนางฟ้าแบบนี้ และนางฟ้าอีกแบบ และอีกแบบ ๆ ๆ มันก็เลยมีนางฟ้าหลายแบบ”

“ผมอาจโชคดีตรงที่ว่า ชีวิตวัยเด็กผมมีพี่น้อง 5 คน เราก็เล่นกันในบ้าน ตอนเด็ก บ้านผมเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่เลี้ยงห่าน ต้องไปเก็บไข่ไก่ทุกเช้า มีบ่อน้ำอยู่หลังบ้าน ลงไปว่ายน้ำกับเป็ด เอาลูกเป็ดลงน้ำแล้วลงไปว่ายน้ำกับเป็ด (หัวเราะ) และก็เดินเล่นกับห่าน แล้วห่านก็ไล่ตอดเรา มีหมา มีงู บางทีก็มีคนงาน มาช่วยทำไอ้นี่เล่นกัน ทำนาฬิกาจากใบมะพร้าว คือ หาเรื่องเล่นทุกวัน แม้กระทั่งห้องที่เรานั่งอยู่ตรงนี้ เอ้า ปิดผ้าม่าน เอาโซฟามาพลิกทำเป็นถ้ำ อยู่ในถ้ำกันเถอะ บ้านเราต้องมีหิมะ เอาแป้งมาโรยเต็มบ้าน เราจะเล่นอย่างนี้แหละครับ โลกของเราคือโลกแห่งการเล่น เพราะฉะนั้น ความทรงจำวัยเด็กจะเยอะมาก ผมจำเรื่องราวชีวิตวัยเด็กได้จนกระทั่งผมเข้ามหาวิทยาลัย”

นั่นเป็นที่มาส่วนหนึ่งของวัตถุดิบในการแต่งนิทานนำบุญ อีกส่วนหนึ่งมาจากความหลงใหลในการ์ตูนที่มีทั้งของไทย อย่าง ชัยพฤกษ์, ตุ๊กตา ของญี่ปุ่นอย่าง แคนดี้จอมแก่น (อ่านตามพี่สาว), กุหลาบแวร์ซาย (อ่านตามเพื่อน) และ โดราเอมอน (ค้นพบเอง) เขาอ่าน “จนกระทั่งผมจำโครงเรื่องได้หมด ถ้าคนนี้เขียนปุ๊บเดี๋ยวจะต้องเป็นแนวนี้ จนเลิกอ่านเลยครับ สิ่งที่เราได้มันอาจจะเป็นการผูกเรื่องด้วย ก็เลยได้หลาย ๆ อย่าง ความทรงจำวัยเด็ก ทั้งประสบการณ์การอ่านวรรณกรรมเยาวชนกับการ์ตูน ได้โครงเรื่องนี้มาผนวกกัน ทำให้เรารู้สึกว่าเราผูกเรื่องได้ เขียนเรื่องได้ แล้วก็หลุดจากกรอบแบบ…เป็นโลกของเราเอง พอสร้างดินแดนได้ มันก็ง่ายขึ้น”

หลังจากนั้น…ทุกอย่างก็หลั่งไหลพรั่งพรูต่อเนื่องมา 17 ปี จากจุดเล็ก ๆ ในความคิด กลั่นออกมาเป็นตัวหนังสือที่เรียงร้อยเป็นเรื่องเล่าความยาวสองหน้ากระดาษ ฉันถามเขาว่าได้พล็อตแต่ละเรื่องมายังไง? เขาบอกว่า “มันอาจจะมาจากทัศนคติพื้นฐานก่อน ว่าเรามองโลกยังไง อย่างเราไม่เชื่อเรื่องที่ว่า เงินซื้อความสุขได้ เขียนยังไงก็เขียนไม่ได้ว่าเงินซื้อความสุขได้ เราเชื่อเรื่องการเกื้อกูลแบ่งปันช่วยเหลือ นิทานผมจะเป็นเรื่องพวกนี้ การใช้สติปัญญาในการแก้ปัญหา นิทานผมจะมีแต่เรื่องแบบนี้ หรือเรื่องการปลูกต้นไม้ ธรรมชาติ เราเชื่อแบบนี้ ข้อสรุปในนิทานแต่ละเรื่องจะวน ๆ อยู่ประมาณนี้แหละครับ เห็นคุณค่าของครอบครัว เห็นคุณค่าของมิตรภาพ เห็นคุณค่าของเพื่อน เพราะเราเพื่อนน้อยไง เราเลยรู้สึกว่านั่นคือสิ่งที่มีค่า”

“เนื่องจากมันมีเวลา 15 วัน เราไม่ได้มีเวลาในการแพลนมากหรอกว่ามันจะอะไร นิทานบางเรื่อวคิดจากการมีตัวละครขึ้นมาก่อน อยู่ ๆ ก็….ต้องมีตัวละครสักตัวหนึ่ง ใครดี ๆ ๆ ๆ (เสียงค่อย ๆ ดังขึ้น) อ๊ะ เป็นเด็กผู้ชายสักคน แล้วเขาเป็นใครล่ะ ผมยังไม่เห็นหน้าเขาเลย ผมเขียนไม่ได้ ก็…เอ้า เด็กหัวฟู ๆ ชื่ออะไรดี ๆ ๆ บางทีชื่อก็มาก่อน ชื่อ ฮันนู ฮันนู เหมือนชื่อเพื่อนที่ฟินแลนด์ เอา ฮันนู นี่แหละเป็นชื่อตัวละครตัวนี้ แต่บุคลิกไม่ใช่เขาเลยนะ ฟังฟู ๆ ทำนิทานสระอูดีกว่าเว้ย ก็กลายเป็น “ฮันนู เป็นเด็กหัวฟู เขาเกิดที่ประเทศเปรู” อะไรอย่างนี้ มันก็จะทำให้เราไล่ต่อไปได้ นิทานบางเรื่องมาจากตัวละครที่ มีบุคลิกบางอย่าง สมมตินะครับ เป็นเด็กกำพร้าที่พ่อแม่ทอดทิ้ง เราอยากเขียนนิทานเด็กกำพร้า นิทานบางเรื่องเป็นเรื่องของคุณตาที่ยิ้มได้ทั้งวัน มองโลกแง่ดีมาก”

“เริ่มจากตรงนี้ จากตัวละคร นี่คือกลุ่มที่เริ่มจากชื่อ แล้วเราก็ฝันต่อ ฝันมีละก้าว เหมือนต่อจิ๊กซอว์น่ะครับ วางจิ๊กซอว์ เปิดเรื่องแบบนี้ โครงเรื่องจะไปไหนยังไม่รู้เลยนะ ด้นไป ตัวที่ 2 วาง คิดเรื่องต่อ ไม่ได้ เอาจิ๊กซอว์ตัวนี้ทิ้ง สร้างตัวใหม่ เช่น ตัวนี้ไปเจอเหตุการณ์ที่ 1 ขึ้นมา มี…เจอแม่มด แม่ป่วยไม่สบาย-นี่เป็นสูตรประจำเลย เด็กคนหนึ่งอาศัยอยู่กับแม่ วันหนึ่งแม่ต้องเจออะไรสักอย่าง แม่ป่วยไม่สบาย (หัวเราะ) เออ พอได้ ๆ แม่ป่วยไม่สบายแล้วยังไงเหรอ มีใครมาบอกว่าต้องเอาอะไรมารักษา มันก็เริ่มก้าวไปไงครับ แต่เราคิดแบบนี้ปุ๊บ เราบอกว่า เฮ้ย ไอ้มุขแม่ป่วย ไม่สบาย มันมีหลายครั้งแล้วนะ เรายกจิ๊กซอว์นี้ออก มองหาตัวอื่น นี่คือสูตรนี้นะครับ คือ สูตรสร้างตัวละครแล้วต่อจิ๊กซอว์ไป”

“กับสูตรประเภทที่ว่า เห็นเหตุการณ์ในสังคม อย่างผมดูพวก อะคาเดมี่ แฟนเทเชีย บางทีก็เป็นเรื่องได้ (หัวเราะ) บางทีดูเรื่องการเมือง อย่างช่วงการเมืองที่มีสีเสื้อเยอะ ๆ ผมก็แต่งเป็นเรื่องเลยนะ แต่งแบบไม่มีใครรู้เลยว่า มันเป็นเรื่องของการทะเลาะเบาะแว้งกันเรื่องความคิดทางการเมือง ผมก็จะหามุมในเรื่องของความกลมเกลียว ในเรื่องของพลัง ในเรื่องของอะไรที่มันดีกว่า เหมือนกับว่าเป็นการเยียวยาตัวเองด้วย และสังคมด้วย ว่าแบบ…สังคมที่ทะเลาะกันเยอะ ๆ แบบนี้ มันไม่ได้สร้างอะไรเลย ปลูกต้นไม้ก็ยังดีกว่า”

“ลึก ๆ ผมเคยวิเคราะห์ตัวเอง คนที่มันมีเพื่อนน้อย มันอยากมีเพื่อนน่ะ อยากมีเพื่อนมาก ๆ เลย ถ้าจะมีชีวิตเล็ก ๆ ที่มีความสุข ก็จะต้องมีเพื่อนดี ๆ มีสังคมน่ารัก งานแนวนี้ โครงเรื่องแนวนี้ จะมีเยอะมาก และเนื่องจากว่านิทานผมจะเป็นโครงสร้างแบบ เกริ่นนำเรื่อง มีปม 3 ปม หนึ่ง-สอง-สาม แล้วปิดท้าย สังเกตก็คือว่า ปมที่ 1-แก้ ปมที่ 2-แก้ ปมที่ 3-ไคลแม็กซ์แก้ ปัง! จบ ได้ ทำไมถึงเป็นแบบนี้ เพราะว่ามีหน้าให้เขียนสองหน้า ต้องจบอย่างสมบูรณ์ในสองหน้า แล้วก็ถ้าเขียนเต็มสองหน้า ภาพประกอบก็จะได้น้อย ก็พยายามแบบว่า…หลัง ๆ อยากใส่ดีเทล เคยมีคนบอกผมว่า “พี่ ๆ เวลาเขียน ต้องเขียนแบบแสงแดดทอประกายระยิบระยับ ต้นไม้แกว่งไกว” ผมพยายามอยู่ปีหนึ่งในการเขียนแบบนี้ ให้มันมีอรรถรส ปรากฎเขียนไปเขียนมา มันไม่ใช่ตัวเรา มันดัดจริตมากเลย (เสียงเข้ม) คือผมรำคาญ”

“สุดท้ายผมแต่งนิทาน นิทานของผมไง ในเมื่อเราหลุดจากกรอบของโลกคนอื่นมาอยู่ที่โลกของผมแล้ว ทำไมผมยังต้องใช้ภาษาแบบคนอื่น ผมพยายามเขียนให้ถูกหลักไวยากรณ์ให้มากที่สุดเท่าที่ความรู้ในการเรียนตั้งแต่ป.1 ถึงปริญญามันมี ผมรู้เท่านี้จริง ๆ ไม่ได้แกล้ง ผมทำเต็มที่แล้ว ถ้าผิดก็ช่วยแนะนำผม ผมรับฟังนะ หลัง ๆ ก็ผ่อนคลาย เป็นภาษาปากบ้าง มีไดอะล็อกที่ตัวละครพูดบ้าง สมัยก่อนไม่มี เป็นแบบแนวเล่า หลัง ๆ ก็จะมีตัวนั้นตัวนี้พูด ผมชอบ แต่ว่ามันขี้โกงน่ะ มันทำให้จบง่าย ก๊อปปี้คำซ้ำแล้วก็เพสต์ มันจะพูดคล้าย ๆ กันน่ะ โครงเรื่องนิทานน่ะ ผมก็ก๊อปปี้-เพสต์ เฮ้ย! นี่เราจะเอาตังค์เขาง่าย ๆ อย่างนี้เชียวหรือ (หัวเราะ)”

สมกับเป็นคนที่อุดมจินตนาการ แถมชำนาญการเล่าเรื่องหาตัวจับยาก ฉันรู้สึกตัวเหมือนเป็นเด็กน้อย ฟังเขาอธิบายเพลินไป

เว็บไซต์ นิทานนำบุญ

“เคยอยากเขียนที่แสดงให้เห็นมุมลบ ๆ ของสังคมมั๊ย?”

“ครั้งหนึ่ง ผมเขียนนิทานที่ไม่ได้จบแบบสดใส และเป็นครั้งเดียวที่บรรณาธิการโทร.มาหา (หัวเราะ) ผมเขียนเรื่องแม่ แต่งนิทานให้แม่ ตอนจบแม่ตาย มันผิดขนบของนิทานเด็กในประเทศไทย แต่ในประเทศอื่นมันโอเค. นิทานไม่ได้เลวร้ายหรอก แต่มันจบด้วยความผิดหวัง แค่นี้ก็โดนแล้ว คือ ขวัญเรือนให้เกียรติมาก แต่บางอันเขาก็จะเตือน มันเป็นนิทานเด็ก นิทานลงในนิตยสาร อย่าจบแบบนี้ดีกว่า แต่เขาก็พิมพ์ให้นะ ผมก็โอเค. ดังนั้น นิทานผมก็จะเป็นแนวไม่รันทด แต่อย่างนิทานเรื่อง “หญิงสาวผู้หลงรักภูเขา” โคตรจะรันทดเลย ดราม่าสุดขีด คือเจ็บปวดมาก มันคือเรื่องชีวิตคนน่ะ มันคือนิยาย ไม่ใช่นิทาน เด็กจะเก็ทแค่แปลก ๆ ว่า ตัวละครมันเป็นผู้หญิงกับภูเขาหลงรักกัน ผู้หญิงหลงรักฝ่ายเดียว แล้ววันหนึ่งผู้หญิงก็ไป แต่ถ้าตีความเป็นเรื่องนิยายผู้ใหญ่ก็…คนสองคนหลงรักกัน คนหนึ่งไม่สนใจ วันหนึ่งเธอไม่สนใจฉัน ฉันก็ไป เธอจะไม่เจอฉันอีกเลยแม้ว่าเธอจะดีขนาดไหน มันก็นิยายโรแมนติกน่ะ ทราจิดี้ด้วยซ้ำ ประมาณนั้น”

“ทีนี้ ถ้าถามว่าเรือ่งที่ดาร์คมาก ๆ ผมอยากเขียนมั้ย คือไม่ใช่อย่างนั้น ลึก ๆ ผมเป็นคนที่มีมุมซูเปอร์ดาร์คเลย อ่านเน็ทเห็นคนด่ากัน ผมก็กล้าพูดได้ว่า ถ้าใครมาด่าผมในเน็ท ผมตามถึงบ้าน ผมเป็นคนขนาดนั้น สุดขั้วไหมครับ ถ้าไม่เคยเข้าวัดจะขนาดไหน ตอนนี้ก็เจริญสติเนาะ มันก็คือความคิดที่ออกมาหลอกเราเฉย ๆ”

เขาหัวเราะหน้าเป็น

“นิทานผมส่วนใหญ่ ไม่ใช่ทุกเรื่อง มาในแนวอ่อนโยน นิทานแนวหวานซะเยอะ มีตลกบ้าง แต่ส่วนใหญ่แบบนุ่มนวล แสนดี ไม่คิดร้ายกับใคร ไม่เหมือนตัวคนแต่งเลย เสร็จแล้วมันก็เหมือนดอกไม้ที่มีสีจาง ๆ” เขาเปรียบตัวเองแบบนั้น “คนอาจจะชอบดอกกุหลาบ ดอกไม้แฟชั่นที่คนนิยมซื้อ แต่ดอกไม้ที่ไม่มีราคา คนบางทีไม่ชอบ ผมเองเป็นคนชอบดอกไม้บ้าน ๆ ผมจะชอบดอกไม้แบบนั้นจริง ๆ นะ เออ เราก็เปลี่ยนเป็นดอกไม้สีจางแล้วกัน ดอกอะไรก็ไม่รู้ นะ โลกของเรานี่ แล้วก็เล่าเรื่องไปว่า คนที่ 1 มาเจอ ไม่ชอบเพราะมันสีจางไป คนที่ 2 มาเจอก็ไม่ชอบเพราะกลิ่นมันจางไป อะไรอย่างนี้ แล้วสุดท้ายวันหนึ่ง มันจะมีคนที่เห็นว่า ดอกไม้สีจางมันมีมุมสวย ๆ ผมคิดว่า ถ้ามีเด็กสักคนที่เห็นเรา เราก็ดีใจแล้ว เหมือนที่ผมโพสต์ลงไปในเพจว่า “ผมมีความสุขที่ได้อ่านนิทานของพี่” หรือ “ผมติดตามพี่ตั้งแต่อยู่ ขวัญเรือน ตอนนี้ผมโตแล้วนะ” แล้วเขาตามมาที่เพจ ส่งข้อความมา ผมก็แบบ…อือ อย่างน้อย สิ่งเล็ก ๆ ที่เราทำน่ะ มันทำให้เด็กได้อะไรบ้าง”

“หรืออย่างที่ผมเคยเล่าในเพจ ผมเคยสอนวิทยาศาสตร์ วันหนึ่งเด็กโตขึ้นมา เรียนจบมหาวิทยาลัย แล้วบอกว่า ค่ายวิทย์ที่ผมเคยทำคือความทรงจำที่ดีที่สุดในวัยเด็กของเขา ซึ่งวันที่ผมรับรู้เรื่องนี้คือวันที่ผมกำลังดาวน์มาก งานผมมันไม่ได้ทำเงินหรอก พูดจริง ๆ เพราะผมไม่รวยน่ะ คือถ้าบ้านผมไม่ซัพพอร์ท ผมก็หมาตัวหนึ่ง หมาจริง ๆ คือไม่มีอะไรเลย เพราะว่ารายได้ที่เห็นมันน้อยมาก แต่เรามุ่งมั่นกับสิ่งนี้ เรารู้สึกว่า เด็กควรจะได้รับสิ่งดี ๆ เหมือนที่เราเคยได้รับตอนเด็ก ควรมีนิตยสารดีๆ มีรายการสำหรับเด็กอย่าง ผึ้งน้อย หรือรายการที่…อย่าง ชัยพฤกษ์การ์ตูน ที่เขาคลีนมาก ๆ คัดทุกอย่างมาให้เด็กแบบ…บริสุทธิ์น่ะ ผมก็อยากทำสื่อแบบนี้ อยากทำมาก (เน้นเสียง) ในสวีเดน ผมไปคุยกับโปรดิวเซอร์ที่โน่น คุยเสร็จผมก็บอกกับตัวเองว่า ผมควรเกิดที่นี่ เพราะเขามีช่องโทรทัศน์แห่งชาติที่มีเงินก้อนแล้วก็เหมือนกับว่าบังคับคุณว่าคุณต้องทำรายการเด็ก เพื่อเด็กจริง ๆ โดยไม่ต้องไปอ้างอิงกับอะไร ผมไม่ต้องปรับชีวิต อาจต้องมีสปอนเซอร์นิดหน่อย แต่ผมไม่ยอม ไท-อิน เลยนะ ผมเคยคุยกับ พี่ซุป (วิวัฒน์ วงศ์ภัทรฐิติ เจ้าของรายการ “ซูเปอร์จิ๋ว”) ซึ่งพี่เขาจะมีความยืดหยุ่นมากกว่าผม เขาเป็นคนรักเด็กมาก ๆ แต่เขาก็ต้องเลี้ยงบริษัทให้อยู่ได้ เขาอยู่กับความเป็นจริงไง แต่ผมจะอยู่กับอุดมการณ์ เป็นแนวสู่ฝันอันยิ่งใหญ่ ดอน กิโฆเต้ มาก เป็นเรื่องที่ผมชอบนะ “สุดมือเอื้อมคว้าข้าจะฝัน” คือผมเลย”

“แล้ววันหนึ่งก็รู้ว่า เราไม่ต้องคว้ามากก็ได้ มันเหนื่อย (หัวเราะ) แต่กว่าเราจะรู้ก็ผ่านมา 20 ปี”

ระยะเวลาที่ผ่านไป บวกประสบการณ์ที่พบเจอในโลกจริง ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ จากชายหนุ่มผู้มองโลกผ่านแว่นตาสีรุ้ง กลายเป็นหนุ่มใหญ่ที่สวมแว่นตาใสธรรมดา โลกที่สวยงามกลายเป็นโหดร้าย ความเชื่อที่เคยมี ลดน้อยลงจนกระทั่งไม่อาจเล่าเรื่องราวใหม่ ๆ ได้

“ผมเริ่มอยู่กับความจริงมากขึ้น เราเห็นความจริงว่าโลกน่ะ ไม่ได้มีแต่เด็กนะ มันมีผู้ใหญ่ด้วย ผู้ใหญ่ที่ดีก็มี ผู้ใหญ่ที่เห็นแก่ตัวมาก ๆ ก็มี ผู้ใหญ่ที่…ใช้คำว่ามนุษย์ดีกว่า มนุษย์ที่เห็นแก่ตัวที่แก้ไขอะไรไม่ได้ก็มี คนที่พร้อมจะให้ทุกคนมันก็ยังมี มันก็อยู่ปะปนกัน การมองโลกแบบนิทานทั้งหมดอาจจะดีกับเด็กในการกล่อมเกลาเขา แต่พอถึงจุดหนึ่งก็ต้องให้เขาเห็นความจริงของโลกว่า โลกจริง ๆ มันมีมุมไหนบ้าง เพื่อเขาจะได้ปลอดภัยจากอันตราย”

“แล้วทำไมถึงหยุดเขียน?” ฉันสงสัย

“ส่วนหนึ่งมันคือความไม่พร้อมของเราด้วย” เขาตอบ “ตอนนั้น ผมอายุ 43 ผมเขียนนิทานมาสามร้อยกว่าเรื่องแล้ว หรือสี่ร้อยประมาณนี้ ผมเริ่มรวมเล่ม โดยลดเงื่อนไขลงที่ว่า ไม่ต้องให้พี่ที่วาดให้ผมที่ขวัญเรือนวาดก็ได้ ผมเคยมีช่วงที่ทำสำนักพิมพ์เอง ลงทุนเอง ซึ่งเหนื่อยมาก เพราะต้องดีลกับนักวาด ทะเลาะกับโรงพิมพ์รุนแรงมาก หลาย ๆ อย่าง แล้วผมรู้สึกว่า ทำไปไม่ได้กำไร แต่มันไม่ได้ขาดทุนมาก ผมหมดเงินกับหนังสือที่ทำเองเป้นครึ่งล้านน่ะ เพื่อ? แล้วเราไปอบรมกับหน่วยงานที่เขาได้เงินจากรัฐมาจัด แล้วจะเอาลิขสิทธิ์เราไปอีกหรือ? คนที่เป็นคนสร้างสรรค์งานจริง ๆ เป็นนักเขียน ตกลงได้อะไร ได้ค่าเบี้ยเลี้ยงการประชุม เดินทางครั้งละพัน ไปหกครั้งได้หกพัน เหรอ? แค่นี้เลยเหรอ? นี่คือสังคมเราหรือวะ? ผมไม่โอเค. ผมไม่ลำบากเรื่องการเงินจริง ๆ นะ แต่ว่าถ้าคนประสานงานได้เงินมากกว่าคนสร้างงาน ผมไม่โอเค (หัวเราะ) ผมพูดแรงมากเลยนะ คุณจะมาหวานใส่ผม มาประสานงาน คุณมีเงินเดือนเดือนละสามหมื่น แล้วผมทำโปรเจ็คท์นี้ ผมได้เงินหมื่นนึง โปรเจ็คเดียวนี่นะ…เพื่อ? ผมไม่ทำ ผมอีโก้ก็อรโก้นะ ผมไม่รู้จะพูดยังไง ผมซัฟเฟอร์ ผมทำไม่ได้”

“เจอบทเรียนแบบนี้บ่อย ๆ จนถึงวัย 43 ผมก็โอเค งั้นเราตั้งหลักใหม่ จะไม่ทำสนพ.เราเองแล้ว เราส่งไปที่สนพ.อื่ร ไปขายเขา เพราะเรามีเรื่องเยอะ ก็ใช้เส้นสายเล็กน้อยแบบ…คือการไปขอเขา ผมไม่เคยไปขอเขาไง ผมไม่ใต้โต๊ะ แต่พอเราตรง ๆ ก็ไม่เคยได้ สุดท้ยายก็มีสนพ.ที่ยอมพิมพ์ ก็ต้องขอบคุณเขามาก ๆ บก.รู้จักกัน ก็ช่วยนำเสนอ ช่วยขัดเกลา ก็ได้หนังสือดี ๆ ออกมาหลายชุด ซึ่งผมก็แฮ็ปปี้ รู้สึกว่าเท่านี้ก็โอเคแล้วสำหรับชีวิตเรา พอดีมีอุบัติเหตุในชีวิต ทั้งเรื่องอาม่า ทั้งเรื่องส่วนตัว เหนื่อยจังเลย ชีวิตมันเหนื่อยจังเลย ชีวิตเข้ามาถึงช่วงกลางคนแล้ว ศรัทธาในเรื่องการทำความดีเริ่มลดถอยลงมาก ๆ ศรัทธาในการทำงานเด็กมันหายไป มันเห็นความจริงของชีวิตว่ามันเป็นยังไง เริ่มไม่เชื่อในสิ่งที่เราพูด”

“เพราะฉะนั้น งานที่ผมเคยเชื่อมาตลอด ผมเริ่มไม่เชื่อ ถ้าผมเริ่มไม่เชื่อ ผมไม่อยากจะเอามันออกไปน่ะ คือผมรักงานทุกชิ้นจริง ๆ นะ มันอาจจะไม่ทุกชิ้น แต่ผมรักมันมาก ผมรักนิทานผมเกินร้อยเรื่อง ผมรักมันจริง ๆ นะ แล้ววันหนึ่งที่ผมไม่มั่นใจในมัน ผมก็ไม่อยากนำมันไปให้เด็กที่ผมรักมากได้อ่าน”

ความขี้เล่นในน้ำเสียงหายไปแล้ว นำบุญยอมรับว่าเขาขาดพลัง ขาดแรงบันดาลใจเช่นเดียวกับความรู้สึกที่ว่าตัวเองเหมาะสมกับการทำงานเด็ก “ผมไม่แน่ใจว่า ผมใช้คำถูกหรือเปล่านะ คือผมเคยคิดมาตลอดตอน…ก่อนเข้าวัดนะครับว่า ถ้าเราเป็นคนดี ไม่ได้อะไรตอบแทนเท่าไหร่ แต่เราก็จะมีชีวิตที่โอเคประมาณหนึ่ง ไม่ได้แย่มาก แต่ปรากฏว่า พอถึงจุดหนึ่งมันก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น ช็อค เฮ้ย! มันไม่ใช่แล้ว เราไปศึกษาความจริงมากขึ้น เราก็เลยรู้ว่ามีอะไรลึกซึ้งมากกว่านิทาน แล้วก็งานเด็กคืองานเพื่อคนอื่น เราทำมามาก ทำมามากจริง ๆ ตลอด 20 ปีของผม และมันไม่ใช่แค่นิทาน แต่มีทั้งการสอนในห้องเรียน การทำรายการโทรทัศน์ด้วย ทำค่ายเจอกับเด็กจริง ๆ ด้วย มันไม่ใช่งานแบบเปเปอร์ในกระดาษ รวมถึงตอนเรียนป.โท ปฐมวัยด้วย”

“และผลลัพธ์ก็คือ เราทำงานเต็มที่ขนาดนั้น แล้วเราเรียนไม่จบ มันก็บอกอะไรเราหลายอย่างว่า ในโลกความจริง ตัวจริง ของจริง ความทุ่มเทของเราจริง ๆ มันไม่ได้บอกว่า เราจะได้ผลแบบ…ดีทั้งหมด จะเรียนเพื่อไปทำให้คนอื่น เรียนเพื่อไปทำหนังสือให้เด็ก ใช่เหรอ? ชีวิตวันนี้ เรายังไม่พบกับความสุขร้อยเปอร์เซ็นต์ แบบ..ความสุขน่ะ เพราะฉะนั้น เราน่าจะใช้ชีวิตตามฝันของเราจริง ๆ

“แล้วความฝันจริง ๆ ของนำบุญ คืออะไร?”

“ฝันผมเล็กมาก ผมอยากมีชีวิตที่เรียบง่าย มีชีวิตเล็ก ๆ อย่างมีความสุข” เขาพูดเสียงเบา “ถ้ามีเพื่อนได้ก็ดี สักคนสองคน สามคน สี่คนก็พอแล้ว ไม่ต้องอะไรมาก ทำงานกระจ๊อกกระแจ๊กไป ถ้าพอมีรายได้ได้-ก็ดี คือผมไม่ได้ฝันอะไรใหญ่ ไม่มีเลยจริง ๆ และถ้าเกิดไปเล่านิทานตามสื่ออะไรก็ตาม เพื่อจะเป็นดารา เพื่อให้โฆษณามาลง มันไม่ได้อยู่ในฝันผมน่ะ คือผมโง่ขนาดที่ว่าต่อมตัวเลขผมมันพัง ผมไม่รู้ว่าเลขหนึ่งหมื่นกับเลขหนึ่งแสนมันต่างกันยังไง คือผมไม่ได้เห็นคุณค่าในพวกนั้น”

“ผมรู้สึกว่า เป้าหมายในชีวิตมันไม่ใช่การมีชื่อเสียง แล้วก็การทำงานด้านเด็ก หากเราทำมากไปกว่านี้ มันจะกินตัวเรา เพราะเราทำมาถึง 20 ปี มันพิสูจน์แล้วว่าเราได้ทำ แต่เราไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้มากนัก ถือว่าเราได้ทำเต็มที่แล้วนะ ถึงเวลาที่เราต้องปล่อย ปล่อยวางแล้วเราไปทำพาร์ทชีวิตส่วนตัวที่เหลือของเรา ซึ่งอาจจะเหลือหนึ่งปี สองปี สิบปี ไม่รู้ ให้มีสุขภาพที่ดีทั้งกายใจ ให้พออยู่ได้ในโลกใบนี้ ในแบบที่มันเป็น”

แม้จะไม่มีนิทานเรื่องใหม่มาเสนอ หากนำบุญก็ตัดสินใจทำเว็บไซต์ http://www.nitannambun.com คัดเลือกนิทานเก่า ๆ ที่เคยเขียนไว่้ มาจัดหมวดหมู่โดยมีเฟซบุ้กเพจ “นิทานนำบุญ” เป็นเหมือนช่องทางในการเชิญชวนให้คนแวะเข้าไปอ่านในเว็บไซต์ และบางที..วันหนึ่งข้างหน้า อาจจะมีช่อง “คุยกับพี่นำบุญ” (อันนี้ฉันคิดเอง) ทางยูทูบ

อันที่จริง ความคิดในการทำเว็บไซต์และเพจไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความต้องการของเขาโดยตรง “เพจนี่เริ่มทำตอนไปเรียนป.โท บังคับทำ ตอนแรกก็มีอยู่แค่ไม่กี่เ่รื่อง พอเพื่อนชวนทำเว็บไซต์ผมก็เอามาต่อยอด เออ ทำไปแบบเรียนรู้ ไม่คิดอะไรมาก ทำเป็นหน้าที่ ถามว่าแฮปปี้ในการทำมากมั้ย ก็ไม่มาก คือผมก็ยังรู้สึกไม่เชื่อในบางอย่าง แต่ค่อย ๆ คลี่คลายขึ้นเรื่อย ๆ ว่า เฮ้ย มันก็ดีนะ เหมือนพอเวลามันผ่าน เราก็เห็นว่าในปัจจุบันนี้ ความจริงของโลกเป็นแบบนี้ แต่ฉันจะไม่ยอมให้ความจริงของโลกมาทำลายสิ่งที่ฉันทำความดีอยู่ ฉันจะทำมันโว้ย” เขาตะโกนใส่โทรศัพท์ของฉันที่ทำหน้าที่บันทึกเสียง “ก็จะเห็นว่าผมอัพถี่อัพบ่อย เพราะผมเริ่มมองเห็นว่า นิทานที่คนไม่มอง คนไม่เคยสนใจ ดอกไม้สีจางที่คนไม่ดู ไม่! เราแค่ทำมันไม่เป็น พอเราทำ SEO ทำให้คนเห็นงานเราได้ เขาก็มาดูงานเราทุกวันทุกคืนเลยนะ เพราะเขาชอบมัน งั้นเราก็ทำให้เขาสิ เราก็ทำให้เขาได้อ่านแบบไม่มีโฆษณาเด้งๆ”

“แล้วผมก็อยากทำยูทูบ มันมีอยู่ในใจว่า อยากทำเป็นพูดคุย วันนี้มีใครเหนื่อยบ้าง ผมก็เหนื่อยเหมือนกันนะ ผมไปสัมภาษณ์คน ๆ หนึ่งมา เขาพูดมากเลย บ้านก็อยู่ในซอยลึกมากเลย แต่เขาก็มีมุมที่น่าสนใจเหมือนกันนะ อยากฟังมั้ย เหนื่อยก็นอนไปได้นะ เดี๋ยวพี่เล่าให้ฟัง อยากทำเรื่องเล่าแบบนี้ เหมือนพอดแคสต์ เหมือนอะไร ผมก็ใช้ชีวิตเล็ก ๆ ริมแม่น้ำโขงของผมไป อัดแบบนี้ใครอยากฟังก็ฟัง ผมไม่ได้คาดหวังอยู่แล้วนี่ ถ้าไม่คาดหวังก็ไม่รู้สึกอะไร ทำแก้เหงา”

“ผมไม่อยากเป็นนำบุญ ผมเป็นใครก็ได้ ผมไม่ได้เกลียดคนฟังเลย ผมหวังดีกับเขา ผมไม่รู้ว่าคนในเพจรู้สึกยังไงกับผม เวลาแจกของผมไม่ได้หวังให้เขาจะมาดูเพจผมมากขึ้น หรือแชร์ออกไป ไม่เคยพูดประโยคนี้ แชรสิบแชร์แล้วให้ไม้จิ้มฟัน ซื้อเองก็ได้ มันไม่ใช่ ทุกอย่างต้องเป็นเงินเป็นผลประโยชน์ มันไม่ใช่ผม ผมไม่เอา นั่นคือส่วนดี ๆ ที่ยังเหลืออยู่ในใจผม ผมคิดอย่างนั้น แต่ผมต้องระวังใจดี ๆ ว่า ถ้าทำอย่างนั้น หมดตัวนะ แล้วผมก็ไม่ขอหน่วยงาน เพราะผมเป็นครีเอเตอร์ ให้ผมสร้างสรรค์งานแล้วต้องไปทำรายงานเพื่อนำเสนอ ไม่เอา ฉันไม่เขียนรายงาน (หัวเราะ)”

ก่อนปิดบทสนทนายาวนานในบ่ายวันนั้น ฉัน-ผู้เสียดายความสามารถในการเล่าเรื่องของเขา-หยอดคำถามสุดท้ายไปว่า…..

“จะกลับมาเขียนนิทานอีกไหม?”

นักแต่งนิทานผู้เล่าเรื่องตัวเองใน “ความฝันของชายที่รักดอกไม้สีจาง” – นิทานเรื่องสุดท้ายที่พิมพ์ในนิตยสารขวัญเรือน – คิดนิดหนึ่งก่อนตอบ – นิทานอาจจะยาก เพราแพสชั่นไม่มี มันหายไป แพสชั่นของนิทานนะครับ เราเขียนมา 415 เรื่อง เรื่องที่ 416 มันเกิดขึ้นมาโดยบังเอิญระหว่างเล่นเน็ตตอนที่คุยกับอาจารย์ที่ม.แห่งหนึ่ง เขาวิ่งทุกเช้า แล้วเขาวิ่งกับเพื่อน เขาบอกเขาต้องวิ่งแบบช้า ๆ เพื่อให้เพื่อนเขาวิ่งทัน เพื่อนเพิ่งหัดวิ่ง ผมก็แต่งนิทาน ปับ ๆ ๆ เสร็จในเวลาสามนาที พิมพ์เสร็จด้วย ส่งให้เลย ผมบอกว่าเอาไปลงเพจผมนะ เพราะว่าสิ่งที่เขาให้มันคือแก่นเรื่อง มันคือธีมที่แข็งแรงมาก อยากอยู่กับเพื่อนให้มีความสุข ก็ผ่อนแรงลงหน่อย คนอื่นอยู่กับเราได้ ก็เป็นเพื่อนกับเราได้ เพื่อนไม่ต้องวิ่งตามเรา เฮ้ย นี่มันพล็อตเรื่องดี ๆ เลยนะ ผมเขียนเสร็จภายในสามนาที พระเจ้า! คือมันไวขนาดนั้นน่ะครับ

“ถามว่าผมอยากทำงานนิทานต่อไปมั้ย ผมถามตัวเองกลับไปว่า นำบุญเขียนนิทานมา 415 เรื่อง มันยังไม่พออีกเหรอ ฮีนส์ คริสเตียน แอนเดอร์สัน แต่งนิทานประมาณสองร้อยกว่าเรื่อง กริมส์ ไม่ได้แต่งแต่รวบรวม อีสปแต่งเองหรือเปล่าไม่รู้ ไม่มีใครบอก หรือรวบรวม เอ้า ยูแต่งเองนะ สี่ร้อยกว่าเรื่อง พอแล้ว และเราเองก็รู้ว่า ช่วงหลัง ๆ นิทานเริ่มวน มันเป็นแค่เปลี่ยนเสื้อ ใช้เทคนิคนำหัวใจ มีนิทานบางเรื่อง ด้วยความเก่งในการแต่ง ใครมันคล้าย แต่ธีมมันแข็งแรง หมัดน็อคมันน็อคได้ มันจึงสวยงาม แต่มันไม่ได้มีความแบบ “วิบวับ” เหมือนช่วงปีแรก ๆ”

“นิทานบางเรื่องมันมาได้ยังไงไม่รู้ คือต้องเป็นตัวละครนี้เท่านั้น และต้องเจอตัวนี้เท่านั้น บทสรุปต้องเป็นแบบนี้เท่านั้น คือ กลม จบ ถ้าไม่ใช่จากนี้ผมจะเฉย ๆ ไม่เจ๋ง เพราะฉะนั้นพอมันเจ๋งปุ๊บ ฉันจะไม่มีวันทำสูตรนี้ได้เจ๋งกว่านี้อีกแล้ว อย่าง “เม่นน้อยกับโยคี” เป็นนิทานทดลอง “วิธีคิดแบบภาพยนตร์ทดลอง” ตอนนั้นจำได้ว่าอ่าน Never Ending Story หน้าแรก ๆ เขาพิมพ์ภาษาไทยเป็นหมึกสองสี แค่นี้เอง “ฉันจะแต่งนิทานสู้ Never Ending Story” (หัวเราะ) ในนิทาน บรรทัดที่คำพูดมันพูดถึงเม่นน้อย ตัวหนังสือจะเป็นสีเขียว โยคีเป็นสีส้ม เม่นน้อยเดินทางไปไหนเจอใครจะเป็นสีเขียวตลอด โยคีเจออะไรจะเป็นสีส้ม สลับกันไปเรื่อย ๆ พอมาผสมกันจะเป็นส้มบวกเขียวจะกลายเป็นสีนี้ สมมตินะครับ หมึกจะรวมกัน นั่นคือเรื่องของหมึก เรื่องมันก็โอเค เทคนิคก็โอเค. โห เจ๋งว่ะ คิดได้ไง เขียนแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว”

เขายิ้มนิด ๆ แล้วทิ้งท้ายก่อนจบบทสนทนาในบ่ายนั้นด้วยบทสรุปที่ว่า…..

“ผมเป็นนักเขียนนิทานเด็ก ผมไม่ได้เขียนหนังสือสละสลวยเหมือนคนอื่น แต่ผมเชื่อว่าคุณค่ามันมี อย่างน้อยมันก็ทำให้เด็กบางคนยิ้มได้จริง ๆ ทำให้เด็กบางคนบอกว่า หนูจะไม่ทำแบบนี้ เขาพูดเอง แม่ไม่ได้สอน ผมโอเคมากเลย เพราะผมไม่ได้ทำให้พ่อแม่มาสอน แต่ตั้งใจให้เด็กรู้สึกกับเรื่องนั้นเอง”

#นิทานนำบุญ

………………………………………………………………………………….

หมายเหตุจากนำบุญ : เมื่อผมได้อ่านบทสัมภาษณ์อีกครั้งตอนที่นำมาลงในเว็บไซต์ ผมเห็นว่ามีข้อความบางช่วงที่พาดพิงถึงนิทานในขวัญเรือนของผู้แต่งท่านอื่น ซึ่งผมคิดว่า เป็นถ้อยคำที่ไม่สมควรเลย (เพราะงานของทุกคนล้วนมีคุณค่าในแบบของตัวเอง และผมก็ไม่ได้ติดตามอ่านนิทานของท่านเหล่านั้นอย่างจริงจัง) ด้วยเหตุนี้ ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) จึงขออภัยหากมีข้อความใดที่ดูเหมือนเป็นการล่วงเกิน ขอโทษจริง ๆ ครับ 🙂

Posted in ครอบครัว, เด็ก

ประวัติ : ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน

ในโลกของนิทาน ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เชื่อว่า ชื่อของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน (บางคนออกเสียงว่า แอนเดอร์สัน หรือ แอนเดอร์เซน) รวมทั้งผลงานนิทานของเขา เช่น นิทานก่อนนอนเรื่อง ลูกเป็ดขี้เหร่ (The Ugly Duckling) หรือ เงือกน้อย (The Little Mermaid) น่าจะเป็นชื่อที่คุ้นหูของเด็ก ๆ และนักอ่านอยู่พอสมควร และในฐานะที่ผมเป็นนักแต่งนิทานคนหนึ่ง การได้เขียนบทความเกี่ยวกับนักแต่งนิทานระดับโลกอย่างฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน เพื่อเผยแพร่ในเว็บไซต์ “นิทานนำบุญ” นี้ ถือว่าเป็นเกียรติและเป็นการแสดงความคารวะต่อนักแต่งนิทานชั้นครู ดังนั้น เรามาทำความรู้จักกับ ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน ไปพร้อม ๆ กันนะครับ

ข้อมูลจากหนังสือ “เบื้องลึกเทพนิยายโลก ชีวิตจริง ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน” (Hans Christian Andersen and The True Story of My Life) ซึ่ง ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน เขียนเล่าเรื่องชีวิตของตัวเอง ระบุว่า ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน เกิดในประเทศเดนมาร์ก เมื่อวันที่ 2 เมษายน ค.ศ.1805 (หรือเทียบเท่ากับ พ.ศ. 2348 ซึ่งตรงกับรัชกาลที่ 1 ในประเทศไทย ) เขาเกิดในครอบครัวที่ยากจน มีคุณพ่อเป็นช่างทำรองเท้า ที่ชอบงานด้านกวี และรักลูกมาก ในวันอาทิตย์ พ่อของแอนเดอร์เสนมักเล่นสนุกกับลูกชาย ทั้งการทำแว่นสามมิติให้เล่น ทำโรงละครที่เปลี่ยนฉากได้ให้เล่น รวมทั้งอ่านบทละครและนิทานอาหรับราตรีให้ลูกชายฟัง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ (รวมทั้งธรรมชาติในบ้านชนบทของแอนเดอร์เสน) หล่อหลอมให้เขามีความสนใจในเรื่องละคร การเขียน รวมถึงการแต่งนิทานในที่สุด

เมื่อมองชีวิตของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน ซึ่งมีชีวิตอยู่ในชนบทของเดนมาร์กเมื่อราว 200 ปีก่อน ชีวิตของเขาน่าจะเป็นชีวิตแบบ “ปกติ” ของคนส่วนใหญ่ในยุคนั้น คือ มีฐานะยากจน มีความศรัทธาในศาสนาสูงและมีการศึกษาน้อย (เพราะโอกาสที่คนเมื่อ 200 กว่าปีก่อนจะได้เรียนหนังสือต้องเป็นเรื่องที่พิเศษจริง ๆ) แต่นิสัยของแอนเดอร์เสนที่พิเศษกว่าใคร น่าจะเป็นเรื่องความเป็นคนที่มีจินตนาการสูง มีความฝันอยากเป็นนักแสดงละคร เป็นคนรักการอ่าน มีความจำที่ดีถึงขนาดที่สามารถจำบทละครฉากต่าง ๆ ได้ขึ้นใจ และที่น่าสนใจมากคือ มีความกล้าในการแต่งกลอนหรือเขียนเรื่องราวต่าง ๆ ทั้ง ๆ ที่มีความรู้เรื่องภาษาไม่มากนัก และมีความกล้าที่จะออกเดินทางไกลเพื่อทำความฝันให้เป็นจริง

คุณสมบัติต่าง ๆ ของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน ทำให้เขาได้รับความเมตตาจากผู้ใหญ่หลาย ๆ คนที่ยินดีให้ความรู้ด้านภาษาแก่เขา แต่ในขณะเดียวกัน ผลงานในช่วงแรก ๆ ของเขาก็โดนดูถูกและเย้ยหยันในเรื่องคุณภาพของงานและการใช้ภาษาที่ผิดพลาดอยู่เสมอ ๆ

การสร้างสรรค์ผลงานด้านการเขียนทั้ง ๆ ที่มีความรู้ที่จำกัด รวมทั้งการต้องเผชิญกับการดูถูกซ้ำแล้วซ้ำเล่า สะท้อนให้เห็นชีวิตทั้งในด้านความมุ่งมั่นและความขมขื่นของแอนเดอร์เสน

ผลงานในยุคแรก ๆ ของเขา (ราวปลายปี 1828 -1839) ไม่ใช่นิทานเด็กอย่างที่หลาย ๆ คนคิด แต่งานในยุคแรก ๆ ของเขา เป็นการแต่งบทละครและนวนิยาย ซึ่งกว่าที่ผลงานของเขาจะเริ่มได้รับการยอมรับ มันก็ใช้เวลานับ 10 ปีเลยทีเดียว

ในปี 1835 หลังจากที่นิยายเรื่อง “นักแสดงสด” ที่ ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน แต่ง ได้รับการตีพิมพ์ เขาได้เริ่มแต่งและพิมพ์นิทานสำหรับเด็กเล่มแรกออกมา นิทานชุดแรกเกือบทั้งหมดนำมาจากนิทานที่เคยได้ฟังตอนเด็ก ๆ (ยกเว้นเรื่องสุดท้ายที่สนุกที่สุด) ต่อมา เขาก็เริ่มแต่งนิทานเรื่องใหม่ ๆ เองเกือบทุกเรื่อง โดยออกหนังสือนิทานเล่มใหม่ทุกปีในวันคริสต์มาส ซึ่งทำให้ต้นคริสต์มาสทุกต้นในเดนมาร์กมีหนังสือนิทานเด็กของเขาวางอยู่ด้วยเสมอ (มีข้อมูลระบุว่า นิทานเรื่องแรกที่เขาแต่งมีชื่อว่า “เทียน” ซึ่งแต่งในช่วงปี 1820-1830)

นิทานของแอนเดอร์เสนได้รับความนิยมมาก มีนักแสดงบางคนนำนิทานของเขาไปจัดแสดงบนเวที นอกจากนี้ นิทานเรื่อง ทหารดีบุก คนเลี้ยงหมู และ ลูกข่างกับลูกบอล ก็เคยถูกนำไปเล่าบนเวทีละครหลวงและโรงละครเอกชน ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี

ตลอดช่วงชีวิตการทำงานของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน เขาได้พบเจอกับผู้คนมากมาย ผู้คนจำนวนหนึ่งช่วยสนับสนุนและให้กำลังใจเขา ผู้คนอีกจำนวนหนึ่งดูถูกและพยายามกดเขาให้ต่ำลง แอนเดอร์เสนเดินทางไปยังประเทศต่าง ๆ ในยูโรปเพื่อพักใจเป็นระยะ ๆ รวมทั้งเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ใหม่ ๆ และพบเจอกับบุคคลสำคัญ ๆ ในแวดวงวรรณกรรมในประเทศต่าง ๆ (รวมทั้งนักแต่งนิทานอย่างพี่น้องตระกูลกริมม์) การทำงานอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผลงานช่วยเบิกทางให้ผู้คนยอมรับเขามากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในหมู่ประชาชนทั่วไป นักเขียน บุคคลสำคัญ รวมถึงพระมหากษัตริย์

หนังสือเรื่อง “เบื้องลึกเทพนิยายโลก ชีวิตจริง ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน” ทำให้ได้เห็นว่า ชีวิตของ ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน เหมือนการเดินทางไกล ที่ก้าวไปด้วยความศรัทธาที่มั่นคงต่อพระเจ้า และการสร้างผลงานอย่างไม่หยุดหย่อน ซึ่งเมื่อเขามุ่งมั่นก้าวเดินไปในทางที่ถูกต้อง ท้ายที่สุด เขาก็ได้รับการยอมรับ และกลายเป็นนักเขียนขวัญใจของเด็กหลาย ๆ คนในยุคนั้น รวมถึงเด็กอีกนับล้านคนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน


ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน กลายเป็นนักเขียนและบุคคลสำคัญของเดนมาร์กและของโลก (ในขณะที่ผู้คนจำนวนมากที่เย้ยหยันและดูถูกเขา จากโลกนี้ไปโดยไม่มีใครจดจำได้) แอนเดอร์เสนแต่งนิทานไว้ทั้งหมด 156 เรื่อง โดยได้รับการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ มากกว่า 125 ภาษา ซึ่งจุดเด่นของนิทานของแอนเดอร์เสนคือ เป็นนิทานที่เหมาะสำหรับเด็ก แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นนิทานที่มีเนื้อหาสอนใจและให้แง่คิดที่ลึกซึ้งสำหรับผู้ใหญ่

หลังจากที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ได้อ่านหนังสือ “เบื้องลึกเทพนิยายโลก ชีวิตจริง ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน” จนจบ ผมก็รู้สึกว่า ชีวิตของนักแต่งนิทาน อาจมีอะไรหลาย ๆ อย่างที่คล้ายกัน ทั้งในแง่การเป็นคนที่ต้องมีความมุ่งมั่นมาก ๆ อดทนมาก ๆ และมีจินตนาการมาก ๆ แม้คนจำนวนหนึ่งจะมองว่า อาชีพนักแต่งนิทานเป็นอาชีพที่ไม่มีความหมายอะไรมากนัก (และเป็นอาชีพที่ได้ค่าตอบแทนน้อย) แต่มันก็น่าจะเป็นอาชีพที่มีคุณค่าอยู่พอสมควร เพราะอย่างน้อยที่สุด ผลงานนิทานที่ฝากเอาไว้ ก็น่าจะช่วยสร้างรอยยิ้มและความสุข (รวมทั้งให้ข้อคิดบางอย่าง) แก่ผู้อ่าน แม้ตัวผู้แต่งจะจากโลกนี้ไปแล้ว

Posted in Uncategorized

นำบุญในไทยรัฐ

ในสมัยก่อน (เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา) หนังสือพิมพ์ไทยรัฐถือว่าเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ซึ่งได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศไทย การมีข่าวลงในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐจึงถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ และเป็นเรื่องที่นักเขียนนิทานธรรมดา ๆ อย่างผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ไม่เคยคาดคิด Continue reading “นำบุญในไทยรัฐ”