นิทานตลก ๆ ก่อนนอนเรื่องแรก ๆ ที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) หัดแต่ง น่าจะเป็นนิทานก่อนนอนเรื่อง “พระราชาปุ๋งปุ๋ง” ซึ่งผมพยายามหาแง่มุมตลก ๆ ที่คิดว่าน่าจะเรียกรอยยิ้มจากเด็ก ๆ ได้ มาแต่งเป็นนิทาน นิทานเรื่องนี้ อาจไม่ใช่นิทานตลก ๆ ก่อนนอนที่ตลกที่สุด (ทั้งยังอาจมีแง่มุมที่ควรปรับปรุงให้เหมาะสมขึ้น) แต่ก็เป็นผลงานการแต่งนิทานตลก ๆ ก่อนนอนเรื่องแรก ๆ ที่ผมตั้งใจทำเมื่อราว 20 ปีก่อน หวังว่าจะทำให้เด็ก ๆ มีความสุขกับนิทานเรื่องนี้ได้บ้างนะครับ Continue reading “นิทานตลก : พระราชาปุ๋งปุ๋ง”
Month: May 2020
นิทานเกี่ยวกับทะเล

วันศุกร์เป็นวันสุดท้ายของการเรียนหนังสือ พรุ่งนี้คือวันเสาร์ซึ่งเป็นวันหยุด นิทานก่อนนอนสำหรับวันศุกร์ จึงน่าจะเป็นนิทานเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยว เผื่อว่าคุณพ่อคุณแม่จะวางแผนจัดประสบการณ์ให้ลูก ๆ ด้วยการพาไปเที่ยวในวันหยุด
นิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เลือกมาไว้ในหมวดนิทานก่อนนอน (วันศุกร์) จึงเป็นนิทานเกี่ยวกับทะเล บางเรื่องอาจเป็นนิทานเกี่ยวกับนางเงือกหรือเงือกน้อย บางเรื่องอาจเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับโจรสลัด บางเรื่องอาจเป็นเรื่องของชาวเกาะ ซึ่งรับรองว่านิทานแต่ละเรื่องสนุกสนานไม่แพ้กัน
นิทานก่อนนอน (วันศุกร์) มีดังต่อไปนี้










#นิทานนำบุญ
…………………………

นิทานพ่อมดแม่มด

วันพฤหัสเป็นวันก่อนถึงวันสุดท้ายปลายสัปดาห์ เด็ก ๆ หลายคนอาจเริ่มเหนื่อยกับการเรียนที่ผ่านมาแล้วหลายวัน และเด็กบางคนอาจตื่นเต้นที่วันศุกร์กำลังมาถึง (ซึ่งหมายความว่า วันเสาร์-อาทิตย์กำลังรออยู่) นิทานก่อนนอนสำหรับวันพฤหัส จึงน่าจะเป็นนิทานก่อนนอนสนุก ๆ ประเภท นิทานแม่มดใจร้าย นิทานแม่มดกับเจ้าชาย นิทานแม่มดน้อย นิทานแนวเวทมนตร์ ฯลฯ
นิทานก่อนนอน (วันพฤหัส) ที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพ่อมด แม่มด หรือ เวทมนตร์ที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่ง มีอยู่ค่อนข้างมาก (มากขนาดที่รวมเป็นเล่มมาแล้ว) ซึ่งนิทานก่อนนอนที่คัดสรรมาไว้ในหมวดนิทานก่อนนอน (วันพฤหัส) มีดังต่อไปนี้










#นิทานนำบุญ

นิทานเจ้าชายเจ้าหญิง
นิทานปรับพฤติกรรมเด็ก

วันพุธเป็นวันกลางสัปดาห์ซึ่งเด็ก ๆ คงเริ่มชินกับการไปโรงเรียน เพราะภาพในการเรียนมักจะซ้ำ ๆ เหมือนกันทุกวัน คืนวันพุธ จึงเป็นคืนที่คุณพ่อคุณแม่ น่าจะทำให้ช่วงเวลานิทาน เป็นช่วงเวลาที่มีคุณค่าเป็นพิเศษ ด้วยเหตุนี้ ผมจึงเลือก “นิทานปรับพฤติกรรมเด็ก” มารวมไว้ในหมวดนิทานก่อนนอน (วันพุธ) เพื่อให้วันพุธเป็นคืนพิเศษสำหรับการใช้นิทานก่อนนอนในการกล่อมเกลาเด็ก ๆ ให้เป็นคนดี
นิทานก่อนนอน (วันพุธ) ซึ่งประกอบด้วย นิทานปรับพฤติกรรมเด็ก และ นิทานที่มีข้อคิดสอนใจเด็ก มีรายชื่อ ดังต่อไปนี้










#นิทานนำบุญ

นิทานเพื่อนและมิตรภาพ

นิทานสำหรับวันจันทร์ที่ผมเลือกมาจัดไว้ในหมวดหมู่เดียวกัน คือ นิทานเกี่ยวกับเพื่อนและมิตรภาพ ทั้งนี้เพราะ วันจันทร์เป็นวันเริ่มต้นของสัปดาห์ เป็นวันแรกในการทำงาน และเป็นวันแรกของการเรียนหนังสือ ในฐานะที่ผมทำงานด้านเด็กมานาน ผมจึงคิดว่า นิทานก่อนนอนที่เหมาะกับวันจันทร์น่าจะเป็นนิทานก่อนนอนสั้น ๆ (เพราะคุณพ่อคุณแม่จะได้ไม่เหนื่อยในการเล่ามากนัก) และน่าจะเป็นนิทานเบา ๆ เกี่ยวกับมิตรภาพระหว่างเพื่อน ซึ่งเมื่อเล่านิทานจบแล้ว คุณพ่อคุณแม่อาจถือโอกาสนอนข้าง ๆ ลูก แล้วให้ลูก ๆ เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเพื่อนที่โรงเรียนให้ฟัง เพื่อสังเกตว่าลูกมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นที่โรงเรียนหรือเปล่า และลูกเข้ากับเพื่อนได้ดีหรือถูกใครรังแกหรือไม่
ในส่วนของนิทานก่อนนอนวันจันทร์ ผมนำนิทานก่อนนอนสั้น ๆ แนวมิตรภาพระหว่างเพื่อนมารวมเอาไว้ ดังต่อไปนี้










#นิทานนำบุญ
…………………………..

นิทานก่อนนอน (วันเสาร์)
วันเสาร์ เป็นวันที่เด็ก ๆ ส่วนใหญ่ได้พักจากการเรียนที่โรงเรียน และมีเวลาผ่อนคลายฟังนิทานนานมากกว่าวันอื่น ๆ ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) จึงเลือกนิทานก่อนนอนเรื่องยาว ๆ มาจัดไว้ในหมวด “นิทานก่อนนอนวันเสาร์” ซึ่งหวังว่า นิทานก่อนนอนเรื่องยาว ๆ ที่คัดสรรมาสำหรับวันเสาร์ จะช่วยให้ช่วงเวลานิทานของเด็ก ๆ และคุณพ่อคุณแม่ เป็นช่วงเวลาที่วิเศษสุด (เพราะทุกคนน่าจะนอนตื่นสายได้ในวันอาทิตย์)
นิทานก่อนนอนเรื่องยาว ๆ ที่คัดสรรมาสำหรับวันเสาร์ มีดังต่อไปนี้

นิทานก่อนนอนเรื่องยาว ๆ : เด็กน้อยกับแมลง

นิทานก่อนนอนเรื่องยาว ๆ : เจ้าหนูธนูวิเศษ

นิทานก่อนนอนเรื่องยาว ๆ : อสุรกายรุงรัง

นิทานก่อนนอนเด็กไทย: เจ้าหนูธนูวิเศษ นิทานสอนใจแนวแฟนตาซี
เมื่อราว 20 ปีก่อน ผม—นำบุญ นามเป็นบุญ—เริ่มแต่งนิทานเรื่อง เจ้าหนูธนูวิเศษ ด้วยแรงบันดาลใจจากความชอบส่วนตัวที่อยากให้ตัวเอกใช้ “ธนู” เป็นอาวุธ และรู้สึกสนุกกับชื่อที่มีเสียงคล้องจองระหว่างคำว่า “ธนู” กับ “เจ้าหนู” จนกลายเป็นชื่อเรื่องที่ฟังดูเท่ราวกับวรรณกรรมเยาวชนระดับโลก
นิทานเรื่องนี้เริ่มต้นจากชื่อเรื่อง โดยยังไม่มีโครงเรื่องหรือแก่นเรื่องชัดเจน ผมค่อย ๆ ต่อเรื่องราวเหมือนการต่อจิ๊กซอว์ในสมอง—ต่อถูกก็ไปต่อ ต่อผิดก็ดึงออก แล้วคิดใหม่ จนกลายเป็นนิทานที่มีทั้งความอ่อนโยนและฉากตื่นเต้นเล็ก ๆ คล้ายกับนิทานก่อนนอนเรื่องยาวอย่าง กระต่ายแสงจันทร์
ผมหวังว่าเด็ก ๆ จะชอบนิทานเรื่องนี้ และได้รับทั้งความสนุกและแรงบันดาลใจจากการอ่านครับ
หมายเหตุสำคัญ: นิทานเรื่อง เจ้าหนูธนูวิเศษ ถูกละเมิดลิขสิทธิ์บ่อยครั้ง เช่น การนำไปทำคลิปลง YouTube/TikTok หรือจัดทำเป็น e-book บนแพลตฟอร์มต่าง ๆ โดยไม่ได้รับอนุญาต หากตรวจพบการละเมิด จะมีโทษทั้งทางแพ่งและอาญา ผมดำเนินการจริง ฟ้องจริง ขอความกรุณาอย่าทำผิดลิขสิทธิ์ครับ
มาอ่านนิทานเรื่อง “เจ้าหนูธนูวิเศษ” ด้วยกันนะครับ
“ปันปัน” เป็นหลานของช่างทำธนูฝีมือเยี่ยม พ่อกับแม่ของปันปันฝากเขาเอาไว้กับคุณปู่ก่อนที่พวกท่านจะลาขึ้นสวรรค์ไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ ปันปันเสียใจที่เขาไม่มีโอกาสได้อยู่กับคุณพ่อคุณแม่ แต่เขาก็ยังรู้สึกดีที่อย่างน้อยเขาก็ยังมีคุณปู่ผู้คอยเฝ้าห่วงใยเขาอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก
ปันปันรักคุณปู่มาก และแน่นอน…คุณปู่ก็รักปันปันด้วยเช่นกัน ปันปันมักจะเฝ้ามองคุณปู่ในขณะที่ท่านกำลังลงมือทำธนูด้วยความตั้งอกตั้งใจ เมื่อปันปันเห็นคุณปู่ทำธนูอยู่บ่อย ๆ ปันปันจึงนึกอยากที่จะทำธนูขึ้นมาบ้าง ด้วยเหตุนี้ ปันปันจึงเริ่มต้นฝึกทำธนู โดยเขามักจะขอให้คุณปู่ช่วยชี้แนะวิธีการทำธนูให้กับเขา
ธนูคันแรกของปันปันเสร็จสมบูรณ์ขึ้นในวันที่ปันปันมีอายุ 7 ขวบ ปันปันภูมิใจในผลงานการทำธนูของเขามาก และเมื่อปันปันอายุ 12 ขวบ ปันปันก็กลายเป็นช่างทำธนูที่มีฝีมือในการทำธนูและยิงธนูไม่เป็นสองรองจากใคร
อยู่มาวันหนึ่ง คุณปู่ของปันปันล้มป่วยลงด้วยอาการที่น่าเป็นห่วง คุณหมอประจำหมู่บ้านต่างพากันถอนใจ เพราะอาการป่วยของคุณปู่หนักเกินกว่าที่แพทย์ประจำหมู่บ้านอย่างพวกเขาจะช่วยเยียวยาเอาไว้ได้
คุณหมอท่านหนึ่งได้เปรยกับปันปันว่า หากได้หมอที่เก่งกว่านี้ อย่างเช่นหมอหลวงของพระราชามาช่วยทำการรักษา คุณปู่ก็น่าจะหายป่วยได้ไม่ยากนัก ปันปันรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจที่เขาคงไม่อาจช่วยให้คุณปู่หายจากอาการป่วยที่แสนทรมานนี้ได้ ใคร ๆ ก็รู้ดีว่าหมอหลวงคือหมอของพระราชา ดังนั้น มันจึงเป็นไปไม่ได้ที่หมอหลวงจะมารักษาคุณปู่ให้กับเขา
แต่โชคดีก็ยังเป็นของคุณปู่และปันปัน เพราะในช่วงเวลานั้น พระราชาได้จัดการแข่งขันการยิงธนูระยะไกลขึ้น พระราชาทรงประกาศว่า ผู้ที่ชนะ สามารถขอรางวัลอะไรก็ได้ตามใจปรารถนา ปันปันรู้ดีว่าเขาต้องการจะขออะไรจากพระราชา ปันปันจึงรีบสมัครเข้าร่วมแข่งขันอย่างไม่ลังเล
เหล่าขุนนางต่างพากันหัวเราะเยาะเมื่อเห็นเด็กน้อยอย่างปันปันแบกธนูไม้คันใหญ่ยักษ์เข้ามาสมัครร่วมแข่งขัน ด้วยความที่มีผู้สมัครเข้าแข่งขันอยู่ก่อนแล้วเพียง 3 คน คือชายหนุ่มผู้เกิดในตระกูลสูง นักรบร่อนเร่ผู้หยาบช้า และอัศวินจากประเทศตะวันตก ดังนั้น พวกขุนนางจึงยินยอมให้ปันปันเข้าร่วมการแข่งขันได้ โดยพวกเขาจัดลำดับให้ปันปันยิงธนูเป็นคนสุดท้าย เพื่อให้ปันปันกลายเป็นตัวขบขันและสร้างสีสันให้กับงาน!
เมื่อเวลาของการแข่งขันมาถึง เหล่าทหารก็พากันผูกด้ายแดงเข้ากับปลายลูกธนูของผู้เข้าแข่งขันทั้ง 4 คน ผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนมีโอกาสในการยิงธนูคนละ 1 ครั้ง ซึ่งหากลูกธนูของใครพาด้ายแดงไปได้ไกลที่สุด บุคคลนั้นก็จะถือว่าเป็นผู้ชนะของการยิงธนูระยะไกลในครั้งนี้
บุคคลแรกที่ยิงธนูก็คือชายหนุ่มผู้เกิดในตระกูลสูง ชายหนุ่มคนนี้สามารถยิงธนูไปปักที่ต้นไม้ซึ่งอยู่ห่างออกไปไกลถึง 500 ก้าว ส่วนนักรบร่อนเร่ผู้หยาบช้านั้น เขาตั้งใจอวดฝีมือด้วยการยิงธนูทะลุผ่านธนูลูกแรก แล้วปล่อยให้ลูกธนูทะลวงผ่านต้นไม้ไปตกอยู่ในป่าทึบซึ่งห่างออกไปวัดได้ 1000 ก้าว แต่ที่น่าอัศจรรย์ที่สุดก็คือฝีมือการยิงธนูขออัศวินจากประเทศตะวันตก เพราะเขาสามารถยิงธนูข้ามป่าทึบไปตกที่ด้านหลังของภูเขา ซึ่งเมื่อวัดระยะทางแล้ว เขาเป็นผู้ที่ยิงธนูได้ไกลที่สุด คือไกลถึง 2000 ก้าวเลยทีเดียว
และแล้ว…โอกาสในการยิงธนูของปันปันก็มาถึง ผู้คนต่างพากันหัวเราะขบขันเมื่อเห็นเด็กน้อยแบกธนูคันใหญ่ยักษ์เข้ามาตั้งท่าเตรียมพร้อมที่จุดตั้งต้น และเมื่อทหารให้สัญญาณในการยิงธนู ปันปันซึ่งตั้งสมาธิและจรดหัวใจไว้ที่ปลายธนูอยู่แล้ว ก็ค่อย ๆ ทำการเหนี่ยวสายธนูอย่างช้า ๆ จนคันธนูโค้งเกือบเป็นรูปวงกลม และเมื่อปันปันปล่อยมือจากสายธนู คันธนูก็ดีดตัวกลับ ทำให้ลูกธนูพุงฉับตัดอากาศไปว่องไวราวกับสายลม
ผู้คนต่างพากันตกตะลึงจนพูดไม่ออก ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่า เด็กตัวเล็ก ๆ อย่างปันปันจะสามารถยิงธนูได้แรงถึงเพียงนี้ แต่เมื่อทหารลงมือค้นธนูเพื่อวัดระยะ สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เพราะแทนที่ทหารจะพบลูกธนูตกไกลออกไปอย่างที่หลายคนคาดหวัง ลูกธนูกลับตกอยู่ในพุ่มไม้ห่างจากจุดตั้งต้นเพียงแค่ 10 ก้าวเท่านั้น! และนี่คือความจริงที่ปันปันไม่อาจปฏิเสธได้
แต่โชคของปันปันก็ยังคงมีอยู่ เพราะในขณะนั้น พระราชาผู้ทรงความยุติธรรมได้ชมการแข่งขันมาโดยตลอด พระราชาทรงสงสัยว่า เพราะเหตุใดลูกธนูของเด็กน้อยจึงพุ่งไปได้ไม่ไกลอย่างที่ควรจะเป็น ดังนั้น ก่อนที่พระองค์จะทำการประกาศตัวผู้ชนะ พระองค์จึงสั่งให้ทหารลองวัดความยาวของด้ายสีแดงที่ผูกติดอยู่กับปลายลูกธนูของปันปันให้แน่ใจเสียก่อน
เมื่อทหารลงมือวัดความยาวของด้ายสีแดงโดยเริ่มวัดจากจุดตั้งต้น ผลที่เกิดขึ้นก็คือ…ทหารต้องเดินวนรอบโลก 1 รอบจนกระทั่งกลับมาที่จุดตั้งต้นอีกครั้ง แล้วเดินต่อไปอีก 10 ก้าว จึงวัดความยาวทั้งหมดได้ครบถ้วน ซึ่งนั่นก็หมายความว่า ลูกธนูของปันปันพุ่งทะยานไปได้ไกลที่สุด โดยเดินทางไปรอบโลกภายในเวลาเพียงแค่พริบตาเดียว
ในที่สุด ปันปันก็ได้เป็นผู้ชนะ และเมื่อพระราชาทรงถามว่า ปันปันต้องการอะไรเป็นรางวัลสำหรับชัยชนะในครั้งนี้ ปันปันจึงรีบตอบพระราชาด้วยความมุ่งมั่นว่า สิ่งเดียวที่เขาต้องการคือเขาอยากขอยืมตัวหมอหลวงให้ช่วยไปรักษาคุณปู่ผู้เป็นที่รักของเขา
พระราชาทรงชื่นชมในความสามารถและความกตัญญูของปันปัน ดังนั้น หลังจากที่หมอหลวงทำการรักษาคุณปู่จนหายป่วยแล้ว พระราชาจึงรับปันปันกับคุณปู่ให้เข้ามาอยู่ในพระราชวัง โดยมอบหมายให้ปู่หลานทั้งสองคอยฝึกฝนพลธนูของกองทัพให้มีความสามารถมากขึ้นเรื่อย ๆ
และแล้ว..นิทานเรื่องนี้ก็จบลงอย่างมีความสุข
ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :
- ความกตัญญูคือพลังที่ยิ่งใหญ่
- อย่าตัดสินใครจากรูปลักษณ์ภายนอก
- ความพยายามและความตั้งใจสามารถพาเราไปไกลกว่าที่ใครคาดคิด
#นิทานนำบุญ
นิทานก่อนนอน : ความรักของคนดูแลสวน

นิทานก่อนนอนเรื่อง ความรักของคนดูแลสวน เป็นนิทานคู่รักเรื่องแรก ๆ ที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งลงในนิตยสารขวัญเรือน เรื่องราวของนิทานเรื่องนี้ มีโครงเรื่องตามแบบฉบับของนิทานความรักคลาสสิกที่หลาย ๆ คนคงคุ้นเคย แต่เรื่องราวที่ดูธรรมดาไม่โลดโผนจนเกินไป มักเป็นที่ชื่นชอบของเด็ก ๆ และเหมาะจะใช้เป็นนิทานก่อนนอนสำหรับการอ่านให้แฟนฟัง ลองอ่านกันดูนะครับ
Continue reading “นิทานก่อนนอน : ความรักของคนดูแลสวน”นิทานก่อนนอน : ความรักของหุ่นไล่กา
นิทานก่อนนอนเรื่อง ความรักของหุ่นไล่กา
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหุ่นไล่กาตัวหนึ่งยืนตากแดดตากฝนเฝ้านาโดยไม่เคยปริปากบ่น แม้มันจะเหนื่อยที่ต้องคอยไล่อีกาซึ่งชอบเข้ามาขโมยกินข้าวในนา แต่หุ่นไล่กาก็ตั้งใจทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถ เพราะมันรักงานของมัน และที่สำคัญ…มันแอบหลงรักลูกสาวชาวนาซึ่งเป็นผู้หญิงที่ขยันขันแข็งและมีนิสัยแสนน่ารัก
บ่อยครั้งที่หุ่นไล่กาเผลอมองลูกสาวชาวนาจนเหล่าอีกาเริ่มรู้สึกผิดสังเกต ครั้นเมื่อพวกอีกาจอมเจ้าเล่ห์ทราบว่าหุ่นไล่กาแอบหลงรักหญิงสาวผู้เป็นมนุษย์ เหล่าอีกาจึงวางแผนหลอกหุ่นไล่กาให้ออกไปจากนา เพื่อที่พวกมันจะได้ขโมยกินข้าวได้อย่างสบายใจไร้ปัญหา
อีกาตัวหนึ่งเคยบินผ่านป่าเวทมนตร์และพบบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ซึ่งสามารถเนรมิตให้สิ่งไม่มีชีวิตกลายร่างเป็นมนุษย์ได้ เมื่ออีการู้ว่าหุ่นไล่กาหลงรักลูกสาวชาวนา พวกมันจึงแกล้งบินคุยกันให้เสียงดังไปเข้าหูของหุ่นไล่กาว่า “ในป่าเวทมนตร์ทางตะวันตก มีบ่อน้ำที่เนรมิตให้สิ่งไม่มีชีวิตกลายร่างเป็นมนุษย์ได้ ถ้าใครมีรักแท้ต่อมนุษย์ก็น่าจะลองเดินทางไปที่บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ดูนะ”
คำพูดของอีกาทำให้หุ่นไล่กาหูผึ่ง ถ้ามันกลายเป็นมนุษย์ได้จริง บางทีมันอาจมีโอกาสได้ทำความรู้จัก, พูดคุยหรือคบหากับหญิงสาวที่มันรักก็เป็นได้ ด้วยเหตุนี้ หุ่นไล่กาจึงวางแผนออกเดินทางไปยังป่าเวทมนตร์ในตอนกลางคืน (ซึ่งพวกอีกาคงหลับแล้ว) และตั้งใจจะรีบกลับมาเฝ้านาให้ทันก่อนที่พระอาทิตย์จะขึ้น
อนิจจา! หุ่นไล่กาไม่รู้เลยว่ามันหลงกลของเหล่าอีกาเข้าให้เสียแล้ว เพราะหนทางไปยังป่าเวทมนตร์และบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์เป็นเส้นทางที่ไกลแสนไกล คนธรรมดาที่มีขาก้าวเดินยังต้องใช้เวลา นานเป็นวันกว่าจะไปถึงได้ แต่หุ่นไล่กามีร่างกายทำจากฟางและไม่มีขาในการก้าวย่าง มันจึงได้แต่ขยับตัวทีละนิด ๆ และมีเพียงพลังใจเท่านั้นที่ทำให้มันเคลื่อนที่ไปได้ ด้วยเหตุนี้เอง หุ่นไล่กาจึงใช้เวลานานถึง 10 ชั่วโมงกว่าที่มันจะไปถึงทางเข้าป่า ซึ่งในเวลานั้น เหล่าอีกาก็ตื่นนอนและบินไปขโมยกินข้าวในนาได้อย่างสบายใจเสียแล้ว
แม้หุ่นไล่กาจะใช้เวลาเดินทางมากกว่าที่มันคิด แต่มันก็ไม่ยอมท้อถอย มันยังคงเดินทางเข้าป่าต่อไปทั้ง ๆ ที่มีอุปสรรคมากมายรอมันอยู่ เวลาผ่านไปนาน 3 วัน 3 คืน ในที่สุด หุ่นไล่กาก็ไปถึงบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์และกลายร่างเป็นมนุษย์ได้สำเร็จดังที่มันตั้งใจเอาไว้
ครั้นเมื่อหุ่นไล่กาเดินทางออกจากป่าเวทมนตร์ในฐานะของชายพเนจร เขาก็รีบตรงกลับไปยังนาข้าวด้วยความรู้สึกผิดที่ละทิ้งหน้าที่
ทันทีที่ชายหนุ่มไปถึงนา เขาก็พบว่ามีอีกานับร้อย ๆ ตัวบินลงมาขโมยกินข้าว โดยที่พ่อกับแม่และหญิงสาวได้แต่นั่งกุมขมับอย่างหมดสิ้นหนทางที่จะขับไล่อีกาเหล่านั้นให้ออกไปจากนาได้
ชายหนุ่มรู้สึกผิดมาก เขาจึงรีบเข้าไปในนา แล้วจัดการรวบรวมฟางข้าวที่มีอยู่ทั้งหมด นำมาทำเป็นหุ่นไล่กาตัวใหญ่ยักษ์สำหรับใช้ไล่ฝูงกาโดยเฉพาะ
ไม่มีใครทำหุ่นไล่กาได้เก่งเท่ากับอดีตหุ่นไล่กาอีกแล้ว
ด้วยเหตุนี้ เมื่อฝูงกาเห็นหุ่นไล่กาที่มีหน้าตาถมึงทึงดูน่ากลัว พวกมันจึงรีบบินหนีและรู้สึกสยองขวัญจนไม่กล้าเข้าใกล้ที่นาผืนนี้อีก
พ่อกับแม่และหญิงสาวมองชายหนุ่มด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก ใจหนึ่ง…ทุกคนทึ่งกับความสามารถอันแสนวิเศษของชายแปลกหน้าที่ไล่อีกาได้อย่างไม่น่าเชื่อ แต่อีกใจหนึ่ง…พวกเขากลับรู้สึกคุ้นเคยกับชายแปลกหน้าผู้นี้อย่างประหลาด
อย่างไรก็ตาม เมื่อชายพเนจรไล่อีกาทั้งหมดไปแล้ว พ่อกับแม่และหญิงสาวจึงชวนชายหนุ่มกินข้าวเพื่อเป็นการตอบแทน ครั้นเมื่อชายหนุ่มกินข้าวจนอิ่ม เขาก็อาสาปลูกข้าวให้ชาวนาเพื่อเป็นการขอบคุณ
พ่อกับแม่และหญิงสาวเห็นว่าชายหนุ่มมีเจตนาดีจึงอนุญาต ครั้นเมื่อทุกคนเห็นชายหนุ่มทำงานในนาด้วยความขยันขันแข็ง พวกเขาก็ยิ่งประทับใจชายหนุ่มมากขึ้นไปอีก
ในเวลาต่อมา เมื่อพ่อกับแม่และหญิงสาวทราบว่าชายหนุ่มเป็นคนพเนจร…ไม่มีบ้านและครอบครัว พวกเขาจึงชวนให้ชายหนุ่มมาพักอาศัยด้วย
ชายหนุ่มดีใจที่มีโอกาสได้ใช้ชีวิตในบ้านเดียวกับหญิงสาว เขาจึงอาสาดูแลนาและช่วยทำงานต่าง ๆ อย่างเต็มที่
เวลาผ่านไปราว 3 ปี ชายหนุ่มดูแลนาด้วยความขยันขันแข็งคงเส้นคงวา ในขณะเดียวกัน เขาก็ใกล้ชิดสนิทสนมกับหญิงสาวมากขึ้นเรื่อย ๆ พ่อกับแม่ของหญิงสาวเห็นว่าชายหนุ่มเป็นคนดีและเป็นที่พึ่งของลูกสาวได้ ท่านทั้งสองจึงตัดสินใจยกลูกสาวให้แต่งงานกับชายหนุ่ม
ชายหนุ่มดีใจที่เขาได้รับความไว้วางใจจากพ่อแม่ของหญิงสาว แต่เขาไม่แน่ใจว่าหญิงสาวจะมีใจให้เขาบ้างหรือไม่ ครั้นเมื่อพ่อกับแม่ถามความสมัครใจของลูกสาวสุดที่รัก หญิงสาวก็ได้แต่อายจนหน้าแดง แล้วตอบตกลงแต่งงานกับชายหนุ่มซึ่งเธอเองก็แอบมีใจให้มานานแล้ว
ในที่สุด ความรักของชายหนุ่มผู้เคยเป็นหุ่นไล่กาก็สมหวัง เขาพยายามดูแลหญิงสาวเป็นอย่างดี และทั้งคู่ก็อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขสืบมา
#นิทานนำบุญ










